ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

เชียงแสน, อำเภอ

ภาค : เหนือ

เชียงแสน, อำเภอ

อำเภอเชียงแสน หรือชื่อเดิมคือ เมืองเชียงแสน ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายบนเส้นทางหลวงหมายเลข ๑๐๑๖ เป็นระยะทางประมาณ ๖๐ กิโลเมตร เนื้อที่ของอำเภอ รวมทั้งสิ้น ๕๕๔.๐๐๐ ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากรที่สำรวจเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ คือ ๕๕,๓๖๓ คน อำเภอเชียงแสนแบ่งการปกครองออกเป็น ๖ ตำบล ๖๑ หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลเวียงตำบลป่าสัก ตำบลศรีดอนมูล ตำบลบ้านแซว ตำบลแม่เงินและตำบลโยนก


อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับรัฐเชียงตุง แห่งสหภาพพม่า

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเชียงของ และอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ทิศตะวันออก ติดต่อกับเมืองต้นผึ้ง แขวงหลวงน้ำทา(หัวของ) สาธารณรัฐประชาธิปไตย-ประชาชนลาว และเมืองเชียงตุง

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแม่สาย และอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย


พระธาตุจอมกิตติ พระธาตุประจำเมืองเชียงแสน


ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของอำเภอเชียงแสนเป็นที่ราบลุ่มสลับกับเนินเขา คิดเป็นเนื้อที่ประมาณร้อยละ ๘๐ของพื้นที่ทั้งหมด มีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย


สภาพภูมิอากาศ โดยทั่วไปอากาศอบอุ่น ไม่ค่อยแห้งแล้งฤดูร้อนอากาศไม่ร้อนจัด ฤดูหนาวอากาศหนาวจัด โดยเฉพาะเดือนธันวาคม-มกราคม ฤดูฝน ฝนตกชุกในช่วงเดือนมิถุนายน-เดือนกันยายน


แม่น้ำสายสำคัญของอำเภอเชียงแสน

- แม่น้ำโขง ไหลจากสหภาพพม่า และสาธารณรัฐประชา-ธิปไตยประชาชนลาว ผ่านอำเภอเชียงแสน เป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญ ใช้ในการเกษตรและเป็นเส้นทางท่องเที่ยวชมทิวทัศน์สองฝั่งโขง

- แม่น้ำกก ไหลผ่านอำเภอเมืองเชียงราย ผ่านอำเภอแม่จัน แล้วไหลผ่านอำเภอเมืองเชียงแสน ลงสู่แม่น้ำโขงที่บ้านสบกก หมู่ที่ ๗ ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน เป็นแหล่งจับปลาและใช้ในการเกษตรกรรม


พระธาตุผาเงา พระธาตุเก่าแก่ อยู่ห่างออกไปทางด้านทิศใต้ของเมืองเชียงแสนประมาณ ๑๐ กิโลเมตร


- แม่น้ำจัน ไหลผ่านอำเภอแม่จัน ผ่านเข้าอำเภอเชียงแสนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เขตตำบลป่าสัก มีฝายกั้นน้ำ คือฝายดอยจำปี หมู่ที่ ๗ ตำบลป่าสัก เป็นแหล่งจับปลาและใช้ในการเกษตรกรรม

- ลำน้ำรวก เป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างไทย กับสหภาพพม่า ไหลจากอำเภอแม่สาย ผ่านอำเภอเชียงแสน ลงสู่แม่น้ำโขงที่บ้านสบรวก หมู่ที่ ๑ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสนเป็นแหล่งจับปลาและใช้ในการเกษตรกรรม

- ลำน้ำคำ ไหลจากอำเภอแม่จันเข้าสู่อำเภอเชียงแสนแล้วรวมกันไหลผ่านตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน ลงสู่แม่น้ำโขงที่บ้านสบคำ หมู่ที่ ๕ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน เป็นแหล่งจับปลาและใช้ในการเกษตรกรรม


ประชากรส่วนใหญ่ในอำเภอเชียงแสนเป็นคนเมืองนอกจากนี้เป็นชาวบ้านที่อพยพมาจากภาคอีสาน และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือ อีก้อ (อาข่า) เย้า (เมี้ยน) แม้ว(ม้ง) จีนฮ่อ และผู้พลัดถิ่น สัญชาติพม่า


วัดมุงมือง



อาชีพส่วนใหญ่ของชาวอำเภอเชียงแสน คือประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรม นอกนั้นเป็นการอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม พื้นที่ส่วนมากใช้ปลูกข้าว รองลงมาคือยาสูบผักกาดเขียวปลี ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ตามลำดับสำหรับกิจกรรมด้านปศุสัตว์และการประมง ส่วนมากเป็นการเลี้ยงโคเนื้อ ไก่พันธุ์ไข่ และปลาดุก


