ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

อิเหนา, บทละคร

ภาค : กลาง

อิเหนา, บทละคร

          บทละครเรื่องอิเหนา เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีที่มาจากนิทานอิงพงศาวดารชวาเรื่องอิเหนา ซึ่งหญิงข้าหลวงจากปัตตานีเล่าถวายเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎและเจ้าฟ้าหญิงกุณฑล พระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เจ้าฟ้าหญิงมงกุฎได้นิพนธ์เรื่องอิเหนาเล็ก และเจ้าฟ้าหญิงกุณฑลนิพนธ์เรื่องอิเหนาใหญ่หรือดาหลัง ทั้ง สองเรื่องได้รับความนิยมมาก ครั้นถึงรัชสมัยทรงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชซึ่งเป็นยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ได้ทรงนำอิเหนาเล็กของเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎมาทรงพระราชนิพนธ์เป็นบทละคร ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดฯ ให้ประชุมกวีแล้วทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนาขึ้นใหม่จากบทของรัชกาลที่ ๑ เพื่อใช้แสดงละครใน โดยทรงเปลี่ยนสำนวนภาษาให้ไพเราะงดงามขึ้น จนได้รับการยอมรับว่าแต่งดีเข้าขั้นเป็นวรรณคดีมีวรรณศิลป์ เนื่องด้วยบทละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อเป็นแบบฉบับสำหรับพระนคร ดังนั้นจึงดำเนินแบบตามอย่างครั้งกรุงเก่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทเพื่อเล่นละครเป็นสำคัญ เมื่อแต่งบทแล้วได้ส่ง ประทานเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี นายทองอยู่และนายรุ่ง ให้ช่วยกันแก้ไขกระบวนรำ แล้วจึงซ้อมถวายเพื่อทรงติเตียน แก้ไขกระบวนรำอีกครั้งจึงถือเป็นข้อยุติ ดังนั้นทั้งบทและวิธีรำจึงดียิ่งและถือเป็นแบบอย่างของบทละครรำตราบจนทุกวันนี้

          สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวถึงความดีเด่นของบทละครพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา ไว้ดังนี้

          "ในบรรดาบทละคอนรำที่คนชอบ เรื่องอื่นเห็นจะไม่เสมอด้วยเรื่องอิเหนาพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ วรรณคดีสโมสรก็ได้ตัดสินเมื่อปีมะโรง พ.ศ.๒๔๕๙ ว่าเป็นยอดของบทละคอนรำทั้งสิ้น เพราะเป็นหนังสือซึ่งแต่งดีพร้อมทั้งความ ทั้งกลอน ทั้งกระบวนที่จะเล่นละคอนประกอบกันทุกสถาน"

          หากพิจารณาบทละครพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า เพียบพร้อมไปด้วยกลอนที่ไพเราะงดงาม สำนวนภาษาและความเปรียบต่างๆ คมคายไพเราะและ กระทบใจผู้อ่าน สร้างลักษณะนิสัยของตัวละครได้อย่างสมจริง ทำให้เห็นภาพมนุษย์ปุถุชนที่เต็มไปด้วยอารมณ์รัก โกรธ และหลง สร้างฉากได้อย่างสวยงามทำให้ผู้อ่านประทับใจ ทั้งหมดนี้ สร้างอารมณ์สะเทือนใจให้ผู้อ่านได้ตลอดเวลา ทำให้ผู้อ่านชื่นชอบบทละครเรื่องอิเหนามาช้านาน

