สุพรรณบุรี, จังหวัด
จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในเขตภาคกลางระหว่างเส้นละติจูด ๑๔ องศา ๓ ลิปดา ๓๐ ฟิลิปดาเหนือ ถึง ๑๕ องศาเหนือ และระหว่างเส้นลองจิจูด ๙๙ องศา ๒๕ ลิปดาตะวันออก ถึง ๑๐๐ องศา ๑๘ ลิปดา ๓๖ ฟิลิปดาตะวันออก สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง ๓ เมตร อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๑๐๗ กิโลเมตร (ตามระยะทางเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๔) มีเนื้อที่ ๕,๓๕๘.๐ ตารางกิโลเมตร
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดชัยนาท
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดนครปฐม
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทองและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดกาญจนบุรี
จังหวัดสุพรรณบุรีแบ่งการบริหารราชการออกเป็น ๒ ส่วน คือการบริหารราชการส่วนภูมิภาค แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๑๐ อำเภอ ๑๑๐ ตำบล ๙๒๕ หมู่บ้าน (ไม่รวมตำบลท่าพี่เลี้ยงอยู่ในเขตเทศบาล) อำเภอสองพี่น้อง มี ๑๔ ตำบล ๑๒๙ หมู่บ้าน อำเภอบางปลาม้า มี ๑๔ ตำบล ๑๒๕ หมู่บ้าน อำเภอเดิมบางนางนวช มี ๑๔ ตำบล ๑๑๕ หมู่บ้าน อำเภออู่ทอง มี ๑๓ ตำบล ๑๒๖ หมู่บ้าน อำเภอศรีประจันต์มี ๙ ตำบล ๖๓ หมู่บ้าน อำเภอด่านช้าง มี ๗ ตำบล ๘๑ หมู่บ้าน อำเภอสามชุก มี ๗ ตำบล ๖๔ หมู่บ้าน อำเภอหนองหญ้าไซ มี ๖ ตำบล ๕๘ หมู่บ้าน และอำเภอดอนเจดีย์มี ๕ ตำบล ๔๓ หมู่บ้าน ส่วนการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นแบ่งการปกครองออกเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด ๑ แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล ๑๐๖ แห่ง และเทศบาล ๒๑ แห่ง คือเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี เทศบาลตำบลสองพี่น้อง เทศบาลตำบลท่าเสด็จ เทศบาลตำบลสวนแตง เทศบาลตำบลโพธิ์พระยา อำเภอเดิมบางนางบวช ๓ แห่ง คือเทศบาลตำบลนางบวช เทศบาลตำบลเขาพระ เทศบาลตำบลบ่อกรุ อำเภอบางปลาม้า ๔ แห่ง คือเทศบาลตำบลบางปลาม้า เทศบาลตำบลโคกคราม เทศบาลตำบลบ้านแหลม เทศบาลตำบลไผ่กองดิน อำเภอศรีประจันต์ ๑ แห่ง คือเทศบาลตำบลศรีประจันต์ อำเภอสองพี่น้อง ๑ แห่ง คือเทศบาลตำบลทุ่งคอก อำเภอสามชุก ๑ แห่ง คือเทศบาลตำบลสามชุก อำเภออู่ทอง ๒ แห่ง คือเทศบาลตำบลอู่ทอง เทศบาลตำบลระยายโสม อำเภอดอนเจดีย์ ๒ แห่ง คือเทศบาลตำบลดอนเจดีย์ เทศบาลตำบลสระกระโจม อำเภอด่านช้าง ๑ แห่ง คือเทศบาลตำบลด่านช้าง และอำเภอหนองหญ้าไซ ๑ แห่ง คือเทศบาลตำบลหนองหญ้าไซ
ลักษณะทางกายภาพ
ลักษณะพื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรีมีลักษณะลาดเทจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ทางทิศตะวันตกและทิศเหนือมีภูเขาสูงเป็นแนวยาวตลอด ธรณีสันฐานเป็นสันเขา เขาที่ลาดชันบางส่วนเป็นเขากระโดดหรือเนินเขา ประกอบด้วยคลื่นลอนลาด ตามเชิงเขามีการปลูกพืชไร่และทำนาน้ำฝน พื้นที่ลาดเอียงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ เป็นที่ราบตะกอนลำน้ำเหมาะแก่การทำนามีแม่น้ำท่าจีนหรือแม่น้ำสุพรรณบุรีไหลผ่านกลางตามแนวยาวของพื้นที่จังหวัด โดยแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณตำบลท่าซุง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี กับตำบลท่าเสา อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท เข้าสู่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่อำเภอเดิมบางนางบวช ผ่านอำเภอสามชุก อำเภอศรีประจันต์ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอบางปลาม้า และอำเภอสองพี่น้องตามลำดับ จึงเปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงประชากรชาวสุพรรณบุรีมาช้านาน
โดยทั่วไปลักษณะพื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรีแบ่งออกได้เป็น ๓ ลักษณะ ได้แก่
๑. บริเวณที่เป็นป่าและภูเขา ได้แก่ บริเวณพื้นที่ด้านตะวันตกของอำเภอด่าง ๆ ได้แก่
๒. บริเวณที่ราบปานกลาง ได้แก่ บริเวณที่ราบตะกอนลำน้ำหรือพื้นที่บริเวณคลองส่งน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งเป็นพื้นที่ทำนาดำตามอำเภอต่าง ๆ สำหรับอำเภอบางปลาม้าและอำเภอสองพี่น้องมีพื้นที่ทำนาดำเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำนาหว่าน
๓. บริเวณที่ราบลุ่ม ได้แก่ พื้นที่ราบต่ำหรือที่น้ำทะเลเคยท่วมถึง เหมาะแก่การทำนาหว่าน เมื่อถึงหน้าน้ำหลากระดับน้ำลึกมาก ต้องใช้ข้าวขึ้นน้ำหว่าน พื้นที่นี้อยู่ทางตะวันออกของอำเภอเมือง อำเภออู่ทอง อำเภอสองพี่น้อง และอำเภอเดิมบางนางบวช ส่วนอำเภอบางปลาม้าเป็นที่ลุ่มทั่วไป
