ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ตั้งธัมม์หลวง (เทศน์มหาชาติฯ)

ภาค : เหนือ

ตั้งธัมม์หลวง 

การตั้งธัมม์หลวง หมายถึง การฟังพระธรรมเทศนาเรื่องใหญ่หรือเรื่องสำคัญ เพราะ ธัมม์หลวงที่ใช้เทศน์มักจะเป็นเวสสันดรชาดกอันเป็นพระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนจะได้มาเกิดแล้วตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในชาติต่อมา แต่ถ้าจะแปลว่า "การฟังเทศน์ครั้งใหญ่" ก็จะถูกต้องกับเรื่องและระยะเวลาในการเทศน์ คือเป็นคัมภีร์ชาดกสำคัญและมีขนาดยาวและร่วมกับเป็นเทศกาลฟังธัมม์ที่ยาวนานอีกด้วย แต่ขณะเดียวกัน การตั้งธัมม์นี้เมื่อเล็งไปถึงคำว่า "ตั้ง" ซึ่งแปลว่าเริ่มต้น การตั้งธัมม์หลวง ก็อาจแปลว่าการสดับพระธรรมเทศนาจากคัมภีร์ที่จารขึ้นใหม่เป็นครั้งแรก หรือการเริ่มสดับพระธรรมเทศนาด้วยเรื่องที่สำคัญ อันเป็นวัดรประจำปีของพุทธศาสนิกชนล้านนาได้อีกด้วย แต่ถ้าจะแปลโดยเทียบนัยแล้วก็อาจแปลว่าตรงกับงานประเพณีฟังเทศน์มหาชาติ ของภาคกลาง

การตั้งธัมม์หลวงนี้ เห็นได้จากชื่อแล้วว่าเป็นเรื่อง "หลวง" คือเรื่องใหญ่ ดังนั้น การดำเนินการในเรื่องนี้ก็จำเป็นจะต้องยิ่งใหญ่ตามมา นับดั้งแต่การเตรียมคัมภีร์ที่ใช้เทศน์เตรียมองค์ธรรมกถึกหรือพระนักเทศน์ การเตรียมผู้รับผิดชอบกัณฑ์เทศน์หรือเจ้าของกัณฑ์ การจัดเตรียมสถานที่ในการเทศน์และการเตรียมตัวของผู้จะมาฟังเทศน์

การตั้งธัมม์หลวงนี้ จัดเป็นงานปาเวณี (อ่าน "ป๋าเวณี") คืองานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ซึ่งนิยมจัดขึ้นในวันยี่เพงหรือวันเพ็ญเดือนยี่ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสองของภาคกลางเนื่องจากเป็นพิธีใหญ่คู่กับงาน ทานสลากหรืองานทำบุญข้าวสลากภัตต์ ดังนั้นจึงมีคตินิยมว่า ในวัดหนึ่งนั้น ปีใดที่จัดงานทานสลาก ก็จะไม่จัดงานตั้งธัมม์หลวง และปีใดที่จัดงานตั้งธัมม์หลวง ก็จะไม่จัดงานทานสลาก

ธัมม์ หรือคัมภีร์ที่นำมาเทศน์ในงานตั้งธัมม์หลวงนี้อาจเป็นคัมภีร์ขนาดยาวเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งทางวัดและคณะศรัทธาจะช่วยกันพิจารณา โดยอาจเป็นเรื่องในหมวด ทศชาติชาดก ปัญญาสชาดก หรือชาดกนอกนิบาตเรื่องอื่น แต่ที่นิยมกันมากคือเรื่อง "มหาชาติ" หรือเวสสันตรชาดก ซึ่งหากเป็นธัมม์ที่มิใช่เรื่องมหาชาติแล้ว ก็มักจะฟังกันไม่เกิน ๓ วัน แต่หากเป็นเวสสันตรชาดกหรือมหาชาติแล้วก็นับเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งอาจมีการฟังธัมม์ต่อเนื่องกันไปถึง ๗ วัน การตั้งธัม์หลวงนี้ บางครั้งก็เป็นเวลาที่ชาวบ้านจัดคัดลอกหรือจารชาดกที่สำคัญมาถวายวัด ก็เลยถือโอกาสตั้งธัมม์ที่ตนสร้างนั้นด้วยและส่วนมากมักจะปิดท้ายด้วยเรื่องมหาชาติ คือก่อนที่จะเทศน์มหาชาติก็จะเทศน์เรื่องอื่นไปเรื่อยๆ พอจะถึงวันสุดท้ายก็จะเทศน์ด้วยคัมภีร์ชื่อ มาลัยต้น มาลัยปลาย และอานิสงส์มหาชาติ รุ่งขึ้นเวลาเช้ามืดก็จะเริ่มเทศน์มหาชาติตั้งแต่กัณฑ์ทศพรไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ซึ่งมักจะไปเสร็จเอาในเวลาทุ่มเศษ แต่ถ้าเป็นเวสสันตรชาดกที่สั้นหน่อยก็อาจเทศน์เสร็จในเวลาพลบค่ำพอดี

การเลือกธัมม์ที่ใช้เทศน์ในงานตั้งธัมม์หลวงทั้ง ๗ วันนี้ บางทีก็ไม่นำเอาเรื่องอื่นมาเทศน์ร่วม คงเทศน์เฉพาะเวสสันดรชาดกเพียงเรื่องเดียวแต่หลายสำนวน ส่วนกลุ่มชาวไทเขินอย่างในเมืองเชียงดุงยังให้ความนิยมในการใช้ธัมม์ชื่อ

