เชียงใหม่, จังหวัด (อ่าน "จั๋งหวัดเจียงใหม่")
จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานจังหวัดหนึ่งของภาคเหนือ มีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนานับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปกรรมอันเก่าแก่ และวัดวาอาราม ตลอดจนโบราณวัตถุสถานที่ยังปรากฏให้เห็นอยู่ในทุกวันนี้
ชื่อเต็มของจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งปรากฏในตำนานต่างๆ ได้แก่ "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" มาจากคำว่านพบุรี ซึ่งหมายถึง "เชียงใหม่" และบางท่านว่าหมายถึงเมืองที่ ๙ โดยกล่าวว่าในสมัยก่อนหัวเมืองฝ่ายเหนือประกอบด้วยหัวเมืองต่างๆ ดังนี้ ๑. หิรัญนคร (เชียงแสน) ๒. เชียงราย ๓. ฝาง ๔. เชียงดาว ๕. หริภุญชัย ๖. เชียงชื่น ๗. พร้าว ๘. ลำปาง ๙. เชียงใหม่
พบว่าในตำนานเจ้าสุวัณณคำแดงเรียกเมืองเชียงใหม่ว่า"นพีสี" ซึ่งบางท่านว่าฤาษีเก้าตน แต่หากจะแปลลีึกลงไปก็แปลได้ว่า "เชียงใหม่" เพราะคำว่า "นพ" นอกจากแปลว่าเก้าแล้วยังแปลว่าใหม่อีกด้วย คำว่า "อิสี" นั้นแปลว่านักบวช ซึ่งในภาษาเก่าเรียกนักบวชว่า "เชียง" ดังนั้น "นพีสี"ก็แปลว่าเชียงใหม่ คือเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่หลังจากการที่พระญามังรายยืดเมืองหริภุญชัยได้สำเร็จ
ตราและคำขวัญประจำจังหวัดเชียงใหม่
ตราประจำจังหวัดเชียงใหม่ เป็นรูปช้างเผือกในเรือนแก้ว"ช้างเผือก" หมายถึงช้างที่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่นำทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และได้ขึ้นระวางในรัชสมัยของพระองค์ ส่วน "เรือนแก้ว" หมายถึงดินแดนที่พระพุทธศาสนาได้มาตั้งมั่นเจริญรุ่งเรือง จนเคยเป็นสถานที่สำหรับสังคายนาพระไตรปิฎกเมื่อ พ.ศ.๒๐๒๐
คำขวัญประจำจังหวัดเชียงใหม่คือ "ดอยสุเทพเป็นศรีประเพณีเป็นสง่า บุปผาชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์"
ประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่
เชียงใหม่มีวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องกันมาโดยแบ่งออกเป็น ๔ สมัยดังนี้
๑. สมัยก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่ (ก่อน พ.ศ.๑๘๓๙)
๒. สมัยราชวงศ์มังรายปกครอง (พ.ศ.๑๘๓๙-๒๑๐๑)
๓. สมัยเป็นเมืองขึ้นของพม่า (พ.ศ.๒๑๐๑-๒๓๑๗)
๔. สมัยเป็นเมืองประเทศราชของไทยและเป็นมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ.๒๓๑๗-๒๔๗๖)
๑. สมัยก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่
ก่อนที่พระญามังรายจะสร้างเมืองเชียงใหม่นั้น ได้มีการตั้งชุมชนในล้านนาขึ้นก่อนแล้ว ได้แก่ เมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสน เมืองหริภุญชัย และเมืองพะเยา รวมทั้งเมืองเล็กๆอีกจำนวนมาก ตามลุ่มแม่น้ำต่างๆ เช่น เวียงฝาง เวียงปรึกษาเวียงพางคำ เป็นต้น
จากข้อมูลเอกสารประเภทตำนานและพงศาวดาร ได้กล่าวถึงการที่ชุมชนเผ่าไทเข้ามาตั้งถิ่นฐานทางตอนบนของภาคเหนือในสมัยแรก โดยมีผู้นำที่สำคัญ ๒ ราชวงศ์ คือราชวงศ์ไทยเมืองของพระเจ้าสิงหนวัติกุมารและราชวงศ์ลวจังกราชซึ่งมีเนื้อเรื่องปรากฏในตำนานสิงหนวัติกุมาร พงศาวดารเมืองเงินยาง และตำนานสุวรรณโคมคำ
อนึ่ง มีข้อสันนิษฐานว่าก่อนที่พระญามังรายจะสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น ดินแดนแห่งนี้เป็นที่อยู่ของพวกละว้าหรือลวะแต่ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่ามีการตั้งถิ่นฐานขึ้นเมื่อใดความตอนหนึ่งในจามเทวีวงศ์และชินกาลมาลีปกรณ์ได้กล่าวว่าขุนหลวงวิรังคะ กษัตริย์ชาวลวะปกครองบ้านเมืองอยู่บริเวณดอยสุเทพ มีความประสงค์จะได้พระนางจามเทวีมาเป็นพระมเหสีของตน แต่ด้วยพระปรีชาของพระนางจึงทำให้บ้านเมืองและตัวของพระนางเองรอดพ้นจากอำนาจของขุนหลวงวิรังคะได้ในที่สุด
๒. สมัยราชวงศ์มังรายปกครอง
ตำนานกล่าวว่าพระญามังรายเป็นราชบุตรของพระญา-ลาวเมง และพระนางเทพคำข่าย เมื่อครั้งที่พระญามังรายทรงครองเมืองเงินยางเชียงแสน ช่วงประมาณ พ.ศ.๑๘๐๕ ทรงมีพระราชดำริที่จะรวบรวมแคว้นต่างๆ ที่กระจัดกระจายเข้าไว้ด้วยกัน พระองค์จึงพยายามขยายอำนาจลงมาทางใต้ บริเวณลุ่มแม่น้ำปิง ต่อมาเมื่อพระญามังรายดีได้อาณาจักรหริภุญชัยจากพระญายีบา ในปี พ.ศ.๑๘๓๕ แล้ว ทรงครองอาณาจักร
อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ พระญางำเมือง พระญามังรายพระญาร่วง ที่ใจกลางเมืองเชียงใหม่
อนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ (เจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่ กำลังถวายเครื่องสักการะ)
