บทละครเรื่องเงาะป่า พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเรื่องรักสามเส้าของพวกเงาะป่าที่จบเรื่องแบบโศกนาฏกรรม
เหตุที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องนี้ เนื่องจากทรงพระประชวรด้วยโรคมาลาเรีย พระยาพระเสริฐศาสตร์ธำรง แพทย์หลวงได้ถวายคำแนะนำให้ทรงงดพระราชภารกิจ เสวยยาควินินต่อไปอีก ๘ วัน ระหว่างวันที่ ๒๖ มกราคม-๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๘ จึงเสด็จไปประทับที่พระที่นั่งวิมานเมฆตามคำทูลเชิญของพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ และทรงใช้เวลาที่ว่างจากพระราชภาระต่างๆ นี้ ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องเงาะป่าขึ้น เริ่มจากพระอัครชายาเธอฯ ทรงนำบทละครเรื่องอิเหนาให้ข้าหลวงขับร้องถวายในเวลาเสวยค่ำเรื่อยไป ตั้งแต่เวลาประมาณยามหนึ่งจนถึงเวลาเสด็จขึ้นที่บรรทม เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ ได้เล่าไว้ในเรื่องบ่อเกิดของพระราชนิพนธ์เงาะป่าว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอยากได้ลูกเงาะป่ามาเลี้ยงเป็นมหาดเล็กจึงโปรดฯ ให้หลวงทิพกำแหงผู้รั้งเมืองพัทลุงหาเด็กชาวเงาะป่ามาถวายได้เด็กชื่อคนัง เมื่อคนังเข้ามาอยู่ในวังนั้นมีอายุประมาณ ๗ ขวบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้อยู่ในพระอุปการะของพระวิมาดาเธอฯ กรมพระสุทธาสินีนาฏฯ และให้มีฐานะเป็นมหาดเล็กพิเศษ โดยปกติจะรับสั่งให้เข้าเฝ้าอยู่ใกล้ชิด และตรัสซักถามพูดเล่นกับนายคนังเป็นประจำ เนื่องจากทรงเมตตาและโปรดปรานนายคนังที่เฉลียวฉลาดและมีความจงรักภักดี หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว คนังได้ออกไปอยู่กับเจ้านายพระองค์หนึ่งมีชีวิตสุขสบายดีแด่ชอบเที่ยวเตร่ มีผู้เล่าว่าคนังติดผู้หญิงแล้วถูกญาติพี่น้องของผู้หญิงทำร้ายเสียชีวิต







เมื่อจะเริ่มทรงพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่า ทรงสอบถามประวัติและเรื่องราวของพวกเงาะจากนายคนัง ประกอบกับทรงได้ยินเสียงร้องกล่อมถวายอยู่อย่างนั้น จึงทรงสมมติเริ่มเรื่องว่า พระองค์เสด็จประพาสป่าถึงสงขลาและพัทลุงไปจนถึงถิ่นฐานของพวกเงาะ ทรงได้ฟังนิยายรักเรื่องนี้จากเงาะคนหนึ่งชื่อยายลมุด ทรงจดจำเรื่องนี้มาพระราชนิพนธ์เป็นบทละครเรื่องเงาะป่าขึ้น จากนั้นพระราชทานให้ข้าหลวงลองร้องและเล่นดนตรีดู โดยโปรดฯ ให้ยึดบทละครเรื่องอิเหนาเป็นหลัก ให้ครูเพลงบรรจุเพลงประจำบท เลือกทำนองเพลงให้เหมาะกับบทร้องและเนื้อเรื่อง เมื่อพอพระราชหฤทัยแล้วจึงเป็นที่ยุติเมื่อทรงปรับปรุงแก้ไขและใส่เพลงให้เหมาะสมแล้วจึงมอบให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดลคัดลอกลงสมุด
แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องเงาะป่าเพื่อใช้เป็นบทขับร้อง แต่ทรงคำนึงถึงความเหมาะสมแก่การแสดงละครด้วย ดังนั้นบางตอนจึงทรงพระราชนิพนธ์ไว้สองแบบ ในต้นฉบับลายพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้านิภานภดล มีทั้งฉบับเต็มสำหรับขับร้องและบทคัดย่อสำหรับเล่นละคร โดยมีคำว่า "ตัด" และ "จับ" ช่วยบ่งบอกคือ กลอนตอนที่มีคำว่า "ตัด" เขียนกำกับหมายความว่าเมื่อเล่นละครให้ตัดออก ข้ามไปใช้กลอนตอนที่มีคำว่า "จับ" กำกับอยู่ต่อไปเลย บางตอนก็ย่อกลอนให้สั้นลงเช่น ย่อจาก ๘ คำกลอน เหลือ ๔ คำกลอน กลอนบทยาวใช้ขับร้อง บทสั้นใช้เล่นละคร


พระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง เงาะป่า มีบทนำเรื่องก่อนถึงตัวเรื่อง โดยให้ความรู้เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเงาะได้แก่ การดำรงชีวิต การสร้างที่อยู่อาศัย อาหาร การแต่งกายการแต่งงาน อาวุธ การละเล่น ดนตรี ความคิดความเชื่อการทำศพ และภาษาเงาะหรือก็อยที่ใช้ในเรื่อง ดังตัวอย่าง
"...เงาะเรียกตัวเองว่า "ก็อย" เรียกตามภาษามลายูว่า "เซมัง" หรือ "สไก"..รูปพรรณไม่สู้สูงใหญ่ ตามักจะแหลมจมูกกว้างแบน ปากไม่เจ่อเช่นนิโคร ผมเส้นอ่อนและขมวดผู้ชายไว้ผมกลมรอบศีรษะเช่นเงาะหัวโขน แต่ผู้หญิงไว้ยาวอย่างมวยก็มี แต่ที่ตัดสั้นเป็นพื้น ผิวดำเจือแดงไม่ใช่ดำเขียวก็ไม่เฉพาะแต่ดำอย่างเดียว ที่สีจางออกไปก็มาก บางพวกสีเหมือนคนปรกติแต่มักจะเป็นลาย เช่น แผลออกฝีตามตัวมากด้วยเมื่อเด็กๆ มักเป็นแผลต่างๆ เป็นพื้น กำลังย่อมเป็นคนแข็งแรง..."
ตัวอย่างภาษาก็อยที่ปรากฏในเรื่อง เช่น
"มอเจน ทุเรียน
มานุค ไก่เถื่อน
มุเตียว นกขนาดเล็ก
มันนึ กระบอกลูกดอก
เมง จอมปลวก"
พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องเงาะป่ามีเนื้อเรื่องดังต่อไปนี้คนังกับไม้ไผ่เป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งชวนกันไปหาอาหารได้พบกับซมพลา ซมพลาหลงรักนางลำหับ ซึ่งเป็นพี่สาวของไม้ไผ่ จึงฝากดอกจำปูนกับเล็บเสือไปให้ และให้ไม้ไผ่นัดแนะให้ตนได้พบกับนาง บังเอิญนางลำหับถูกงูรัดเป็นลมหมดสติไป ชมพลาเข้ามาช่วยแก้ไขไว้ทัน นางลำหับก็ปักใจรักชมพลา ฝ่ายฮเนาซึ่งให้พ่อแม่มาสู่ขอนางลำหับไว้ก่อนได้นัดจัดพิธีแต่งงาน ขณะทำพิธีส่งตัว ชมพลาทำอุบายลักพานางลำหับหนีไป ฮเนาติดตามไปพบจึงเกิดการต่อสู้กัน ซมพลาถูกรำแก้วพี่ชายของฮเนาลอบยิงตาย นางลำหับตามมาพบเข้าจึงฆ่าตัวตายตามสามี ฮเนาเห็นเหตุการณ์เกิดความเศร้าสลดใจที่ตนเป็นต้นเหตุ ประกอบกับอาลัยรักนางลำหับจึงฆ่าตัวตายตามไปอีกคนหนึ่ง
จากนั้นกล่าวถึงผู้รั้งเมืองพัทลุงได้รับพระบรมราชโองการให้หาลูกเงาะป่าไปถวายพระเจ้าอยู่หัว จึงจัดให้โนรามาเล่นเพื่อให้พวกเงาะพากันมาดูโนรา ได้ตัวนายคนังซึ่งกำพร้าพ่อแม่ไปถวายเป็นมหาดเล็ก และจบเรื่องด้วยโคลงกระทู้ว่า
"จบ บทประดิษฐ์แกล้ง กล่าวกลอน
เรื่อง หลากเล่นละคร ก็ได้
เงาะ ก็อยเกิดในดอน แดนพัท ลุงแฮ
ป่า เป็นเรือนยากไร้ ย่อมรู้รักเป็น"
นับว่าบทละครเรื่องเงาะป่ามีแนวเรื่องต่างจากบทละครเรื่องอื่นๆ เพราะเป็นเรื่องของคนป่าพวกหนึ่งไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์หรือชนชั้นสูง และจบลงด้วยความตายของตัวละครเอกนอกจากนี้ยังมีการใช้ภาษาเงาะสอดแทรกในเนื้อความได้อย่างกลมกลืนและเหมาะสม เช่น
"เที่ยวไปในดงพงชัฏ
ล้วนขนัดพฤกษาสูงไสว
เห็นมุเตียวติดคู่อยู่คบไม้
ลาเต๊าะไต่ตามกิ่งกินตองตง
เองแอ๊งแอบพวงอเวย์หวาน
ลิงยดเป็นทะยานกินหว้าหลง
กะเจ๊กลูกเต็มตัวจนหล่นลง
โกวัลลงแวดชายอยู่รายเรียง
นกเซ็ดแซ็ดร้องซ้อต้นจอเฮ็ด
จงจิกเมล็ดกินพลางต่างส่งเสียง
บ้างโผผินบินขยับลงจับเคียง
เปล่งสำเนียงเสนาะยิ่งยืนนิ่งฟัง"
บางตอนสะท้อนให้เห็นประเพณี และความเชื่อของพวกเงาะเช่น ตอนฮเนาแต่งงานกับนางลำหับ
"เมื่อนั้น
สองเงาะเฒ่าชื่นชมสมหมาย
ต่างจูงลูกสาวและลูกชาย
ให้นั่งเรียงเคียงกายกลางวง
ต่างหยิบมือมาให้จับกัน
เป็นสำคัญยกให้ตามประสงค์
แล้วอำนวยอวยพรโดยจำนง
ให้ยืนยงอยู่คู่นิรันดร์
บัดนั้น
ซอมลุกผู้เฒ่าคนขยัน
จึงเริ่มทำวิธีพลีกรรม
กระบือเผือกผูกมั่นกับดอกไม้
จับหอกประหารพอซานล้ม
เดินก้มภาวนาเข้ามาใกล้
ยื่นิ้วเท้าจุกจมูกไว้
บริกรรมขับไล่ปรางควาน"
ในด้านวรรณศิลป์ บทละครเรื่องเงาะป่า ได้รับยกย่องว่ามีสำนวนความเปรียบที่ไพเราะให้อารมณ์สะเทือนใจ และแทรกคติชีวิต ดังตัวอย่าง
"โอ้หงส์ทองล่องฟ้าเที่ยวหาคู่
น่าอดสูเสียวงศ์หลงกระเหว่า
หาโผผินบินพรากจากลำเนา
ไปจับเจ่าจิกขนอยู่หนใด
ละพี่นางเหมราของข้าเจ้า
ให้หงอยเหงาทุกข์ทนหม่นไหม้
ดอกไม้ช่อขอถวายเทพไท
ช่วยดลใจหงส์ทองอย่าล่องเลย"
"ดูดุ๊ความรักนักหนาหนอ
มาลวงล่อโลมพาคนอาสัญ
ถึงสามศพสยบเรียงเคียงกัน
ล้วนทาสรักทั้งนั้นอนาถใจ"