ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

จามเทวี, วัด

ภาค : เหนือ

จามเทวี, วัด  

วัดจามเทวี ตั้งอยู่เลขที่ ๑ หมู่บ้านสันมหาพล ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายตามประวัติแจ้งว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ.๑๒๐๖ โดยพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งเมืองหริภุญชัย วัดนี้นับเป็นแหล่งศิลปกรรมที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของลำพูน เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโบราณสถานที่เป็นศิลปกรรมแบบหริภุญชัยซึ่งยังคงสภาพไว้ให้ได้ศึกษาคือ

๑. เจดีย์มหาพล หรือ กู่กุด (เจดีย์ด้วน) เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม มีเรือนธาตุซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป ๕ ชั้น ในเรือนธาตุแต่ละชั้นนั้นมีซุ้มพระพุทธรูปประดับทั้งสี่ด้าน แต่ละด้านประกอบไปด้วยชุ้มพระพุทธรูป ๓ ซุ้ม ดังนั้นองค์เจดีย์จึงมีซุ้มพระพุทธรูปทั้งหมด ๖๐ ซุ้ม มุมทั้งสี่ขององค์เจดีย์ในแต่ละชั้นนั้นมียอดเล็ก ๆ ประดับ ซุ้มที่ประดิษฐานพระพุทธรูปมีลักษณะเป็นซุ้มโค้ง ๒ หยัก ที่ซุ้มมีลายประติมากรรมปูนปั้นเป็นลายเครือเถาหรือลายผักกูดประดับ พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในซุ้มเป็นพระพุทธรูปปางประทานอภัย ศิลปะแบบหริภุญชัยซึ่งมีอายุอยู่ในระหว่างสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ซึ่งร่วมยุคสมัยกับศิลปะแบบทวารวดีตอนปลาย และคงจะได้รับอิทธิพลทางด้านรูปแบบของศิลปะแบบทวารวดีมาบ้างเช่นกัน

ส่วนยอดเหนือองค์เจดีย์ขึ้นไป ประดับไปด้วยบัวกลุ่มที่จัดอยู่ในทรงสี่เหลี่ยมรับกับองค์เจดีย์ เหนือขึ้นไปเป็นปล้องไฉนที่ทำเป็นสี่เหลี่ยมเช่นกัน เนื่องจากยอดปลายสุดขององค์เจดีย์ได้หักหายไปนานแล้ว ชาวบ้านจึงเรียกเจดีย์องค์นี้ว่า กู่กุดแต่ก็พอจะอนุมานลักษณะได้จากยอดของเจดีย์ปทุมวดี หรือสุวรรณเจดีย์ที่วัดพระธาตุหริคุญชัยวรมหาวิหารซึ่งมีรูปทรงแบบเดียวกันนั่นเอง

ประวัติความเป็นมาของเจดีย์องค์นี้ ตามตำนานได้กล่าวถึงปุตริยอำมาตย์ได้ขันอาสาพระเจ้าละโว้ไปตีนครหริภุญชัยซึ่งขณะนั้นมีพระญาอาทิตยราชเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองนครแต่เมื่อมาถึงนครหริภุญชัยแล้ว ปุตริยอำมาตย์ได้พาเอากองทัพละโว้หลงทาง เพราะอำนาจฤทธิ์ของเทพยดาที่รักษาพระนครจนกระทั่งเสบียงหมด ปุตริยอำมาตย์จึงจำต้องยอมแพ้แก่พระญาอาทิตยราชและยอมถวายสัตย์สาบานว่าจะสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ พระองค์ก็โปรดฯ ให้เลี้ยงดูชาว "กำโพช" เหล่านั้นอย่างดี และโปรดฯ ให้พวกเขาอาศัยอยู่ด้านหลังของเมืองหริภุญชัย ในการนี้ได้มีการร่วมกันสร้างพระเจดีย์ขึ้นมาองค์หนึ่งเพื่อเป็นการประกาศพระเกียรติยศของพระญาอาทิตยราชที่ทรงมีชัยเหนือชาวละโว้ดังที่กล่าวถึงในตำนานจามเทวีวงศ์ดังนี้

"...กระทำให้ปรากฏพระยศของพระองค์แล้วพระราชทานให้ชาวกำโพช ชื่อว่า มหัพพละ เพราะพระองค์กระทำด้วยพลหมู่ใหญ่"

ใน ตำนานมูลสาสนา ก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เหมือนกับตำนานจามเทวีวงศ์เพียงแต่เรียกพระนามกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัยว่า พระญาทิตตะ และกล่าวถึงการกระทำให้ปรากฏพระยศของพระองค์ไว้อย่างชัดเจนว่า