แห่งนี้เป็นเวลา ๒ ปี ก่อนที่จะมอบเวนให้อ้ายฟ้ามนตรีคนสนิทครองเมืองต่อ สำหรับพระองค์เองได้สร้างเมืองใหม่ริมฝั่งแม่น้ำปิงในปี พ.ศ.๑๘๓๗ เรียกว่า "เวียงกุมกาม"(ปัจจุบันคือตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่)พระญามังรายครองเวียงกุมกามอยู่ถึง พ.ศ.๑๘๓๙ จึงมีพระราชดำริที่จะสร้างเมืองขึ้นในสถานที่แห่งใหม่ พระองค์ได้ร่วมกับพระสหายอีก ๒ พระองค์ คือพระญาร่วง แห่งกรุงสุโขทัยและพระญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา เพื่อปรึกษาหาทำเลที่เหมาะสม จนในที่สุดได้ตกลงใจเลือกที่ราบระหว่างดอยสุเทพกับแม่น้ำปิงเป็นที่ตั้งเมือง เนื่องจากมีลักษณะอันเป็นมงคล ๗ ประการ ดังปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี ดังนี้
๑. ได้ยินสืบมาว่าแต่ก่อนกวางเผือกสองตัวแม่ลูกลุกแต่ป่าใหย่หนเหนือมาอยู่ไชยภูมิที่นี้ คนทั้งหลายย่อมมากะทำปูชา เป็นไชยมงคละ เป็นปฐมะก่อนแล
๒. ว่าฟานเผือก ๒ ตัวแม่ลูกมาอยู่ไชยภูมิที่นี่รบหมาหมาทั้งหลายพ่ายหนี บ่อาจจักจั้งได้สักตัว เปนไชยมงคละถ้วนสอง
๓. เราทั้งหลายได้หันหนูเผือกกับปริวาร ๔ ตัว ออกมาแต่ไชยภูมิที่นี้ เป็นไชยมงคละอันถ้วน ๓
๔. ภูมิฐานเราจักตั้งเวียงนี้สูงวันตกหลิ่งมาวันออกเป็นไชยมงคละอันถ้วน ๔ แล
๕. ยู่ที่นี้ หันน้ำตกแต่อุจฉุปัพพดะดอยสุเทพ ไหลลงมาเป็นแม่น้ำแล้วไหลขึ้นไพหนเหนือ แล้วไหลกระหวัดไพหนวันออก แล้วไหลไพใต้ แล้วไหลไพวันตกเกี้ยวเวียงกุมกามแม่น้ำนี้เป็นนครคุณเกี้ยวกระหวัดเมือง อันนี้เป็นไชยมังคละถ้วน ๕ แม่น้ำอันนี้ใหลแต่ดอยลงมาที่ขุนน้ำ ได้ชื่อว่าแม่ข่าไหลเมื่อวันออกแล้วไหลไพใต้เถียบข้างแม่พิง ได้ชื่อว่าแม่โทรต่อเท้าบัดนี้แล
๖. หนองใหย่มีวันออกช้วยเหนือแห่งไชยภูมิได้ชื่อว่าอีสาเนน สรา นรปูชา ว่าหนองใหย่มีหนอีสาน ท้าวพญาด่างประเทสจักมาปูชาสักการะมากนัก เป็นไชยมังคละถ้วน ๖ แล
๗. แม่ระมิง ไหลมาแต่มหาสระ อันพระพุทธเจ้าเมื่อยังธอรมาน ได้มาอาบในอ่างสรง ไหลออกมาเปนขุนน้ำแม่ระมิงพายวันออกเวียง เป็นไชยมังคละถ้วน ๗ แล.."
ความตอนหนึ่งในประวัติศาสตร์ล้านนา โดยสรัสวดีอ๋องสกุล กล่าวว่า "การสร้างเมืองเชียงใหม่เริ่มขึ้นในศักราช ๖๕๘ ปีระวายสัน เดือนวิสาขะออก ๘ ค่ำ วัน ๕ ไทยเมืองเปล้ายามแตร รุ่งแล้ว สองลูกนาที ปลายสองบาทน้ำลัคคนาเสวยวางศ์พฤหัสในมีนยราศี ซึ่งจากการคำนวณของคณะกรรมการตรวจสอบและสืบค้นดวงเมือง ที่ทางจังหวัดเชียงใหม่ขึ้นเพื่อค้นคว้าและหาข้อยุติว่า วันเวลาตามจันทรคติที่ปรากฏในศิลาจารึกวัดเชียงมั่น ตรงกับวันใดตามสุริยคติผลสรุป คือวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ.๑๘๓๙ เวลาฤกษ์ ๐๔.๐๐ นาฬิกา"
อนึ่ง ลักษณะผังเมืองเชียงใหม่มีความคล้ายคลึงกับผังเมืองสุโขทัย เพราะเชียงใหม่อาจได้รับอิทธิพลจากสุโขทัยอีกทั้งผังเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมทรงเรขาคณิตไม่เคยมีมาก่อนในวัฒนธรรมชาวไทยวน เมื่อการสร้างเวียงเชียงใหม่สำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงไม่พบว่ามีการวางผังเมืองแบบนี้ที่ใดอีก จัดว่าผังเมืองเชียงใหม่มีรูปแบบพิเศษ ต่างกับเมืองอื่นๆ
กำแพงเมืองเชียงใหม่เมื่อแรกสร้าง มีขนาดกว้าง ๙๐๐ วา ยาว ๑,๐๐๐ วา ที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้มี ๒ ส่วนคือ กำแพงสี่เหลี่ยม (ชั้นใน) และกำแพงดิน (ชั้นนอก) แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่ากำแพงส่วนใดสร้างขึ้นก่อนหรือสร้างขึ้นพร้อมกัน
ความสำคัญของเมืองเชียงใหม่
การสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๓๙ นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของชาวไทยวน เนื่องจากเชียงใหม่ถูกสร้างขึ้นให้เป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรแห่งใหม่ ทั้งในด้านการเมืองเศรษฐกิจสังคม และศิลปวัฒนธรรม ดังที่ สรัสวดี อ๋องสกุลกล่าวไว้ใน ประวัติศาสตร์ล้านนา ดังนี้
๑. เป็นเมืองหลวงถาวรของอาณาจักร
๒. เป็นเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ หลังเขลางคนคร และหริกุญชัย จึงต้องสร้างสิทธิธรรมขึ้นเองให้เป็นที่ยอมรับของเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศให้รัฐไทยอื่นๆ ได้ทราบถึงฐานะอันยิ่งใหญ่ของเมืองหลวงที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่ หรือการดูดวงชะตา วันกำเนิดเมือง โดยระบุวันเดือนปีที่ชัดเจน ซึ่งไม่พบว่าเมืองใดเคยกระทำไว้ก่อน
พระญามังรายเป็นกษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถเนื่องจากทรงเป็นทั้งนักรบ นักปกครอง และอาจกล่าวได้ว่าทรงเป็นนักพัฒนาด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ปกครองเฉพาะเมืองเชียงใหม่และให้ราชโอรสหรือบรรดาขุนนางปกครองเมืองอื่นๆ แทน สำหรับในด้านตุลาการหรือการพิจารณาคดีสันนิษฐานว่าพระองค์ทรงรวบรวมกฎหมายขึ้น เรียกว่า "มัง-รายศาสตร์" คาดว่ากฎหมายฉบับนี้ได้รับอิทธิพลมาจากกฎหมายธรรมศาสตร์ของมอญ หรือหริภุญชัย
