ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

งาว, อำเภอ

ภาค : เหนือ

งาว, อำเภอ 

อำเภองาว เป็นหนึ่งในจำนวน ๑๓ อำเภอของจังหวัดลำปาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง ระยะห่างประมาณ ๘๓ กิโลเมตร เนื้อที่ของจังหวัดรวมแล้วทั้งสิ้น๑,๘๑๕.๓๑๓ ตารางกิโลเมตร

อำเภองาวแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๑๐ ตำบล กับอีก ๖๓ หมู่บ้าน จำนวนประชากรที่สำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ คือ ๖๑,๒๔๖ คน ปัจจุบันที่ว่าการอำเภองาวตั้งอยู่บนเนินสูงที่เรียกกันว่า "บ้านดอนไชย" หมู่ที่ ๔ ตำบลหลวงเหนือ

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอสอง จังหวัดแพร่

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือจังหวัดลำปาง

อำเภองาวมีถนนเส้นทางหลวงที่สำคัญตัดผ่าน จึงนับเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของภาคเหนือ เส้นทางหลวงดังกล่าวคือถนนพหลโยธิน ตัดผ่านอำเภองาวไปยังตัวจังหวัดลำปาง ระยะทาง ๘๓ กิโลเมตร จากอำเภองาวไปจังหวัดพะเยา ระยะทาง ๕๓ กิโลเมตร และจากอำเภองาวไปยังอำเภอสองจังหวัดแพร่ ระยะทาง ๕๗ กิโลเมตร

ประวัติความเป็นมาของอำเภองาว สรุปความได้ว่าแต่เดิมเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่ง แต่ในช่วงปี พ.ศ.๑๗๐๔-๑๘๐๕เมืองงาวยังไม่มีชื่อเรียกอย่างแน่ชัด

ทางฝ่ายพระเจ้าไชยสิริแห่งอาณาจักรหิรัญโยนก นำไพร่พลอพยพมาทางใต้ ได้พากันอาศัยอยู่ที่เมืองเล็กๆ ชื่อเมืองแปบ ภายหลังชื่อ "เมืองตรัยตรึงศ์" (เขตจังหวัดกำแพงเพชร) ก่อนที่จะอพยพลงมาทางใต้ โดยยึดลำน้ำเป็นหลักในการหาเส้นทางอพยพอยู่ ๒ สาย ได้แก่ แม่น้ำยมและแม่น้ำงาว ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกลุ่มที่ยึดเอาแม่น้ำงาวเป็นหลัก สรุปความได้ว่าคนกลุ่มนี้เริ่มต้นที่ขุ้น้ำหรืต้น้ำ ณ ดอยห้วยอุ้ม ดอยปากบ่อ (บ้านปากบ่อ ตำบลบ้านร้องในปัจจุบัน) ดอยผาแดง ดอยบ่อ (ตำบลปงเผา) และดอยผาไทตามลำดับ โดยปัจจุบันนี้เส้นทางดังกล่าวและบริเวณใกล้เคียงยังปรากฏร่องรอยของซากโบราณวัตถุสถานอยู่

อนึ่ง ในการตั้งหลักแหล่งทำมาหากิน คนโบราณมักจะยึดเอาแหล่งที่มีน้ำท่าบริบูรณ์เป็นหลัก ดังนั้นหากพื้นที่บริเวณใดน้ำตื้นเขินไม่พอกินพอใช้ กลุ่มคนที่อพยพมาก็จะย้ายที่อยู่ตามลำน้ำขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงดอยเตี้ยๆ ใกล้ฝั่งแม่น้ำงาวซึ่งเป็นที่ราบสูงและบริเวณกว้างขวาง หัวหน้ากลุ่มในขณะนั้นชื่อ "แสนเมือง" เป็นเครือญาติกับพ่อขุนงำเมือง เจ้าเมืองพะเยาเมื่อแสนเมืองเลือกสถานที่อันเหมาะสมแล้ว ได้สร้างคุ้มหลวงขึ้นในราวปี พ.ศ.๑๗๘๐ เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่บนดอยซึ่งเป็นที่สูง จึงเรียกว่า "เวียงบน" (ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของที่ว่าการอำเภองาวในปัจจุบัน) ระยะแรกๆ ที่สร้างบ้านเมืองกันนั้นมีผู้คนประมาณ ๑๐๐ กว่าคน และได้ขยับขยายอาณาเขตกันเรื่อยมา

ในสมัยนี้มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นหลายแห่งดังนี้คือวัดพระธาตุทุงคำ (ปัจจุบันยังคงอยู่แต่เปลี่ยนชื่อเป็นวัดศรีมุงเมือง) วัดไชย (มิ่งมงคล) ปัจจุบันเหลือแต่ซากอิฐในดินและเป็นที่ตั้งของโรงเรียนประชารัฐธรรมนูญ) รวมทั้งศาลเทพารักษ์ที่ชาวบ้านให้ความนับถือมาก

ในยุคที่เมืองเวียงบนรุ่งเรืองมากนั้น เนื่องจากอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ สัตว์ป่า และผลหมากรากไม้ ชาวเมืองอื่นที่มาพบเห็น จึงเรียกชื่อเมืองเสียใหม่ว่า "เมืองเงื่อน" หรือ "เมืองเงิน" ชื่อเวียงบนจึงค่อย ๆ เลื่อนหายไป กลายเป็น "เมืองเงิน"

ต่อมาพระญางำเมืองเจ้าเมืองพะเยาได้ยกทัพมาช่วยปราบเงี้ยวในเมืองเงิน ราวปี พ.ศ.๑๘๕๐ ปรากฏว่าเงี้ยวพ่ายหนีไป แต่ในราวปี พ.ศ.๑๘๕๙ เงี้ยวได้ยกมารุกรานอีก ครั้งนี้เงี้ยวแตกพ่ายล้มตายเป็นจำนวนมาก พระญางำเมืองก็ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวอยู่ที่เมืองเงิน ทว่าอาการไม่ดีขึ้น ในที่สุดเสด็จสวรรคตที่บ้านสระ (ปัจจุบันเป็นโรงเรียนบ้านทุ่งศาลา)ชาวเมืองเงินจึงเริ่มระส่ำระสาย พากันอพยพไปอยู่เมืองพะเยาเป็นจำนวนมาก