" พระองค์จึงตรัสกับบุตริยะอำมาตย์ว่าดูราบุตริยะอำมาตย์ บัดนี้เราจักสร้างพระเจดีย์องค์หนึ่งสำหรับไว้เป็นที่สักการบูชาเป็นที่สมควรแก่เรา แล้วพระญาทิตตะพระองค์จึงตรัสสั่งรี้พลทั้ง ๒ ฝ่ายให้สร้างพระเจดีย์องค์หนึ่ง หนตะวันตกเมืองหริภุญชัยนั้นครั้นต่อมาพระองค์ตรัสสั่งให้สร้างพระอารามขึ้นพระอารามหนึ่งในที่สร้างพระเจดีย์นั้นด้วย และทุ่งนาที่เป็นที่พักแห่งรี้พลทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น จึงได้เรียกว่า ทุ่งมหาพล วัดที่รี้พลทั้ง ๒ ฝ่ายพร้อมกันสร้างนั้น ก็เรียกว่า วัดทุ่งมหาพล เพื่อเหตุนั้น"

เจดีย์มหาพลที่สร้างในสมัยพระญาอาทิตยราชนั้นได้พังลงมาเนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวในเมืองหริภุญชัย ดังนั้นในรัชสมัยของพระญาสรรพสิทธิ์ พระองค์จึงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นมาใหม่ เหตุการณ์สำคัญตอนนี้ได้มีการจารึกลงในหลักศิลาจารึกที่พบในวัดจามเทวีซึ่งจารึกด้วยภาษามอญอ่านโดยนายจำปา เยื้อนเจริญ ลงตีพิมพ์ในหนังสือ วิเคราะห์ศิลาจารึกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัย ได้ความว่า

"...แก้วอันประเสริฐซึ่งเป็นเจดีย์องค์นี้ซึ่ง..ของข้าพเจ้าผู้มีนามว่าได้สร้างขึ้นภายหลัง (สองหรือยี่สิบปี) สำเร็จลงในรัชกาลแผ่ไปทั้งสิบทิศ ข้าพเจ้าผู้มีนามว่าสัพพาธิสิทธิ ผู้เป็นเจ้าแห่งแผ่นดิน...ได้หักลงเนื่องจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซึ่งได้เกิดขึ้นในสมัยนั้น ในปีวิสาขะ ขึ้น ๑๓ ค่ำ แห่งเดือนใจตระ (เดือนห้า) วันอาทิตย์พระจันทร์เสวยฤกษ์ปิยะ (?)ข้าพเจ้าได้บูรณะแก้วอันประเสริฐคือเจดีย์องค์นี้ในปัจจุบัน"

เจดีย์ที่พระญาสรรพสิทธิ์ทรงบูรณะใหม่นี้คงจะมีเค้าเดิมหลงเหลืออยู่บ้าง เนื่องจากว่าระยะเวลาระหว่างสมัยของพระญาอาทิตย์กับพระญาสรรพสิทธิ์นั้นไม่ห่างกันมากนักก่อนที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนาซึ่งเป็นพระนักพัฒนาจะมาบูรณะแหล่งโบราณสถานบ้านสันมหาพล ซึ่งอยู่ในสภาพที่รกร้างมาเป็นเวลานาน คงมีแต่พระเจดีย์ที่ทรุดโทรมเพียง ๒ องค์ แวดล้อมด้วยเศษอิฐกองทับถมเพียงเท่านั้น กระทั่งใน ปี พ.ศ.๒๔๗๑ ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มาบูรณะและทำการสร้างพระวิหารขึ้นมาใหม่ เมื่อเสร็จเรียบร้อยดีแล้วจึงเรียกชื่อว่าวัดจามเทวี มาจนปัจจุบัน

๒. เจดีย์สุวรรณจังโกฏ หรือ รัตนเจดีย์ เป็นเจดีย์ขนาดเล็กทรงแปดเหลี่ยมที่อยู่ติดกับวิหารของวัดจามเทวีด้านเหนือ องค์เจดีย์ทั้งแปดด้านมีซุ้มพระพุทธรูปด้านละ ๑ ชั้นเหนือองค์เจดีย์ขึ้นไปทำเป็นบัวถลาลดระดับ ๓ ชั้น ด้านบนมีซุ้มพระพุทธรูปเล็กๆ ทำเป็นซุ้มยอดแหลม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิเหนือสุดของเรือนธาตุก่อเป็นทรงระฆังส่วนยอดของเจดีย์องค์นี้พังทลายไปเช่นเดียวกันกับเจดีย์มหาพล ตำนานจามเทวีวงศ์กล่าวถึงตอนที่พระญามหันตยศถวายพระเพลิงสรีระพระราชมารดาของพระองค์แล้วว่า

"จึงเชิญพระอัฐิธาตุนั้นมาโดยปัจฉิมทิศาภาคแห่งพระนคร แล้วให้กระทำสถานที่แห่งหนึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิธาตุอันเป็นที่รมณียฐานแลให้กระทำเป็นแส่งงาอง การุณย์ราธร. นายพาลุก ผามสนี้

เจดีย์มีพระพุทธรูปอยู่ในเบื้องบนหุ้มด้วยแผ่นทองคำเพราะเหตุนั้นพระเจดีย์นั้นจึงได้มีนามว่า สุวรรณจังโกฏเจดีย์"