          เนื้อเรื่องของบทละครพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนามีดังนี้ กษัตริย์วงศ์เทวาสืบเชื้อสายมาจากเทวดาจึงมีอำนาจบารมีที่สุด ปกครองกรุงต่างๆ คือ กุเรปัน ดาหา กาหลัง และสิงหัดส่าหรี อิเหนาเป็นรัชทายาทของกรุงกุเรปัน เป็นผู้มีบุญญาธิการเพราะมีนิมิตแรกเกิดแสดงบารมี องค์ปะตาระกาหลาพระอัยกาเหาะลงมาจากสวรรค์เพื่อประทานกริชจารึกชื่อว่าอิเหนา เมื่อโตขึ้นเป็นเจ้าชายหนุ่มที่ยศศักดิ์สูงส่ง รูปงามและมีฝีมือเก่งกล้าในการรบ ตามจารีตของวงศ์เทวาต้องอภิเษกภายในวงศ์เดียวกันเท่านั้น เพื่อเป็นการรักษาเลือดให้บริสุทธิ์อยู่ภายในวงศ์ของตน ท้าวกุเรปันจึงให้อิเหนาหมั้นกับบุษบาพระราชธิดาท้าวดาหาและรอเวลาอภิเษก ครั้นอิเหนาอายุได้ ๑๕ ปี ต้องคุมเครื่องสักการะศพพระอัยยิกาไปที่เมืองหมันหยา พบจินตะหราราชธิดาท้าวหมันหยา อิเหนาหลงรักนางและได้นางเป็นชายา จนกระทั่งทิ้งตุนาหงันบุษบา ท้าวดาหาโกรธมากจึงยกบุษบาให้ระตูจรกาผู้อัปลักษณ์และต่ำศักดิ์ ต่อมาวิหยาสะกำโอรสท้าวกะหมังกุหนิงพบรูปบุษบาและหลงรัก ท้าวกะหมังกุหนิงจึงยกทัพมาทำศึกชิงนาง อิเหนาต้องมาช่วยรบเพราะขัดรับสั่งท้าวกุเรปันไม่ได้ อิเหนารบชนะและได้พบบุษบา ความงามเลิศของบุษบาทำให้อิเหนาหลงรักและเสียดายบุษบายิ่งนัก จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้บุษบา แม้กระทั่งเผาเมืองดาหาและปลอมเป็นจรกาลักบุษบาไปไว้ที่ถ้ำทอง อิเหนาได้บุษบาสมใจ องค์ปะตาระกาหลาโกรธที่อิเหนาก่อเหตุเดือดร้อนจึงบันดาลให้ลมหอบบุษบาพรากจากอิเหนา ให้บุษบาปลอมเป็นชายชื่ออุณากรรณ แล้วสาปให้จำกันไม่ได้จนกว่าอิเหนา บุษบา วิยะดาและสียะตรา จะได้อยู่ในเมืองเดียวกัน อิเหนาต้องมะงุมมะงาหราตามหาบุษบาหลายปีโดยปลอมเป็นโจรป้าชื่อปันหยี ในที่สุดกษัตริย์ทั้งสี่พบกันที่เมืองกาหลังจึงพ้นคำสาปและได้อภิเษกกัน

          ความดีเด่นของบทละครพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา มีหลายประการดังนี้

          ความไพเราะคมคายในการใช้ภาษา เป็นลักษณะเด่นของบทละครพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา กลอนไพเราะคมคาย ตลอดทั้งเรื่อง เกิดจากการใช้ถ้อยคำและความเปรียบได้อย่าง ไพเราะคมคาย มีความหมายลึกซึ้งกระทบใจผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านประทับใจและจดจำบทกลอนต่างๆ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ดังตัวอย่างต่อไปนี้

          ตอนอิเหนาครวญเพราะความเสียดายบุษบา

                 "ทอดองค์ลงกับที่บรรจถรณ์

         จะเปลื้องเครื่องอาภรณ์ก็หาไม่

          ให้ระทวยระทดสลดใจ

          แต่ตริตรึกนึกในไปมา

          โอ้ว่าโฉมเฉลาเยาวลักษณ์

          เสียดายศักดิ์อสัญแดหวา

          จะระคนปนศักดิ์จรกา

          อนิจจาพี่จะทำประการใด

          จะคิดไฉนดีนะอกเอ๋ย

          จะได้เชยชมชิดพิสมัย

          พระเร่งร้อนร่านทะยานใจ

          ดังเพลิงกาฬผลาญไหม้ทั้งกายา

          ฉุกใจได้คิดสิการแล้ว

          ดังดวงแก้วตกต้องแผ่นผา

          ร้าวระยำช้ำจิตเจ็บอุรา

          ประหนึ่งว่าจะวายชีวี

          แน่นอนถอนฤทัยใหลหลง

          ถึงองค์บุษบายาหยี

          ลืมสามสุดานารี

          ภูมีสร้อยเศร้าโศกาลัย"

