ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ตัวเมือง

ภาค : เหนือ

ตัวเมือง (อ่าน "ตัวมือง")

ตัวเมือง หมายถึง ตัวอักษรที่ใช้บันทึกความรู้ความคิดต่างๆ ในหมู่ตนเมืองหรือชาวล้านนานั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อักขระ และเรียกในวงวิชาการว่า "อักษรธรรมล้านนา" หรือ "อักษรไทยวน" รูปทรงโดยทั่วไปของอักษรเป็นลักษณะกลมป้อม

ความเป็นมาของอักษรชนิดนี้อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าเป็นอักษรคลี่คลายมาจากอักษรเฟนิเซียนของตะวันออกกลางเป็นอักษรพราหมีในช่วงสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียเมื่อประมาณ พ.ศ.๓๐๐ ต่อมาได้มีการนำไปใช้ในทางตอนใต้ของอินเดีย โดยเฉพาะใช้บันทึกพระไตรปิฎกลงในใบลานในสมัยของพระเจ้าทุฏฐคามินีที่ลังกาเมื่อ พ.ศ.๕๕๐ หลังจากนั้นก็ได้พัฒนาเป็นอักษรปัลลวะเมื่อประมาณ พ.ศ.๑๑๐๐ อักษรแบบนี้มีปรากฏที่อาณาจักรทวารวดีของชนเผ่ามอญที่นครปฐม เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๑๕๐ และศิลาจารึกซึ่งพบที่อาณาจักรศรีเกษตรคือเมืองแปรโบราณของพม่า มีอายุประมาณ พ.ศ.๑๐๕๐-๑๑๕๐ และที่เขมรก็พบศิลาจารึกซึ่งใช้อักษรแบบนี้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าภววรมันที่ ๑ ใน พ.ศ.๑๑๕๐ เป็นต้นมา ต่อมาเมื่ออาณาจักรสุธรรมวดี (เมืองสะเทิม)มีอิทธิพลมากขึ้น ก็ได้แก้ไขอักษรปัลลวะให้กลายเป็นอักษรมอญโบราณโดยสมบูรณ์ ซึ่งพม่าก็รับอักษรชนิดนี้ไปพัฒนาเป็นอักษรของตนเช่นกัน

ต่อมาพบว่ามีการใช้งานอักษรชนิดนี้อย่างกว้างขวางที่อาณาจักรหริภุญชัยของชนเผ่ามอญเมื่อประมาณ พ.ศ.๑๖๐๐ ดังพบว่ามีศิลาจารึกที่จารด้วยอักษรชนิดนี้เป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะในสมัยของพระเจ้าสววาวธิสิทธิหรือสรรพสิทธิแห่งอาณาจักรหริภุญชัยลำพูน (พ.ศ.๑๕๔๖-๑๖๔๑) และเมื่อพระญามังรายแผ่อาณาเขตลงมาจากเชียงรายเข้ายึดลำพูนได้เมื่อ พ.ศ.๑๘๓๖ นั้น ก็คงจะรับเอาอักษรชนิดนี้ไปใช้งาน แม้จะมีกล่าวในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า อ้ายฟ้าซึ่งเป็นไส้ศึกของพระญามังราย "เขียนจดหมาย" แจ้งข่าวให้พระญามังรายยกเข้าดีเมืองลำพูนก็ตาม แต่ก็ไม่มีหลักฐานอื่นยืนยันว่าชนเผ่าไทยวนของพระญามังรายมีอักษรใช้แล้ว

ตัวเมือง หรืออักษรธรรมล้านนาที่ใช้บันทึกเอกสารภาษาไทยเก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบ คือจารึกลานทองซึ่งพบที่ฐานพระประธานวัดพระศรีมหาธาตุ สุโขทัย จารขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๙๑๙ โดยมีอักษรสุโขทัย ๓ บรรทัด และอักษรธรรมล้านนา ๑ บรรทัด

ตัวเมือง หรืออักษรธรรมล้านนาซึ่งพัฒนาขึ้นจากอักษรของชนเผ่ามอญที่หริภุญชัยนั้น มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดเมื่อพระมหาญาณคัมภีระเดินทางกลับจากลังกามาสู่เชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.๑๙๗๕ และอักษรชนิดนี้ก็ได้ใช้ในการจารคัมภีร์ต่าง ๆ ทางพุทธศาสนาลงในใบลาน และโดยเฉพาะเมื่อมีการสังคายนาพระไตรปิฎกที่เชียงใหม่ในสมัยของพระเจ้าติโลกราชเมื่อพ.ศ.๒๐๒๐ แล้วพุทธศาสนาก็ได้แพร่จากเชียงใหม่ไปสู่เชียงตุงและเชียงรุ่ง และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชขนคัมภีร์จาก




เชียงใหม่กลับสู่หลวงพระบางเมื่อ พ.ศ.๒๐๙๐ นั้น จากนั้นจึงขยายเป็นอักษรธรรมอีสานไปด้วย ตัวอักษรซึ่งใช้จารคัมภีร์ดังกล่าวก็แพร่หลายไปสู่อาณาจักรเหล่านั้น และโดยที่อาณา-จักรทั้งหลายมีลักษณะร่วมทางภาษากันอยู่ อักขระชนิดนี้จึงสามารถแพร่หลายจากสังคมวัดไปสู่สังคมชาวบ้านได้ง่าย และยังมีการแลกเปลี่ยนคัมภีร์ทางพุทธศาสนาระหว่างอาณาจักรเหล่านี้เสมอ

อักษรธรรมล้านนาได้ขยายวิธีบันทึกจากการเขียนด้วยมือมาสู่การพิมพ์ เมื่อมิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียนชาวอเมริกันต้องการเผยแพร่คริสต์ศาสนาเป็นปฐม โดยได้เริ่มคิดประดิษฐ์ตัวพิมพ์อักษรไทยวนมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๗๙ แต่สามารถดำเนินการด้านโรงพิมพ์ได้ที่ตำบลวังสิงห์คำ ในตัวเมืองเชียงใหม่ได้เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕

เมื่อมีนโยบายรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเมื่อ พ.ศ.๒๔๒๗และกำหนดให้ใช้อักษรและภาษาไทยเป็นสื่อราชการในเขตล้านนาเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ แล้ว คณะมิชชันนารีจึงขายโรงพิมพ์ให้แก่นายเมืองใจ ชัยนิลพันธุ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ ซึ่งนายเมืองใจชัยนิลพันธุ์ ก็ได้รับจ้างพิมพ์เอกสารต่างๆ โดยเฉพาะได้พิมพ์คร่าวซอออกมาจำหน่ายอย่างแพร่หลาย นอกจากมีโรงพิมพ์ของนายเมืองใจ ชัยนิลพันธุ์ แล้ว พบว่ายังมีโรงพิมพ์ที่รับพิมพ์งานด้วยตัวพิมพ์อักษรธรรมล้านนาไม่กี่แห่ง เช่น โรงพิมพ์อุปติพงศ์ที่เชียงใหม่ และอีกโรงพิมพ์หนึ่งที่เชียงราย เป็นต้น

หลังจาก พ.ศ.๒๔๓๖ ที่มีการประกาศให้ใช้ภาษาไทยกลางเป็นภาษาราชการในล้านนาแล้ว การเรียนอักษรไทยกลางได้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในหมู่ชนรุ่นใหม่ โดยที่อักษรธรรมล้านนาก็พอมีการใช้งานบ้างในวัดและยังใช้ทั่วไปนอกวงราชการต่อเมื่อความเจริญจากวิทยาการแผนใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น การใช้งานตัวเมืองก็ลดลงตามลำดับส่วนอักษรธรรมล้านนาที่เผยแพร่ไปสู่เชียงตุง เชียงรุ่งและหลวงพระบางนั้น ก็ได้พัฒนาขึ้นในแหล่งวัฒนธรรมนั้นๆจนกระทั่งกลายเป็นอักษรท้องถิ่นไป

อุดม รุ่งเรืองศรี

ตัวเมือง