"สุชวัณณะวัวหลวง" ในการตั้งธัมม์หลวง พบว่าในล้านนาปัจจุบัน นิยมเทศน์เฉพาะมหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์ หรืออาจมีเรื่องมาลัยต้น มาลัยปลาย และอานิสงส์มหาชาติด้วย โดยเทศน์จบภายในวันเดียว ไม่ได้จัดให้เป็นเทศกาลฟังธัมม์ที่ยาวถึง ๓ วัน หรือ ๗ วันดังที่เป็นมาในสมัยก่อน

เหตุที่นิยมฟังเทศน์เรื่องเวสสันดรชาดกหรือตั้งธัมม์หลวงนี้ อาจเป็นเพราะมีความเชื่อสืบกันมาจากเรื่องมาลัยสูตรที่เล่าว่า ในครั้งที่พระมหาเถรมาลัยไปนมัสการพระเกศแก้ว-จุฬามณีในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ท่านได้พบกับพระอริย-เมตไตยเทวบุตรผู้ที่จะได้จุติมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตพระอริยเมตไตยเทวบุตรได้บอกกับพระมหาเถรมาลัยว่า ผู้ใดที่ประสงค์จะเกิดร่วมศาสนากับพระอริยเมตไตยนั้น จะต้องได้ทาน คือถวายหรือ ฟัง ธรรมมหาชาติเวสสันดรชาดกให้ครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ด้วยความเคารพอย่างสูง และบูชาด้วยธูปเทียนประทีปโคมไฟตามกำลังคาถาในกัณฑ์นั้นๆ

ด้วยเหตุที่มีความนิยมที่จะตั้งธัมม์หลวงหรือฟังเวสสันดรชาดกนี้ จึงทำให้มีนักปราชญ์โบราณาจารย์แต่งเวสสันดรชาดกฉบับล้านนาเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ ฉบับหรือสำนวน เช่น วิงวอนน้อย วิ่งวอนหลวง วิงวอนดอนกลางทิ่งแก้วมโนวอน ท่าแป้นริมคง ล้านช้างเวียงจันทน์ พุกามพระงาม แม่กุ เมืองหาง พระสิงห์ โคมคำ เชียงของ น้ำดั้นท่อไผ่แจ้เรียวแดง พล้าวไกวใบ พล้าวหนุ่ม ชราเหลา อินท์ลงเหลาป่าซางเหลา เถ้านั่งรุ่ง แม่นกอยองปลี สะเพาน้อย ไชยยาไขเล้ม หอฟู เจ้าหล่ายหิน มุกมุ่นซายคำ และ ส้อยสัง-กอรณ์ เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นเรื่องมหาชาติหรือเวสสันตรชาดกเหมือนกัน แต่ก็ต่างกันที่สำนวน และ "นามปากกา" ของผู้แต่ง โดยเรียกแต่ละสำนวนว่า ฉบับ หรือจะบับ เช่น นครกัณฑั้งฉบับเจ้าสุริยะ คือเจ้าสุริยวงศ์เป็น ผู้แต่งนครกัณฑ์ฉบับนั้น ส่วนฉบับที่เป็นภาษาบาลีล้วนเรียกว่า "คาถาพัน" และฉบับที่ยกศัพท์แปลคาถาพันเรียกว่า "จริยา"ส่วนฉบับ "สร้อยสังกรณ์" ซึ่งเป็นที่รู้จักกว้างขวางนั้น พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ฟู อดตสิโว) ได้คัดเอากัณฑ์ที่เด่นจากฉบับต่างๆ มารวมกันเข้าเป็นฉบับใหม่และได้ปริวรรตแล้วพิมพ์เผยแพร่

การเตรียมการในการตั้งธัมม์หลวง

ในการตั้งธัมม์หลวง จะต้องมีการเตรียมการหลายด้านในแง่สถานที่นั้นจะต้องจัดเดรียมที่ค่อนข้างมาก กล่าวคือ นอกวัดและในวัดให้มีทุงหรือธงตะขาบประดับไว้รอบวิหารที่ใช้เป็นสถานที่เทศน์นั้น จะมีการทำรั้วราชวัติและประตูป่า โดยประดับด้วยฉัตร ธง ต้นกล้วย ต้นอ้อย ด้นข่าและต้นข่าแดงเป็นอาทิ พบว่ามีการทำเขาวงกตจำลองให้ผู้คนเข้าไปเดินเพื่อสร้างความสนุกสนานด้วยก็มี

ภายในวิหารให้จัดตั้งเครื่องบูชาธัมม์เวสสันดรชาตดกอันประกอบด้วยดอกบัว ดอกพ้านคือบัวสาย ช่อคือธง

สามเหลี่ยมขนาดเล็ก ประทีป เทียน ทั้งหมดนี้อย่างละ ๑,๐๐๐ ใช้บูชาแต่ละกัณฑ์ตามจำนวนคาถา เช่น กัณฑ์ทศพรมี ๑๙ คาถา กัณฑ์หิมพานต์ มี ๑๓๔ คาถา ก็จะบูชาดอกไม้ธูปเทียนตามนั้น และหากเทศน์คาถาพันก็จุดเทียนถวายจำนวนหนึ่งพันแท่ง

โคมไฟที่ใช้ประดับก็จะมีโคมซึ่งประดิษฐ์เป็นรูปด่างๆ เช่น รูปรังมดส้ม รูปเครื่องบิน และรูปดาว เป็นต้น และมักจะมีโคมผัดคือโคมเวียนติดตั้งอยู่ในจำนวนตามสมควร ส่วนรูปที่นำมาแขวนหรือปิดไว้ว้ตามเสาหรือผนังนั้น จะเป็นรูปช้าง ม้า วัว ควาย รถ ทาสหญิง ทาสชาย ทองคำบริสุทธิ์ (ทำเป็นภาพสร้อยหรือแหวน) อย่างละ ๑๐๐ รูป

โดยเฉพาะ ให้จัดตั้งอ่างน้ำมันมนต์ โดยใช้น้ำมันงาหรือน้ำมันถั่วหรือน้ำมันมะพร้าวบรรจุในอ่างน้ำมัน โยงสายสิญจน์จากหัตถ์ของพระพุทธรูปที่เป็นประธานไปยังธรรมาสน์แล้วไปพันกับอ่างน้ำมันนั้นสามรอบ แล้วโยงกลับไปให้พระบนธรรมาสน์ถือไว้ขณะที่เทศน์กัณฑ์ต่างๆ เชื่อกันว่าอานุภาพของมหาเวสสันดรชาดกที่ไหลมาสู่อ่างน้ำมันนั้น จะทำให้เป็นน้ำมันมนต์ ใช้ทาแผล แก้เคล็ดขัดยอก แก้ผื่นหรือฝี และเชื่อว่าช่วยให้อยู่ยงคงกระพันได้อีกด้วย

ส่วนเขาวงกต ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างจำลองจากสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระเวสสันดรในจินตนาการนั้น ชาวบ้านมักทำเป็นเส้นทางวกวนให้หลงทางได้ง่าย ตรงกลางจะประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ให้ศาสนิกชนได้บูชา ว่ากันว่า ผู้ที่ผ่านเข้าวงกตไปไหว้พระได้เองนั้นจะได้อานิสงส์เป็นอันมาก สำหรับผู้ที่เข้าไปในเขาวงกตแล้วหลงทางนั้น ก็มักจะมี "เทวดา" บอกทางให้ด้วย

นอกจากนี้ ยังอาจมีการจัดดนตรีเครื่องแห่สำหรับการตั้งธัมม์หลวงนั้น เมื่อพระเทศน์เวสสันดรชาดกแต่ละกัณฑ์จบลงแล้ว จะมีดนตรีเครื่องแห่บรรเลงรับ วงดนตรีนั้นจะมีเครื่องดนตรี ดังนี้ คือ

๑. แนเล็ก ใช้นำวง               ๑ เล่า

๒. แนใหญ่ (เสียงทุ้ม)           ๑ เล่า

๓. ระนาดไม้                       ๑ ราง

๔. ระนาดเหล็ก                   ๑ ราง

๕. ฆ้องวง                          ๑ คู่

๖.ฉาบ                              ๑  คู่ 

๗. กลองเต่งถิ้งขนาดศอกครึ่ง หน้ากว้าง ๑ ศอกหุ้มหนังทั้งสองด้าน ๑ ใบ

วงดนตรีนี้มักจะจัดไว้ให้ประจำอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของบริเวณเช่น หลังวิหาร หรือศาลาที่อยู่ข้างๆ วิหาร เพื่อที่จะสามารถบรรเลงได้ทันการ เมื่อการเทศน์แต่ละกัณฑ์จบลงจะมีเสียงต้องอุ้ยหรือฆ้องใหญ่ดังขึ้น ๓ ครั้ง จากนั้นดนตรีจะเริ่มขึ้นเพลงที่ใช้บรรเลงคือ เพลงปราสาทไหว เพลงมวย เพลงแห่เพลงเงี้ยวและเพลงพม่า ทั้งนี้ หากไม่มีวงดนตรีบรรเลง ก็อาจตีกลองบูชารับการจบกัณฑ์เทศน์แทนก็ได้

ส่วนการจัดเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์นั้น นอกจากที่จะต้องจัดดอกไม้ธูปเทียนบูชากัณฑ์เทศน์ตามจำนวนคาถาแล้วยังต้องจัดปัจจัยหรือเงินถวายในแต่ละกัณฑ์ด้วย ในกรณีที่ตั้งธัมม์ปล่อย นั้น แปลว่าในการเทศน์แต่ละกัณฑ์มีเครื่องบูชาเท่าใดก็จะตกแก่ธรรมกถูกทั้งหมด แต่ถ้าเป็นเทศน์บำรุงก็หมายความว่าเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ทั้งหมดจะนำไปใช้จ่ายในการดูแลหรือก่อสร้างภายในวัด

การเตรียมธัมม์

ในการตั้งธัมม์หลวงนั้น สามารถจัดได้ ๒ แบบ คือ

ก. แบบการเทศน์ประจำปี ซึ่งชาวบ้านจะรวมกันเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ทั้งหมด กรรมการวัดจะแบ่งปันกัณฑ์เทศน์และพระหรือเณรในวัดจะเป็นผู้เทศน์