(อิเหนา, หน้า ๓๖๔)

          ความที่ยกมาข้างต้นใช้ถ้อยคำดีเด่น แต่ละคำมีความหมายเด่นชัด การใช้ความเปรียบที่ทำให้ผู้อ่านจินตนาการและเข้าใจได้ลึกซึ้ง โดยเปรียบดวงแก้วที่เปราะบางมีค่ายิ่งตกกระทบแผ่นผาที่แข็งกระด้างทำให้ดวงแก้วนั้นแตกสลายทันที ความเสียดายอาลัยรักบุษบาจึงปรากฏอย่างเด่นชัดยิ่งจากบทกลอนตอนนี้

          ตัวอย่างจากราชสารที่อิเหนาส่งให้บุษบา ความตอนนี้ดีเด่นด้วยการใช้ถ้อยคำน้อยแต่กินความมาก แสดงให้เห็นความไม่เหมาะสมกันระหว่างบุษบาและจรกา ผู้อ่านเข้าใจได้ทันที ดังนี้

                 "ในลักษณ์นั้นว่าจรกา

          รูปชั่วต่ำช้าทั้งศักดิ์ศรี

          ทรลักษณ์พิกลอินทรีย์

          ดูไหนไม่มีจำเริญใจ

          เกศานาสิกขนงเนตร

          สมเพชพิปริตผิดวิสัย

          เสียงแหบแสบสั่นเป็นพ้นไป

          รูปร่างช่างกระไรเหมือนยักษ์มาร

          เมื่อยิ้มเหมือนหลอกหยอกเหมือนขู่

          ไม่ควรคู่เคียงพักตร์สมัครสมาน

          ดังกากาจชาติช้าสาธารณ์

          มาประมาณหมายหงส์พงศ์พระยา

          แม้นแผ่นดินสิ้นชายที่พึงเชย

          อย่ามีคู่เสียเลยจะดีกว่า

          พี่พลอยร้อนใจแทนทุกเวลา

          หรือวาสนาน้องจะต้องกัน"

(อิเหนา, หน้า ๔๑๒-๔๑๓)

          ตัวอย่างบทครวญของนางจินตะหราซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี จนมีผู้นำมาเป็นบทเพลง ก็เป็นตอนที่ใช้ความเปรียบได้ดีอีกตอนหนึ่ง ดังนี้

                 "แล้วว่าอนิจจาความรัก

          พึ่งประจักษ์ดังสายน้ำไหล

          ตั้งแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป

          ที่ไหนเลยจะไหลคืนมา

          สตรีใดในพิภพจบแดน

          ไม่มีใครได้แค้นเหมือนอกข้า

          ด้วยใฝ่รักให้เกินพักตรา

          จะมีแต่เวทนาเป็นเนืองนิตย์

          โอ้ว่าน่าเสียดายตัวนัก

          เพราะเชื่อลิ้นหลงรักจึงช้ำจิต

          จะออกชื่อลือชั่วไปทั่วทิศ

          เมื่อพลั้งคิดผิดแล้วจะโทษใคร"

(อิเหนา, หน้า ๓๐๕)

          ถ้อยคำคร่ำครวญตอนนี้เปรียบความรักเป็นดังสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ ซึ่งเป็นความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ ความรักที่ผิดหวังจึงทำให้เกิดความทุกข์ระทมใจ ดังเช่นความรู้สึก ของจินตะหราในขณะนี้

          ความคมคายในการสร้างตัวละคร เป็นการสร้างตัวละครได้อย่างมีชีวิตชีวาและสมจริง ตัวละครมีลักษณะความเป็นมนุษย์ปุถุชนคือมีทั้งข้อผิดพลาดและข้อน่าชื่นชม มีความรู้สึกรัก โลภ โกรธ และหลง ผู้อ่านจึงจดจำลักษณะตลอดจนอุปนิสัยใจคอของตัวละครได้เป็นอย่างดีและนำมาใช้เปรียบเปรยกับลักษณะของคนในชีวิตประจำวัน เช่น เจ้าชู้เจ้าคารมเหมือนอิเหนา งามอย่างบุษบาแสนงอนเหมือนจินตะหรา น่ารักไร้เดียงสาดังสียะตรา และอัปลักษณ์ต่ำศักดิ์ดังจรกา เป็นต้น