เมื่อสิ้นสมัยพระญามังรายแล้ว (พ.ศ.๑๘๐๑-๑๘๕๔)เมืองเชียงใหม่มีราชโอรสและเชื้อสายสืบราชวงศ์มังรายต่อมาอีกหลายพระองค์ดังนี้ พระญาไชยสงคราม (พ.ศ.๑๘๕๔-๑๘๖๘)พระญาแสนภู (พ.ศ.๑๘๖๘-๑๘๗๗) พระญาคำฟู (พ.ศ.๑๘๗๗-๑๘๗๙) พระญาผายู (พ.ศ.๑๘๗๙-๑๘๙๘) พระญากือนา(พ.ศ.๑๘๙๘-๑๙๒๘) พระญาแสนเมืองมา (พ.ศ.๑๙๒๘-๑๙๔๔) พระญาสามประหญาฝั่งแกน (พ.ศ.๑๙๔๕-๑๙๘๔)พระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.๑๙๘๔-๒๐๓๐) พระญายอดเชียงราย(พ.ศ.๒๐๓๐-๒๐๓๘) พระญาแก้ว (พ.ศ.๒๐๓๘-๒๐๖๘)
ช่วงปี พ.ศ.๒๐๖๘-๒๐๘๑ พระญาเกศหรือพระเมืองเกษเกล้า ได้รับเชิญขึ้นครองราชย์แทนพระญาแก้ว แต่เกิดการต่อต้านจากกลุ่มขุนนาง จนกระทั่งเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ขุนนางในเมืองเชียงใหม่และขุนนางหัวเมืองต่างๆ แตกแยกกันต่างสนับสนุนให้เจ้านายฝ่ายตนได้ครองราชย์ต่อ จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๐๘๘-๒๐๘๙ พระนางจิรประภา ได้ขึ้นครองเมืองชั่วคราว เมื่อพระไชยเชษฐา แห่งล้านช้างเสด็จมาครองเมืองเชียงใหม่ตามคำเชิญของขุนนางกลุ่มหนึ่ง พระนางจิรประภาจึงสละราชสมบัติ พระไชยเชษฐาขึ้นครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.๒๐๘๔-๒๐๙๐ หลังจากนั้นพระองค์เสด็จกลับไปยังล้านช้างเพื่อครองราชย์แทนพระราชบิดา อาณาจักรล้านนาซึ่งมีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางจึงว่างกษัตริย์อยู่ถึง ๔ ปี คือระหว่าง พ.ศ.๒๐๙๑-๒๐๙๔ ขณะนั้นบ้านเมืองอ่อนแอมาก ดังตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่า "เกิดเป็นกลียุคมากนัก"
ท้าวแม่กุ หรือพระญาเมกุภิ หรือเจ้าขนานแม่กุ (พ.ศ.๒๐๙๔-๒๑๐๗) กษัตริย์ล้านนาองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มังรายได้รับเชิญมาครองอาณาจักรล้านนา ช่วงนี้เกิดปัญหาในบ้านเมืองเป็นอันมากเพราะพระองค์ได้นำขุนนางที่ใกล้ชิดติดตามมาด้วยสร้างความไม่พอใจให้ขุนนางท้องถิ่น เมื่อพม่าเข้ายึดครองอาณาจักรล้านนาได้แล้ว พระองค์ยังปกครองเมืองได้ต่อไปภายใต้อำนาจของาแต่หลังจากนั้นพม่าก็นำตัวพระองค์ไปพม่าเพราะไม่ให้ความร่วมมือในราชการสงคราม
๓. สมัยพม่าปกครอง
นับตั้งแต่อาณาจักรล้านนาได้เสียเอกราชให้แก่กษัตริย์พม่าชื่อบุเรงนองในปี พ.ศ.๒๑๐๑ แล้วก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่านานราวสองร้อยปี ช่วงเวลาดังกล่าวพม่าจะปกครองเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางครั้งที่อยุธยายกทัพขึ้นมาดีเชียงใหม่ได้ ทว่าพม่าก็สามารถยึดอำนาจคืนได้ทุกครั้ง จนกระทั่งถึงสมัยของพระเจ้าตากสิน ซึ่งเป็นช่วงที่ล้านนาเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อไทย ล้านนาจึงได้ร่วมกับกองทัพไทยขับไล่พม่าได้สำเร็จ ภายใต้การนำของพระญากาวิละและพระญาจำบ้าน
๔. สมัยเป็นเมืองประเทศราชของไทยและเป็นมณฑลเทศาภิบาล
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาพระญากาวิละเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อพ.ศ.๒๓๒๕ ในฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงเทพฯ อีกทั้งโปรดให้เชื้อสายของพระญากาวิละ ซึ่งเรียกว่า "ตระกูลเจ้า
แผนที่จังหวัดเชียงใหม่
เจ็ดตน" ปกครองเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูน และลำปางสืบต่อมาจนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า-เจ้าอยู่หัว พระองค์ได้โปรดฯ ให้ปฏิรูปการปกครองหัวเมือง จึงมีการยกเลิกเมืองประเทศราช โดยจัดตั้งการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลแทน เรียกดินแดนล้านนาว่า "มณฑลพายัพ" จนถึงปี พ.ศ.๒๔๗๖ ได้ปรับปรุงการปกครองให้เป็นการปกครองส่วนภูมิภาค เชียงใหม่จึงมีฐานะเป็นจังหวัดจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
อนึ่ง ในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น พม่ายังคงรุกรานเชียงใหม่และหัวเมืองในล้านนา เพื่อหวังจะกลับมาปกครองอีก รัฐบาลสมัยนั้นต้องช่วยเหลือให้ล้านนาไทยเข้มแข็ง สามารถต่อต้านกับพม่าได้ อาทิเช่น ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงมีนโยบายฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางของ
ตราประจำจังหวัดเชียงใหม่
ล้านนาที่เข้มแข็ง โดยแต่งตั้งพระญากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ทำหน้าที่ "ฟื้นเมืองเชียงใหม่" และขับไล่อิทธิพลพม่าให้หมดไปซึ่งประสบความสำเร็จในช่วงปลายรัชกาลที่ ๑ เมืองเชียงใหม่ฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง โดยสามารถขับไล่พม่าออกไปจากที่ตั้งมั่นณ เมืองเชียงแสนในปี พ.ศ.๒๓๔๗