ส่วนในตำนานมูลสาสนาได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในตอนนี้ว่า

"ครั้งนั้น พระญามหันตยศพระองค์ทรงจัดการพระศพพระราชมารดา ตรัสสังให้อำมาตย์สร้างพระเมรุในป่าไม้ยางแห่งหนึ่ง แล้วถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระราชมารดา ครั้นเสร็จการถวายพระเพลิงแล้วก็แห่พระอัฐิพระนางเลียบมาหนตะวันตกเวียง ก่อพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิไว้ภายใต้เวียงหริภุญชัย พระเจดีย์องค์นั้นจึงได้เรียกว่า สุวรรณเจดีย์จังโกฏ และบรรจุยังเครื่องประดับของพระนางไว้ในที่นั้นด้วยเป็นต้นว่าซ้องแลหวีรองไว้ภายใต้พระอัฐิพร้อมทั้งงาพระญาช้างมงคลที่ล้มไปแล้วนั้น พระญามหันตยศพระองค์เอางาพระญาช้างมงคลทั้ง ๒ ข้าง มาบรรจุไว้ภายใต้ รองเครื่องประดับองค์พระราชมารดา"

ความในตำนานมูลสาสนาอาจจะเกิดการคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ลักษณะของเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐที่กล่าวถึงก็คล้ายกับเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมที่มีอยู่ในวัดจามเทวีนั่นเอง

ดังกล่าวมาแล้วว่า ในการบรรจุพระบรมอัฐิของพระนางเจ้าจามเทวีในสุวรรณจังโกฏเจดีย์นั้นได้มีการนำเอาเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของพระนางเจ้าจามเทวี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องใช้ที่ทำด้วยทองคำทั้งสิ้นบรรจุลงไปด้วย แต่เนื่องจากว่าเจดีย์องค์เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมไปมาก ภายหลังได้มีการบูรณะเจดีย์องค์นี้ขึ้นมาใหม่ในสมัยของพระญาสรรพสิทธิ์ ในการบูรณะครั้งนี้คงจะมีการนำเอาเครื่องใช้เหล่านี้ออกมาเก็บรักษาไว้ไม่นำบรรจุกลับในที่เดิม เพราะว่าเรื่องราวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์เหล่านี้ได้ปรากฏอยู่ในตำนานการสร้างพระบรมธาตุเจ้าหริภุญชัยในสมัยของพระเจ้าติโลกราชในปี พ.ศ.๑๙๙๐ดังรายการต่อไปนี้

"เอาค้องมือ (กำไล) นางจามเทวีใส่รองคอฉัตรหุ้มจังโกคำ ๑๖๔ แผ่น คำเก่านางจามเทวี ๗๖,๗๕๐ บาท คำขันจันทน์ ขันแว่น ขันหวี ขันหมากนางจามเทวี ๘๒,๔๐๐ บาท"

เจดีย์ทั้งสององค์นี้ถูกปล่อยให้รกร้างมาเป็นเวลาหลายร้อยปีจนอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ได้มาสำรวจแหล่งโบราณคดีในมณฑลพายัพ และได้มาที่เจดีย์มหาพลประดิษฐานอยู่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงค้นพบศิลาจารึกหลักดังกล่าวนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๕ปัจจุบันนี้ศิลาจารึกหลักดังกล่าวถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธ-ภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัย

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเจดีย์มหาพลและเจดีย์สุวรรณจังโกฏที่มีสัณฐานแปดเหลี่ยมเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๗๘ และประกาศกำหนดขอบเขตโบราณสถาน เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๒

(ปรับปรุงจาก จุลพงศ์ ขันติพงศ์ และเพิ่มเติมจากหนังสือ การขึ้นทะเบียนโบราณสถานภาคเหนือ กรมศิลปากร พ.ศ.๒๕๒๕ และประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๓๓)


รัตนา พรหมพิชัย

ลักษณะพระพุทธรูปในชุ้มรอบเจดีย์ซึ่งมีทั้งหมด๖๐ ซุ้ม

 

วัดจามเทวี อำเภอเมือง ลำพูน

 

เจดีย์มหาพลหรือกู่กุด มีอายุกว่า ๑,๓๐๐ ปี

 

เจดีย์สุวรรณจังโกฏ หรือรัตนเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมอยู่ด้านเหนือวิหาร เชื่อว่าเป็นที่บรรจุอัฐิของพระนางจามเทวี

 

คู่ครูบาศรีวิชัย อยู่ทางด้านใต้ของวิหารวัดจามเทวี

 

ลักษณะพระพุทธรูปในซุ้มทั้ง ๔ ด้านของเจดีย์สุวรรณจังโกฏหรือรัตนเจดีย์

 

"อภิเษกนางจามเทวี" ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดจามเทวี ลำพูน

 

ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดจามเทวี ว่าด้วยเรื่องตำนานนางจามเทวี

 

ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดจามเทวี ว่าด้วยเรื่องตำนานนางจามเทวี