ตัวอย่างบทชมโฉมบุษบาเมื่ออิเหนาพบนางครั้งแรก ความงามของบุษบาทำให้อิเหนาคุมสติตนเองไม่ได้ เหงื่อออกทั่วตัว เฝ้าแต่เวียนจูบสียะตราเพราะคิดว่าเป็นบุษบาและเผลอขับเพลงชมโฉมนางหน้าพระที่นั่ง ดังนี้

                 "เมื่อนั้น ระเด่นมนตรีเรืองศรี

          เหลียวไปรับไหว้เทวี

          ภูมีดูนางไม่วางตา

          งามจริงยิ่งเทพนิมิต

          ให้คิดเสียดายเป็นหนักหนา

          เสโทไหลหลั่งทั้งกายา

          สะบัดปลายเกศาเนืองไป

          กรกอดอนุชาก็ตกลง

          จะรู้สึกพระองค์ก็หาไม่

          แต่เวียนจูบสียะตรายาใจ

          สำคัญพระทัยว่าเทวี

          ความรักรุมจิตพิศวง

          จนลืมองค์ลืมอายนางโฉมศรี

          ไม่เป็นอารมณ์สมประดี

          ภูมีหลงขับขึ้นฉับพลันๆ" 

(อิเหนา, หน้า ๓๖๐-๓๖๑)

          ตัวอย่างที่แสดงความอัปลักษณ์ของจรกา ได้แก่ บทรำพึงถึงตัวเองของจรกา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจรกาอัปลักษณ์นัก แม้ตนเองยังต้องยอมรับในข้อด้อยนี้

                 "ระตูรำพึงถึงองค์ ด้วยรูปทรงอัปลักษณ์หนักหนา ดูไหนมิได้งามทั้งกายา ลักษณาผมหยักพักตร์เพรียง จมูกใหญ่ไม่สง่าราศี จะพาทีแห้งแหบแสบเสียง คิดจะหากัลยาเป็นคู่เคียง ที่งามเพียงสาวสวรรค์ให้เกื้อองค์"

(อิเหนา, หน้า ๒๒๒)

          การที่ตัวละครได้แสดงอุปนิสัยและอารมณ์ต่างๆ ทำให้วรรณคดีเรื่องนี้มีรสทั้งรัก โกรธ และโศก ดังนี้

          บทโลมบุษบาแสดงความรักที่อิเหนามีต่อนาง

                 "ดวงเอยดวงสมร

          ลิ้นลมคมค่อนว่าขาน

          พี่มิให้แก้วตายุพาพาล

          ได้ความอัประมาณเหมือนวาจา

          อันนางจินตราวาดี

          ใช่พี่จะมุ่งมาดปรารถนา

          หากเขาก่อก่อนหย่อนมา

          ใจพี่พาลาก็งวยไป

          ที่ลอบโลมเล่นแต่เช่นชู้

          มิได้เลี้ยงเป็นคู่พิสมัย

          อันตัวพี่กับเจ้าก็เข้าใจ

          ตุนาหงันกันไว้แต่เยาว์มา

          ถึงจะมีเมียก่อนสักนับร้อย

          ก็เป็นน้อยแก่ยอดเสน่หา

          ตามจารีตสุริย์วงศ์เทวา โดยได้สัญญาว่ากันฯ"

(อิเหนา, หน้า ๕๑๕-๕๑๖)

          บทเจรจาทัพแสดงความโกรธของสังคามาระตา ดังนี้

                 "เมื่อนั้น สังคามาระตาเรื่องศรี

          ฟังวิทยาสะกำพาที

          ดังตรีเพชรบาดในอุรา

          จึงร้องว่าเหวยไพริน

          ลมลิ้นหยาบคายนักหนา

          มาถามไถ่ไล่เอากิจจา

          คือจะปรารถนาสิ่งใด

          สุดแต่ว่าจิตพิศวาส

          ก็นับเป็นวงศ์ญาติกันได้

          อย่าชักเจรจาให้ช้าไป

          จะชิงชัยให้เห็นฝีมือกัน"

(อิเหนา, หน้า ๓๓๔)

          บทนิราศคร่ำครวญแสดงความโศกเศร้าของอิเหนา ดังนี้

                 "พระวิโยคโศกเศร้าเปล่าเปลี่ยว

          ดังมาเดียวลิ่วโลดตะลึงหลง

          จนสายถือที่พระหัตถ์ก็พลัดลง

          จึงค่อยคงคืนสมประดีดาล

          กระจ่างแจ้งแสงเทียนโคมส่อง

          เหมือนเมื่อน้องเสี่ยงเทียนอธิษฐาน

          ลมพัดเพลิงดับอนธกาล

          ประมาณเหมือนต้อนค้างคาวดับไฟ

          กลิ่นลำดวนหวนหอมเหมือนกลิ่นเจ้า

          ที่คลึงเคล้าชมชิดยังคิดได้

          เดือนดับลับเมฆมืดไป

          เหมือนมืดในวิหารบนคีรี

          แว่วเสียงสำเนียงดุเหว่าร้อง

          เหมือนเสียงน้องร้องทูลมะเดหวี

          วังเวงใจในเวลาราตรี

          จนแสงทองส่องสีสว่างฟ้าฯ"

(อิเหนา, หน้า ๔๙o)

          แสดงภาพชีวิตในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ แม้จะมีโครงเรื่องจากนิทานอิงพงศาวดารของชวา แต่ผู้แต่งได้ปรับให้ตัวละครมีวิถีชีวิตแบบไทย จึงทำให้เห็นสภาพชีวิตของคนไทย ในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสังคมและวัฒนธรรมของยุคสมัยนั้น เช่น งานพระเมรุพระศพองค์พระอัยยิกาที่เมืองหมันหยา เริ่มจากการบรรยายการสร้างพระเมรุ บรรยายหน้าที่ ของเจ้านายฝ่ายใน ตลอดจนการชักพระศพไปตามขบวนแห่ ซึ่งเป็นพระราชพิธี ดังนี้

                 "จึงให้เชิญพระศพในปราสาท

          ขึ้นสู่ยานุมาศผายผัน

          เกณฑ์แห่แห่แหนแน่นนัน

          มายังเกยสุวรรณที่ประทับ

          พนักงานเชิญพระโกษฐ์ขึ้นตั้ง

          บนบัลลังก์รถทรงเสร็จสรรพ

          คู่แห่แตรสังข์คั่งคับ

          เป็นลำดับเดินโดยมรรคา

          เชื้อพระวงศ์ทรงรถเรืองรอง

          มือถือแว่นทองซองสลา

          โขมพัสตร์พับยาวโยงมา

          พาดเหนืออังสาทรงไว้

          รถพระวงศ์เชื้อสายปรายข้าวตอก

          ใส่ชฎาลำพอกดอกไม้ไหว

          รถบีกูดูหนังสืออ่านไป

          รถหลังตั้งเนื้อไม้ท่อนจันทน์"

          พิธีแห่สระสนาน เป็นพิธีเกี่ยวกับช้างม้าศาสตราวุธ เป็นการแห่คล้ายกับสวนสนามเพื่อดูกำลังทางศาสตราวุธ ซึ่งจะใช้ในสงคราม ในเรื่องมีการแห่สระสนานอุณากรรณกับปันหยี นอกจากนี้ก็มีพิธีโสกันต์สียะตรา เป็นวิธีโกนจุกของเจ้านายชั้นสูง มีการบรรยายขั้นตอนค่อนข้างละเอียด ดังนี้

                 "ชาวภูษามาลากราบกราน

          เอางานแล้วแบ่งพระเกศพลัน

          จึงหยิบหญ้าแพรกพระธำมรงค์

          ผจงผูกทั้งสามกระหมวดมั่น

          ขุนโหรลั่นฆ้องสำคัญ

          ประโคมขึ้นนี่นันสนั่นไป

          พระองค์ทรงภพดาหา

          ทรงหยิบกรรไกรตัดเกศาให้"

(อิเหนา, หน้า ๘๐๒-๘๐๓)

          การกินหมากของคนในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นบุษบา จินตะหรา หรือแม้กระทั่งวิทยาสะกำล้วนกินหมาก เช่น บรรยายว่าวิหยาสะกำมีฟันสีแดงดังแก้วทับทิม แสดงวัฒนธรรมการกินหมากของคนไทยโบราณซึ่งเริ่มกินหมากตั้งแต่อายุยังน้อย ฟันจึงยังคงเป็นสีแดงงามอย่างสีทับทิม

          ภาพบ้านเมืองของกษัตริย์วงศ์เทวาที่กวีบรรยายก็คือ ภาพพระบรมมหาราชวังในสมัยนั้น หรือภาพศาลาตอนท้าวดาหา ใช้บนก็เข้าใจว่าน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากความงดงามของพระพุทธบาทนั่นเอง

          เนื่องจากบทละครเรื่องอิเหนามีที่มาจากนิทานอิงพงศาวดารของชวา ดังนั้นจึงพบภาษาชวาปรากฏอยู่ในเรื่อง แต่ไม่ใช่ศัพท์ยากจนเกินไป ขณะเดียวกันเมื่อใช้ไปแล้วกลมกลืน กับภาษาไทย ทำให้ไม่เกิดความแตกต่างจนเกินไปนัก เช่น

          ปาปะอาหยี   แปลว่า   พ่อ

          ตุนาหงัน       แปลว่า   หมั้น

          กระยาหงัน    แปลว่า   สวรรค์ ฟ้า

          ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวได้โดยง่ายแม้จะไม่ใช้คำไทยก็ตาม

          ความงดงามในการสร้างฉาก ฉากในบทละครพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา นอกจากจะงดงามแล้วยังมีความสำคัญ ด้านอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากบรรยายความงดงามของ พระจันทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพรรณนา ความงดงามของพระจันทร์ได้ดียิ่ง ที่รู้จักกันดี ได้แก่ ฉากสังคามาระดาชมจันทร์ตอนแต่งถ้ำ เป็นเนื้อเพลงบุหลันลอยเลื่อนในปัจจุบันซึ่งเป็นที่รู้จกันดีในวงการดนตรีไทย เพลงนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงจำทำนองจากขณะที่บรรทมหลับและทรงพระสุบิน จึงเรียกอีกชื่อว่า "เพลงพระสุบิน" หรือ "เพลงบุหลันลอยฟ้า" เดิมเคยเรียกกันว่า "เพลงสรรเสริญพระจันทร์" เพราะเคยใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีมาแล้วสมัยหนึ่ง ต่อมาเมื่อมีเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นทำนองอื่นหรือทำนองฝรั่ง จึงเรียกเพลงนี้เป็น "เพลงสรรเสริญพระบารมีไทย" มีเนื้อร้องดังนี้

                 "กิดาหยันหมอบกรานอยู่งานพัด

          พระบรรทมโสมนัสอยู่ในที่

          บุหลันเลื่อนลอยฟ้าไม่ราคี

          รัศมีส่องสว่างดังกลางวัน

          พระนิ่งนึกตรีกไตรไปมา

          ที่จะแต่งคูหาสะตาหมัน

          ปานนี้พระองค์ทรงธรรม์

          จะนับวันเคร่าคอยทุกเวลา"

(อิเหนา, หน้า ๔๘๐)

          นอกจากนี้ครูทัด ศิษย์ของพระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางกูร หรือครูมีแขก) ผู้เคยเป็นครูขับร้องมโหรีในบ้านสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้นำเพลงเก่า ชื่อ "ชกมวย" มาแต่งขยายออกเป็น ๓ ชั้น ทั้งทางร้องและทางดนตรี แล้วนำบทพระราชนิพนธ์ตอนอิเหนาชมจันทร์ มาแต่งเป็นเพลงบุหลันหรือบุหลันเถาขึ้นภายหลัง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการดนตรีไทยตราบจนทุกวันนี้ ความซาบซึ้งประทับใจในฉากบุษบาเสี่ยงเทียนทำให้ศักดิ์ เกิดศิริ แต่งเพลง "บุษบาเสี่ยงเทียน" บรรยายความรู้สึกของบุษบาซึ่งตั้งจิตอธิษฐานขอให้สมหวังในความรักกับอิเหนา โดยกำหนดให้การเสี่ยงเทียนเป็นเครื่องชี้นำทาง เพลงนี้ได้รับความนิยมมาเป็นเวลานานแม้กระทั่งทุกวันนี้

          นอกจากฉากในบทพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาจะมีความสำคัญต่อวงการดนตรีไทยแล้ว ฉากยังมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์วรรณคดีวิจารณ์ไทย นั่นคือฉากบุษบาเล่นธาร มีเรื่องเล่าขานในลักษณะตำนานว่าสุนทรภู่วิจารณ์การใช้คำในตอนนี้ ซึ่งเป็นพระนิพนธ์กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในคราวประชุมกวีหน้าที่นั่ง ข้อความนั้นมีว่า

                 "น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว

          ว่ายแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว"

          สุนทรภู่แก้ไหม่ว่า

                 "น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา

          ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว"

          กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ไม่พอพระทัยเพราะให้สุนทรภู่แก้ไขก่อนหน้านี้ แต่สุนทรภู่ว่าดีแล้วแต่กลับมาขอแก้ไขต่อหน้าพระที่นั่ง ดังนั้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในรัชสมัยต่อมาแล้วสุนทรภู่ไม่เป็นที่โปรดปรานเหมือนในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าเรื่องนี้เป็นสาเหตุหนึ่ง ฉากบุษบาเล่นธารจึงเป็นที่รู้จักันดีในวงการวรรณคดีไทย

          บทละครพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนายังเป็นที่มาของสำนวนไทยที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ได้แก่ "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" หมายถึง การตำหนิติเตียนผู้อื่น แต่ตัวเองกลับทำสิ่งนั้นเสียเอง คือการที่อิเหนาตำหนิจรกาและวิหยาสะกำที่หลงใหลบุษบาจนต้องทำสงครามชิงนางซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่เมื่ออิเหนารักบุษบา อิเหนากลับทำสิ่งนั้นเสียเอง เริ่มจากใช้สียะตราเป็นสื่อรัก ใส่ความจรกา เผาเมืองดาหา ปลอมเป็นจรกาลักบุษบา สำนวน "มะงุมมะงาหรา" หมายถึงการออกติดตามหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่รู้จุดหมาย ดังเช่นอิเหนาออกตามหาบุษบาโดยไม่มีจุดหมาย

          หากพิจารณาวรรณคดีเรื่องนี้ในด้านสำนวนภาษา วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ความเป็นไทย จะพบว่าบทละครพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนามีความไพเราะอย่างยิ่ง นับเป็นวรรณคดีชิ้นเอก เรื่องหนึ่งของสมัยรัตนโกสินทร์ ดังที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดแห่งกลอนบทละคร 


เอกสารอ้างอิง

ครูเงิน. เพลงไทยตามนัยประวัติ. กรุงเทพฯ : บริษัท เลิฟ แอนด์ ลิพ เพรส จำกัด, ๒๕๓๙.

ดวงมน จิตร์จำนงค์, ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต และรื่นฤทัย สัจจพันธุ์. ทอไหม ในสายน้ำ ๒๐๐ ปี วรรณคดีวิจารณ์ไทย. กรุงเทพฯ : บริษัท เคล็ดไทย จำกัด, ๒๕๓๒.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ตำนานเรื่องละคร อิเหนา.

บุญเหลือ เทพยสุวรรณ. แว่นวรรณกรรม. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๓๙.

พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, พระบาทสมเด็จพระ. อิเหนา. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, ๒๕๑๖.

พุทธเลิศหล้านภาลัย, พระบาทสมเด็จพระ. อิเหนา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ รุ่งวัฒนา, ๒๕๑๔.

ศุภร บุนนาค. สมบัติกวีชุดอิเหนา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เคล็ดไทย, ๒๕๓๙.

สุจิตรา จงสถิตย์วัฒนา. "ดังดวงแก้วตกต้องแผ่นผา" วารสารภาษาและวรรณคดีไทย. ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๓ (ธันวาคม ๒๕๒๘).


สุภัค มหาวรากร เรียบเรียง

"อิเหนา" ภาพเขียนสีน้ำมันของจักรพันธุ์ โปษยกฤต (จาก ส.ค.ส.มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก)