ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ทานผ้าวัสสา

ภาค : เหนือ

ทานผ้าวัสสา 

ประเพณีทานผ้าวัสสา ซึ่งอาจเรียกว่า ทานกฐิน หรือปัจจุบันนิยมเรียกว่าทอดกฐินคือการถวายผ้าจำนำพรรษาแก่พระสงฆ์ที่จำพรรษาเป็นเวลาสามเดือน การทำบุญทอดกฐินคือการนำผ้ากฐินไปถวายไว้ต่อหน้าพระสงฆ์จำนวนอย่างน้อย๕ รูป โดยไม่เจาะจงว่าจะถวายรูปใด อนึ่ง ในประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย ของมณี พยอมยงค์ ได้แยกกล่าวถึงประเพณีทานผ้าวสา-วัสสาและประเพณีการถวายกฐิน เป็นสองเรื่อง ซึ่งในที่นี้ได้นำเรื่องทั้งสองมาเรียบเรียงเข้าไว้ด้วยกัน


คำว่า "กฐิน" เป็นคำภาษาบาลี มีความหมายถึง ไม้สะดึงที่ใช้ขึงเย็บผ้าเพื่อเป็นจีวรของพระสงฆ์ ดังนั้นคำว่า "กฐินทาน"หมายถึง การให้ หรือมอบผ้าให้เพื่อขึงเย็บด้วยไม้สะดึงเพื่อเป็นการสงเคราะห์พระสงฆ์ให้มีผ้าผลัดเปลี่ยนในระหว่างจีวรกาล พิธีนี้มีมาแต่ครั้งพุทธกาลซึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ที่จำพรรษาครบ ๓ เดือน กรานและอนุโมทนากฐิน แล้วรับและบริโภคใช้สอยเป็นเวลาในกำหนดเพียง ๑ เดือนในจีวรกาล เขตอานิสงส์จำนำพรรษาคือนับแต่แรม ๑ ค่ำ เดือนเกียงหรือเจียง (เดือน ๑๑) เป็นต้นไปถึงวันเพ็ญเดือนยี่ เป็นเวลา ๑ เดือน ถ้าถวายนอกกาลกำหนดนี้ ไม่นับเป็นผ้าจำนำพรรษา ในการรับกฐินนั้นมีประเพณีอยู่ว่าวัดใดจะรับกฐินได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในแต่ละปี เพราะฉะนั้นผู้ประสงค์จะถวายทานกฐินจะต้อง "จองกฐิน" ก่อนล่วงหน้าเพื่อเป็นการบอกพระภิกษุที่เป็นเจ้าอาวาสวัดนั้นๆ ให้รับทราบว่าปีนี้มีกฐินแล้ว จะได้ไม่รับกฐินของบุคคลอื่นความเป็นมาของประเพณีทอดกฐินนี้มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีพระภิกษุชาวเมืองปาไฐยยะประมาณ ๓๐ รูป มีความประสงค์จะไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ เมืองสาวัตถีจึงชวนกันเดินทางออกจากเมืองปาไฐยยะไป พอไปถึงเมืองสาเกตซึ่งเหลือทางอีกประมาณ ๖ โยชน์ก็จะถึงที่พระพุทธเจ้า



ประทับอยู่ พอดีถึงวันเข้าพรรษา พระภิกษุเหล่านั้นจึงจำเป็นต้องหยุดจำพรรษาที่เมืองสาเกตนั้นเอง ในระหว่างจำพรรษานั้นภิกษุดังกล่าวมีความกระวนกระวายใจอยากเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก พอออกพรรษาจึงพากันเดินทางไปโดยเร็ว ครั้นถึงเมืองสาวัตถีก็ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์สมดังความปรารถนาพระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความลำบากของพระภิกษุเหล่านี้จึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุทำพิธีกรานกฐิน ซึ่งได้อานิสงส์ทางพระวินัย ๕ ประการ


จะมีข้อสังเกตว่า ในสมัยหลังมานี้ วัดใดที่จะมีการทอดกฐินจะมีธงรูปจระเข้ติดที่หน้าวัด และขบวนกฐินมักมีธงรูปจระเข้นำขบวนไปด้วย ความหมายนั้น ตามประเพณีของภาคกลางท่านว่าไว้สองนัย คือจระเข้เป็นสัญลักษณ์ของดาวจระเข้ซึ่งออกเมื่อใกล้สว่าง เป็นดาวที่บอกเวลาเคลื่อนองค์กฐินไปสู่ที่หมาย อีกนัยหนึ่งกล่าวว่ามีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญในการทอดกฐินกับเขาบ้าง จึงว่ายน้ำตามเรือของอุบาสกผู้หนึ่งที่ไปทอดกฐินทางเรือ ว่ายน้ำจนหมดกำลังไปต่อไม่ไหว จึงร้องบอกให้อุบาสกให้ช่วยเหลือดนให้ได้ทอดกฐินกับเขาบ้าง อุบาสกผู้นั้นมีความสงสารจระเข้ใจบุญ จึงให้คนเขียนรูปจระเข้ไว้ตั้งแต่นั้นมาจึงมีธงรูปจระเข้ัติดไว้ที่วัดและนำขบวนกฐิน


การถวายผ้าจำนำพรรษาในปัจจุบันที่ทำกันอยู่นี้มี ๒

วิธี คือวิธีหนึ่ง เป็นเจ้าภาพคนเดียวถวายทาน อีกวิธีหนึ่งคือการเรียไรเงินตามกลุ่มคนเพื่อนำเงินมาซื้อผ้าจำนำพรรษาหรือมีการแจกฎีกาให้ชาวบ้านรับไปตามจำนวนพระสงฆ์ของวัดนั้น ซึ่งบางคนอาจรับเป็นชุดไดรจีวร หรือบางคนอาจรับผืนใดผืนหนึ่งตามกำลังทรัพย์และศรัทธา ในสมัยใหม่นี้ความนิยมเรื่องการทอดกฐิน มักจะเป็นไปเพื่อเป็นการรวบรวมปัจจัยเงินทองไปช่วยวัดใดวัดหนึ่งที่กำลังมีการก่อสร้างศาสนวัตถุหรือศาสนสถาน และการทอดกฐินก็นิยมที่จะทอดที่วัดต่างถิ่นโดยผู้ไปร่วมทำบุญมีจุดประสงค์เพื่อไปทัศนาจรศึกษาศิลปวัฒนธรรมต่างท้องถิ่นด้วย ซึ่งการเดินทางไปเป็นหมู่คณะนี้เรียกว่า "กฐินสามัคคี"


เมื่อถึงวันกำหนดถวาย ชาวบ้านก็จะนำผ้ามาพร้อมกันที่วัด ในกรณีนี้บางคนอาจถวายปัจจัยอย่างอื่นเป็นบริวารได้เวลาพระสงฆ์ลงประชุมแล้ว ถ้าเจ้าภาพคนเดียวมีไทยธรรมเหมือนกันก็กล่าวคำถวายแล้วประเคนเรียงกันไปโดยลำดับแต่ถ้าเป็นการป่าวร้องมาทำร่วมกัน ผ้าแต่ละคนไม่เหมือนกันก็ต้องติดเลขเพื่อพระจะได้จับสลาก


ในงานทอดกฐิน

 



ช่างฟ้อนในงานทอดกฐินวัดกู่คำ ลำปาง, ๒๕๓๙

 



ในงานทอดกฐินวัดกู่คำ ลำปาง, ๒๕๓๙