ไหว้, การ
การไหว้ เป็นการแสดงความเคารพแบบหนึ่งของคนไทยที่แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและความเคารพนบนอบเป็นลักษณะนิสัยของคนไทย คนไทยแสดงออกซึ่งบุคลิกภาพนี้ด้วยการไหว้ กิริยาไหว้ของคนไทยคือ การประนมมือทั้งสองยกขึ้นสูงเหนือหว่างอก ค้อมศีรษะโน้มตัวลงจนปลายนิ้วชี้จรดกลางระหว่างคิ้ว โดยไม่ต้องย่อเข่า ยิ่งโน้มตัวลงต่ำเท่าใดยิ่ง แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนหรือเคารพนบนอบเท่านั้น โดยปกติจะไหว้ผู้มีอาวุโสมากกว่าคือ อาวุโสด้วยชาติวุฒิ คุณวุฒิ หรือวัยวุฒิ และไหว้ตามศักดิ์ คือผู้มีศักดิ์ต่ำกว่าเป็นผู้ใหว้ แม้ว่าจะมีอายุมากกว่าก็ตาม คนไทยถือการไหว้เป็นมารยาทอันงาม เมื่อมีผู้ใหว้ก็ต้องมีผู้รับไหว้ ถ้าไม่มีการรับไหว้ถือได้ว่า เป็นการดูหมิ่นผู้ใหว้มาก เว้นไว้เฉพาะพระมหากษัตริย์ เจ้านายชั้นสูง บิดามารดาของผู้ไหว้ และพระสงฆ์เท่านั้นที่ไม่รับไหว้ การรับไหว้นั้นมักกระทำเพียงประนมมือขึ้นสูงเพียงหว่างอก และก้มศีรษะเล็กน้อยพองาม หรือถ้าผู้รับไหว้มีอาวุโสสูงมาก อาจรับไหว้ด้วยการยกมือขึ้นหว่างอกเพียงมือเดียวก็ได้
คนไทยไหว้กันในโอกาสต่างๆ และด้วยเหตุผลต่าง ๆ มากมาย ดังจะกล่าวต่อไปนี้
๑. ไหว้ทักทาย ไหว้เมื่อพบกันพร้อมกับกล่าวคำว่า สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ โดยมารยาทสังคม เมื่อได้รับการแนะนำให้รู้จักกัน ควรไหว้พร้อมๆ กัน สุภาพบุรุษควรเป็นฝ่ายไหว้ สุภาพสตรีก่อนถ้าทั้งสองฝ่ายอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน
๒. ไหว้ขอบคุณ คนไทยยกมือไหว้แสดงความขอบคุณ แม้ว่าจะไม่กล่าวคำขอบคุณออกมาก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อรับของจากมือผู้มีอาวุโสกว่า หรือเมื่อมีใครทำอะไรให้ หรือให้ความช่วยเหลือก็จะไหว้ขอบคุณผู้นั้น
๓. ไหว้ขอโทษ เมื่อทำอะไรผิดพลาดไปแล้วสำนึกผิด คนไทยจะไหว้ขอโทษ ถ้าเดินชนตัว หรือแม้จะชนเก้าอี้ที่มีคนนั่งอยู่ ก็จะไหว้ขอโทษเช่นกัน เป็นการแสดงความถ่อมตน มากกว่าจะพูดว่าขอโทษอย่างเดียว
๔. ไหว้อำลา ไหว้เมื่อลาจากกัน ดังคำโบราณกล่าวไว้ว่า "ไปลา มาไหว้"
๕. ไหว้ขอร้อง ถ้าจะขอให้ใครทำอะไรให้ คนไทยจะยกมือไหว้ขอก่อน เมื่อได้รับความช่วยเหลือแล้วก็ไหว้ขอบคุณ ไหว้ขอร้องนี้รวมถึงการไหว้ขอชีวิตด้วย ซึ่งจะเป็นการไหว้ ยกมือท่วมหัว คือ ชูมือทั้งสองประนมขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อแสดงความกลัวเกรงต่อผู้จะเอาชีวิต
๖. ไหว้พ่อแม่ ลูกหลานเมื่อออกจากบ้านไปโรงเรียน ตอนเช้า และกลับจากโรงเรียนตอนเย็นจะไหว้พ่อแม่หรือปู่ย่าตายายในบ้านทุกเช้าทุกเย็นเป็นประจำทุกวัน
๗. ไหว้ครู นอกจากครูที่เป็นบุคคลผู้สั่งสอนให้ความรู้และอบรมแล้ว คนไทยยังไหว้ครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา นาฏศิลป์ และดนตรีไทย ในพิธีกรรมการไหว้ครูนาฏศิลป์และ ดนตรีไทยด้วย
๘. ไหว้หนังสือ คนไทยถือว่า ตำราเรียนเปรียบเสมือนครู เดินข้ามไม่ได้ นั่งทับไม่ได้ วางไว้ได้เก้าอี้นั่งไม่ได้ นักเรียนอ่านหนังสือแล้วจะกราบหนังสือนั้น (ไหว้วางมือลงบนหนังสือ หรือไหว้แบมือลงบนหนังสือก็ได้) เชื่อกันว่าจะทำให้ท่องหนังสือได้ขึ้นใจ
๙. ไหว้เครื่องดนตรีไทย คนไทยถือว่าเครื่องดนตรี ทุกชนิดเปรียบเสมือนครูเช่นเดียวกับหนังสือก่อนเล่นทุกครั้ง ผู้เล่นจะยกมือไหว้เครื่องดนตรีก่อนเพื่อระลึกถึงครูผู้สอน เป็นการแสดงความเคารพครูผู้สอนด้วย
๑๐. ไหว้พ่อแก่หัวโขนหัวครู ทุกครั้งที่ผู้เรียนวิชานาฏศิลป์หรือดนตรีไทยเห็นพ่อแก่หัวโขนหัวครูที่ใด จะยกมือไหว้เสมอทุกครั้งเพราะถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเคารพกราบ ไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลของตนและเพื่อให้วิชาที่ได้รับถ่ายทอดมาแก่กล้าขึ้น
๑๑. ไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ คนไทยเชื่อเรื่องเทวดา เจ้าที่ผีบ้านผีเรือน จึงตั้งศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ไว้ในบ้าน อัญเชิญเทวดาชื่อพระชัยมงคลมาสถิตที่ศาล และเชิญเจ้าที่ผีบ้านผีเรือนมาอยู่ยังศาลเจ้าที่ เมื่อจะออกจากบ้านทุกครั้ง เจ้าของบ้านจะยกมือใหว้เจ้าที่และพระภูมิเพื่อขอความคุ้มครองและดูแลบ้านให้
๑๒. ไหว้ศาลหลักเมือง วัด โบสถ์ เมื่อผ่านศาลหลักเมือง วัด โบสถ์ คนไทยส่วนใหญ่จะยกมือไหว้เพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลหลักเมืองและพระพุทธรูปในวัดในโบสถ์ ขณะเดียวกันก็เป็นการไหว้บนบานอธิษฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย ปัจจุบันนี้คนไทยสมัยใหม่น้อยคนนักที่จะไหว้วัด ไหว้โบสถ์
๑๓. ไหว้ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ คนที่เดินทางระหว่างจังหวัด จะยกมือไหว้ศาลเจ้าพ่อี่ตั้งอยู่ริมถนน เช่น ศาลเจ้าพ่อเขาตก ถ้ายกมือไหว้ไม่ได้เพราะต้องขับรถ จะบีบแตร ๓ ครั้ง เป็นการแสดงความเคารพและขอความคุ้มครองให้เดินทางโดยปลอดภัย