การเดินทางจากอำเภอเชียงแสนไปยังตัวอำเภอ หรืออำเภอข้างเคียง เป็นไปด้วยความสะดวก เนื่องจากมีถนนลาดยางหากเป็นการเดินทางในระยะไกล เช่น เชียงราย-กรุงเทพฯสามารถใช้บริการของรถโดยสารประจำทาง หรือเดินทางโดยเครื่องบินที่ท่าอากาศยานเชียงราย


ประวัติของการตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงแสน สมัยแรกสุดมีการพบเครื่องมือหินซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงถึงประดิษฐกรรมของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมา จึงค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานชุมชนเมืองปรากฏอยู่ในตำนานหรือพงศาวดารซึ่งเป็นหลักฐานทางด้านเอกสาร ตำนานเหล่านี้บอกถึงเรื่องราวการอพยพเข้ามาของกลุ่มคนที่เชื่อกันว่าเป็นคนไทยเข้ามาสร้าง


เมืองเชียงแสน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เวียงเก่า มีเจดีย์วัดร้างทั่วไปในเขตกำแพงเมือง


บ้านแปลงเมืองบริเวณแม่น้ำโขง โดยเริ่มในสมัยพระญามังรายพระญาแสนภู ผู้เป็นพระนัดดาพระญามังราย มาสร้างเมืองบริเวณปากแม่น้ำกก (บ้านเชียงแสนน้อย) ก่อน ต่อมาจึงสร้างเมืองเชียงแสนขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๗๑ เพื่อเป็นเมืองท่าหน้าด่านที่สำคัญที่ควบคุมการค้าตามเส้นทางแม่น้ำโขง ดังนั้น เมืองเชียงแสนจึงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนานับแต่นั้นเป็นต้นมา


อาณาเขตของเมืองเชียงแสนเมื่อแรกสร้าง มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณที่ราบลุ่มเชียงแสนทั้งหมด มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับเมืองกายสามเท้า ทิศใต้ติดต่อกับเมืองเชียงรายที่ตำบลแม่เดิม ทิศตะวันออกดิดต่อกับเมืองเชียงของที่ตำบลเชียงชี ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับแดนฮ่อที่ตำบลเมืองหลวง และทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดต่อกับเมืองฝาง ที่กิ่วคอสุนัข หรือกิ่วสไต


ลักษณะของผังเมืองเชียงแสน มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่สม่ำเสมอ เนื้อที่ประมาณ ๑,๒๔๐ ไร่มีกำแพงเมืองและดูเมืองล้อมรอบทั้งทางด้านทิศเหนือ ทิศ


เจดีย์วัดป่าสัก เชียงแสน


แม่น้ำโขงมองจากพระธาตุผาเงา



ตะวันตกและทิศใต้ ยกเว้นด้านทิศตะวันออกที่ใช้แนวแม่น้ำโขงเป็นขอบเขต ทิศตะวันออก ปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานแนวกำแพง ประตูเมืองคงสภาพเดิม อยู่ด้านนอกของแต่ละประตูเป็นที่ตั้งของป้อมรูปโค้ง ครึ่งวงกลม โบราณสถานหรือวัดร้างที่พบภายในเมืองมีจำนวน ๗๖ แห่ง และภายนอกเมืองสำรวจพบ ๓๕ แห่ง


ประตูเมืองเชียงแสนเท่าที่มีหลักฐานปรากฏอยู่ ๕ แห่งได้แก่ ประตูยางเทิง อยู่ทิศเหนือ ประตูหนองมูต อยู่ทิศตะวันตก


แผนที่แสดงที่ตั้งของอำเภอเชียงแสน (จากหนังสือ เมืองเชียงแสน โดย กรมศิลปากร)


ประตูเชียงแสน อยู่กึ่งกลางกำแพงเมืองด้านตะวันตก ประตูทัพม่าน อยู่ทิศใต้ และประตูดินขอ อยู่ทิศตะวันตก


ป้อมเมืองเชียงแสน มีลักษณะคล้ายกับป้อมปากประตูเมืองโบราณแห่งอื่นๆ รวมทั้งสิ้น ๗ ป้อม ได้แก่ ป้อมประตูยางเทิง ป้อมประตูหนองมูด ป้อมประตูเชียงแสน (มี ๒ ป้อม)ป้อมประตูทัพม่าน ป้อมประตูดินขอ และป้อมมุมกำแพงด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ


การปกครองในระยะแรก แบ่งออกเป็นแคว้น แขวงและพันนา รวมทั้งสิ้น ๖๕ พันนา หลังจากที่พระญาแสนภูครองเมืองเชียงแสนจนสิ้นพระชนม์แล้ว พระญาคำฟูได้ขึ้นครองเมืองแทน เมื่อพระญาคำฟูสิ้นพระชนม์ พระญาผายูได้กลับไปครองเมืองเชียงใหม่และโปรดเกล้าฯ ให้พระญากือนาพระยุพราชเสด็จมาครองเมืองเชียงแสนในปี พ.ศ.๑๘๘๘


เมื่อพระญากือนาเสด็จขึ้นครองราชย์ในนครเชียงใหม่ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้ามหาพรหม พระอนุชา เสด็จมาแคว้นโยน(โยนก) ในเมืองเชียงราย เมืองเชียงแสน และเมืองฝาง เมื่อ


แผนที่แสดงที่ตั้งโบราณสถานที่สำคัญในเมืองเชียงแสน (จากหนังสือ เมืองเชียงแสน โดย กรมศิลปากร)


พ.ศ.๑๙๐๖ ต่อมาเจ้ามหาพรหมได้ทูลขอให้พระญาคือนาแต่งตั้งพระญาศรีสิทธิมหาชัยสงครามสลุ่มฟ้า ขุนนางผู้มีความดีความชอบ มาเป็นเจ้าเมืองเชียงแสนในปี พ.ศ.๑๙๐๙ ระยะหลังเมืองเชียงแสนมีความสำคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางทางศาสนาดังปรากฏในตำนานพระพุทธสิหิงค์ ตำนานชินกาลมาลีปกรณ์เป็นต้น จนกระทั่งล้านนาถูกพม่ายึดครองในปี พ.ศ.๒๑๐๑


แม้ว่าภายหลัง อาณาจักรล้านนาจะถูกพม่ายึดครองแต่เชียงแสนกลับทวีความสำคัญขึ้นในด้านยุทธศาสตร์ เนื่องจากถูกใช้เป็นสมรภูมิระหว่างไทยกับพม่า เช่น ครั้งหนึ่งที่เมือง


สามเหลี่ยมทองคำ แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของเชียงแสน


เชียงใหม่และกำลังทัพจากธนบุรีมาขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จในปี พ.ศ.๒๓๑๗ แต่ฐานกำลังพม่าได้มาตั้งมั่นที่เมืองเชียงแสนในปี พ.ศ.๒๓๔๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ พระยายมราช ยกกองทัพร่วมกับกองทัพเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์ เจ้าอุปราชเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองนครลำปาง และเจ้านครน่าน ขึ้นมาขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงแสน กองทัพไทยใช้เวลาล้อมเมืองเชียงแสนถึง ๕ เดือน จึงตีเมืองได้สำเร็จ เจ้าอุปราชเชียงใหม่สั่งให้เผาทำลายบ้านเรือน และรื้อป้อมกำแพงเมืองบางส่วนเพื่อมิให้เป็นที่ตั้งมั่นของพม่าได้อีก นับจากเหตุการณ์นี้เป็นต้นมาเมืองเชียงแสนจึงร้างผู้คนอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง


ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ ชาวพม่า ไทลื้อ และไทเขินได้อพยพจากเมืองเชียงตุง มาอยู่ที่เมืองเชียงแสน โดยตั้งตัวเป็นอิสระ ไม่ยอมขึ้นกับไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าอินทวิชยานนท์ผู้ครองนครเชียงใหม่ ส่งกำลังพลมาขับไล่ผู้เข้ามาอาศัยเป็นอิสระที่เมืองเชียงแสนออกไปได้สำเร็จในปี พ.ศ.๒๕๑๗ จากนั้นในปีพ.ศ.๒๔๒๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดฯให้เจ้าอินทะ แห่งเมืองลำพูน นำราษฎรจากเมืองลำพูนและเมืองเชียงใหม่จำนวน ๑,๕๐๐ ครัวเรือน เข้ามาตั้งบ้านเรือนในเมืองเชียงแสนแทน ภายหลังเมื่อประชากรเพิ่มขึ้น บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้น เจ้าอินทะจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น*พญาราชเดชดำรง" ครองเมืองเชียงแสน ในปี พ.ศ.๒๕๓๗โปรดเกล้าฯ ให้จัดระบบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลเมืองเชียงแสนจึงถูกรวมเข้ากับเมืองเชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สรวยเมืองเชียงคำ และเมืองเชียงของ จัดรวมเข้าเป็นมณฑล เรียกว่า "มณฑลพายัพ" ซึ่งระยะแรกชายแดนส่วนนี้ ขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหม


เมื่อพญาราชเดชดำรงถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๔๔๐นายสุรชัยวงศ์ ผู้เป็นบุตรชาย ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนบิดาในปี พ.ศ.๒๕๔๒ และได้ย้ายที่ทำการกิ่งอำเภอเมืองเชียงแสนมาตั้งที่เมืองกาสาชื่อ "เมืองแม่จัน" (อำเภอแม่จันในปัจจุบัน)ซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำโขงประมาณ ๓๖ กิโลเมตร โดยเมืองเชียงแสนยุบเป็น "กิ่งอำเภอเชียงแสนหลวง" ขึ้นกับอำเภอแม่จัน ในปี พ.ศ.๒๔๕๓ มีประกาศพระราชบัญญัติปกครองท้องที่เปลี่ยนการบริหารการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัดเมืองเชียงแสนได้ยกฐานะจากกิ่งอำเภอเชียงแสนหลวงเป็นอำเภอเชียงแสน ขึ้นกับจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๐ ที่ตั้งของที่ว่าการอำเภออยู่ริมฝั่งโขง หมู่ที่ ๒ ตำบลเวียง


อนึ่ง เนื่องจากที่อำเภอเชียงแสนตั้งอยู่ในพื้นที่ของเมืองเชียงแสนโบราณนี้เอง เป็นผลให้เกิดการบุกรุกทำลายโบราณสถานอย่างกว้างขวาง โบราณสถานต่างๆ เหล่านี้อยู่ในความควบคุมดูแลรักษาของกรมศิลปากร


สถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเชียงแสน ได้แก่

- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน

- วัดเจดีย์หลวง อยู่ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน

- วัดป่าสัก อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเชียงแสนประมาณ ๑ กิโลเมตร

- วัดพระธาตุจอมกิตติ ตั้งอยู่บนดอยจอมกิตติ นอกเมืองเชียงแสน

- วัดพระเจ้าล้านทอง ตั้งอยู่กลางเมืองเชียงแสน

- วัดพระธาตุผาเงา ตั้งอยู่นอกเมืองทางด้านทิศใต้

- วัดพระธาตุดอยภูเข้า ตั้งอยู่บนดอยเชียงเมี่ยงบริเวณสบรวก

- ทะเลสาบเชียงแสน ตั้งอยู่บ้านกู่เต้า ตำบลโยนกก่อนถึงตัวอำเภอเชียงแสน

- สามเหลี่ยมทองคำ เดินทางเลียบลำน้ำโขงประมาณ ๑๑ กิโลเมตร

- วัดพระธาตุสองพี่น้อง ตั้งอยู่บนเส้นทางสู่อำเภอเชียงของ เลยจากวัดพระธาตุผาเงาประมาณ 9 กิโลเมตร

- น้ำตกบ้านไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๙ บ้านไร่ ตำบลบ้านแซว


(เรียบเรียงจาก ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดเชียงราย พ.ศ.๒๕๒๔, กรมศิลปากร เมืองเชียงแสน และข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลบริการนักท่องเที่ยวเชียงแสน โครงการบูรณะและอนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์ เชียงแสน สบค.พชที่ ๖ เชียงใหม่ กรมศิลปากร)


บุปผา คุณยศยิ่ง

พระธาตุจอมกิตติ พระธาตุประจำเมืองเชียงแสน

 

พระธาตุผาเงา พระธาตุเก่าแก่ อยุ่ห่างออกไปทางด้านทิศใต้ของเมืองเชียงแสน ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร

 

เมืองเชียงแสน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเวียงเก่า มีเจดีย์วัดร้างทั่วไปในเขตอำเภอเมือง

 

เมืองเชียงแสน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเวียงเก่า มีเจดีย์วัดร้างทั่วไปในเขตอำเภอเมือง

 

เจดีย์วัดป่าสัก เชียงแสน

 

แม่น้ำโขง มองจากพระธาตุผาเงา

 

แผนที่เมืองเชียงแสน ( จากหนังสือ เมืองเชียงแสน โดยกรมศิลปากร)

 

แผนที่แสดงที่ตั้งโบราญสถานที่สำคัญในเมืองเชียงแสน ( จากหนังสือ เมืองเชียงแสน โดยกรมศิลปากร)

 

สามเหลี่ยมทองคำ แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของเชียงแสน