ตำนานนางจามเทวี 
เรื่องราวของนางจามเทวีซึ่งเป็นคนจริงในประวัติศาสตร์ก็ได้มีการนำมาเผยแพร่ในรูปของตำนานเพื่อให้เป็นที่รู้จัอย่างกว้างขวาง ซึ่งได้สรุปเรื่องไว้ดังนี้
เมื่อพระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่นั้น ได้เสด็จไปโปรดสัตว์ทั้งหลาย และได้เล็งเห็นด้วยตาทิพย์ว่า ควรตั้งศาสนาและบรรจุธาตุไว้ที่ไหน แล้วจึงเสด็จเดินทางมายังประเทศแห่งหนึ่งไม่ไกลจากแม่น้ำระมิงและได้หยุดเพื่อบิณฑบาต
มีนายพรานผู้หนึ่ง ได้นำหมากสมอมาถวาย พระพุทธเจ้าก็ได้ฉันแล้วโยนขึ้นไปบนอากาศแล้วตกลงมาหมุนบนพื้นดินนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทำนายว่า เมื่อพระองค์นิพพานไปแล้วจะมีพระอรหันต์ทั้งหลายและพระยาศรีธรรมาโศกราชจะเอาธาตุพระองค์มาบรรจุไว้ที่นี่ นายพรานก็จะได้เกิดเป็นพระยาเสวยราชย์ในเมืองนี้ซึ่งจะได้อุปถัมภ์พระศาสนาและก่อเจดีย์ธาตุ แล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จสู่ปรินิพพานในวันเพ็ญเดือน ๘ ปีมะเส็ง ณ เมืองกุสินาราย
ในกาลครั้งหนึ่ง มีกุลบุตร ๕ คนชื่อ สุเทวะ สุกก-ทันตะ อนุสิสสะ ชลิตะ และสุพรหม เลื่อมใสในพุทธศาสนา จึงได้ออกบวชกับพระพุทธเจ้า แต่ปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จ จึงสึกแล้วมาบวชเป็นฤๅษีอยู่ในป่าหิมวันต์ จนได้ปัญจอภิญญาสมาบัติทุกคน วันหนึ่งฤๅษีทั้ง ๕ ตน อยากเสพอาหารอันมีรสดีก็รวมกันมาอยู่เมืองมนุษย์ สุเทวฤๅษีอยู่ดอยอุจฉุบปัพพตาคือ ดอยสุเทพปัจจุบัน สุกกทันตฤๅษีอยู่ดอยเมืองละโว้ อนุ-สิสสฤาษีไปอยู่ดอยใกล้เมืองทลิทวัลลินคร ชลิตฤาษีอยู่ดอยอหปัพพตะ คือ ดอยบาให้ สุพรหมฤๅษีอู่ที่ดอยเขางาม
ขณะที่ฤาษีสุเทวะไปอาบน้ำที่แม่น้ำโรหิณีคือแม่น้ำข่าตามปกติ วันหนึ่งได้พบเด็กเกิดในรอยเท้าช้างเป็นชาย ๑ คน หญิง ๑ คน และในรอยเท้าแรด เท้าวัว ชายหนึ่ง หญิงหนึ่งเหมือนกัน ก็นำไปเลี้ยงไว้ในอาศรมทั้ง ๖ คนและได้เลี้ยงจนเติบโตและแต่งงานกันตามคู่ที่เกิดมาด้วยกัน
ต่อมายังมีแม่กวางตัวหนึ่งมากินน้ำปัสสาวะของฤๅษีตนนี้ก็เกิดตั้งท้องแล้วเกิดลูก ๒ คน คือ ชายกับหญิง เจ้าฤๅษีไปพบก็เลยเก็บมาเลี้ยงอีกและเจริญเติบโต มีหน้าตางดงามเหมือนกันและตั้งชื่อผู้หญิงว่า กุปติรสีนี ส่วนผู้ชายชื่อว่า กุนรสีพออายุทั้งสองได้ ๑๖ ปี ฤาษีก็ให้แด่งงานกันและเนรมิดเมืองให้เมืองหนึ่งชื่อว่ามิคคสังคนคร อยู่แถบตีนดอยสุเทพ และให้กุนรสีกุมารเป็นพระยาของทั้ง ๖ คนที่เกิดจากเท้าสัตว์นั้นพระยากุนรสีได้มีลูกชาย ๓ คน กับผู้หญิง ๑ คน คนแรกชื่อกุนสิกนาส กุนสิสราช กุนลิโลสา ตามลำดับ ส่วนผู้หญิงชื่อปทุมวติ พระยากุนรสีได้มาสร้างเมืองอมรบุรนครอีก แล้วให้กุนสิสราชปกครองและสร้างเมืองกุนริสสนคร และให้กุนลิโลสาปกครอง แล้วให้กุนสิกนาสอยู่ที่เมืองมิคคสังคนครกับตนภายหลังสุเทวฤๅษีไม่พอใจ ก็เลยสร้างเมืองใหม่ทางเหนือที่พระพุทธเจ้ายืนอยู่นั้นชื่อ เมืองบุรนคร ให้กุนสิกนาสปกครอง
ยังมีผู้เฒ่าผู้หนึ่ง มีลูกชายหยาบช้ามาก ชอบทุบตีแม่ทุกวันจนนางทนไม่ได้ จึงมาแจ้งแก่พระยา พระยาพิจารณาว่าเด็กย่อมดีพ่อแม่ นางไม่พอใจยิ่งนัก ออกจากเรือนพระยาลงมาแล้วยกมือไหว้เทวดาขอเป็นที่พึ่งแก่นางด้วย เทวดาได้ยินก็โกรธ สั่งให้นางบอกกล่าวญาติพี่น้องผู้ที่นางรักออกจากเมืองนั้นแล้วเทวดาก็ได้ทำให้เมืองนั้นยุบจมลงไป จึงได้ชื่อว่า "หล่มเงื้อม"
สุเทวฤาษีเห็นว่าหากผู้ปกครองไม่ดี บ้านเมืองจะล่มจม จึงอยากได้พระยาผู้มีทศพิธราชธรรมมาปกครองบ้านเมืองครั้นคิดถึงสุกกทันตฤาษี อยากปรึกษาหารือด้วย จึงลงมาจากดอยมาอยู่ ณ ที่พระพุทธเจ้าเคยมาฉันหมากของนายพรานนั้น แล้วเขียนหนังสือมัดดิดกอไผ่ให้เทวดานำไปให้สุกก-ทันตฤาษี ซึ่งได้ขี่กอไผ่มากับเทวดา เมื่อพบกันแล้วก็เจรจากัน ณ ที่พรานป่าเอาหมากสมอมาถวายนั้น แล้วเหลือบเห็นแก้ว ๓ ประการ ถ่านไฟ และข้าวเปลือก ทั้งสองจึงพิจารณาว่า สมควรสร้างเมืองอยู่ที่นี่และจะหาพระยาที่ทรงคุณธรรมมาปกครอง จึงพากันไปหาอนุสิสสฤาษีที่เมืองทลิทวัลลินคร อนุสิสสฤาๅษีทราบแล้วก็ใช้นกหัสดีลิงค์ตัวหนึ่งไปคาบเอาเปลือกหอยแล้ววางครอบสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทำนายนั้น แล้วสุเทวฤๅษีและสุกกทันตฤาษีก็ช่วยกันเนรมิตเมืองขึ้นมา เมื่อเจรจากันว่าจะเอาใครมาปกครอง สุกกทันตฤๅษีบอกว่า มีลูกสาวของพระยาจักวัดิเมืองละโว้ผู้หนึ่ง นางปฏิบัติตามศีล ๕ ไม่ขาดชื่อว่าจามเทวี จากนั้นก็ได้เตรียมเครื่องปัณณาการไปขอนางโดยมีคะวะยะอมาตย์เป็นหัวหน้านำขบวนไป
นางจามเทวีนั้น ได้ยินว่าเป็นธิดาบุญธรรมของสุเทว-ฤาษี เพราะแต่ก่อนนั้น มีเมืองหนึ่งชื่อกุรูรัฐนคร เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดและกกุสันธะยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า เมืองนี้ได้ชื่อว่า อินทสาเกด พระยาอินทสาเกตได้นำมะม่วงจากพระเจ้าอังครัฏฐะ ๑๐๑ ลูกมาปลูกและโตเป็นต้นเดียว มี ๕ กิ่งที่งดงามมาก ตั้งอยู่นานตราบจนพระพุทธเจ้า ๓ องค์ที่เคยประทับใต้ต้นมะม่วงนี้คือ พระกกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะครั้นถึงสมัยพระพุทธเจ้าโคดมะ มะม่วงก็ได้โค่นตายแล้วพระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้วมานอนที่ขอนมะม่วงนั้น ส่วนพระยากุรุรัฏฐะไม่ทรงทศพิธราชธรรม เมืองก็เลยล่มจมกลายเป็นหนองน้ำใหญ่ชื่อว่าหนองมอญ เต็มไปด้วยบัวต่างๆ มากมายสุเทวฤๅษีมาเก็บบัวทุกวัน วันหนึ่งพบดอกบัวดอกหนึ่งใหญ่มากก็เอามือแหวกดูพบเด็กผู้หญิงอยู่ในนั้นก็เลยนำมาเลี้ยงไว้และให้ชื่อว่า นางจามเทวี เมื่อนางเจริญเติบโตเป็นสาว เจ้าฤๅษีเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะอยู่กับตน ก็เลยเอานางใส่แพล่องไปและให้เทวดาคุ้มครอง จนไปติดอยู่ที่เมืองละโว้ คนทั้งหลายเห็นก็แจ้งแก่พระยา เจ้าเมืองพอทราบแล้วก็นำนางเข้าเมืองและได้แต่งงานกับเจ้ากัมโพชราชบุตรของตน
ฝ่ายคะวะยะ เมื่อถึงเมืองละโว้แล้วก็เอาเครื่องปัณณาการมาถวายแล้วก็บอกกล่าวเรื่องที่ขอนางจามเทวีนั้น เมื่อพระนางทราบแล้วก็ดีใจที่จะได้กลับไปปกครองบ้านเมืองแล้วจะได้พบพ่อบุญธรรมของตน นางได้เชิญพระเจ้ากัมโพชราชสวามีไปด้วยแต่พระองค์ไม่ไป นางได้ออกเดินทางเมื่อเดือน ๑๒ แรม ๘ ค่ำ วันอังคารดิถี ๒๓ นาทีติถี ๑๙ พระจันทร์เสวยฤกษ์ตัวที่ ๖ ชื่ออัทรา ในเมถุนวาโยราศี นาทีฤกษ์ ๒๓ ยามสาย ผู้ร่วมทางมีพระเถระเจ้า ๕๐๐ รูปและช่างด่างๆอย่างละ ๕๐๐ คน ขึ้นไปตามแม่น้ำระมิง พระนางได้ผ่านสถานที่ต่างๆ เป็นอันมากและได้ให้ชื่อสถานที่เหล่านั้นด้วยตามเหตุการณ์ เช่น เมืองตากแห้ง ตำบลสามเงา เกาะขะหมื่น แก่งส้มป่อย ผาอาบนาง ผาต้ม แก่งสร้อย เมืองหอด วังสะแคง ฯลฯ
พระนางได้มาถึงเมือง ซึ่งพระเจ้าสุเทวระสีกับสุภค-ทันตระสีเตรียมต้อนรับพร้อมทั้งประชาชนทั้งหลายและแต่งตั้งพระนางเป็นนางท้าวพระยาปกครองบ้านเมืองในวันเดือน ๗ ขึ้น ๑๓ ค่ำ วันพฤหัสบดีดิถี ๑๓ นาทีดิถี ๔ ฤกษ์อุตตรผลคุณในกนันถปฐวีราศี นาทีฤกษ์ ๒๑ ยามก่อนเที่ยง เมื่อนางขึ้นครองราชสมบัติได้ ๗ วัน ก็ประสูติได้ลูกชายแฝดชื่อว่ามหายศ กับ อินทวรอนันตยศ หรือ มหันตยศ
ครั้นราชบุตรทั้งสองอายุได้ ๒ ปีแล้ว เจ้าสุเทวฤๅษีได้เล็งเห็นอนาคตภายหน้า จึงได้ให้เทวดาทั้งหลายเอาช้างเผือกที่มีงาสีแดงเพียงข้างเดียวจำนวน ๑ เชือก มาจากดอยช่างสรงจนถึงเขตเมืองแล้วไม่ยอมไปต่อ บุคคลผู้ใดบังคับก็ไม่ได้แต่ราชบุตรทั้งสองก็สามารถนำไปโดยง่าย เจ้าราชบุตรทั้งสอง จึงได้เป็นเจ้าของช้างเผือกงาเดียวตั้งแต่นั้นมา
ยังมีขุนหลวงชาวลวะผู้หนึ่งชื่อวิรังคะ ทราบข่าวเกี่ยวกับนางจามเทวีและอยากได้นางเป็นภรรยา จึงให้บริวารมาสู่ขอพร้อมเครื่องปัณณาการ พระนางไม่ยอม เจ้าวิรังคะจึงโกรธใช้ให้คนเอาวัวชนมา ๑ ตัว ให้นางจามเทวีหาวัวมาชนนางก็ได้นำลูกวัวที่ยังไม่หย่านมมาอดนม ๑ คืน ๑ วัน มาสู้ลูกวัวเห็นวัวของขุนวิรังคะแล้วนึกว่าเป็นแม่ ก็วิ่งเข้าไปดูดอัณฑะ วัวนั้นก็กลัววิ่งหนีไป จากนั้นวิรังคะกับพระนางจามเทวีก็หาวิธีต่อสู้กันด่างๆ นานา ด้วยความฉลาดของนางจึงเอาชนะวิรังคะได้ตลอด พระยาลวะก็ซัดเสน้า หรือหอกซัดขนาดใหญ่ ๘ คืบอ้อม ยาว ๑๕ วา จากที่อยู่ไปตกที่ริมกำแพงเมืองด้านตะวันตกเฉียงเหนือ จมดินลงไป ๕ วา จึงให้ชื่อว่าหนองเสน้า จามเทวีเห็นว่าพระยาลวะมีฤทธิ์มาก จึงเอาผ้านุ่งชั้นในซักให้สะอาดแล้วทำเป็นหมวกให้พระยาลวะสวม เมื่อขุนวิรังคะหมดฤทธานุภาพแล้วยกทัพมา พระนางจึงให้ราชบุตรทั้งสองขี่ช้างเผือกไปพร้อมกับบริวารหนึ่งพันเข้ารบจนชนะ
เมื่อลวะแพ้ไปแล้ว จามเทวีก็แต่งตั้งมหันตยศซึ่งมีอายุ ๗ ปี ปกครองหริภุญชัย และอนันตยศปกครองพรหมเขลางคนครแล้วพระนางก็สิ้นพระชนม์เมื่ออายุได้ ๙๒ ปี พระยามหันต-ยศก็นำศพไปไว้ยังป่าไม้ยาง แล้วนำกระดูกก่อเป็นเจดีย์ ชื่อสุวัณณเจดีย์จังโกฏิ ภายหลังช้างเผือกก็ตาย จึงเอางาและกระดูกไปฝังไว้ใต้กระดูกนางจามเทวี มหันตยศเสวยราชย์จนอายุได้ ๘๐ ปี ก็สิ้นพระชนม์และมีลูกหลานปกครองเมืองหริภุญชัยลำพูนสืบต่อมา
(เรียบเรียงจาก ประชุมด่านานลานนาไทย ของสงวน โชติสุขรัตน์,๒๕๕๕)
อัจฉรา ประมวล