อย่างไรก็ตาม การปกครองเมืองเชียงใหม่ในฐานะเมืองประเทศราช รัฐบาลกลางไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในกิจการภายใน ไม่ว่าจะเป็นด้านการปกครอง เศรษฐกิจ หรือขนบธรรมเนียมประเพณี เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จึงมีอิสระในการบริหารบ้านเมืองของตน แต่เพราะรัฐบาลกลางก็ใช้วิธีการที่แสดงตนว่ามีฐานะที่เหนือกว่าเชียงใหม่ เช่น การแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าขัน๕ ใบ ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมืองในระดับสูง บุคคลที่ได้รับตำแหน่งต้องยอมรับในอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดยการเข้าเฝ้าเพื่อรับตราตั้งและเครื่องยศ หรือวิธีการให้กระทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา ซึ่งมีการสาบานว่าจะจงรักภักดีนอกจากนั้นยังให้เมืองเชียงใหม่ปฏิบัติตามพันธะของเมืองประเทศราชในรูปของการส่งต้นไม้เงินทอง เครื่องราชบรรณาการส่วยและการเกณฑ์ของ หรือเกณฑ์ช่วยราชการสงคราม เป็นต้น
วิธีการปกครองเมืองเชียงใหม่ในฐานะเมืองประเทศราชดังกล่าว นับว่าเหมาะสมกับสภาวการณ์ในสมัยนั้น ซึ่งรัฐบาลกลางมีกำลังน้อยควบคุมไม่ถึง การคมนาคมไม่สะดวก และไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระ เพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับก็เพียงพออยู่แล้ว ในส่วนเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ต้องการมีสิทธิในการปกครองตามขนบธรรมเนียมของตน อย่างไรก็ตามเมื่อตะวันตกเข้ามา สภาพการปกครองหัวเมืองประเทศราชดังกล่าวได้กลายเป็นปัญหาที่ทำให้รัฐบาลกลางต้องเข้าไปควบคุมมากขึ้นตามลำดับ การปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่ เมืองลำปางและลำพูนเรียกว่า "มณฑลลาวเฉียง" ในพ.ศ.๒๔๒๗
การปฏิรูปการปกครองมณฑลลาวเฉียงหรือมณฑลพายัพ มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของการปฏิรูป ลักษณะการดำเนินงานเป็นการผนวกดินแดนหัวเมืองประเทศราช เชียงใหม่และล้านนาได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในพระราชอาณาจักรที่ใช้เวลายาวนานถึง ๔๙ ปี (พ.ศ.๒๔๒๗-๒๔๗๖) ในครั้งนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านการปกครอง การศาล การภาษีอากร การคลัง การศึกษาและอื่นๆ ตามความเหมาะสมโดยเฉพาะตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครทุกคนในล้านนา รัฐบาลไม่ยกเลิกในทันที ยังคงให้ดำรงตำแหน่งอย่างมีเกียรติ แต่ขณะเดียวกันก็พยายามลดอำนาจและผลประโยชน์ของเจ้าผู้ครองนครอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังจะเห็นได้ว่าช่วงแรกที่รัฐบาลกลางส่งข้าหลวงสามหัวเมืองขึ้นมาแก้ไขปัญหาที่เมืองเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๑๗-๒๔๒๖) ยังไม่มีการควบคุมเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่โดยตรง เพียงแต่ส่งข้าหลวงขึ้นไปแนะนำให้เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสนธิสัญญาเชียงใหม่และตามคำสั่งของรัฐบาลเท่านั้น
ครั้นต่อมาในช่วง พ.ศ.๒๔๒๗-๒๔๔๒ รัฐบาลจึงดำเนินการปฏิรูปการปกครองซึ่งเริ่มจากการเข้าควบคุมอำนาจและผลประโยชน์บางอย่าง เพื่อเป็นการวางรากฐานก่อนการจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล เพราะเมื่อจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลใน พ.ศ.๒๕๔๒ แล้ว เป็นเวลาที่รัฐบาลสามารถดำเนินการขั้นตอนยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราช พร้อมกับเข้าควบคุมอำนาจการปกครองและผลประโยชน์จากเจ้าเมืองเหนือได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์กบฏเงี้ยว พ.ศ.๒๔๔๕ ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๕๑) เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๕-๒๔๕๒) ได้ขอรับผลประโยชน์เป็นเงินเดือนประจำ จึงเริ่มมีฐานะเหมือนข้าราชการทั่วไป ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ เจ้าผู้ครองนครที่เหลืออยู่ก็ขอรับพระราชทานเงินเดือนเช่นเดียวกันหมด ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระองค์ทรงดำเนินการในขั้นต่อมา คือยกเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครโดยกำหนดว่าหากเจ้าผู้ครองนครองค์ใดถึงแก่พิราลัยแล้วจะไม่โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งอีก เท่ากับยกเลิกดำแหน่งไปโดยปริยาย สัญลักษณ์ของเมืองประเทศราชจึงค่อยๆ สลายตัวลง ครั้นเมื่อคณะราษฎรยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลในปี พ.ศ.๒๔๗๖ มณฑลพายัพจึงถูกยุบ แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงในช่วงการปฏิรูปการปกครอง คงเป็นรากฐานสืบมาจนถึงปัจจุบัน
สภาพโดยทั่วไปของจังหวัดเชียงใหม่ จำแนกออกได้ดังนี้
สภาพทางภูมิศาสตร์
ที่ตั้งของจังหวัดเชียงใหม่อยู่ในบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๑๖ องศาเหนือ และเส้นแวงที่ ๙๙ องศาตะวันออก อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๐๒๗ ฟุต (๓๑๐ เมตร) ห่างจากกรุงเทพมหานครตามแนวทางหลวงแผ่นดินสายเอเชีย ระยะทางประมาณ ๗๕๐ กิโลเมตร
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดแนวมีความยาว ๒๒๗ กิโลเมตร
ทิศใต้ ติดต่อจังหวัดลำพูน และจังหวัดตาก
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน
แผนที่เขตเมืองเชียงใหม่โดยสังเขป
ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นป่าและภูเขาสูงชันใหญ่น้อยสลับซับซ้อนกันไป มีพื้นที่ของป่าไม้ถึง ๑๙,๙๖๒.๑๒ ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ทำการเกษตร ๒,๖๙๒ตารางกิโลเมตร มีบริเวณที่ราบลุ่ม ๒ บริเวณใหญ่ คือ
๑) ที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเมืองงายและตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว ส่วนตะวันออกของอำเภอแม่แดง อำเภอแม่ริม ผ่านกลางอำเภอเมืองและอำเภอสารภีและส่วนตะวันออกของอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทอง อำเภอฮอด รวมทั้งส่วนตะวันตกของอำเภอดอยเด่าจัดเป็นบริเวณที่ราบลุ่มใหญ่ที่สุดของจังหวัด ซึ่งแม่น้ำปิงมีต้นน้ำเกิดจากภูเขาในเขตท้องที่ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
๒) ที่ราบลุ่มแม่น้ำกก ครอบคลุมบริเวณอำเภอฝางและอำเภอแม่อาย นอกจากนี้ แม่น้ำที่มีความสำคัญรองลงมา ได้แก่ แม่น้ำกวง แม่น้ำฝาง แม่น้ำกก แม่น้ำงัด แม่น้ำแจ่ม แม่น้ำดื่น แม่น้ำแตง
อนึ่ง จังหวัดเชียงใหม่มีเทือกเขาทอดตัวอยู่ในแนวเหนือใต้ ติดต่อกับเทือกเขาในมณฑลยูนนานประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและรัฐฉานในสหภาพพม่าซึ่งประกอบด้วย
๑) เทือกเขาแดนลาว อยู่ด้านทิศเหนือกั้นพรมแดนไทย-พม่า ติดต่อกับเทือกเขาถนนธงชัย มียอดเขาที่สำคัญๆ ได้แก่ ดอยผ้าห่มปก อำเภอฝาง สูง ๒,๒๘๕ เมตร ดอยอ่างขาง อำเภอฝาง สูง ๑,๙๓๑ เมตร
๒) เทือกเขาถนนธงชัย อยู่ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง มียอดเขาที่สำคัญๆ ได้แก่ ดอยหลวง อำเภอเชียงดาว สูง ๒,๑๗๐ เมตร ดอยปุย อำเภอเมือง สูง ๑,๖๘๕ เมตร ดอยสุเทพ อำเภอเมือง สูง ๑,๖๐๑ เมตร
๓) เทือกเขาผีปันน้ำ อยู่ด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำปิงต่อจากเทือกเขาแดนลาว มียอดเขาที่สำคัญๆ คือ ดอยขุนตานสูง ๑,๓๗๔ เมตร ดอยช้าง สูง ๑,๔๖๒ เมตร ผ่านอำเภอพร้าว อำเภอดอยสะเก็ด และอำเภอสันกำแพง
สภาพภูมิอากาศ
สภาพภูมิอากาศของจังหวัดเชียงใหม่มีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง ๒๐.๗-๓๒.๒ องศาเซลเซียส มีความชื้นสัมพัทธ์โดยเฉลี่ยประมาณ ๒๖.๒๐ องศาเซลเซียส แบ่งสภาพอากาศออกได้ ๓ ฤดูเช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ คือ
- ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม สิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิอยู่ระหว่าง ๒๐.๐-๓๘.๕ องศาเซลเซียส อากาศจะร้อนมากในช่วงเวลากลางวัน ในช่วงเวลากลางคืนอากาศทั่วไปจะเย็น มีความชื้นในอากาศน้อย อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยประมาณ ๓๐ องศาเซลเซียส
- ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม สิ้นสุดเดือนตุลาคม อุณหภูมิอยู่ระหว่าง ๒๑.๙-๓๒.๒ องศาเซลเซียส ฝนตกตามเกณฑ์ ไม่มีฝนแล้งในช่วงฤดูฝน ปริมาณน้ำฝน เฉลี่ยระหว่างปีประมาณ ๑,๒๗๐ มิลลิเมตร และเฉลี่ยความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ ๖๕.๖
- ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน สิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิอยู่ระหว่าง ๑๔.๖-๒๘.๐ องศาเซลเซียส อากาศทั่วไปไม่หนาวจัด มีหมอกลงในบางเวลาอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ ๑๓.๙๔ องศาเซลเซียส
แม่น้ำสายสำคัญ
- แม่น้ำกก ความยาว ๑๘๐ กิโลเมตร ภูเขาต้นน้ำ คือเขาทางทิศเหนือของเมืองเชียงตุง สหภาพพม่า ไหลผ่านเมืองกก เมืองสาตะ ในสหภาพพม่า อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่จัน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายไหลลงสู่แม่น้ำโขง