ภายหลังจากที่พระญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) พระญางำเมืองและพระญามังราย เสด็จสวรรคตในเวลาไล่เลี่ยกันบ้านเมืองก็ไม่สงบสุขเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากเมืองพะเยาสมัยพระญาคำลือปกครอง ถูกพระญาคำฟูแห่งเชียงใหม่ยกทัพมาตีเมืองพะเยาจนแตก นับแต่นั้นเป็นต้นมา เมืองพะเยาจึงขึ้นต่ออาณาจักรล้านนา เมืองเงินที่เคยขึ้นกับเมืองพะเยาจึงขึ้นต่ออาณาจักรล้านนาด้วย ทว่าในเวลาต่อมาได้กลายเป็นเมืองร้างอยู่หลายสิบปี จนกระทั่งถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แคว้นล้านนาต่างแยกการปกครองออกเป็นเอกเทศ เช่น เชียงใหม่เชียงแสน แพร่ ลำพูน เป็นต้น สำหรับเขลางคนคร (เมืองลำปาง) ในราวปี พ.ศ.๒๒๕๐ เจ้าสุวรรณหอคำ เป็นเจ้าผู้ครองนครบ้านเมืองปกติสุขดี ต่อมาในสมัยของท้าวลิ้นก่านราชบุตร ได้ขึ้นครองเมืองสืบต่อจากพระบิดา ท้าวมหายศได้ยกทัพจากลำพูนมาตีเอาเขลางคนครได้ ท้าวลิ้นก่านจึงนำรี้พลหนีตายไปอยู่ที่ประตูผา บางพวกก็หนีไปถึงเมืองลอง จังหวัดแพร่ ในขณะนั้น เมืองเงินยังเป็นพันนาหนึ่งของเมืองพะเยาอยู่ ปกครองโดยพ่อเมืองซึ่งมีอำนาจเต็มที่ในการปกครองบ้านเมือง

ทางด้านมหาเถรแห่งวัดแก้วชมพู มีความห่วงใยเมืองลำปางที่ถูกทิ้งร้าง จึงติดต่อท้าวลิ้นก่านให้มาปกครองเมืองดังเดิมแต่พระองค์ไม่กล้ารับคำเพราะยังกลัวพม่าอยู่ คนส่วนใหญ่เห็นว่านายขนานทิพย์ช้าง หรือทิพย์จักร เป็นผู้ที่เหมาะสมในการกอบกู้เมืองคืน เพราะเขาเป็นนายพรานที่ร่ำลือกันว่ามีกำลังวังชามากถึงขนาดดึงหางช้างให้หยุดได้ อีกทั้งฝีไม้ลายมือในการใช้ปืนผาหน้าไม้ก็ดี เมื่อนายทิพย์ช้างรวบรวมกำลังคนได้ราว ๓๐๐ คน ก็ทำพิธีเสี่ยงเทียนกันที่วัดแสงเมืองมา เห็นนิมิตเทียนเป็นราชาโชค จึงมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น พากันยกทัพไปยังวัดพระธาตุลำปางหลวงซึ่งกองทัพพม่าได้พักพลรบอยู่และสามารถขับไล่พม่าออกจากเมืองได้สำเร็จ พระมหาเถรและชาวเมืองจึงทำพิธีปราบดาภิเษกสรงน้ำ ยกนายทิพย์ช้างขึ้นเป็น "เจ้าพระยาสุลวะภาชัยสงคราม ครองเมืองลำปางจากปี พ.ศ. ๒๒๗๕-๒๓๐๒ เมื่อถึงแก่อสัญกรรม เจ้าชายแก้ว บุตรชาย ได้ขึ้นครองเมืองแทน แต่ท้าวลิ้นก่าน เจ้าเมืองคนเก่า ได้ยกกำลังมาชิงเอาเมืองได้สำเร็จ เจ้าชายแก้วจึงหนีไปเมืองแพร่และท้ายสุดได้ลี้ภัยไปหาพระเจ้ากรุงอังวะแห่งพม่า แล้วยกทัพมาชิงเมืองคืนจากท้าวลิ้นก่านได้

สำหรับเมืองเงิน ในปี พ.ศ.๒๓๐๒ ได้รวมขึ้นต่อเมืองลำปาง มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านต่อต้านข้าศึก ซึ่งประกอบด้วย เงี้ยว พม่า และฮ่อ ในสมัยต่อๆ มา อาณาจักรล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ไทยฝ่ายใต้ก็เสียเอกราชแก่พม่าเป็นครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ พระเจ้าตากสินมหาราชได้พยายามกอบกู้เอกราช โดยปราบก๊กน้อยใหญ่ได้สำเร็จในปีพ.ศ.๒๓๑๕ และตั้งธนบุรีเป็นราชธานี เจ้ากาวิละ บุตรคนโตของเจ้าชายแก้ว มีความดีความชอบ พระเจ้าตากสินจึงตั้งให้เป็นเจ้าครองนครลำปางองค์แรก ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ดีได้ล้านนาเกือบหมดในช่วงนี้ พม่าได้ยกทัพมาปราบหัวเมืองที่แข็งข้อ คิดจะตั้งตัวเป็นอิสระ พระเจ้ากาวิละได้ส่งข่าวมาให้ไทยฝ่ายใต้ส่งกำลังมาช่วยและตีพม่าแตกไป จากนั้นล้านนาทั้ง ๕๗ หัวเมือง ได้เข้าร่วมเป็นประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ.๒๓๔๕ พระเจ้ากาวิละได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "พระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์"ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่

ทางด้านเมืองเงิน คงขึ้นต่อนครลำปางเรื่อยมาถึงสมัยพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าน้อยอินทร์ เป็นเจ้าผู้ครองเมืองลำปาง ท่านเห็นว่าเมืองเงินว่างเว้นผู้ครองเมืองมาเป็นเวลาช้านาน จึงส่งท้าวพญาไปปกครอง ชุดแรกประกอบด้วย พญาไชยสงคราม และที่ปรึกษา ๔ ท่าน คุ้มหลวงแห่งใหม่อยู่ที่บ้านดอนมูล (บ้านน้ำชำ) อีกประมาณ ๗ ปีต่อมาท้าวพญาชุดนี้ได้ถึงแก่อสัญกรรมไปตามอายุขัย เมืองเงินจึงถูกทิ้งให้ร้างอีกระยะหนึ่งเนื่องจากผู้คนแยกย้ายกันไปอยู่ตามป่าเขา พ่อเมือง (เจ้าเมือง) คนใหม่นามว่า "แสนไชย"จึงเที่ยวตามหาผู้คนให้คืนเมืองดังเดิม ก่อนที่ตั้งคุ้มหลวงแห่งใหม่ขึ้นที่บ้านท่างั่ว และภายหลังย้ายไปตั้งที่บ้านห่างตามลำดับเมื่อเจ้าเมืององค์นี้ถึงแก่อสัญกรรม สถานที่แห่งนี้ก็รกร้าง