ข. แบบสืบชาตาอายุ โดยให้ผู้เกิดในปีต่างๆ เป็น

เจ้าภาพหรือฟังกัณฑ์ต่างๆ ดังนี้

๑. ปีใจ้ (ปีชวด)         กัณฑ์ทศพร    มี ๑๙ คาถา

๒. ปีเป้า (ปีฉลู)        กัณฑ์หิมพานต์ มี ๑๓๔ คาถา

๓. ปิยี  (ปีขาล)        กัณฑ์ทานกัณฑ์ มี ๒๐๙ คาถา

๔. ปีเหม้า (ปีเถาะ) กัณฑ์วนปเวสน์ มี ๕๗ คาถา

๕. ปีสี       (ปีมะโรง) กัณฑ์ชูชก  มี ๗๙ คาถา

๖. ปีใส้     (ปีมะเส็ง) กัณฑ์จุลพน มี ๓๕ คาถา

๗. ปีสะง้า (ปีมะเมีย) กัณฑ์มหาพน มี ๘๐ คาถา

๘. ปีเม็ด (ปีมะแม) กัณฑ์กุมาร      มี ๑๐๑ คาถา

๙. ปีสัน (ปีวอก) กัณฑ์มัทรี         มี ๙๐ คาถา

๑๐. ปีเร้า (ปีระกา) กัณฑ์สักกบรรพ์ มี๔๓ คาถา

๑๑. ปีเส็ด (ปีจอ)  กัณฑ์มหาราช มี ๖๙ คาถา

๑๒. ปีได้ (ปีกุน)    กัณฑ์ฉุกษัตริย์ มี ๓๖ คาถา

๑๓. นครกัณฑ์ มี ๔๘ คาถา กัณฑ์นี้เป็นกัณฑ์มงคลเพราะพระเวสสันดรกลับเมือง ฝนโบกขรพรรษตกลงมาเป็นแก้วต่างๆ ให้ศรัทธาทั้งหลายรวมเป็นเจ้าภาพ

ซึ่งนอกเหนือจากที่จะมีเครื่องประดับต่างๆ ดังที่กล่าวแล้วนั้น ภายหลังเมื่อนิยมการสืบชาตาไปพร้อมๆ กับการฟังเทศน์ก็จะจัดเครื่องอุปกรณ์ในการสืบชาตาไว้ด้วย (ดูรายละเอียดที่สืบชาตา)

พระหรือสามเณรที่ "เสียงดี" จะได้รับการตกชัมม์ ได้รับนิมนต์ให้เป็นผู้เทศน์กัณฑ์ต่างๆ ตามระดับเสียง คือ เสียงแหลม ให้เทศน์กัณฑ์ทศพร กุมาร มัทรี และฉขัตติย์หรือฉกษัตริย์

เสียงกลาง ให้เทศน์กัณฑ์หิมพานต์ ทานกัณฑ์ วนปเวสน์จุลพน มหาพน และสักกบรรพ์

เสียงทุ้ม ให้เทศน์กัณฑ์ชูชก มหาราช และนครกัณฑ์ทั้งนี้ กัณฑ์ที่จะต้องเทศน์ให้มีจังหวะและลีลาเป็นพิเศษคือ กัณฑ์ชูชก กุมาร มัทรี มหาราช ฉกษัตริย์ และนครกัณฑ์ นอกนั้นนิยมเทศน์แบบธรรมดา

อนึ่ง เล่ากันว่าพระนักเทศน์ที่ "เสียงดี" นั้นมักจะมีผู้คนอิจฉา และอาจถูกลอบตู้ลอง หรือถูกลอบกระทำร้ายด้วยอาคม ดังนั้นพระ "เสียงดี" ดังกล่าวก็มักจะต้องเรียนคาถาเสน่ห์เพื่อเสริมความนิยม และเรียนคาถาตลอดจนมีเครื่องราง เพื่อป้องกันตัวอีกด้วย (ดูประกอบที่ เทสน์)

ก่อนเทศน์มหาเวสสันดรชาดก

ในการตั้งธัมม์หลวงนี้ จะมีการเทศน์เป็น ๒ ตอน คือเทศน์แบบธรรมดาหรือแบบธรรมวัตรก่อน เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปถึงผู้วายชนม์หรือทำบุญเพื่อสะสมกองบุญแก่ตน อีกดอนหนึ่งคือการฟังเนื้อมหาชาติคือเรื่องเกี่ยวกับเวสสันดรชาดกล้วนๆ และก่อนเทศน์เวสสันดรชาดกนี้ จะต้องเทศน์คัมภีร์อื่นถึง ๓ คัมภีร์ คือ

๑. เทศน์คาถาพัน หรือสหัสสคาถา คือคำบาลีที่แต่งด้วยฉันทลักษณ์ต่างๆ เช่น ปัฏยาวัตร เป็นต้น กล่าวถึงเรื่องของพระเวสสันตระตั้งแต่ต้นจนจบ

๒. เทศน์มาลัยเค้า กล่าวถึงพระมาลัยเถรชาวลังกาซึ่งเป็นพระอรหันต์เดินทางไปเยี่ยมนรก ได้พบพญายมราชและเห็นสัตว์นรกจำนวนมาก พญายมราชบอกพระมาลัยว่าการทำบุญทำทานและการฟังเทศน์และอุทิศส่วนกุศลถึงผู้ตายนั้น อาจช่วยให้ผู้ที่อยู่ในนรกพ้นจากแหล่งความทุกข์นั้นได้

๓. เทศน์มาลัยปลาย กล่าวถึงพระมาลัยเดินทางไปสวรรค์ ได้พบพระอริยเมตไตยเทวบุตรซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป พระมาลัยถามว่าทำอย่างไรจึงจะได้ร่วมศาสนากับพระอริยเมตไตย ซึ่งได้รับคำตอบว่า ผู้ที่ได้สดับฟังการเทศน์เวสสันดรชาดกตั้งแต่ต้นจนจบจะได้พบกับศาสนาของพระอริยเมตไตยพุทธเจ้า

นอกจากคัมภีร์ดังกล่าวแล้ว ยังมีคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับเวสสันดรชาดกอีก ๒ เรื่องที่นิยมเทศน์วันแรก คือวันเทศน์ธรรมวัตร (ก่อนเทศน์มหาชาติ ๑ วัน) คือธัมม์อานิสงส์เวส-สันตระและ ธัมม์ไชวิบากเวสสันตระ ในเรื่องแรกนั้นกล่าวถึงอานิสงส์ในการได้ฟังธัมม์เวสสันตรชาดกว่า นอกจากจะได้ร่วมศาสนาของพระอริยเมตไตยแล้ว ยังมีอานิสงส์อื่นๆ อีกมากส่วนในคัมภีร์เรื่องที่สองนั้นได้ไขความว่าการที่พระเวสสันดรกับชูชกคือพระพุทธเจ้าและเทวทัดได้เป็นคู่เวรคู่กรรมกันนั้นสืบเนื่องมาว่าในชาติหนึ่งทั้งสองเป็นพ่อค้าของเก่าและเป็นสหายรักกัน คราวหนึ่งเทวทัตไปพบถาดทองที่บ้านของนางเศรษฐีตกยาก จึงทำทีว่าไม่อยากได้เพราะกะว่าจะย้อนมาซื้อกดราคาภายหลัง จึงลงจากบ้านนั้นไปแห่งอื่นก่อน ต่อมาพระโพธิสัตว์มาพบเข้าและบอกเจ้าของว่าถาดทองนั้นมีราคามากและได้ซื้อถาดนั้นด้วยราคาสูง แล้วจึงเดินทางจากบ้านนั้นไปฝ่ายเทวทัตเมื่อย้อนกลับไปที่บ้านแม่เฒ่าเจ้าของถาด ก็ทราบว่าพระโพธิสัตว์ซื้อไปแล้ว ก็บังเกิดความเสียดาย จึงไล่ตามพระโพธิสัตว์ไปเพื่อจะเอาคืน ไปทันที่ท่าน้ำแต่ลงเรือไม่ทัน จึงตกลงไปในน้ำ ก่อนตายได้อธิษฐานว่าจะขอเป็นคู่เวรไปทุกชาติกรรมวิบากนั้นจึงทำให้ทั้งสองจองเวรกันตลอดมา แม้บุคคลอื่นคือนางมัทรีและชาลีกับกัณหาก็มีวิบากกรรมเหมือนกัน

การเวนทานและการอาราธนาธัมม์

ในการตั้งธัมม์หลวงนี้ เนื่องจากเป็นงานใหญ่ ดังนั้น จึงต้องมีการเวนทานที่ค่อนข้างวิจิตรเป็นพิเศษ ปู่อาจารย์หรืออาจารย์ผู้ประกอบพิธีจะได้ เวนทานหรือการบอกกล่าวรายงานต่อพระสงฆ์ นอกจากจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเตรียมงานแล้ว ก็ยังได้กล่าวย่อเรื่องเวสสันตรชาดก แล้วจึงกล่าวคำถวายทานปัจจัย และตั้งอธิษฐานว่า ด้วยอานิสงส์จากการได้ตั้งธัมม์หลวงคือฟังเวสสันตรชาดกนี้ ขอให้ผู้ฟังทั้งหลายจงได้ไปเกิดร่วมศาสนากับพระอริยเมดไตรยพุทธเจ้าและได้เข้าสู่นิพพานเป็นที่สุด จากนั้นก็กล่าวอุทิศส่วนกุศลแด่เทวดาทั้งหลายและญาติพี่น้อง ตลอดจนสรรพสัตว์ในโลก จากนั้นจึงจะเริ่มอาราธนาธรรม

การอาราธนาธรรมหรือกล่าวคำเชิญให้พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนานั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วตามประเพณีแต่ในการอาราธนาธรรมที่พิเศษเช่นนี้ ก็จำเป็นจะต้องมีคำอาราธนาธรรมเป็นการพิเศษเช่นกัน ดังที่ปรากฏใน ประเพณีลานนาไทยและพิธีกรรมต่าง ๆ ว่ามีคำอาราธนามหาเวสสันดร-ชาดกเป็นการพิเศษสำหรับแต่ละกัณฑ์ ดังนี้                                                                                    

(กัณฑ์ถ้วน ๑ ทัสสพอร-ทศพร)

วันนี้ เป็นวันดี                                                        เปนวันมูละสัทธาผู้ข้าทังหลาย

ได้มาฟังธัมมมหาชาติ์กัณฑ์ถ้วนเค้า                            ปางเมื่อขุนอินทาธิราชท้าว

เจ้าเจื่องจอมสรี                                                     หื้อนางราชผุสดีลงมาเกิด

ถวายพอรแก้วเลิสสิบประการ                                    ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระภูบาลตนเลิสแล้ว

ขึ้นนั่งธัมมาสน์แก้ว                                                นิมนต์เทสนาธัมม์

ธมม อนุกมปิ มํ ปชํ                                                อาราธนํ กโรมฯ

(กัณฑ์ถ้วน ๒ หิมพานต์)

ทสุสวรกณฑ์ ปริปุณณ์                                            สุดเสี้ยงไพนึ่งลก

ผู้ข้าค็มาฅิดถูกอยากฟังไพแถม                                 ชื่อว่าหิมพานต์เรยเลิสแล้ว

กัณฑ์ที่ท่านแก้วหื้อทานช้างเผือกแก้วแก่พราหมณ์ไพ     ขุนเมืองไทค็มาจาจ่มฟ้อง

เขาค็มาร้องต่อพระราชปิตา                                      ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธาตนสักติ์สวาสตร์

ขึ้นนั่งธัมมาสน์แก้ว                                                 แล้วนิมนต์เทสนาธัมม์

ธมมํ อนุกมุปิ มํ ปชํ                                                 อาราธน์ กโรมฯ

(กัณฑ์ถ้วน ๓ ทานกัณฑ์) 

หิมพานธมุมเทสนํ                                                  ธัมม์หิมพานต์ท่านได้เทสน์สุดเสี้ยงไพแล้ว

บัดนี้ ผู้ข้าอยากฟัง                                                 ทานกัณฑ์ไชยเรยร้องไห้แค้นคั่ง

ร้องไห้สั่งสีพี                                                        ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระมุนีตนสักดิ์สวาสตร์

ขึ้นนั่งธัมมาสน์แก้ว                                                 แล้วนิมนต์เทสนาธัมม์

ธมมํ อนุกมุปี มํ ปชํ                                                 อาราธน์ กโรมฯ

(กัณฑ์ถ้วน ๔ วนปเวสน์)

ธมมเทสนํ ผูกทานกัณฑ์                                           ค็ปริปุณณังจนสุดเสี้ยงเขตต์

บัดนี้ค็รอดวนปเวสน์                                                 เขตเขาไกลขั้นด่านดงรี

จตุราท้าวเท่าไพทรงผนวชบวชเปนรสี                           อยู่ในคีรีป่าไม้

โขงเขตใกล้ที่พระปัณณราชสาลา                                ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธาตนสักดิ์สวาสตร์

ขึ้นนั่งธัมมาสน์                                                        แล้วนิมนต์เทสนาธัมม์

ธมมํ อนุกมุปิ มํ ปชํ                                                   อาราธน์ กโรมฯ

 

 

(กัณฑ์ถ้วน ๕ ชูชก)

ธมมเทสนํ  ปริปุณณ์                                                ค็พากันฟังจนเสี้ยงเขตต์

คือธัมม์วนปเวสน์ดังท่านเทสนา                                  บัดนี้คีมารอดชูชกชยาเรย

เถ้าชราเชยชุ่ม                                                        มาได้เมียน้อยหนุ่มสาวจี

บึดนึ่งแต่งมาตริให้อ้อนมีนั้นพร่ำพร้อม                          ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระภูบาลตนเลิสแล้ว

ขึ้นนั่งบนธัมมาสน์แก้ว                                              แล้วนิมนต์เทสนาธัมม์

ธมมํ อนุกมุปี มํ ปชํ                                                  อาราธนํ กโรมฯ

(กัณฑ์ถ้วน ๖ จุลพน) 

ชูชกชยกณฑ์ นิกฐตํ                                                สุดเสี้ยงไพบ่เสส

บัดนี้ค็มารอดห้องเหตุ                                               จุลพนเดินด่าน

ของพรานเจตบุตรบอกหนทาง                                    ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระภูบาลตนเลิสแล้ว

ขึ้นนั่งธัมมาสน์แก้ว                                                  นิมนต์เทสนาธัมม์

ธมม อนุกมุปี มํ ปชํ                                                  อาราธนํ กโรมฯ

(กัณฑ์ถ้วน ๗ มหาพน)

จุลวนกณฑ์ นิฏฐิตํ                                                   สุดเสี้ยงไพบ่เสส

บัดนี้ค็มารอดห้องเหตุ                                               มหาพนรังสีใสบ่เส้า

เจ้าอัจจุตรสีเจ้าลำดับป่าไม้หื้อปู่พราหมณ์ทฟัง                ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธังตนผ่านแผ้ว

ขึ้นนั่งธัมมาสน์แก้ว                                                   แล้วเทสนาธัมม์

ธมมํ อนุกมปิ มํ ปชํ                                                   อาราธนํ กโรมฯ

(กัณฑ์ถ้วน ๘ กุมมารบัรพ์-กัณฑ์กุมาร)

มหาวนํ นิฏฐิตํ                                                         ดีสุดเสี้ยงเสส

บัดนี้ค็มารอดห้องเหตุ                                                กุมมารบัรพ์ชัยเรย

กัณฑ์นี้เนตต์ค็มาหน้าสังเวชแท้กัณหาชาลี                      อันพ่อพระรสีหื้อทานแก่พราหมณาผู้เถ้า

แม่มทรีเจ้าไพป่าแต่เช้ายังบทันมา                                 ชาลีกัณหาขอเทวดานำเอาข่าวสารไพบอก

แก่ออกไธ้แม่เทวี                                                      คันแม่มทรียังรักลูกเต้า

ขอหื้อแม่ออกเจ้ารีบมาเรว                                           แสนโสกาเจ็บแสบไหม้

ร้องรำให้อยู่วอยๆ                                                      พูดงดอยแม่น้ำเหวหาดห้วย

เหมือนดั่งจักม้างม้วยเสียคู่แดนดง                                 ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระทัสสพลตนเลิสแล้ว

ขึ้นนั่งธัมมาสน์แก้ว นิมนต์เทสนาธัมม์                             อย่าไพละกาพย์เค้ากาพย์ปลาย

หมู่สัทธาผู้ข้าทั้งหลาย                                                ต่างค็ใคร่ฟังเหมือนกันทั่วหน้า

ทุกคนมีจิตต์แก่กล้า                                                   อยากใคร่ฟังกุมมารบัรพ์

ระบำใดดีค็ขอจิ่มเจ้าที่ไหว้สัก ๒-๓-๔ บั้ง                        กันอิดหิวไหนก็ค่อยยอบยั้งเทสนาไพนึ่งลา

ธมมํ อนุกมุปี มํ ปชํ                                                    อาราธน์ กโรมฯ

(กัณฑ์ถ้วน ๙ กัณฑ์มัทรี (อ่าน "มะที")

กุมารปพุพ์ นิฏฐิตํ                                                       ค็สุดเสี้ยงไพแท้ดีหลี

บัดนี้ค็มารอดกัณฑ์มทรีกัณฑ์ถ้วนเก้า                              อันนางหนุ่มเหน้าแม่ด็มาเวทนาหา

สองบุตตาพี่น้อง                                                        อันอยู่ห้องกลางป่าดงไพร

พระนางบ่รู้ว่าลูกเค้าอยู่หนไหน                                      ไพเซาะหาในไพรแห่งห้อง

กลางเทศท้องหลายที่หลายทาง                                    พระนางยิ่งมีอาธวา

มีความโสกาโสกเส้า                                                    เพราะบ่หันลูกเค้าหน่อโอรสา

นางค็มรณาเจียรจาก                                                    มรนาตติงดนตาย

เสี้ยงลมหายใจไพน้อยนึ่งแล้ว                                        ได้ยินเสียงผัวตนเรียกร้องอยู่แจ้วๆ

นางหน่อแก้วได้สติชื่นตื่นขึ้นมา                                       ขอนิมนต์ลูกศิษย์พระพุทธาดนผ่านแผ้ว

ขึ้นนั่งธัมมมาสแก้วแล้วเทสนาธัมม์                                   ระบำใดดี ค็ขอระบำธัมม์จิ่มเจ้าที่ไหว้

ที่ท่านได้เรียนไว้และชนาญมา                                         บัดนี้ผู้ข้าน้อยหากแข้งขับแข้งจำ

พอขอระบำธัมม์สัก ๒-๓-๔-๕ บั้ง                                     อิตหิวไหนก็ค่อยยอบยั้งเทสนาธัมมไพนึ่งลา

ธมมํ อนุกมุปิ มํ ปชํ                                                       อาราธน์ กโรม ฯ

(กัณฑ์ถ้วน ๑๐ สักกบัรพ์ )

มททิปพพํ นิภฐิตํ                                                           ค็สุดเสี้ยงไพแล้ว

ซ้ำมีใจผ่องแผ้วอยากฟังสักกบัรพ์เรย                                  การกะทำบุญของเวสสันตระ

ก็บ่เบ่นหน้าไพเฉย                                                         ได้รับคำชมเชยบขาด

ปางเมื่อขุนอินทาเสด็จจากฟากฟ้า                                      มาขอเอาหน่อหล้าชื่อมัทที่รา

ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธาดนผ่านแผ้ว                                ขึ้นนั่งแท่นแก้วแล้วนิมนต์เทสนาธัมม์

แล้วจิ่งขอระบำกาบส้อย                                                   ซื้อสัทธาข้าม่อนน้อย

ได้เหงี่ยงหูฟังนึ่งรา                                                         ธมม อนุกมุมปี มี ปช์ อาราธน์ กโรม ฯ

(กัณฑ์ถ้วน ๑๑ มหาราช)

สักกบัรพ์ระบำได้รับการฟังบ่ขาด                                        บัดนี้คืมารอดมหาราชกัณฑ์ไชยกัณฑ์ใหย่กว้าง

ปางเมื่อพราหมณ์นำลูกพระเจ้าช้างพรากเดินตง                      เทวดาเจ้าค็มาบันดลหื้อพราหมณ์หลง

เข้าสู่โขงเทสท้องเขตต์พระนคอรไชย                                  ในคืนนั้นท้าวปรมสัญชัยค็มายังฝันหัน

ปูนอัสสจัรย์แท้แลฝันว่ายังมีชายผู้หนึ่งแท้แก่ดูดำ                    มันมีมือสองหัตถังถือประทุมมัง

ดอกบัวอันนั้นค็ฟุ้งซ่านอุฬาร                                              ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธังดนสักติสวาสตร์

ขึ้นนั่งธัมมมาสน์แล้วเทสนาธัมม์                                          ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธังดนผ่านเผ้า

ขอให้ทังกาพย์ปลายแลกาพย์เค้า                                        ธัมม์พระเจ้าสุดแล้วแต่เทสนา

ฉันใดจักได้สว่างโสกา                                                      ขอไขกรียาหื้อมันจนแห้ง

เพื่อหื้อมันแจ้งแก่มูลสัทธาแลนา                                          ธมฺม อนุกมุมปี ม ปช์ อาราธน์ กโรมฯ

(กัณฑ์ถ้วน ๑๒ ฉขัตติ-ฉกษัตริย์)

มหาราชปพพํ นิฏฐิตํ                                                         สุดเสี้ยงไพแล้วบ่เสส

บัดนี้ค็มารอดห้องเหตุฉขัติยรุ่งเรืองไรใสบ่เส้า                          ปางเมื่อหกท้าวเจ้าเข้ามาล้มกองกัน

ในหิมวันต์ป่าไม้                                                               ฝูงหมู่เจ้าคีเข้ามาล้มที่ใกล้แห่งพระปัณณสาลา

ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธาตนองอาจ                                    ขึ้นนั่งธัมมมาสน์แก้วแล้วเทสนาธัมม์

ระบำใดดีขอระบำธัมม์จิ่มเจ้าที่ไหว้                                        สัก ๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๔ บั้ง

คันอิดหิวไหนก็ค่อยยั้งเทสนาธัมม์                                         ขอจะไพว่าผู้ข้าแข้งขับแข้งจำ

พอขอระบำธัมมกาพย์สร้อย                                                 พอซื้อสัทธาข้าม่อนน้อย

ได้เหงี่ยงหูฟังนึ่ง                                                               ธมม อนุกมปี มี ปช์ อาราธน์ กโรม ฯ

(กัณฑ์ถ้วน ๑๓ นครกัณฑ์)

ฉขตติยปพพ์                                                                   นิฏฐิต ด็สุดเสี้ยงไพบ่เสส

บัดนี้ค็มารอดห้องเหตุนครกัณฑัง                                          คือนครกัณฑ์สุดส้อยหล้า

ปางเมื่อพระเจ้าฟ้าสิกข์ใหม่แล้วขี่ช้างงาแก้วมาเมือง                  ห่าฝนเรียงแถวถั่ง

อินทาร้อนที่นั่งจักหื้อห่าฝนแก้วฝนฟ้าหลั่งลงเมือง                     ตกลงมานันเนื่องดั่งจะจดจะจอด

ดูท่างท้าวราชอยู่ส้างเล่าเปนทาน                                          ขอลูกสิกข์พระภูบาลตนผ่านแผ้ว

กัณฑ์เทสน์ธัมม์จบแล้วขอเพิ่มเติมกาพย์ปลาย                          ขอชักนิยายตั้งแต่ปลายรอดเค้า

พอซื้อสัทธายิงชายหนุ่มเถ้าผู้นิดนั่งถ้าอยู่ดาฟัง                         ขอไขตามระบำเอาจดหมดขีดพร้อมทั้งธัมมเทสนา

ตามที่ท่านได้เล่าเรียนมานึ่งรา                                               ธมมํ อนุกมปี มํ ปชํ อาราธนํ กโรม ฯ

ขั้นตอนในการเทศน์

ในการตั้งธัมม์หลวงนี้ บางวัดจะมีการเทศน์ถึงสองวันคือ ในวันแรกจะเทศน์ ๘ กัณฑ์ โดยเริ่มในเวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา เริ่มด้วยการตีกลองปูชาประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อเป็นพุทธบูชาและเป็นการเตือนศรัทธาไปพร้อมๆ กัน จากนั้นก็จะทำพิธีขึ้นท้าวทั้งสี่

เมื่อศรัทธาชาวบ้านมาพร้อมกันแล้วก็จะเริ่มไหว้พระรับศีลแล้วจึงเริ่มเทศน์คัมภีร์คาถาพัน มาลัยต้น มาลัยปลายอานิสงส์เวสสันตระ อานิสงส์ผางประทีส พุทธาภิเษก ธัมมจักก์และปฐมสมโพธิ ในการดังกล่าวนี้เรียกว่า ตกธัมม์ บางครั้งก็อาจมีการสวดเบิกเพื่ออบรมสมโภชพระพุทธรูปอีกด้วย

การเทศน์มหาชาติจะเริ่มต้นในตอนเช้ามืดของวัน"ขี่เพง" คือเพ็ญเดือนยี่ หรือเพ็ญเดือนสิบสอง โดยเริ่มด้วยกัณฑ์ทศพรหิมพานต์ไปเรื่อยๆ จนพลบค่ำ ซึ่งบางแห่งจะเทศน์อานิสงส์ผางประทีสในช่วงนี้ ขณะเดียวกันทั้งวัดทั้งบ้านก็จะจุดประทีปโคมไฟสว่างไสวไปทั่ว อาจมีผู้ปล่อยโคมไฟหรือจุดบอกไฟไปพร้อม ๆ กันก็มี ต่อจากนั้นก็จะเทศน์มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่เหลืออยู่ เช่น มัทรี สักกบรรพ์มหาราช ฉกษัตริย์ และนครกัณฑ์ ต่อไปจนครบทั้งหมดโดยเฉพาะกัณฑ์นครกัณฑ์นั้นเป็นกัณฑ์สุดท้ายที่มักจะไปเทศน์ในเวลาใกล้สว่าง คนก็เลยมักเรียกว่า นคอรข้อนแจ้ง และในกัณฑ์นี้จะมีความตอนหนึ่งกล่าวถึงฝนห่าแก้วเจ็ดประการตกลงมาเพื่อหนุนบารมีพระโพธิสัดว์ เมื่อถึงดอนนี้ประชาชนจะโปรยข้าวตอกดอกไม้และเงินเหรียญเต็มทั่ววิหาร คนมักแย่งเก็บเงินนี้ไปเป็นขวัญญุง เรียกว่าเงินฝนห่าแก้ว

โดยปกติแล้ว การตั้งธัมม์หลวงซึ่งมีการเทศน์มหาชาตินั้น มักจะจบลงตอนรุ่งสว่าง ซึ่งเมื่อศรัทธาชาวบ้านฟังธัมม์จบแล้วก็จะลาพระกลับบ้าน แต่บางคนอาจมีญาติมารับและนำเอาอาหารมาให้ตักบาตรก่อนกลับบ้านด้วยความอ่อนล้าแด่อิ่มเอิบในกิริยาบุญที่ผ่านไป

(เรียบเรียงจาก ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย ของ มณีพยอมยงค์, ๒๕๓๗)

อุดม รุ่งเรืองศรี

 

ประดับโคมไฟบริเวณวัดในวันยี่เพง (วันเพ็ญเดือน ๑๒)


จัดทำช้าง ม้า วัว ควาย ข้าทาสอย่างละ ๑๐๐ โดยฉลุกระดาษประดับไว้โดยรอบวิหารที่มีการตั้งธัมม์หลวง


อ่างน้ำมันมนต์


กัณฑ์เทศน์มหาชาติ

 

กัณฑ์เทศน์มหาชาติ กัณฑ์ต่างๆ วางเรียงในวิหาร


พระสงฆ์ที่ได้รับการตกรัมม์ คือรับผิดชอบธัมม์แต่ละกัณฑ์จะผลัดเปลี่ยนกันขึ้นสู่ธรรมาสน์

 

แสดงธรรมด้วยสำนวนและลีลาแบบล้านนาซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น

 

จุดประทีปเป็นพุทธบูชา

 

หลังการเทศน์แต่ละกัณฑ์ จะมีการให้พรแก่เจ้าของกัณฑ์เทศน์ (ภาพจากพิธีตั้งธัมม์หลวง วัดสวนดอก อำเภอเมือง เชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๓๘)

 

บางครั้งจะมีการ "สืบชาตา" ในงานพิธีตั้งธัมม์หลวงด้วย