- แม่น้ำกวง ความยาว ๙๕ กิโลเมตร ภูเขาต้นน้ำคือดอยผีปันน้ำ ไหลผ่านอำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันทราย อำเภอสันกำแพง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
- แม่น้ำกลาง ความยาว ๓๒ กิโลเมตร ภูเขาต้นน้ำคือ เทือกเขาอินทนนท์ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ไหลผ่านอำเภอจอมทอง ไหลลงสู่แม่น้ำปิงที่อำเภอจอมทอง
- แม่น้ำขาน ความยาว ๘๕ กิโลเมตร ภูเขาต้นน้ำคือ เขาที่แบ่งเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนกับอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ไหลผ่านอำเภอสะเมิง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ไหลลงสู่แม่น้ำปิง ระหว่างเขตอำเภอสันป่าตองและอำเภอจอมทอง
- แม่น้ำงัด ความยาว ๑๐๐ กิโลเมตร ภูเขาต้นน้ำคือเขาทางทิศเหนือของอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ไหลผ่านอำเภอพร้าว อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ไหลลงสู่แม่น้ำปิงที่อำเภอแม่แตง
- แม่น้ำแจ่ม ความยาว ๑๗๐ กิโลเมตร ภูเขาต้นน้ำคือเขาทางทิศเหนือของอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ไหลผ่านอำเภอแม่แจ่ม ก่อนที่ไหลลงสู่แม่น้ำปิงที่เส้นแบ่งเขตอำเภอจอมทอง กับอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่
- แม่น้ำแตง ความยาว ๑๓๕ กิโลเมตร ภูเขาต้นน้ำคือเขาบุกป่าแฝกในทิวเขาแดนลาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ไหลผ่านอำเภอแม่แตง ก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำปิงที่อำเภอแม่แตง
- แม่น้ำตื่น ความยาว ๑๕๐ กิโลเมตร ต้นน้ำคือช่องทิวเขาระหว่างอำเภออมก๋อย กับอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดเชียงใหม่ ไหลผ่านอำเภออมก๋อย กับอำเภอสามเงา จังหวัดตากไหลลงสู่แม่น้ำปิงที่ฝั่งขวา จังหวัดตาก
- แม่น้ำทา ความยาว ๙๐ กิโลเมตร ต้นน้ำคือเขาทางทิศตะวันออกของอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ไหลผ่านอำเภอสันกำแพง เชียงใหม่ อำเภอเมือง อำเภอแม่ทา และอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน
- แม่น้ำปิง ความยาว 500 กิโลเมตร ต้นน้ำคือดอย-ถ้วย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ไหลผ่านอำเภอเชียงดาว อำเภอแม่แตง อำเภอแม่ริม อำเภอสันทราย อำเภอเมือง อำเภอสารภี อำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทองอำเภอฮอดและอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยไหลไปรวมกับแม่น้ำวังที่จังหวัดตาก แล้วไหลไปลงที่อำเภอปากน้ำโพจังหวัดนครสวรรค์ รวมกับแม่น้ำน่าน
- แม่น้ำฝาง ความยาว ๗๐ กิโลเมตร ต้นน้ำคือเขาในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ไหลลงสู่อำเภอไชยปราการอำเภอฝาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำกกที่อำเภอแม่อาย
โครงการชลประทานส่งน้ำและบำรุงรักษาขนาดใหญ่
- เขื่อนแม่งัด (สมบูรณ์ชล) อำเภอแม่แตง
- ฝายแม่แฝก อำเภอสันทราย
- ฝายแม่แดง อำเภอแม่แตง
- ฝ่ายแม่ปิงเก่า อำเภอสารภี
- เขื่อนแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด
- ฝายแม่กวง (อุดมธารา) อำเภอดอยสะเก็ด
การปกครอง
จังหวัดเชียงใหม่แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๒๒ อำเภอกับอีก ๒ กิ่งอำเภอ จำนวนตำบลทั้งสิ้นคือ ๒๐๔ ตำบลกับ ๑,๕๖๒ หมู่บ้าน รวมเป็นเนื้อที่ทั้งสิน ๒๐,๑๐๓.๐๕๓ ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากรที่รวบรวมไว้ครั้งล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๑ (ภายหลังการสำรวจข้อมูลข้างล่าง)คือ ๑,๕๙๔,๖๓๖ คน แยกเป็นเพศชาย ๗๙๔,๐๑๙ คนและเพศหญิง ๘๐๐,๖๑๗ คน
อนึ่ง รายละเอียดที่รวบรวมไว้ครั้งล่าสุดในปี พ.ศ.๒๕๔๐โดยสำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง มีดังนี้
หมายเหตุ : รายละเอียดของแต่ละอำเภอ โปรดดูเพิ่มเติมตามชื่อเรื่อง
ประชากร
ประชากรของจังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยกลุ่มคน ๖ กลุ่ม ได้แก่
๑. ไทยวน หรือคนเมืองที่มีมากที่สุด สืบเชื้อสายมาจากกลุ่มชนพื้นเมืองตั้งเดิม
๒. ลวะ จัดเป็นชาวพื้นเมืองเจ้าของถิ่นเดิม บางกลุ่มอพยพมาจากลุ่มน้ำคง
๓. ไทลื้อ สืบเชื้อสายจากกลุ่มชนที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยพระเจ้ากาวิละหลังจากการฟื้นฟูอิสรภาพจากพม่า เชียงใหม่มีผู้คนน้อย พระเจ้ากาวิละจึงไปกวาดต้อนผู้คนจากดินแดนอื่นมาตั้งถิ่นฐาน ในเมืองเชียงใหม่
๔. ชาวไทเขิน การตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากเหตุผลเดียวกับไทลื้อ
๕. ชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจากสหภาพพม่า ได้แก่ พม่า ไทใหญ่ (เงี้ยว) ต่องสู้
๖. จีนฮ่อ มาจากกลุ่มกองพล ๙๓ มณฑลยูนนานประเทศจีน
๗. ชาวเขา เผ่าแรกที่เข้ามา คือเผ่ากะเหรี่ยง มีมากที่อำเภอแม่แจ่ม อำเภออมก๋อย ชาวเขาเผ่าม้ง มีมากที่อำเภออมก๋อย ชาวอีก้อและมูเซอ อาศัยอยู่ในอำเภอแม่แตงกิ่งอำเภอเวียงแหง อำเภอฝาง นอกจากนี้เป็นเผ่าลีซอและเย้า
สภาพทางเศรษฐกิจ
ประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม เช่น การปลูกข้าวซึ่งใช้พื้นที่มากที่สุดการปลูกพืชไร่ การปลูกพืชผล นอกจากนี้เป็นการเลี้ยงสัตว์และการป่าไม้ รายได้ส่วนใหญ่จึงขึ้นอยู่กับการเพาะปลูก ค้าขายพืชผลที่สำคัญของจังหวัด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด หอม กระเทียมถั่วเหลือง ยาสูบ (พันธุ์เวอร์จิเนีย) ลำไย และลิ้นจี่
การเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่เป็นลักษณะการเลี้ยงรายย่อยหรือเลี้ยงในครอบครัว แหล่งสำคัญที่มีการเลี้ยงโค กระบือ ได้แก่ อำเภอสันป่าตอง จอมทอง และฮอดสำหรับสุกร นอกจากผู้เลี้ยงรายย่อยแล้ว ก็มีฟาร์มอยู่ประมาณ ๑๐๐ กว่าแห่ง สัตว์ปีกที่เลี้ยงมากที่สุดคือไก่ รองลงมาคือเป็ดซึ่งมักเป็นการเลี้ยงเพื่อบริโภคในครัวเรือน
ในด้านการป่าไม้ จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดแบ่งพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยมีจำนวนป่าสงวนแห่งชาติรวม ๒๔ แห่ง ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามอำเภอต่างๆ ๒๓ อำเภอ และ ๑ กิ่งอำเภอ โดยป่าแม่แจ่ม อำเภอแม่แจ่ม มีเนื้อที่ป่ามากที่สุดและป่าเชียงดาว อำเภอเชียงดาว มีเนื้อที่ป่ารองลงมา ปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่มีอุทยานแห่งชาติรวม ๓ แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ๒ แห่ง วนอุทยานแห่งชาติ ๖ แห่ง อนึ่ง เนื่องจากพื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดได้ถูกราษฎรบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าลงไปเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการปลูกสร้างสวนป่าเพิ่มเดิมขึ้นได้แก่ ป่าโครงการไม้สัก ไม้กระยาเลย ไม้ฟื้น ไม้สน เป็นต้น
การประมงของจังหวัดเชียงใหม่เป็นการประมงน้ำจืดจับสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และมักทำเพื่อการบริโภคปัจจุบัน ได้มีการส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงปลาอย่างจริงจังเพื่อเป็นอาหารในครัวเรือนและเป็นการหารายได้เสริมอีกทางหนึ่งโดยมีการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงปลาไน ปลานิลปลาตะเพียนขาวและปลายี่สกเทศ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการนำพันธุ์ปลาชนิดด่างๆไปปล่อยตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ในจังหวัดเพื่อการแพร่พันธุ์และเพื่อการบริโภคอีกด้วย
การทำเหมืองแร่ แร่ที่สำคัญ ได้แก่ ถ่านหิน พบมากที่อำเภอฮอด อมก๋อย จอมทองและแม่แจ่ม ซีไลท์ ดีบุกและดินขาวพบมากที่อำเภอสะเมิง อำเภออมก๋อย และแม่แจ่มเฟลด์สปาร์ และฟลูออไรด์ พบมากที่อำเภอแม่แจ่มและอำเภอจอมทอง แร่แบไรท์ พบที่บ้านดอยเด่า อำเภอดอยเต่าแร่วุลแฟรม พบที่บ้านผาปูน อำเภออมก๋อย แร่แมงกานีสพบที่บ้านแม่กี้ดช้าง อำเภอแม่แจ่มและอำเภอแม่แตง
การอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตร เช่น ข้าว ใบยาสูบ ใบชา ถั่วลิสง ข้าวโพด ตลอดจนผักและผลไม้ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา ทำไม้ โม่บดหิน ฯลฯ ซึ่งมักจะเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีการลงทุนมาก สำหรับอุตสาหกรรมเพื่อการท่องเที่ยว คือการทำร่ม แกะสลัก ทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นต้น เพื่อจัดจำหน่ายเป็นของฝากหรือของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว
ทรัพยากร
นอกจากแร่ธาตุที่สำคัญๆ หลายชนิด ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น จังหวัดเชียงใหม่ยังมีทรัพยากรป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ป่าในจังหวัดเชียงใหม่จะมีความแตกต่างกันไปตามปริมาณของน้ำฝน เช่น บริเวณเชิงเขาและบริเวณที่มีฤดูแล้งสลับฤดูฝนจะเกิดป่าผลัดใบหรือป่าเบญจพรรณ เช่น ไม้สัก ไม้มะค่าโมง ไม้ปั่นแก ไม้ยมหิน ไม้เกล็ดดำ ไม้เกล็ดแดง ไม้ตะแบกไม้ประดู่ ไม้ปอ มะกอก เป็นต้น
ในเขตภูเขาที่สูงมากเกิน ๑,๐๐๐ เมตร มีฝนตกมากบริเวณลาดชันทางด้านเหนือของภูเขารับแสงอาทิตย์น้อยจะพบไม้กระบาก มะไฟ ยมหอม อบเชย ยางขาว ยางปายตะเคียนทอง มะม่วงป่า ชมภูป่า เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่างพบไม้ตระกูลเดี้ย เช่น ไผ่เฮี้ย ไม้ตระกูลปาล์ม เช่น ต้นตำว หรือลูกชิด เต่าร้าง ค้อ หวาย เฟิร์นชนิดต่างๆ
ในเขตที่ราบหรือทุ่งราบ พบหลักฐานว่าเป็นป่าไม้มาก่อน เช่น การสร้างวัด การตั้งชื่อชุมชนหรือหมู่บ้าน มักตั้งชื่อตามนามของต้นไม้ที่ขึ้น เช่น วัดเก๊าเดื่อ วัดเก๊าจาว (ไม้ขะจาว)บ้านต้นเฮือด บ้านสันผักหวาน วัดป่าลาน บ้านหนองป่าครั่ง
สำหรับเขตป่าดิบเขา และป่าดิบริมห้วย ไม้ที่พบ ได้แก่ ไม้ยาง ไม้ตะเคียน ตะแบก อินทนิล ไม้สกุลก่อ กำยาน พญาไม้ กระบาก ยมหอม ส่วนพื้นล่างมีต้นไม้ขนาดเล็กพุ่มเตี้ยไม้เครือเถา ไม้ที่ใช้รากดูดอากาศ เช่น กล้วยไม้ประเภทต่างๆได้แก่ เอื้องคำ รองเท้านารี เอื้องเงิน เอื้องช้างน้าว เอื้องฟ้ามุ่ย เอื้องสามปอย เป็นต้น
บริเวณที่อากาศเย็นจัด มีป่าสนเขา หรือไม้เกี๊ยะ จัดเป็นสนสองใบ ที่ลาดเชิงเขา แผ่เป็นบริเวณกว้าง มีดินลูกรังปะปนมีฝนตกสลับฤดูแล้งอันยาวนาน มีพื้นที่เป็นป่าแพะ พบต้นไม้พุ่มเตี้ย หญ้าขึ้นในฤดูฝน เถาวัลย์มีหนาม สาบเสือ หรือเขตที่เป็นป่าแดง ป่าเต็งรัง มีพืชพรรณธรรมชาติที่ทนความแล้งได้คือต้นพลวงหรือต้นตองตึง ไม้เหียง ไม้อินทนิล ไม้เต็ง ไม้แดง เป็นต้น
สภาพทางสังคม
๑. การศึกษา
จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งศูนย์รวมการศึกษาในเขตจังหวัดภาคเหนือ มีสถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา ทั้งของภาครัฐบาลและภาคเอกชน
๒. การศาสนา
ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่นับถือศาสนาพุทธ เกินกว่าร้อยละ ๙๐ รองลงไปคือศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์
การคมนาคม
จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภาคเหนือมีระบบการคมนาคมขนส่งทั้งภายในจังหวัดและระหว่างจังหวัดที่สะดวก ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางอากาศ โดยมีเส้นทางรถยนต์รถไฟและสนามบินนานาชาติ ที่มีเที่ยวบินทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้
๑. ทางบก มีเส้นทางสำคัญ ๔ ส่วน คือเส้นทางสู่กรุงเทพฯ เส้นทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางสู่ภาคเหนือตอนบนและชายแดนพม่า รวมทั้งเส้นทางสู่อำเภอและตำบลต่างๆ
๒. ทางรถไฟ มีรถไฟสายเหนือจากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดอยุธยา-ลพบุรี-นครสวรรค์-พิษณุโลก-อุตรดิตถ์-แพร่-ลำปาง-ลำพูน-เชียงใหม่ มีขบวนรถด่วนและรถด่วนพิเศษกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ รวมวันละ ๖ ขบวน ไป-กลับ และนครสวรรค์-เชียงใหม่วันละ ๒ ขบวน ไป-กลับ
๓. ทางอากาศ สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากสนามบินดอนเมือง
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
จังหวัดเชียงใหม่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่นักท่องเที่ยวควรไปเยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอารามที่เก่าแก่หรือสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่มากมาย เช่น
๑. เขตอำเภอเมือง
- วัดสวนดอก
- วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
- วัดพระธาตุดอยสุเทพ
- วัดเชียงมั่น
- วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
- วัดเจ็ดยอด
- พิพิธภัณฑสถานเชียงใหม่
- น้ำตกห้วยแก้ว
- น้ำตกมณฑาธาร
- เสาอินทขีล ภายในบริเวณวัดเจดีย์หลวง
- พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ บนดอยสุเทพ (ปุย)
- ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่
- สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
๒. อำเภออื่นๆ
- ศูนย์หัตถกรรมร่มบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง
- วัดบวกครกหลวง เส้นทางเชียงใหม่-สันกำแพง
- บ้านท่าศาลา
- บ่อน้ำพุร้อนอำเภอสันกำแพง
- ออบหลวง อำเภอฮอด
- ดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง
- น้ำตกแม่กลาง อำเภอจอมทอง
- วัดพระธาตุศรีจอมทอง อำเภอจอมทอง
- น้ำตกแม่สา อำเภอแม่ริม
- ถ้ำเชียงดาว อำเภอเชียงดาว
- ล่องแพน้ำแม่แตง อำเภอแม่แตง
- ดอยอ่างขาง อำเภอฝาง
- ดอยผ้าห่มปก เขตอำเภอฝางและอำเภอแม่อาย
- กาด (ตลาด) วัวควาย บ้านทุ่งฟ้าบด อยู่ในเขตอำเภอสันป่าตอง
(เรียบเรียงจาก ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๒๙, สรัสวดี อ๋องสกุล ประวัติศาสตร์ล้านนา พ.ศ.๒๕๓๔, ข้อมูลจากฝ่ายปกครอง ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๔๑ และ เพื่อความเข้าใจในแผ่นดิน เชียงใหม่ สำนักพิมพ์สารคดี พ.ศ.๒๕๕๐)
บุปผา คุณยศยิ่ง
อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ พระยางำเมือง พระญามังราย พระญาร่วง ที่ใจกลางเมืองเชียงใหม่
แผนที่จังหวัดเชียงใหม่
ตราประจำจังหวัดเชียงใหม่
แผนที่เขตเมืองเชีงใหม่โดยสังเขป