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระราชดำริที่จะจัดระบบการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้นแทนระบบเดิม เมืองเงินในขณะนั้นมีพ่อเมืองที่ฝีไม้ลายมือดีคนหนึ่ง เคยอาสาไปปราบเงี้ยวถึงเมืองเชียงตุง และได้ชัยชนะกลับมาพร้อมกับง้าวด้ามเงินซึ่งถวายให้เจ้าผู้ครองนครลำปาง เจ้านครฯ จึงขนานนามว่า "พญาง้าวเงิน" ชื่อเมืองจึงถูกเรียกว่าเมืองง้าวเงินหรือเมืองง้าว ตามชื่อเจ้าเมือง เมื่อสิ้นบุญของพญาง้าวเงินคุ้มแห่งใหม่ถูกสร้างขึ้นที่บ้านคุม (ปัจจุบันเป็นชื่อหมู่บ้าน)

พ่อเมืองคนสุดท้ายของเมืองเงินคือ พ่อเมืองกองคำเมื่อมีการจัดระบบการปกครองแบบเทศาภิบาลแล้ว ตำแหน่งนายอำเภอก็เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๓๖ ก่อนที่จะมีการยุบเจ้าผู้ครองเมืองในภาคเหนือทั้งหมด ต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๔๔๕ เมืองง้าวเงิน หรือเมืองง้าว ถูกเรียกชื่อเพี้ยนมาเป็น "เมืองงาว" ตามชื่อแม่น้ำ มีที่ว่าการอำเภอแห่งแรกที่บ้านปะแลว นายอำเภอคนแรกคือนายจัน ภายหลังเมื่อเงี้ยวยกทัพมารุกราน นายจันถูกฆ่าตายในเหตุการณ์ครั้งนั้น ที่วาการอำเภอจึงย้ายมาสร้างที่บ้านคุ้มและภายหลังย้ายไปยังที่ตั้งใหม่เนื่องจากสถานที่เดิมกับแคบ ในที่สุดนายเทียน นายอำเภอคนต่อมา ได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างที่ว่าการอำเภอขึ้นที่บริเวณบ้านเวียงบน และเปลี่ยนชื่อบ้านเป็น "บ้านดอนไชย" อันเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภองาวในปัจจุบัน

ในแง่เรื่องที่เล่าสืบกันมาอันเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นมีบันทึกไว้ในหนังสือ ด้วยปัญญาและความรัก (๒๕๑๙)กล่าวกันมาว่าเมืองงาวหรืออำเภองาว จังหวัดลำปางปัจจุบันเดิมมีชื่อว่า "เมืองง่าว" คือเมืองของคนโง่ ดังนั้นจึงมีเรื่องเล่าว่าชาวเมืองนี้มีพฤติกรรมที่แสดงถึงความ ง่าว" หรือโง่ตามชื่อเมือง เช่น ครั้งหนึ่งชาวเมืองงาวไปพบม้า โดยที่ชาวเมืองงาวยังไม่เคยเห็นมาก่อน จึงไปบอกให้เจ้าเมืองทราบ เจ้าเมืองจึงมีคำสั่งให้ไปจับ เมื่อจับมาได้แล้วก็คิดว่าคงเป็นสัตว์ประเภทเดียวกันกับวัวควาย จึงให้ประชาชนช่วยกันจับมาจะ "แทงดังม้า" คือเจาะที่จมูกเพื่อจะสนตะพายเอาไว้ใช้งาน ปรากฎว่าในครั้งนั้นมีคนถูกม้าเตะตายไปหลายคน

ครั้งหนึ่งชาวเมืองงาวไปซื้ื้อเกวียนมาจากเมืองลำพูนและเขาได้เอาไปลากฟื้นมาจากป่า วันหนึ่งเขาเอาเกวียนนี้ไปและเขาก็โค่นต้นไม้เพื่อจะเอามาเป็นฟื้น แต่บังเอิญต้นไม้นั้นล้มทับเกวียนพังหมด เขากลับตำหนิว่าเกวียนจากลำพูนนี้ไม่ดี

ครั้งต่อมาที่ชาวเมืองงาวไปซื้อน้ำมันจากในเมือง โดยไม่ทราบว่าเป็นน้ำอะไร เมื่อเอามาถึงบ้านก็พยายามเปิดปี๊บน้ำมันนั้น แต่เปิดอย่างไรก็ไม่ได้ เขาจึงเอาตั้งไฟ ปรากฏว่าปี๊บน้ำมันระเบิด ไฟไหม้บ้านเรือนวุ่นวายไปหมด

เจ้าเมืองเมืองงาวไปเห็นคนที่อื่นเขาล่องแพกันจึงมีความคิดจะทำบ้าง แต่แทนที่จะล่องแพไปทางน้ำ ก็กลับสั่งให้คนไปสร้างแพไว้ยอดดอย แล้วก็พาพวกญาติพี่น้องขึ้นขี่เพื่อจะอวดความฉลาดของตน แล้วให้พวกเสนาตัดเชือกปล่อยแพนั้นลงจากดอยชัน ปรากฏว่าในครั้งนั้นผู้ที่ขี่แพบกนั้นตายหมด

อำเภองาวประกอบด้วย ๑๐ ตำบล ได้แก่ ตำบลหลวงเหนือตำบลหลวงใต้ ตำบลบ้านแหง ตำบลนาแก ตำบลบ้านร้องตำบลปงเตา ตำบลบ้านหวด ตำบลบ้านอ้อน ตำบลบ้านโป่งและตำบลแม่ตีบ ซึ่งแต่ละตำบลมีประวัติความเป็นมาดังต่อไปนี้