๑๔. ไหว้ต้นไม้ เป็นความเชื่อว่าไม้ใหญ่จะมีเทวดานางไม้สถิตอยู่ เช่น ต้นยาง ต้นสัก หรือต้นตะเคียนที่มีนางตะเคียน ต้นกล้วยตานีที่มีนางตานีสิงอยู่ คนในชนบทมักจะยกมือไหว้ต้นไม้ใหญ่ที่มีผ้า ๓ สี (สีชมพู เหลือง เขียว) ผูกไว้เป็นเครื่องหมายว่าต้นไม้นี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ บางคนเชื่อถึงกับเอามือถูต้นไม้หาตัวเลขเพื่อเอาไปแทงหวยก็มี
๑๕. ไหว้ศพ คนไทยสมัยนี้จะไม่ได้พบรถบรรทุกหีบศพคนตายไปวัดแล้ว เมื่อก่อนนี้ถ้าเห็นรถบรรทุกหีบศพ มีพระนั่งอยู่หน้ารถผ่านมาบนถนน คนไทยจะยกมือไหว้ศพนั้น แม้ว่าจะไม่รู้จักผู้ตายก็ตาม ที่ไหว้ศพนั้นก็เป็นการอธิษฐานจิต ขอให้ผู้ตายไปสู่สุคติและอโหสิกรรม คนไทยจะไหว้ศพโดยไม่คำนึงว่าศพนั้นเป็นศพใคร ถ้าเป็นศพแล้วจะไหว้ เพราะคนไทยมีนิสัยเมตตา อ่อนโยน รู้จักให้อภัย จึงไหว้ศพทุกศพที่เห็น เพื่อแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย
๑๖. ไหว้แม่โพสพ คนไทยกินข้าวเป็นอาหารทุกมื้อ และเชื่อกันว่า เทวดาผู้หญิงชื่อแม่โพสพ เป็นเทวดาประจำต้นข้าว ดังนั้น เมื่อกินข้าวอิ่มแล้วจะยกมือไหว้จานข้าวเพื่อ ขอบคุณแม่โพสพที่ทำให้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ด้วยข้าวมื้อนี้อีกหนึ่งมื้อ ปัจจุบันนี้จะหาผู้ที่ไหว้แม่โพสพหลังกินอิ่มแล้วได้น้อยคนนัก
๑๗. ไหว้อนุโมทนาและรับพร คนไทยยกมือไหว้อนุโมทนาและรับพรเมื่อมีผู้ให้ศีลให้พร แม้ว่าผู้ให้พรนั้นจะไม่ใช่พระสงฆ์ก็ตาม บางครั้งอาจกล่าวคำว่า "สาธุ" พร้อมกับ ไหว้ด้วย
๑๘. ไหว้อนุสาวรีย์ พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์สร้างคุณประโยชน์หรือทรงกู้บ้านกู้เมืองรักษาแผ่นดินไว้ จะได้รับการเทิดพระเกียรติด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้คนไทย รุ่นลูกหลานได้กราบไหว้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เช่น อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช อนุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย พระบรมรูปทรงม้า เป็นต้น คนไทยส่วนใหญ่เมื่อเดินผ่านหรือนั่งรถผ่านจะยกมือไหว้แสดงความเคารพทุกครั้ง
อนึ่ง นอกจากไหว้แล้ว คนไทยจะกราบผู้ที่เป็นที่เคารพอย่างสูงหรือผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่า เช่น ครูบาอาจารย์ บิดามารดา ปู่ย่าตายาย พระภิกษุสงฆ์ เจ้านายชั้นสูง เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน
การกราบ คือ การทอดมือลงไหว้กับพื้น ผู้ไหว้จะต้องนั่งพับเพียบหันเข่าค่อนไปทางขวาของลำตัว ในกรณีที่นั่งพับเพียบขวาทับซ้าย เหยียดแขนข้างซ้ายไปข้างหน้า ตั้งมือซ้ายวางบนพื้น แล้วโน้มตัวลงพร้อมกับยกมือขวาลงตั้งประนมประกบกับมือซ้าย อย่าให้แขนทั้งสองคร่อมเข่า ก้มศีรษะลงจนหน้าผากจรดหัวแม่มือทั้งสอง เสร็จแล้วเงยหน้าขึ้น ค่อยๆ ดึงแขนทั้งสองกลับขึ้นมาวางบนตัก โดยดึงแขนขวาขึ้นมาก่อน ถ้านั่งซ้ายทับขวาให้ปฏิบัติในทางกลับกัน
ถ้ากราบพระให้แบมือทั้งสองลงราบกับพื้นและกราบ ๓ ครั้ง เพื่อระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้ากราบ พระอย่างเป็นพิธีการ ให้กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ คือ นั่งคุกเข่าหลังตรงลงบนส้นเท้าทั้งสอง ถ้าเป็นหญิงให้ซ้อน ฝ่าเท้าทั้งสองเข้าด้วยกัน ประนมมือตรงหว่างอก แล้วยกขึ้นระดับหน้าผากให้หัวแม่มือจรดหว่างคิ้ว โน้มตัวลงทอดแขนทั้งสองลงบนพื้นให้คร่อมเข่า แบฝ่ามือแยกออกห่างจากกันเล็กน้อย ก้มศีรษะลงจนหน้าผากจรดพื้นระหว่างฝ่ามือทั้งสองนั้น เสร็จแล้วเงยหน้าขึ้น ดึงตัวและมีอทั้งสองกลับมานั่งคุกเข่า หลังตรงท่าเดิม กราบซ้ำในลักษณะนี้อีก ๒ ครั้ง รวมเป็น กราบ ๓ ครั้ง เพื่อระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การกราบลักษณะนี้เป็นการกราบด้วยเข่า ศอก และหน้าผาก คือ อวัยวะทั้งห้าแตะพื้นพร้อมกัน จึงเรียกการกราบนี้ว่า "กราบเบญจางคประดิษฐ์"
การกราบพระเจ้าแผ่นดินอย่างเป็นพิธีการ เรียกว่า "ถวายบังคม" ผู้กราบนั่งคุกเข่าหลังตรงลงบนส้นเท้าทั้งสอง ประนมมือหว่างอกแล้วยกแขนขึ้นพร้อมเงยหน้าแหงน วางมือ บนหน้าผากให้หัวแม่มือทั้งสองจรดหว่างคิ้ว เสร็จแล้วโน้มตัว กลับมานั่งตัวตรง ทำซ้ำในลักษณะนี้อีก ๒ ครั้ง รวมเป็น ๓ ครั้ง เสร็จแล้วลงนั่งพับเพียบ หงายมือซ้ายวางมือขวาลง ประกบวางบนตัก เอียงตัวกดไหล่ซ้ายวางศอกซ้ายลงบนขาซ้าย ในกรณีที่นั่งพับเพียบขวาทับซ้าย เป็นการนั่งที่แสดงความเคารพและสำรวมต่อผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ชั้นเจ้าพระยาและเจ้านายชั้นสูงตามประเพณีการเข้าเฝ้าแต่โบราณ ถ้าเป็นการเฝ้าพระมหากษัตริย์ ให้ทอดแขนซ้ายวางลงบนพื้นแทนการ วางศอกลงบนขา การนั่งก้มตัวค้อมลงเช่นนี้เป็นการแสดงความยำเกรงอย่างสูงสุด การนั่งลักษณะนี้เรียกว่า หมอบ อนึ่ง เมื่อนั่งอยู่หน้าพระพักตร์เจ้านายชั้นสูง ไม่พึงนั่งท้าวแขนขณะทรงมีพระดำรัสด้วยอย่างเด็ดขาด ปัจจุบันนั่งเก้าอี้แทนนั่งกับพื้นก็พึงสำรวมด้วย ควรนั่งเข่าชิดกัน ประกบมือวางบนตัก ค้อมตัวเล็กน้อย ไม่พึงนั่งไขว่ห้างเด็ดขาด ตามธรรมเนียมไทย แล้วก็ไม่นั่งไขว่ห้างต่อหน้าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ใหญ่พูดด้วย จะต้องสำรวมกิริยายืนนั่งให้เรียบร้อย
ฝอยฝา พันธุฟัก เรียบเรียง