๑. ตำบลหลวงเหนือ

แต่เดิมตำบลหลวงเหนือเป็นที่ตั้งของตัวเมืองเงินในราวปี พ.ศ.๒๓๗๒ เมื่อเขลางคนครมีเจ้าผู้ครองนครแล้วเมืองงาวที่เคยขึ้นต่อเมืองพะเยา ได้มารวมขึ้นตรงต่อนครลำปางโดยเจ้าผู้ครองเขลางคนครได้ใช้เมืองงาวเป็นเมืองหน้าด่านแม้ว่าลำปางจะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาแต่ว่ามีเจ้าปกครองเอง โดยอาศัยบารมีเจ้าไทยทางใต้คอยคุ้มกันให้

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองแบบเจ้าผู้ครองนครมาเป็นแบบเทศาภิบาล ตำบลหลวงเหนือคงจะถูกเรียกว่า "บ้านหลวง" โดยมิได้แบ่งแยกออกจากบ้านหลวงที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำงาว

อนึ่ง คำว่า "หลวง" หมายถึงใหญ่ มากมาย กว้างขวางดังนั้นเพื่อให้สะดวกแก่การปกครอง จึงมีการแบ่งเขตบ้านและประชากรที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำงาวเป็น "ตำบลหลวงใต้" เพราะมีประชากรและจำนวนบ้านเรือนน้อยกว่าฝั่งขวาของแม่น้ำงาว ซึ่งตั้งเป็นตำบลหลวงเหนือ และพื้นที่ฝั่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของคุ้มหลวงด้วย

ในช่วงปี พ.ศ.๒๔๕๓-๒๔๖๔ นายอำเภองาวชื่อ ขุนประสารสุขประชา มีการปกครองแบบเทศาภิบาลแล้ว ตำบลหลวงเหนือมีความเจริญกว่าตำบลอื่นๆ เพราะเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภองาว อีกทั้งเป็นย่านชุมชน และสมัยต่อมายังเป็นเขตสุขาภิบาลดอนไชยด้วย

ปัจจุบันนี้ตำบลหลวงเหนือเป็นจุดศูนย์กลางของสถานที่ราชการสำคัญหลายๆ แห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจภูธรอำเภองาว ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ธนาคาร และโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นต้น

อาชีพของประชากรส่วนมากในตำบลหลวงเหนือ มีอาชีพทำนา ทำไร่ และค้าขาย

๒. ตำบลหลวงใต้

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าเดิมทีเดียว ตำบลหลวงเหนือและหลวงใต้อยู่รวมกัน แต่เพื่อให้สะดวกต่อการปกครองจึงแบ่งพื้นที่กันภายหลัง โดยอาศัยลำน้ำงาวเป็นเขตแดน ให้บ้านที่อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเป็นตำบลหลวงใต้ ในขณะที่บ้านซึ่งตั้งอยู่ทางขวาของแม่น้ำเป็นตำบลหลวงเหนือ

ในสมัยก่อนตำบลหลวงเหนือเป็นที่ทำการปกครองของพ่อเมือง นับแต่สมัยที่เมืองงาวขึ้นตรงต่อนครลำปางจนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีเงี้ยวทางสิบสองปันนามารุกรานชาวเมืองงาวจึงหนีภัยสงครามทิ้งบ้านเรือนให้รกร้างอยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งท้าวแสนไชย พ่อเมืองคนใหม่ได้ตั้งคุ้มหลวงขึ้นที่บ้านท่างั่ว แต่ก็ต้องย้ายคุ้มหลวงมาตั้งใหม่ที่บ้านห่าง เมื่อพ่อเมืองถึงแก่กรรม เมืองงาวจึงถูกทิ้งให้ร้างอีก

เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองงาวมีพ่อเมืองที่ฝีมือดีคนหนึ่ง ชื่อพญาง้าว มาสร้างคุ้มหลวงที่บริเวณบ้านคุ้มในปัจจุบัน รัชกาลที่ ๕ ทรงยกเลิกระบบการปกครองแบบเดิมมาเป็นแบบเทศาภิบาล บ้านหลวงจึงต้องแบ่งออกเป็น ๒ ตำบลดังกล่าว ตำแหน่งพ่อเมืองก็มีอันหมดสิ้นไป มีตำแหน่งกำนันเข้ามาแทนที่ โดยกำนันคนแรกของตำบลบ้านหลวงใต้ชื่อ "ท้าววงศ์"

อาชีพส่วนใหญ่ของชาวตำบลหลวงใต้ คือทำนาและทำไร่

๓. ตำบลบ้านแหง

แต่เดิมบริเวณนี้เป็นเขตเมืองเก่าซึ่งมีอาณาเขตไปถึงบ้านบ่อฮ่อ ใจกลางของเมืองอยู่ที่บริเวณบ้านดอนไชย (ที่ตั้งที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน) ต่อมาถูกข้าศึกชาวเงี้ยวและพม่าเข้ารุกราน บ้านเมืองจึงถูกทิ้งให้รกร้าง ต่อมาราวปี พ.ศ.๒๓๔๐ ชาวบ้านระแหงจากเมืองตักสิลา (จังหวัดตาก) ได้อพยพขึ้นมาสร้างบ้านแปลงเมืองในบริเวณเมืองเก่าแห่งนี้และมีลูกหลานสืบเผ่าพันธุ์ต่อ ๆ กันมา หัวหน้าชาวบ้านชื่อ "เจ้าระแหง" ได้ปลูกต้นมะขามไว้ที่กลางหมู่บ้าน เมื่อท่านสิ้นบุญ ต้นมะขามก็ถูกโค่นทิ้ง

หลายปีผ่านไปจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเริ่มมีการใช้ระบบเทศาภิบาลแล้ว ชาวบ้านยังเรียกหมู่บ้านของตนว่า "บ้านระแหง" เมื่อมีการจัดตั้งตำบลขึ้น จึงใช้ชื่อเดิมว่า "ตำบลระแหง" แต่ภายหลังเพี้ยนเป็น "ตำบลบ้านแหง" จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

อาชีพของราษฎรส่วนใหญ่ คือทำนาและทำไร่

๔. ตำบลนาแก

ตำบลนาแกเป็นเมืองเก่าที่มีมานาน เพียงแต่ใช้ชื่อใหม่โดยเมื่อครั้งที่มีการตั้งตำบลในสมัยรัชกาลที่ ๕ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตนี้เห็นว่ามีต้นสะแกมาก เมื่อนึกชื่อดำบลไม่ได้ จึงเรียกว่า "ตำบลนาแก" มาตราบเท่าทุกวันนี้ ปัจจุบันนี้ภูมิประเทศของตำบลนาแกที่อยู่ใกล้ภูเขายังคงอุดมสมบูรณ์เช่นเดิมอีกทั้งแม่น้ำที่ไหลเย็นก็ช่วยให้นาข้าวมีผลผลิตคุณภาพดีที่สุดในตำบลด้วย

ความเจริญรุ่งเรืองของตำบลนาแกอยู่ที่บริเวณบ้านแม่แป้นและบ้านแม่ฮ่าง ซึ่งมีบริเวณกว้างขวาง อีกทั้งมีการค้นพบซากปรักหักพังของโบราณสถานอยู่ทั่วไป ประวัติของหมู่บ้านทั้ง ๒ สรุปได้ว่าเป็นเมืองเก่าสมัยเดียวกับที่ขอมมีอำนาจปกครองพื้นที่บริเวณนี้ มีอายุรุ่นเดียวกับเมืองเงินหรือเมืองง้าวเงิน โดยเฉพาะบริเวณบ้านแม่ฮ่างนั้น เป็นเมืองเก่าสมัยที่คนไทยอพยพมาจากแคว้นเชียงแสนเมื่อปี พ.ศ.๑๗๐๒ เรียกว่า "เมืองแป้น" และต่อมาได้ร้างไปเช่นเดียวกับเมืองเงิน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าบริเวณบ้านแม่แป้น-แม่ฮ่าง เคยเป็นป่าตะเคียนต้นใหญ่ ความเชื่อของคนสมัยก่อนคือต้นตะเคียนทุกต้นจะมีผืนางไม้ตะเคียนสิ่งสู่ยู่ดังนั้นเมื่อใกล้ถึงวันพระ วันโกน ในตอนดึกจะมีเสียงพิณเสียงซึ่ง ประโคมเสียงดังไปทั่วบริเวณดังกล่าว คนรุ่นหลังจึงไม่กล้าไปตั้งบ้านเรือนอยู่ สถานที่แห่งนั้นจึงรกร้างว่างเปล่าจนกระทั่งชาวกะเหรี่ยงและชาวเย้าเข้ามาตั้งที่อยู่กันแล้วคนไทยพื้นเมืองจึงพากันมาแผ้วถางป่าพงเพื่อตั้งบ้านเรือนอยู่กันจนถึงปัจจุบัน หัวหน้าคนไทยในครั้งนั้นชื่อ "พ่อแสนวงศ์" ลูกหลานของท่านที่ปกครองชาวบ้านต่อมาชื่อ "ท้าวมาไล" ในปีพ.ศ.๒๕๔๕ เมื่อมีการตั้งเจ้าแคว่น "กำนัน" ชาวบ้านจึงแต่งตั้งให้ท้าวมาไลเป็นขุนนาแกกิติลักษณ์ นับว่าท่านผู้นี้เป็นกำนันคนแรกของตำบลนาแก

อาชีพส่วนใหญ่ของชาวตำบลนาแก คือทำนาและทำไร่

๕. ตำบลบ้านร้อง

ชื่อเดิมของตำบลบ้านร้องคือ "บ้านร่องข่อย" เนื่องจากมีร่องน้ำไหลผ่านและริมฝั่งน้ำทั้ง ๒ ข้างมีต้นข่อยขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น นัยว่าเคยอยู่ในการปกครองของเวียงแป้นโบราณทางทิศใต้ของหมู่บ้านยังปรากฏซากวัดเก่าแก่อยู่ ๒ แห่ง คือ วัดศิริไชย และวัดกู่คำ สันนิษฐานว่าลูกหลานของพระเจ้าไชยสิริที่อพยพมาสมัยเชียงแสนแตกในปี พ.ศ.๑๗๐๒ ได้สร้างไว้

ภายหลังคำว่า "ร่องข่อย" ค่อยๆ เลื่อนหายไป เพราะบ้านร้องก็ดี บ้านข่อยก็ดี ได้แยกการปกครองออกเป็นหมู่ ๆเพื่อความสะดวก ในปี พ.ศ.๒๔๔๕ ได้มีการตั้งตำบลบ้านร่องขึ้น แต่จะเนื่องด้วยความไม่คุ้นปากหรืออย่างไรก็ไม่ทราบปัจจุบันชาวบ้านจึงเรียกว่า "ตำบลบ้านร้อง" แทนชื่อดังกล่าว

กำนันคนแรกของตำบลบ้านร้อง คือท้าววงศ์ มีชื่อทางการ ว่า "ขุนร้องราษฎร์" นอกจากนี้ประชากรโดยมากมีอาชีพทำนาและทำไร่

๖. ตำบลปงเตา

ชื่อของตำบลมาจากคำว่า "ปง" หมายถึงป่า (พง) และ "เทา" (อ่าน "เตา") หมายถึงตะไคร่น้ำสีเขียว เส้นใย ละเอียดมาก ชาวเหนือใช้ประกอบอาหาร เนื่องจากภูมิประเทศของตำบลนี้เป็นที่ราบลุ่ม ประกอบด้วยป่าละเมาะอยู่ทั่วไป มีเทาอยู่เป็นจำนวนมาก จึงตั้งชื่อตำบลตามเหตุผลข้างต้น

หากจะกล่าวถึงสภาพทางภูมิศาสตร์แล้ว ตำบลปงเตา ไม่เหมาะแก่การสร้างบ้านแปลงเมืองมากนัก เพราะเป็นที่ราบลุ่มชาวตำบลปงเตาโดยมากมีบรรพบุรุษที่อพยพมาอยู่ตั้งแต่สมัยเชียงแสน และคาดว่าน่าจะเป็นสมัยเดียวกับที่คนไทยอพยพมาตั้งรกรากครั้งแรกที่เวียงบน (ดอนไชย)

เมื่อครั้งที่มีการตั้งตำบลขึ้นใหม่ ๆ นั้น คือช่วงประมาณปี พ.ศ.๒๕๔๕ เจ้าแคว่นคนแรกคือ "ขุนปงเตาดิษฐการปัจจุบันอาชีพของประชากรโดยมาก คือทำนาและทำไร่ยาสูบ

๗. ตำบลบ้านหวด

คำว่า "หวด" ทางเหนือหมายถึงภาชนะสานสำหรับใส่ข้าวเหนียวที่แช่ไว้ เพื่อล้างด้วยน้ำให้ข้าวหมดกลิ่น ก่อนนำไปนึ่งและมักเรียกกันว่า ซ้าหวด

ประวัติของตำบลนี้คือแต่เดิมเป็นป่าใหญ่ มีพรรณไม้ยืนต้นจำนวนมาก สัตว์ป่าก็ชุกชุม เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขา อากาศเย็นตลอดทั้งปี การเข้าป่าล่าสัตว์ต้องไปกันเป็นหมู่คณะ และตระเตรียมอุปกรณ์ในการปรุงอาหารให้พร้อมสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้คือภาชนะสานที่จะใช้ล้างข้าวและนี่งข้าวเรียกว่าหวด หรือ ซ้าหวด เมื่อจะเดินทางกลับบ้านก็ทิ้งภาชนะนี้ไว้โดยไม่นำกลับ เพื่อคนที่เดินทางมาทีหลังจะได้ใช้ประโยชน์ต่อ ที่มาของชื่อตำบลก็มีดังเรื่องเล่าข้างต้นนี้เอง

แต่เดิมชาวท้องถิ่นของตำบลบ้านหวดเป็นชาวเขาภายหลังจึงมีคนพื้นราบอพยพขึ้นไปอยู่ด้วย ปัจจุบันอาชีพหลักของชาวบ้าน คือทำไร่และหาของป่า

๔. ตำบลบ้านอ้อน

สมัยที่เมืองงาวมีความเจริญรุ่งเรือง ช่วงปี พ.ศ.๒๓๐๐ บ้านอ้อนยังเป็นป่าดงดิบอยู่ มีสัตว์ป่าชุกชุม เนื่องจากเป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลายสาย โดยทั่วไปคนไม่ค่อยสัญจรผ่านมากนักเพราะนอกจากกลัวสัตว์ป่าแล้ว ยังเสี่ยงกับโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย

เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๓๐ เริ่มมีชาวบ้านหลายครัวเรือนจากบ้านโป่งบ้าง บ้านน้ำล้อมบ้าง เข้ามาแสวงหาของป่าและสัตว์ป่า แลกกับข้าวสารกับของใช้อย่างอื่น ภายหลังจึงเริ่มสร้างบ้านเรือนขึ้นในพื้นที่บริเวณนั้น หัวหน้าชาวบ้านชื่อ "ท้าวแสนบุญเรือง" ต่อมาราวปี พ.ศ.๒๔๔๖ จำนวนราษฎรเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งมีการจัดระบบการปกครองใหม่ พื้นที่บริเวณนั้นจึงถูกตั้งเป็นหมู่บ้านและตำบล โดยมี "ท้าวยะ"เป็นเจ้าแคว่นคนแรก

นิทานพื้นบ้านที่เล่าสืบต่อกันมา สรุปความได้ว่าลึกเข้าไปในหมู่บ้านอ้อนมีหน้าผาสูงชัน เบื้องล่างมีแอ่งน้ำกว้างใหญ่เนื่องจากเป็นที่รวมของน้ำที่ไหลมาจากดอย ก่อนที่จะไหลไปทางทิศตะวันออก เล่ากันว่าหากโรยแกลบหรือรำลงในแอ่งน้ำนี้แกลบหรือรำเหล่านั้นจะไหลทะลุมาถึงบ่อน้ำหน้าศาลเจ้าแห่งหนึ่งชื่อ "ศาลเจ้าพ่อกางกัง" ซึ่งปัจจุบันคือโรงเรียนบ้านอ้อนหน้าศาลแห่งนี้มีต้นกระท้อนขนาดใหญ่ เมื่อถึงฤดูกาลจะผลิดอกออกผลจำนวนมาก ลิงค่างบ่างชะนี้จึงมักจะมากินผลกระท้อนเสมอ ๆ

วันหนึ่งสามเณร ๕ รูป ที่อยู่วัดนิโครธบ้าง วัดเวียงปินบ้าง ได้รับนิมนต์ไปรับเครื่องไทยทานเนื่องในเทศกาลปีใหม่ระหว่างทาง สามเณรทั้ง ๕ ได้แวะเที่ยวในป่าใหญ่แล้วเกิดหลงทาง จึงพากันเดินมาเรื่อยๆ ด้วยความหิว จนกระทั่งถึงศาลเจ้าที่ใต้ต้นกระท้อน สามเณรรูปหนึ่งเหลือบเห็นผลกระท้อนมากมาย จึงอาสาปืนขึ้นไปเอาผลกระท้อนลงมาให้ ในขณะที่สามเณรอีก ๔ รูปรออยู่ข้างล่าง เมื่อได้ผลกระท้อนพอสมควรแล้ว สามเณรที่อาสาปืนขึ้นไปกลับไม่กล้าปืนลงมาเพราะกลัวความสูง จึงบอกให้สามเณรอีก ๔ องค์กางจีวรรับตน โดยผูกมุมจีวรที่คอของแต่ละคน ทว่าน้ำหนักของสามเณรที่กระโดดลงมามากเกินกว่าที่สามเณรอีก ๔ องค์จะรับไหว แรงเหวี่ยงทำให้ศีรษะของสามเณรทั้ง ๔ ชนกันอย่างแรงถึงกับเสียชีวิตในทันทีส่วนสามเณรรูปที่กระโดดลงมานั้นสลบเหมือด เมื่อฟื้นขึ้นมาเห็นสามเณรรูปอื่นเสียชีวิตหมด จึงขาดใจตายตามไปด้วย

ทางฝ่ายชาวบ้านที่รอสามเณรอยู่เป็นเวลานาน เมื่อออกตามหาก็พบศพของทั้ง ๕ อยู่ใต้ต้นกระท้อนใหญ่ จึงทำการฌาปนกิจศพพร้อมกับฝังอัฐิไว้ที่โคนต้นกระท้อนนั้นเองต่อมามีการสร้างศาลเจ้าขึ้นที่สถานที่แห่งนั้น เรียกว่า "ศาลเจ้าพ่อกางกง" (อ่าน "กำงก๋ง") เชื่อว่าหากใครมาบนบานศาลกล่าวเพื่อขอสิ่งใดก็จะได้ดั่งใจปรารถนา สันนิษฐานว่าชื่อศาลมาจากคำว่า "กาง" ซึ่งหมายถึงค่าง ส่วนคำว่า "ก๋ง"หมายถึงลิงกัง เพราะแต่ก่อนที่ต้นกระท้อนมักมีลิงค่างบ่างชะนีมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ต่างกับปัจจุบันที่เหลือน้อยเต็มที่ เพราะคนไปรบกวนมาก

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๔๖ ตรงกับสมัยที่มีการจัดระบบการปกครองใหม่ เจ้าแคว่น (กำนัน) คนแรก คือท้าวกากาน (อ่าน "กำกำน") ภายหลังเมื่อใช้ระบบกำนันปกครอง มีกำนันคนแรกคือ ขุนอ้อน"

ราษฎรในตำบลแม่อ้อนส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำนาและทำไร่ บ้างเป็นกรรมกรเหมืองแร่แมงกานีส (บ้านแม่กวัก หมู่ที่ ๑)

๔. ตำบลบ้านโป่ง

พื้นที่ส่วนใหญ่ในตำบลบ้านโป่งเป็นที่ราบ และมีป่าเขาอยู่พอสมควร มีลำน้ำไหลผ่านที่นา เหมาะแก่การปลูกข้าวมากสันนิษฐานว่ามีการตั้งถิ่นฐานในเวลาไล่เลี่ยกับตำบลบ้านอ้อนชาวบ้านรุ่นแรกคาดว่าอพยพมาจากเชียงแสน หรือเชียงตุง

ประวัติความเป็นมาของตำบลบ้านโป่ง สรุปความได้ว่าแต่เดิมบ้านโป่งยังไม่มีชื่อเรียกเช่นทุกวันนี้ ชาวบ้านก็มีจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นนายพรานที่มาล่าสัตว์หรือหาของป่าไปขาย ไม่ได้อยู่อาศัยเป็นการถาวรที่หมู่บ้านแห่งนี้

ในหมู่บ้านดังกล่าว มีแม่หม้ายคนหนึ่งซึ่งได้รับความสนใจจากชายหนุ่มหลายคน แต่นางมีใจที่มั่นคงต่อสามีผู้ล่วงลับไปแล้ว จึงไม่เคยมีท่าทีเป็นพิเศษกับชายใด ทำให้ผู้ชายในหมู่บ้านพากันเกลียดนาง และไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ คืนหนึ่งนางหลับฝันไปว่ามีตะพาบน้ำมาร้องบอกให้นางช่วยบอกแก่ชาวบ้านว่าตนเป็นเทพยดาอารักษ์ ถูกคำสาปให้เกิดมาเป็นตะพาบ ขออย่าได้ทำร้ายตน เพราะอีกไม่นานตนก็จะพ้นคำสาปแล้ว แม่หม้ายสะดุ้งตื่นพลางคิดว่าตนคงกินมากจึงหลับฝันไปเช่นนั้น บังเอิญว่าในวันถัดมา มีชาวบ้านพบตะพาบน้ำคลานขึ้นมาใกล้บ้านแม่หม้าย พวกเขาจึงจับเอามันไปฆ่าแล้วประกอบอาหาร โดยไม่ฟังคำทัดทานของนางแม่หม้ายเลยนอกจากนี้พวกเขายังบอกกล่าวกันไม่ให้แบ่งเนื้อตะพาบแก่นางด้วย

ทางฝ่ายนางลิงเผือกซึ่งเป็นเมียของตะพาบ รอการกลับมาของสามีอยู่ที่โป่งลิง เมื่อครบเจ็ดวันตามเวลาที่สามีเคยมาเป็นประจำ แต่ไม่เห็นวี่แววเช่นนั้น นางก็ออกติดตามค้นหาและทราบด้วยสัญชาตญาณว่าสามีของนางตายแล้ว เพราะขณะนั้นเป็นฤดูแล้ง แต่กลับเกิดลมพายุอย่างหนัก นางวอกคิดว่าชาวบ้านแห่งนี้คงฆ่าสามีของตนกินเป็นอาหาร เมื่อนางขึ้นไปดมกลิ่นกระบวยตักน้ำตามบ้านต่างๆ ก็ยิ่งแน่ใจว่าชาวบ้านแห่งนี้ฆ่าสามีของตนแล้ว นางจึงขึ้นไปบ้านนางแม่หม้ายซึ่งเป็นบ้านหลังเดียวที่ไม่ได้กินเนื้อตะพาบ เพื่อบอกว่าคืนนี้จะมีลมพัดแรง ขอให้นางเหนี่ยวต้นมะพร้าวหน้าบ้านไว้ เมื่อถึงเวลาก็ปรากฏว่ามีพายุพัดอื้ออึง บ้านเรือนของชาวบ้านต่างปลิวว่อนไปตามแรงลม รวมทั้งบ้านของแม่หม้ายด้วย แต่นางได้ทำตามที่นางวอกบอก คือเหนี่ยวต้นมะพร้าวหน้าบ้านไว้ นางจึงรอดชีวิตมาได้ แต่ลมพายุก็ได้พัดนางปลิวไปตกที่ดอยแห่งหนึ่ง (ต่อมาชื่อ "ดอยแม่หม้าย")

คืนที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในหมู่บ้านนั้นเอง หนุ่มพ่อหม้ายชาวตำบลบ้านหวดคนหนึ่งที่ยังติดพันแม่หม้ายอยู่ ได้มาเยี่ยมเยียนนาง แต่พบว่าบ้านช่องถูกพายุทำลายเสียหายหมดแล้ว ก็ร้องไห้รำพันหาด้วยความอาลัย ขณะนั้นเองพญานาคซึ่งลอยมาตามแรงลมเห็นพ่อหม้ายร้องไห้อยู่ก็ถามไถ่จึงทราบความและโกรธแค้นชาวบ้านที่ฆ่าลูกของตนกินเป็นอาหารพญานาคได้พ่นพิษทำให้แผ่นดินไหว บ้านเรือนจมลงพื้นดินจนหมดสิ้น ขณะนั้นเอง พ่อหม้ายเห็นแม่หม้ายลอยมาตามกระแสน้ำก็รีบไปอุ้มนางวิ่งหนีขึ้นฝั่ง ในขณะที่ปฐพีก็ถล่มตามหลังพวกเขาอย่างกระชั้นชิด แม่หม้ายฉุกคิดขึ้นได้ว่านางวอกเดือนไม่ให้นางพกสิ่งของที่เคยอยู่ติดตัว นางจึงทิ้งแหวนและสไบ ตามกันไป สถานที่เหล่านั้นภายหลังถูกเรียกว่า "หนองแหวน" และ ร่องสไบ" จากนั้นพายุก็สงบและแผ่นดินก็หยุดถล่ม พ่อหม้ายและแม่หม้ายจึงพากันไปพักที่ไหล่เขาแห่งหนึ่ง ในคืนนั้นเอง พญานาคได้มาเข้าฝันว่าทั้งคู่เป็นเนื้อคู่กันให้หมั่นทำบุญทำทาน จะได้ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ภายหลังทั้งคู่ได้อยู่กินกันฉันผัวเมียและมีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง

สำหรับพื้นที่ในหมู่บ้านที่ถล่มยุบลงจากเหตุการณ์ครั้งนั้นดินที่ยุบลงกลายเป็นโป่งน้ำโป่งดินซึ่งกว้างขวาง คนจึงตั้งชื่อว่า "บ้านโป่ง" ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นครลำปางมีเจ้าปกครอง บ้านโป่งก็ได้รับการเลื่อนฐานะเป็นตำบลบ้านโป่ง แต่ไม่ปรากฏวันเวลาที่แน่ชัด เมื่อมีการปกครองระบบกำนันแล้ว เจ้าน้อยแสนเมืองชัย จึงได้รับตำแหน่งนี้เป็นท่านแรก

ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาและทำสวน

๑๐. ตำบลแม่ตีบ

เดิมตำบลแม่ตีบเป็นเมืองเก่าชื่อ "เวียงทิพย์" คู่กับ "เมืองเงิน" หรืออำเภองาวในปัจจุบันและ "เวียงทอง" ปัจจุบันยังมีซากโบราณสถานปรากฏอยู่ที่วัดดอยทิพย์ วัดหาดทรายและวัดห้วยเทพาราม ซึ่งต่างเป็นวัดร้างด้วยกันทั้งสิ้นพระพุทธรูปคู่เวียงทิพย์นามว่า "พระพุทธองค์ทิพย์" ซึ่งชาวบ้านได้มาจากวัดดอยทิพย์

ต่อมาในราวปี พ.ศ.๒๒๐๐ เวียงทิพย์ได้รับหน้าที่ให้เป็นเมืองหน้าด่าน คอยต่อต้านข้าศึกที่ยกมาจากเมืองเชียงชื่น (อำเภอลองในปัจจุบัน) ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๓๗๘พวกเงี้ยวได้เข้ามายึดเมืองน่านและเมืองแพร่ ต่อมารุกรานมายังลำปางแต่ไม่มีผู้ใดด้านทานได้ เมืองนี้จึงถูกเผาทิ้ง

อนึ่ง ชาวเมืองเวียงทิพย์เป็นชาวเชียงแสน-เชียงลาว-เชียงตุง ซึ่งมาสร้างบ้านแปลงเมืองพร้อม ๆ กับเวียงแป้น (บ้านแม่แป้น ตำบลนาแก) และเวียงบน (ดอนไชย-อำเภองาวในปัจจุบัน) เพราะเมื่อครั้งที่พระเจ้าไชยสิริได้หนีภัยสงครามมาโดยอาศัยลำน้ำแม่งาวและแม่ยมเป็นหลักนั้น ชาวเมืองกลุ่มหนึ่งเห็นว่าที่ตั้งของเวียงทิพย์มีสภาพภูมิประเทศอันเหมาะสมประกอบไปด้วย ป่าเบญจพรรณ แร่พลวง และสัตว์ป่านานาชนิดพวกเขาจึงตั้งรกรากอยู่ที่นี่เรื่อยมา

ประชากรส่วนใหญ่ของตำบลแม่ดีบ ประกอบอาชีพทำนาและหาของป่า

หากจะกล่าวโดยสรุป ทรัพยากรแร่ที่พบในอำเภองาวได้แก่ แร่ถ่านหิน (ลิกไนต์) โดยอยู่ที่ตำบลแม่ตีบ และแร่แมงกานีส ซึ่งใช้ผลิตถ่านไฟฉาย มีแหล่งผลิตอยู่ที่บ้านอ้อน ตำบลบ้านอ้อน สถานที่ท่องเที่ยวภายในอำเภองาว คือถ้ำผาไท ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านหวด ระหว่างเขตติดต่ออำเภอเมืองกับอำเภองาว แล้วแยกตรงกิโลเมตรที่ ๖๗ ห่างจากถนนใหญ่ราว ๓กิโลเมตร ด้านหน้าถ้ำบริเวณฝั่งตรงกันข้าม เป็นที่ตั้งของ "ศาลเจ้าพ่อประตูผา" ซึ่งชาวลำปางให้ความเคารพมาก

นอกจากถ้ำผาไทแล้ว บนเส้นทางสายลำปาง-อำเภองาว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งคือเขื่อนกิ่วลม ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นที่กักเก็บน้ำและเพาะพันธุ์ปลาแล้ว ยังจัดว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ดีด้วย เพราะมีทั้งเรือชมวิวบริเวณเหนือเขื่อน อีกทั้งมีเรือนแพไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วย

อนึ่ง ที่บ้านปางหละ ตำบลปางหละ อำเภองาว เป็นที่ตั้งของศูนย์ฝึกลูกช้าง ชื่อ "ศูนย์ฝึกลูกช้างบ้านปางหละ"ซึ่งจัดว่าเป็นศูนย์ฝึกลูกช้างเพียงแห่งเดียวในโลกก็ว่าได้ (ดูเพิมที่ศูนย์ฝึกลูกช้างบ้านปางหละ)

(เรียบเรียงจาก เอกสารประกอบการอบรมมัดคุเทศก์ รุ่นที่ ๙ ด้วยความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๕, โพธิ์ แซมลำเจียก : ผู้รวบรวม อำเภองาว พิมพ์เผยแพร่เพื่อการกุศล, ประวัติอำเภองาวและประวัติเจ้าพ่อประตูผา (พระยามือเหล็ก) (ยอดทหารเอกแห่งนครลำปาง), ๒๕๑๓ และ เวาน์ เพลงเออด้วยปัญญาและความรัก, ๒๕๑๙)


บุปผา คุณยศยิ่ง

สะพานแขวนข้ามแม่น้ำงาวในตัวอำเภองาว ลำปาง