ด้านลักษณะภูมิอากาศ สภาพอากาศโดยทั่วไปของจังหวัดสุพรรณบุรีได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากอ่าวเบงกอลและจากอ่าวไทย พัดผ่านในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่านในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม จากอิทธิพลของลมมรสุมดังกล่าว ทำให้เกิดฤดูกาล ๓ ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ระยะเวลาประมาณ ๓ เดือน ซึ่งเป็นช่วงว่างลมมรสุม พื้นที่ปกคลุมด้วยบริเวณความกดอากาศสูงซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก อันเป็นแหล่งที่เกิดของลมมรสุมที่พัดผ่านเข้าสู่พื้นที่ ทำให้อากาศร้อนอบอ้าวทั่วไป เดือนที่มีอากาศร้อนที่สุดคือเดือนเมษายน ฤดูฝน เริ่มแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ระยะเวลาประมาณ ๕ เดือน ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านนำฝนมาตก ส่วนใหญ่จะตกตอนเย็นหรือค่ำ เดือนสิงหาคมและเดือนกันยายนเป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดจากมหาสมุทรอินเดียปกคลุมตอนบนของประเทศ ทำให้มีอากาศชุ่มชื้นมีฝนตกโดยทั่วไป เดือนที่มีฝนตกมากที่สุดคือเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม ส่วนฤดูหนาว เริ่มแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ระยะเวลาประมาณ ๔ เดือน ช่วงนี้จะมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน ทำให้อากาศหนาวเย็นโดยทั่วไปเดือนที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดคือ เดือนธันวาคมและเดือนมกราคม
ด้านอุณหภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรีมีสภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่นตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ ๓๐ องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ ๙๘๕.๒ มิลลิเมตรต่อปี และฝนตกเฉลี่ยประมาณ ๑๑๗ วันต่อปี ช่วงที่มีฝนตกอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเกิดจากอิทธิพลของลมมรสุมและบางครั้งอาจได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นด้วย เดือนที่ฝนตกชุกที่สุดคือเดือนกันยายนและเดือนตุลาคมแนวโน้มปริมาณน้ำฝนในจังหวัดสุพรรณบุรีในแต่ละปีพบว่าปริมาณน้ำฝนลดลง
สำหรับลักษณะและคุณภาพของดินในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีแบ่งออกเป็น ๕ กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มดินนา เป็นดินที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่มฝั่งแม่น้ำทั้งสองด้านและตอนกลางของจังหวัด เป็นกลุ่มดินที่เหมาะสำหรับการปลูกข้าวและพืชผัก ดินกลุ่มนี้ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด
กลุ่มดินไร่ เป็นดินที่อยู่ระหว่างที่ราบเชิงเขากับบริเวณที่ราบลุ่ม เหมาะแก่การปลูกพืชไร่ เช่น อ้อย สับปะรด มันสำปะหลัง ดินกลุ่มนี้อยู่ทางด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของพื้นที่จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด
กลุ่มดินตื้น เป็นดินที่อยู่บริเวณเนินเขาสูง ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก ดินกลุ่มนี้ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ ๕ ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด
ดินภูเขา เป็นดินที่อยู่บริเวณภูเขาสูงด้านตะวันตกของจังหวัด ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก ดินกลุ่มนี้ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ ๕ ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด ส่วนกลุ่มดินสภาพเป็นกรด เป็นกลุ่มดินที่มีศักยภาพในการเพาะปลูกต่ำดินกลุ่มนี้อยู่ในบริเวณพื้นที่น้ำท่วมถึงในเขตอำเภอสองพี่น้องและอำเภอบางปลาม้า ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ ๑๐ ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด
สำหรับแหล่งน้ำและการพัฒนา จังหวัดสุพรรณบุรีมีที่มาของน้ำคือ แหล่งน้ำธรรมชาติและการพัฒนาแหล่งน้ำ
๑. แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ น้ำฝน จังหวัดสุพรรณบุรีมีช่วงฤดูฝนยาวประมาณ ๖ เดือน คือ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม เดือนที่ฝนตกชุกที่สุดคือ เดือนกันยายนและเดือนตุลาคม จากอิทธิพลลมมรสุมและลมพายุดีเปรสชันมีฝนตกรวม ๑๑๗ วันต่อปี ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ๙๘๕.๒ มิลลิเมตรต่อปี และมีแนวโน้มว่าปริมาณน้ำฝนลดลงทุกปี ส่วนแหล่งน้ำผิวดิน จังหวัดสุพรรณบุรีมีแม่น้ำสายสำคัญที่มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของประชาชนทั้งด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่คือ แม่น้ำท่าจีนซึ่งแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท ไหลผ่านกลางจังหวัดจากอำเภอเดิมบางนางบวชถึงอำเภอสองพี่น้อง แล้วไหลออกอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรสาครประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำท่าจีนเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตรกรรมและเพื่อการคมนาคมขนส่งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นอกจากแม่น้ำท่าจีนแล้ว ยังมีลำน้ำอื่นอีกซึ่งส่วนใหญ่เชื่อมติดกับแม่น้ำท่าจีน เช่น ลำน้ำกระเสียว คลองสองพี่น้อง คลองสาลี คลองบางยี่หน คลองบางลี่ นอกจากนี้ยังมีลำน้ำสายเก่า อาทิ ลำน้ำท่าว้า ลำน้ำพันตำลึง แล้วยังมีหนอง บึง ลำห้วย ลำราง หรือลำลาด จากจำนวนแหล่งน้ำผิวดินนี้ เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยความกว้างพื้นผิวโดยภาพรวมอำเภอสองพี่น้องมีพื้นผิวน้ำมากที่สุด รองลงมาได้แก่อำเภอเดิมบางนางบวชและอำเภอด่านช้าง ส่วนแหล่งน้ำใต้ดินคือน้ำบาดาล จังหวัดสุพรรณบุรีมีแหล่งน้ำใต้ดินทั้งที่มีในเฉพาะที่ให้ปริมาณน้ำมากกับที่มีบริเวณกว้างแต่ปริมาณน้ำน้อยและแหล่งน้ำใต้ดินที่มีบริเวณกว้างและให้น้ำมาก เป็นแหล่งน้ำอีกแหล่งหนึ่งที่สามารถขุดเจาะนำมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตรได้
๒. การพัฒนาแหล่งน้ำ ได้แก่ การสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำ ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง สระน้ำ สำหรับโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา ๑๑ โครงการ ชลประทานขนาดกลาง ๑ โครงการ ชลประทานขนาดเล็ก ๔๐ โครงการ เขื่อนกระเสียวกั้นลำห้วยกระเสียว ปริมาณน้ำเก็บกักได้สูงสุด ๒๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถจ่ายน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกได้ ๑๓๐,๐๐๐ ไร่ ส่วนบึงฉวากเป็นบึงน้ำธรรมชาติ กว้าง ๖๕๐ เมตร ความยาวขอบบึง ๑๔ กิโลเมตร ความลึกเฉลี่ย ๑.๕๐ เมตร พื้นที่รวมประมาณ ๑,๕๕๐ ไร่ มีทางรับน้ำจากคลองธรรมชาติบ้านเชียนและคลองบางลี่ จังหวัดชัยนาท และจากคูคลองส่งน้ำซึ่งกักน้ำมาจากแม่น้ำท่าจีน ได้จัดทำโครงการพัฒนาบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ ในวโรกาสปีกาญจนาภิเษกทำให้สามารถเก็บกักน้ำได้ ๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้สำหรับพื้นที่เกษตรรอบบึง ๖,๕๐๐ ไร่ เป็นที่เพาะพันธุ์สัตว์น้ำเป็นสถานที่แสดงพันธุ์ปลาน้ำจืด ตลอดจนจัดภูมิทัศน์เป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่วนโครงการบำบัดน้ำเสียของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีนั้น ได้ดำเนินการจัดทำโครงการบำบัดน้ำเสียในเขตเทศบาล เป็นการคืนชีวิตให้แก่แม่น้ำท่าจีน
ด้านทรัพยากรป่าไม้ พื้นที่ป่าไม้ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีรวมกันถึง ๓๗๖,๒๕๐ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๑๑.๒๔ ของพื้นที่จังหวัด โดยกระจายอยู่ทางตอนเหนือและทางตะวันตกของจังหวัด เนื่องจากพื้นที่เป็นภูเขา ลักษณะป่าส่วนใหญ่จึงเป็นป่าไม้เบญจพรรณ ประกอบด้วยไม้เต็ง รัง มะค่าโมง มะค่าแต้ ชิงชัน ซาก ตะเคียนทอง เขตป่าที่ยังคงสภาพป่ามากที่สุดคือทางทิศตะวันตกของอ่างเก็บน้ำกระเสียว ชึ่งเป็นเขตติดต่อพื้นที่ป่าจังหวัดกาญจนบุรีและอุทัยธานี ประกอบด้วยป่าสงวนแห่งชาติ ป่าองค์พระ ป่าเขาระกำ ป่าเขาห้วยพลิ และในเขตวนอุทยานแห่งชาติเขาพุเตย มีป่าสนสองใบ
ด้านทรัพยากรแร่ จังหวัดสุพรรณบุรีมีแร่ธรรมชาติอยู่หลายชนิด อาทิ ดีบุก วุลแฟรม ซีไลต์ แมงกานีส เฟลด์สปา สังกะสี ตะกั่ว เงิน ยิปซั่ม ดินขาว มีปริมาณไม่มากพอในเชิงพาณิชย์ จะมีก็แต่ดีบุกและวุลแฟรมในแหล่งเขาตุงกุง ตอนเหนืออำเภอด่านช้างที่มีการดำเนินกิจการเหมืองแร่แต่ยังอยู่ในขีดจำกัด
สำหรับการคมนาคม ในอดีตประชากรของจังหวัดสุพรรณบุรีอาศัยการคมนาคมทางน้ำในการติดต่อกับต่างจังหวัดต่อมาการคมนาคมทางบกมีความจำเป็น มีการตัดถนนเชื่อมระหว่างจังหวัดขึ้น ปัจจุบันจังหวัดสุพรรณบุรีมีเส้นทางคมนาคมติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงทุกจังหวัด ได้แก่ เส้นทางรถยนต์ สุพรรณบุรี-อู่ทอง-นครปฐม-กรุงเทพฯ สุพรรณบุรี-อู่ทอง- กาญจนบุรี สุพรรณบุรี-อ่างทอง สุพรรณบุรี-พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี-ชัยนาท สุพรรณบุรี-อุทัยธานี สุพรรณบุรี-บางบัวทอง- กรุงเทพฯ ส่วนเส้นทางรถไฟ มีทางรถไฟ ๑ สาย สุพรรณบุรี-กรุงเทพฯ เดินรถวันละ ๒ เที่ยว ใช้รถดีเซลรางปรับอากาศ การคมนาคมติดต่อภายในจังหวัดระหว่างอำเภอมีเส้นทางถนนลาดยางเชื่อมอย่างทั่วถึง
สภาพทางสังคม
จากข้อมูลสถิติ สำนักงานกลางทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (กันยายน ๒๕๕๒) จังหวัดสุพรรณบุรี มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น ๘๕๘,๐๐๕ คน แยกเป็นชาย ๔๑๘,๙๑๙ คน หญิง ๔๓๙,๐๘๖ คน ความหนาแน่นของประชากร ๑๖๐.๑ คนต่อตารางกิโลเมตร ประชากรของจังหวัดสุพรรณบุรีประกอบด้วยคนไทยหลายเชื้อสาย ได้แก่คนไทย คนไทยเชื้อสายจีน คนไทยเชื้อสายลาว (ลาวเวียง พวน โซ่ง ครั่ง) คนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง คนไทยเชื้อสายละว้า คนไทยเชื้อสายเขมร คนไทยเชื้อสายมอญ และคนไทยเชื้อสายญวน ส่วนใหญ่พูดภาษาไทยกลาง และมีลักษณะโดดเด่นของสำเนียงพูด ที่เรียกว่า "พูดเหน่อ" ในหลาย ๆ ท้องที่ภาษาเฉพาะเชื้อสายมีพูดกันเฉพาะกลุ่ม
การศึกษาและศาสนา การจัดการศึกษาในจังหวัดสุพรรณบุรีมีทั้งในและนอกระบบ รับผิดชอบโดยหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ระดับการศึกษาที่จัดประกอบด้วยระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา มีจำนวนสถานศึกษาในระบบทั้งสิ้น ๕๒๔ แห่ง เป็นสถานการศึกษาของรัฐ ๔๘๓ แห่ง เอกชน ๒๔ แห่ง และท้องถิ่น (เทศบาล) ๘ แห่ง ส่วนด้านศาสนาประชาชนเกือบทั้งหมดนับถือพุทธศาสนา มีวัดจำนวน ๔๙๙ วัด โบสถ์ศาสนาคริสต์จำนวน ๙ แห่ง และมัสยิด ๑ แห่ง
การสาธารณสุข ในพ.ศ.๒๕๓๙ จังหวัดสุพรรณบุรีมีสถานบริการสาธารณสุขของรัฐบาลอยู่ในทุกอำเภอ โดยมีโรงพยาบาลทั่วไป ๒ แห่ง โรงพยาบาลชุมชน ๘ แห่ง และโรงพยาบาลสาขา ๒ แห่ง สถานีอนามัย ๑๔๖ แห่ง กระจายให้บริการตามตำบล นอกจากนี้ยังมีสถานบริการสาธารณสุขที่จัดตั้งและดำเนินการโดยเอกชน เป็นโรงพยาบาล ๘ แห่ง คลินิกแพทย์ ๔๓ แห่ง คลินิกทันตแพทย์ ๑๗ แห่ง สถานผดุงครรภ์ ๒๒ แห่ง คลินิกเทคนิคการแพทย์ ๑ แห่ง ร้านขายยาแผนปัจจุบัน ๔๒ แห่ง ร้านขายยามีเภสัชกรประจำร้าน ๕ แห่ง ร้านขายยาบรรจุเสร็จ ๑๐๒ แห่ง ร้านขายยาแผนโบราณ ๖๐ แห่ง อัตราส่วนระหว่างแพทย์ต่อประชากร ๑ : ๙,๐๕๔ อัตราส่วนเดียงพยาบาลต่อประชากร ๑ : ๖๘๗
จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นทั้งจังหวัดเก่าแก่และจังหวัดที่ประกอบด้วยคนไทยหลายเชื้อสาย จึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีหลากหลาย นอกจากประเพณีพื้นฐานที่เหมือน ๆ กับท้องถิ่นหรือจังหวัดอื่น ๆ เช่น ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ ประเพณีสงกรานต์ พิธีอุปสมบท พิธีแต่งงาน ประเพณีลอยกระทง พิธีการปลงศพ เป็นต้น ยังมีงานและประเพณีที่สำคัญ ได้แก่
ประเพณีทิ้งกระจาด เป็นประเพณีตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนานิกายมหายาน เป็นการจำเริญเมตตาธรรมแก่ดวงวิญญาณด้วยการนำเอาสิ่งของของผู้ตาย เช่น เสื้อผ้า สิ่งของต่าง ๆ มาแจกจ่ายเป็นทานแก่ผู้ยากไร้ พระสงฆ์มหายานจีนนิกายจะสวดอนุโมทนา งานประเพณีนี้จะเริ่มในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ตามปฏิทินจีน งานแบ่งเป็น ๒ ช่วง คือ เป็นงานทิ้งกระจาดฟ้า ๕ วัน และเป็นงานกระจาดดินอีก ๕ วัน
รัฐพิธีถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ที่อำเภอดอนเจดีย์ กำหนดวันที่ ๒๕ มกราคมของทุกปีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะ หรือโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ปฏิบัติแทน ทางจังหวัดจะจัดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์และงานกาชาดในช่วงระยะเวลานี้ ๑๐ วัน ๑๐ คืน มีการแสดงแสงเสียงยุทธหัดถีเทิดพระเกียรติ
งานนมัสการหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ เป็นงานประเพณีสืบต่อกันมาแต่โบราณกาล มีงานปีละ ๒ ครั้ง คือ ขึ้น ๕ ค่ำ ถึง ๙ ค่ำ เดือน ๕ ครั้งหนึ่ง ขึ้น ๕ ค่ำ ถึง ๙ ค่ำเดือน ๑๒ อีกครั้งหนึ่ง ประชาชนชาวสุพรรณบุรีและจังหวัดต่าง ๆ ที่มีศรัทธานับถือหลวงพ่อโตมาสักการะหลวงพ่อโตกันเป็นจำนวนมาก งานเดือน ๑๒ เป็นช่วงที่มีการเล่นเพลงเรือเป็นการชุมนุมพ่อเพลงแม่เพลงในยุคโบราณ
ประเพณีกำฟ้า เป็นประเพณีของผู้สืบเชื้อสายไทยพวนในเขตอำเภอบางปลาม้า แถบตำบลมะขามล้ม ตำบลวัดโบสถ์ ตำบลโพธิ์ศรี "กำฟ้า" แปลว่า ถือฟ้า เป็นการบูชาเพื่อให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล งานนี้จะมีในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของปี
ประเพณีบุญข้าวจี่ เป็นประเพณีของผู้สืบเชื้อสายไทยเวียง ในเขตอำเภออู่ทอง แถบตำบลบ้านโข้ง ตำบลดอนคา ตำบลพลับพลาชัย ลักษณะเช่นเดียวกับ "กำฟ้า" ต่างกันแต่วันทำบุญคือ บุญข้าวจี่ เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา
ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีของผู้สืบเชื้อสายไทยพวน อำเภอบางปลาม้า แถบตำบลวัดโบสถ์ ตำบลมะขามล้ม ตำบลโพธิ์ศรี ตำบลกกม่วง ผู้สืบเชื้อสายไทยเวียง อำเภออู่ทองแถบตำบลบ้านโข้ง ตำบลบ้านขาม ตำบลดอนคา ตำบลหนองโคก กำหนดงานตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ของทุกปี เป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากความเชื่อในเรื่องบั้งไฟเสี่ยงทาย เรื่องท้าวผาแดง นางไอ่
ประเพณีตักบาตรเทโว เป็นพิธีบุญในเทศกาลออกพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งถือกันว่าเป็นวันที่พระพุทธองค์เสด็จจากดาวดึงส์สู่มนุษยโลก และแสดง "โลกวิวรณ์ปาฏิหาริย์" คือ เปิดโลก การทำบุญตักบาตรในโอกาสนี้ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีที่วัดหัวเขาและวัดกำมะเขียรอำเภอเดิมบางนางบวช ที่วัดเขาพระ อำเภออู่ทอง และวัดวรจันทร์ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี
ประเพณีแข่งเรือยาว เดิมจะแข่งขันเรือยาวกันที่วัดซึ่งมีการทอดกฐิน ทอดผ้าป่าหรืองานประจำปีของวัด ส่วนมากในช่วงหน้าน้ำ เรือยาวที่ใช้แข่งขันส่วนใหญ่เป็นเรือของวัดทั้งสิ้นเช่น เรือมะนาวกลิ้งของวัดมะนาว เรือศรีสุพรรณของวัดอู่ทองเรือเหลืองประดับของวัดทุ่งอุทุมพร เรือมณีเมขลาของวัดมณีวรรณ เรือเพชรสุพรรณของวัดบ้านหมี่ เรือศรีวันนาและเรือศรีวันชัยของวัดลานคา และเรือเข็มทองของวัดกกม่วง ปัจจุบันอำเภอบางปลาม้าได้ฟื้นฟูประเพณีขึ้นมาใหม่
ประเพณีเสนเฮือน เป็นประเพณีไทยโซ่ง ทำกันในเดือน ๖ หรือเดือน ๑๒ เป็นพิธีคล้ายพิธีไหว้เจ้าของคนจีนในวันตรุษจีน คือทำบุญเช่นไหว้บรรพชน มีหมอเช่นผีเป็นเจ้าพิธี แต่ทำกัน ๓ ปีต่อครั้ง
ประเพณีปากดง เป็นพิธีทำบุญลานข้าวของไทยโซ่งซึ่งทำกันตอนที่ได้ข้าวใหม่ มีการตำข้าวเม่าและข้าวฮาง มีการเช่นไหว้บรรพชนคล้ายกับพิธีเสนเฮือน
ประเพณีการเล่นคอน เป็นประเพณีไทยโซ่ง การเล่นคอนจะเริ่มแต่วันตรุษไปจนถึงวันสงกรานต์ ในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ จะเล่นกี่ครั้งก็ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหนุ่มสาวในหมู่บ้านหรือหนุ่มสาวจะเล่นข้ามหมู่บ้านก็ได้แต่ต้องไม่ซ้ำบ้านเจ้าภาพ วิธีเล่น จะแขวนลูกคอนไว้ที่บ้านเจ้าภาพ เวลาเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันเล่น ตอนเย็นหนุ่มสาวก็จะมารวมกันที่บ้านเจ้าภาพตั้งแต่ ๗ คนขึ้นไป ชายหญิงจำนวนเท่ากัน เจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารอิ่มหนำแล้วก็จะก่อกองไฟขึ้น หนุ่มสาวจะแยกนั่งคนละข้างกองไฟ ฝ่ายหนุ่มจะเป๋าแคน ปรบมือทำจังหวะ ร้องเพลง เกี้ยวพาราสี ฝ่ายสาวจะร้องตอบ การร้องเพลงนี้เรียกว่า ร้องเขิน และร้องด้วยภาษาไทยโซ่ง เวลาพอสมควรก็จะมีการวานสาวคือให้หนุ่มสาวได้พูดคุยกันไปจนสว่าง ถ้าบ้านเจ้าภาพออกปากให้ช่วยทำงานสิ่งใดก็จะช่วยกันทำจนแล้วเสร็จถึงจะแยกย้ายกลับบ้าน เป็นเสร็จพิธีเล่นคอนบ้านนั้น
ประเพณีไหว้พระแข เป็นประเพณีคนไทยเชื้อสายเขมร ในตำบลบ้านโพธิ์และในตำบลตลิ่งชัน เป็นพิธีบวงสรวงและไหว้พระจันทร์ พิธีเสี่ยงทายฝนฟ้าประจำปี ใช้พราหมณ์ ๒ คนประกอบพิธีและมีพิธีสงฆ์ การเสี่ยงเทียนจะเริ่มเมื่อเวลาเที่ยงคืน พิธีนี้จัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๑๒ และในวันรุ่งขึ้นชาวบ้านจะเผาข้าวหลามมาทำบุญเลี้ยงพระ ปัจจุบันประเพณีนี้มีจัดที่วัดต่าง ๆ คือ วัดประชุมชน วัดสกุลปักษี วัดสามทองวัดสุวรรณนาคี เป็นต้น
ประเพณีทำบุญหลังบ้าน เป็นประเพณีของไทยพวนโดยใช้สถานที่ที่เป็นที่รวมของคนในชุมชน ได้แก่ ลานหลังบ้านเป็นที่ทำบุญ ส่วนวันกำหนดนั้นเป็นวันหลังจากสงกรานต์แล้ว ประเพณีนี้เกิดจากความเชื่อที่ว่า ในสมัยพุทธกาลเกิดผีห่าขึ้นที่เมืองไพศาลี มีคนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก ต้องเชิญเสด็จพระพุทธองค์มาโปรดบันดาลให้ฝนตกชำระชากอศุภไหลลงสู่ทะเล แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเทศนาให้รักษาความสะอาด และให้เจริญพระพุทธมนต์ขจัดภัยพิบัติต่าง ๆ
สภาพทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยภาพรวมแล้วยังขึ้นกับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบการเกษตร ดังนั้นผลิตภัณฑ์ประชาชาติของจังหวัดสุพรรณบุรีจึงเกิดจากภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจหลัก รองลงมาได้แก่ การค้าปลีกและค้าส่ง การอุตสาหกรรมและบริการ ตามลำดับ
๑. ภาคการเกษตร กสิกรรม ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่ทำรายได้ให้กับจังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ปลูกอ้อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมีแนวโน้มลดลง ไม่เพียงแต่เท่านั้นพื้นที่นาปีและพื้นที่นาปรังก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนพื้นที่ทำการเกษตรของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยประมาณจำแนกได้เป็นพื้นที่ทำนา ๑,๕๑๒,๒๖๙ ไร่ ปลูกพืชไร่ ๗๔๒.๒๐๗ ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น ๙๐,๑๘๒ ไร่ พืชผัก ๒๓,๘๒๗ ไร่ ไม้ดอก ไม้ประดับ ๒,๓๑๕ ไร่ ข้าวที่ผลิตได้ในจังหวัดสุพรรณบุรีส่วนใหญ่จะส่งเข้าแปรสภาพในโรงสีจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งมีมาตรฐานการสีเป็นข้าวคุณภาพระดับข้าวส่งออก มีตลาดกลางข้าวเปลือกที่อำเภอศรีประจันต์ สำหรับอ้อย จังหวัดสุพรรณบุรีมีโรงงานน้ำตาล ๓ โรง มีกำลังการผลิตรวมกันกว่า ๓๔,๗๐๐ ตันต่อวัน มันสำปะหลังจะแปรรูปเป็นมันเส้นแล้วส่งโรงงานอัดเม็ดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข้าวโพดและข้าวฟ่างส่งขายยังไซโลผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารสัตว์ภายนอกจังหวัด ผักและผลไม้ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อบริโภค ตลาดสำคัญคือกรุงเทพมหานครและประชาชนทั่วไป พืชผักสำคัญบางชนิดใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารกระป๋อง เช่น แห้ว ข้าวโพดฝักอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง หน่อไม้ ว่านหางจระเข้ และกระจับเป็นต้น
ปศุสัตว์ ภาคการผลิตปศุสัตว์เป็นภาคเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการขยายตัวของการเลี้ยงเป็ด ไก่ และสุกร จากจังหวัดนครปฐมและจังหวัดราชบุรีเข้ามายังจังหวัดสุพรรณบุรี การเลี้ยงกระบือลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีการเลี้ยงโคเพิ่มขึ้น
ประมง จังหวัดสุพรรณบุรีมีน้ำอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทาน บริเวณตอนกลางและตอนล่างของจังหวัดแถบอำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอบางปลาม้า และอำเภอสองพี่น้อง จึงนิยมสร้างบ่อเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดและกุ้งก้ามกราม การเลี้ยงปลาช่อน ปลาดุก และกุ้งก้ามกราม มีปลาประเภทอื่น เช่น ปลานิล ปลาตะเพียนเป็นผลพลอยได้ โดยปล่อยลงเลี้ยงในบ่อน้ำทิ้งและบ่อปรับคุณภาพน้ำ การเลี้ยงปลามีเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนและการลงทุนขั้นแรกไม่สูงนัก การลดการเลิกหรือการเปลี่ยนพันธุ์ปลาที่เลี้ยงก็ทำได้ง่าย เพราะต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่ค่าอาหาร ปัจจุบันมีการเลี้ยงกบและเลี้ยงจระเข้อาจเพิ่มความสำคัญขึ้นในอนาคตเพราะมีความต้องการน้ำน้อยกว่า
๒. ภาคอุตสาหกรรม การอุตสาหกรรมของจังหวัดสุพรรณบุรีส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตรเช่น การแปรสภาพข้าว คืออุตสาหกรรมโรงสีข้าว การผลิตน้ำตาลจากอ้อยเป็นอุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาล โรงงานผลิตหน่อไม้กระป๋อง หน่อไม้ฝรั่ง แห้วกระป๋อง กระจับกระป๋อง ว่านหางจระเข้กระป๋อง และลูกตาลกระป๋อง โรงงานผลิตรองเท้า โรงงานผลิตไฟแช็ค และโรงงานผลิตซ่อเครื่องมือการเกษตร
๓. ภาคหัตถกรรม สินค้าหัตถกรรมที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสุพรรณบุรี คือ ไม้กวาดใยมะพร้าว ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา ผลิตภัณฑ์จากทองเหลือง และการผลิตเครื่องเบญจรงค์ทอง
สถานที่สำคัญ
จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองเก่าแก่ มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีต มีโบราณสถานและโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าควรแก่การศึกษาและส่งเสริมเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม นอกจากนั้นด้านธรรมชาติจังหวัดสุพรรณบุรี มีแหล่งธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์และส่งเสริมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา ได้แก่
๑. วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ริมถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ปรากฏชื่อในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน มีพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์องค์ใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อโตนับถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สทธิ์ ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลังใหญ่สูงตระหง่าน หน้าบันพระวิหารมีพระราชลัญจกรรัชกาลที่ ๔ มีงานนมัสการพระปีละ ๒ ครั้ง คือ วันขึ้น ๕-๙ ค่ำ เดือน ๕ และวันขึ้น ๕-๙ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็นงานสำคัญของจังหวัดในวัดยังมีเรือนไทยไม้สัก สร้างตามคำพรรณนาลักษณะเรือนขุนช้าง ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน
๒. วัดแคและต้นมะขามใหญ่ ตั้งอยู่ริมถนนสายวัดพระธาตุ-โพธิ์พระยา ตำบลรั้วใหญ่ เป็นวัดเก่าแก่ปรากฏชื่อในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่วัดแคมีต้นมะขามใหญ่ วัดโคนต้นโดยรอบประมาณ ๑๐ เมตรอยู่ต้นหนึ่ง เรียกกันว่ามะขามยักษ์หรือมะขามขุนแผน สอดรับกับเนื้อเรื่องในวรรณคดีกล่าวคือขุนแผนมีอาคมเสกใบมะขามเป็นตัวต่อตัวแตนสู้ข้าศึก ประกอบกับวัดนี้เป็นสถานที่ที่ขุนแผนศึกษาเวทมนตร์อาคมคาถาจากอาจารย์คง บริเวณใกล้ต้นมะขามมีหมู่เรือนไทยสร้างไว้เป็นแบบอย่าง เรียกว่า คุ้มขุนแผน
๓. วัดสุรรณภูมิ ตั้งอยู่ถนนพระพันวษา หน้าศาลากลางจังหวัด ชาวบ้านเรียกวัดใหม่ เชื่อกันว่าเดิมชื่อ วัดกลาง ตามปรากฏชื่อในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน มีพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเปลื้อง ตามชื่อพระเทพวุฒาจารย์ (เปลื้อง) อดีตเจ้าคณะจังหวัด ผู้รวบรวมวัตถุโบราณ ของสำคัญคือ บาตรสังคโลกชิ้นเดียวของประเทศ
๔. วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตั้งอยู่ที่ถนนสมภารคง เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ มีพระปรางค์เป็นประธาน พระปรางค์องค์นี้เป็นกรุของพระพิมพ์พระผงสุพรรณ หนึ่งในชุดเบญจภาคี พระกำแพงศอกและอื่น ๆ พบลานทอง ๓ แผ่น จากยอดปรางค์ อายุและประวัติการก่อสร้างพระปรางค์องค์นี้ยังเป็นข้อขัดแย้งทางประวัติศาสตร์อยู่
๕. วัดพระรูป ตั้งอยู่ที่ถนนขุนช้าง วัดนี้เป็นกรุ "พระขุนแผน" ที่เลื่องชื่อ มีพระพุทธไสยาสน์ศิลปะอู่ทองปลาย งามเป็นยอด มีเจดีย์สมัยอู่ทองและรอยพระพุทธบาทจำลองสลักบนเนื้อไม้ ขนาดกว้าง ๗๔ เซนติเมตร ยาว ๒๒๑ เซนติเมตรหนา ๑๐ เซนติเมตร ตั้งตะแคง มีลวดลายสลักนูนทั้งสองด้านเป็นรอยพระพุทธบาทไม้จำลองเพียงชิ้นเดียวของโลก มีผู้กล่าวว่าไปสุพรรณบุรีถ้าไม่ได้เห็นพระพุทธบาทไม้ดังกล่าวเหมือนไปไม่ถึงสุพรรณบุรี
๖. วัดประตูสาร ตั้งอยู่ที่มถนนขุนช้างจดกับถนนป่าเลไลยก์ ไม่ทราบหลักฐานการสถาปนา แต่คงก่อนปี พ.ศ.๒๓๗๙ ปีที่สุนทรภู่ไปสุพรรณบุรี ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องอดีตพุทธเจ้าและพุทธประวัติ ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๓ จิตรกรรมที่คอสองหอสวดมนต์ เรื่องทศชาติ และจิตรกรรมบนแผ่นไม้สักเรื่องพุทธประวัติและทศชาติ ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๗
๗. วัดสนามชัย (ร้าง) ตั้งอยู่ที่ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ตามพงศาวดารเหนือกล่าวว่า "พระเจ้ากาแตให้มอญน้อยมาสร้างวัดสนามชัย พร้อมกับบูรณะพระป่าเลไลยก์" ประมาณว่าวัดนี้สร้างปี พ.ศ.๑๗๔๖ มีซากเจดีย์ใหญ่กำแพงแก้ว เจดีย์บริวารสี่ทิศมีอุโบสถ จากการตรวจค้นเจดีย์ใหญ่พบอัฐิธาตุที่เผาแล้วเป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่าเป็นกระดูกทหารที่เสียชีวิตในสงครามครั้งสำคัญ จึงเรียกขานกันว่า "สุสานทหารนิรนาม" ปัจจุบันอนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งศึกษาด้านประวัติศาสตร์
๘. วัดไผ่โรงวัว ตั้งอยู่ที่ตำบลบางตาเถร ริมคลองพระยาบรรลือ อำเภอสองพี่น้อง พระครูอุทัยภาคาธร (หลวงพ่อขอม) อดีตเจ้าอาวาสได้ดำเนินการก่อสร้างพระพุทธโคดมหล่อด้วยสำริดเป็นองค์พระขนาดใหญ่ สร้างปราสาทสามร้อยยอดวัดสามฤดู และนรกภูมิ เป็นต้น เป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนและบุคคลทั่วไปนิยมเที่ยวชมกัน
๙. สระศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสด็จ ตำบลสระแก้วอำเภอเมืองสุพรรณบุรี เป็นสระโบราณชื่อสระแก้ว สระคา สระยมนาและสระเกษ อยู่ติดกันเป็นหมู่ เป็นสระศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณ เดิมใช้น้ำในสระประกอบพิธีมูรธาภิเษกและพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา มีเลกคอยรักษาสระนี้ มาเลิกเสียภายหลัง
๑๐. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย ตั้งอยู่ที่ถนนพระพันวษา ในบริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด ภายในตั้งแสดงเครื่องมือ อุปกรณ์ และภาพเหตุการณ์ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงทำปุ๋ยหมัก หว่านเก็บเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์ ณ แปลงนาสาธิตบึงไผ่แขก เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๙ นอกจากนี้ยังตั้งแสดงวิวัฒนาการการทำนาของชาวนาแต่อดีต ทั้งกรรมวิธีและอุปกรณ์ที่ใช้
๑๑. ศาลเทพารักษ์หลักเมือง ตั้งอยู่ถนนไร่ฝ้ายชาวบ้านเรียกกันว่า "ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง" ตัวศาลเป็นอาคารทรงไทย ประดิษฐานเทวรูปพระอิศวรและพระนารายณ์ สลักนูนบนแท่งหินเขียวแท่งเดียวกัน ลักษณะเทวรูปสวมหมวกเต๊อก ปัจจุบันสร้างอาคารเก๋งจีนคร่อมอาคารทรงไทยไว้ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีงานพิธีแห่อัญเชิญเจ้าพ่อและงานทิ้งกระจาดประจำปี ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ (จีน)
๑๒. สวนนกท่าเสด็จ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสด็จ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เป็นแหล่งธรรมชาติที่มีนกมาทำรังนับจำนวนหมื่นตัว เช่น นกยาง นกกระสา นกแขวก นกปากห่าง นกกินหอย และนกกุลาขาว ตอนใกล้พลบนกเหล่านี้จะบินกลับรัง จนมืดฟ้ามัวดิน เป็นธรรมชาติที่น่าชมมาก กรมป่าไม้จัดตั้งศูนย์อนุรักษ์นกมีเจ้าหน้าที่ประจำและสร้างหอดูนกไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชึ่มชมธรรมชาติ
๑๓. พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ สันนิษฐานกันว่า เดิมสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงให้สร้างเพื่อเฉลิมชัยในสงครามยุทธหัตถี ที่ทรงมีชัยชนะพระมหาอุปราชา เมื่อ พ.ศ.๒๑๓๕ ต่อมาปรักหักพังเหลือเพียงซาก ครั้นปี พ.ศ.๒๔๙๔ ได้มีการสร้างเจดีย์ทรงลังกาสวมครอบองค์เดิม เป็นเจดีย์สูง ๖๖ เมตร ฐานกว้างด้านละ ๓๖ เมตร ด้านหน้าเป็นพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรทรงพระคชาธารศึก เมื่อสร้างแล้วเสร็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาบวงสรวงและประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันกระทำยุทธหัตถี และได้กำหนดเป็นวันกองทัพไทย และเป็นวันถวายราชสักการะเป็นประจำทุกปี ปัจจุบันมีงานเฉลิมฉลองและการแสดงแสงเสียงยุทธหัตถีเทิดพระเกียรติ
๑๔. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ตั้งอยู่ที่อำเภออู่ทอง เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงศิลปวัตถุยุคสมัยต่าง ๆ ที่ค้นพบ และวิวัฒนาการของมนุษยชาติที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยหินใหม่ถึงสมัยสำริด ศิลปวัตถุสมัยศรีวิชัย ทวารวดี เช่น ธรรมจักรศิลาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เศียรพระพุทธรูปทองคำสำริด สิงห์สำริด ลูกปัดสมัยฟูนันสมัยทวารวดี นอกจากนั้นยังมีเรือนพิพิธภัณฑ์ลาวโซ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ตั้งแสดงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันแบบตั้งเดิมของคนไทยกลุ่มนี้
๑๕. วนอุทยานพุม่วง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลจระเข้สามพัน อำเภออู่ทอง ที่ราบเชิงเขาเป็นที่ตั้งคอกช้างดินสมัยทวารวดี มีน้ำตกพุม่วงที่กล่าวถึงในเสภาขุนช้างขุนแผน มีถนนขึ้นเขาผ่านวัดเขาถ้ำเสือไปยังที่ทำการวนอุทยานธรรมชาติ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด อาทิ จันทน์กระพ้อ จันทน์ผาปรงเผือก และมีสวนหินอันงดงาม วนอุทยานพุม่วงนับเป็นป่าใกล้เมืองอีกแห่งหนึ่ง
๑๖. อุทยานมัจฉาวัดพระนอน ดั้งอยู่ที่ดำบลพิหารแดงเป็นวัดริมแม่น้ำท่าจีน ท่าน้ำหน้าวัดมีปลานานาชนิดชุกชุมอาทิ ปลาสวาย ปลาตะเพียนทอง ปลาตะเพียนเงิน ปลาตะโกก ปลาแรด จำนวนนับแสนตัว ประกาศเป็นเขตอภัยทานและเขตสงวนรักษาพันธุ์ ทางวัดจัดอาหารปลาไว้จำหน่าย บริเวณวัดร่มรื่นสวยงาม ปลูกทั้งไม้ประดับและไม้ผล เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจที่ขึ้นชื่อของจังหวัด ภายในวัดมีมณฑปจัตุรมุข เป็นที่ประดิษฐานพระนอนในลักษณะนอนหงายคล้ายพระนอนที่เมืองกุสินารา สถานที่ปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๑๗. วัดเขานางบวช ตั้งอยู่บนเขาเดี้ย ๆ ลูกสุดท้ายในบ้านนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช เป็นวัดที่อาจารย์ธรรมโชติผู้ทรงวิทยาคุณด้านเครื่องรางของขลังครั้งศึกบางระจันตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ มีวิหารเก่าหรือวิหารพระธรรมโชติภายในวิหารมีอุโมงค์ หลังวิหารเป็นเจดีย์หินแผ่น และมีแท่นหินที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคราวเสด็จประพาสต้น เมื่อยืนบนเขาจะมองทิวทัศน์ได้รอบด้าน
๑๘. เขื่อนกระเสียว ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๔ ตำบลด่านช้างอำเภอด่านช้าง เป็นเขื่อนเก็บกักน้ำ สร้างกั้นลำห้วยกระเสียวยาว ๔ กิโลเมตร เป็นเขื่อนดินยาวที่สุดในประเทศไทยเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทิวทัศน์งดงาม
๑๙. สวนเฉลิมภัทรราชินี ตั้งอยู่ที่ถนนขุนไกร บนเนื้อที่ประมาณ ๑๕ ไร่ เด่นตระหง่านด้วยหอคอยบรรหาร-แจ่มใส สูง ๑๒๓ เมตร เป็นอาคารทรงกลม ๔ ชั้น มีดาดฟ้า ขึ้นลงด้วยลิฟท์แก้ว จากชั้นล่างถึงชั้นบน มีร้านจำหน่ายของที่ระลึกภาพจิตรกรรม ตำนานพื้นบ้าน ภาพมหาวีรกรรมยุทธหัตถี ส่วนที่เป็นสวนงดงามด้วยพันธุ์ไม้ดอกและไม้ใบ มีสวนน้ำเป็นมุมของครอบครัว นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของสุพรรณบุรี
๒๐. กำแพงและดูเมืองสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ในเขตตำบลรั้วใหญ่ ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีแนวกำแพงวัดจากเหนือจรดใต้ได้ยาวประมาณ ๓,๕๐๐ เมตร ด้านสะกัดเหนือใต้ประมาณด้านละ ๑,๙๐๐ เมตรด้านตะวันออกประมาณ ๗๐๐ เมตร คูเมืองกว้างประมาณ ๑๒ เมตร ด้านตะวันออกใช้แม่น้ำเป็นคูเมืองบางส่วน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขุดแต่งแนวกำแพงด้านทิศใต้ ขุดลอกและตกแต่งคูเมืองสะอาดสะอ้านดี
๒๑. อุทยานแห่งชาติพุเตย ตั้งอยู่ที่อำเภอด่านช้าง มีเนื้อที่กว่า ๒ แสนไร่ มีที่ทำการอยู่ใกล้บ้านป่าขี ตำบลห้วยขมิ้น ห่างจากตัวอำเภอด่านช้าง ๓๔ กิโลเมตร และที่ทำการอีกแห่งหนึ่งใกล้บ้านไผ่สีทอง ตำบลองค์พระ ห่างจากที่ว่าการอำเภอ ๕๐ กิโลเมตร จุดน่าสนใจของอุทยานแห่งชาติพุเดย มีทั้งป่าเขา ถ้ำ และน้ำตก บนเขาพุเตยสูงจากระดับน้ำทะเล ๗๖๓ เมตร มีป่าสนสองใบในพื้นที่ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ ซึ่งโดยปกติมักขึ้นบนภูเขาที่มีอากาศหนาว เป็นป่าที่สวยงามและมีแห่งเดียวในเขตภาคกลาง ห่างที่ทำการวนอุทยานไปทางเหนือประมาณ ๒ กิโลเมตร มีถ้ำ ๔ ถ้ำ คือ ถ้ำนาคี ถ้ำหมีน้อย ถ้ำย้อยระย้า และถ้ำผาใหญ่ มีน้ำตก ๔ แห่ง คือน้ำตกตาด ในตำบลห้วยขมิ้น ห่างที่ทำการไปทางตะวันตก ๑๐ กิโลเมตร น้ำตกพุกระทิง อยู่ที่บ้านคลองเหล็กไหลตำบลองค์พระ น้ำตกตะเพินคื่น้อย ห่างหมู่บ้านตะเพินคื่ราว ๗๐๐ เมตร น้ำตกตะเพินคี่ใหญ่ ห่างจากตะเพิ่นคื่น้อยไปทางตะวันออก ๗ กิโลเมตร
นอกจากนี้จังหวัดสุพรรณบุรียังมีของดีและมีชื่อเสียงอีกมากมายเป็นที่รู้จักกันทัวไป ได้แก่
๑. เพลงอีแซว เป็นเพลงพื้นบ้านเมืองสุพรรณบุรีปัจจุบันยังมีพ่อเพลงแม่เพลงที่มีชื่อเสียง อาทิ แม่บัวผัน จันศรี แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ และพ่อไสว วงศ์บัวงาม เป็นต้น
๒. แดนศิลปิน ถิ่นนักร้อง เมืองสุพรรณบุรีเป็นดินแดนที่ให้กำเนิดศิลปินนักดนตรีและนักร้องที่มีชื่อเสียงจากอดีตถึงปัจจุบัน อาทิ อาจารย์มนตรี ตราโมท ครูแจ้ง คล้ายสีทอง แม่บัวผัน จันศรี แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ทั้ง ๔ ท่านนี้เป็นศิลปินแห่งชาติ สุรพล สมบัติเจริญ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ก้าน แก้วสุพรรณ ศรเพชร ศรสุพรรณ สายัณห์ สัญญา สังข์ทอง สีใส พุ่มพวง ดวงจันทร์ และแอ๊ด คาราบาว (ยืนยง โอภากุล) เป็นต้น
๓. ของที่ระลึก ได้แก่ ขนมสาลี่ เป็นขนมไทย ๆ สาลี่แม่บ๊วย เป็นสาลี่เจ้าแรกที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดสุพรรณบุรีผู้ผลิตจึงได้รับประกาศเกียรติคุณด้านศิลปวัฒนธรรม สาขาคหกรรม
แห้ว เป็นแห้วจีนที่ปลูกที่อำเภอศรีประจันต์ มีทั้งแห้วสดและแห้วกระป๋อง
น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ ผลิตจากโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรี กรมโรงงานอุตสาหกรรม ลักษณะเป็นน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ (Refined Sugar) บรรจุถุงละ ๑ กิโลกรัม
หน่อไม้กระป๋อง เห็ดโคนกระป๋อง เป็นอุตสาหกรรมในกลุ่มเกษตรกร ผลิตภัณฑ์จากอำเภอเดิมบางนางบวช
ปลาช่อนแดดเดียว เนื้อแดดเดียว เป็นของฝากสำหรับครัวเรือน รสชาติอร่อย มีจำหน่ายที่ตลาดทรัพย์สิน
ประวัติความเป็นมา
สุพรรณบุรีเป็นดินแดนที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองมาแต่โบราณ จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าบริเวณด้านตะวันตกของจังหวัดมีมนุษย์อาศัยติดต่อกันมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถึงสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น (ทวารวดี) มีการขุดพบโบราณวัตถุ อาทิ ขวานหินขัด เครื่องปั้นดินเผา แวเหล็กใน ลูกปัดดินเผาลูกปัดหอย และลูกปัดหิน เป็นต้น
ชุมชนยุคหินใหม่ในจังหวัดสุพรรณบุรี่สำคัญคือ เมืองร้าง อำเภออู่ทอง ชุมชนแห่งนี้มีการถ่ายทอดวัฒนธรรมติดต่อกับชุมชนอื่นในลักษณะการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เช่นวัฒนธรรมในการปลูกข้าว นอกจากนี้จากการพบตุ้มหูแบบ ลิง-ลิง-โอ กับชิ้นส่วนสำริดซอนดอง แสดงถึงการไปมาติดต่อกับชุมชนในอ่าวเปอร์เซียและแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนการติดต่อกับอินเดียเป็นการเพิ่มพูนปีกแผ่นทางวัฒนธรรม
สังคมชุมชนดังกล่าวได้พัฒนาเรื่อยมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น และต่อเนื่องมาจนถึงสมัยทวารวดี เมืองร้างที่อู่ทองเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่ง สภาพตัวเมืองเป็นเมืองใหญ่มีซากสถูปมากมาย โบราณวัตถุที่ค้นพบมีทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยทวารวดีปะปนกัน จากหลักฐานดังกล่าวทำให้นักปราชญ์ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ลงความเห็นว่าเมืองที่อู่ทองนั้นเป็นเมืองใหญ่ที่สำคัญมาแล้วก่อนนครปฐมและมาร้างไปในศตวรรษที่ ๑๖ ต่อมาเมื่อแม่น้ำลำคลองที่เป็นเส้นทางคมนาคมตื้นเขินเปลี่ยนแปลงไป เมืองสำคัญต่าง ๆ โยกย้ายไปเกิดใหม่ในตำแหน่งใกล้ลำน้ำที่ดีกว่า เมืองเดิมจึงร้างกลายเป็นเมืองเล็กไป เมืองใหม่ที่เกิดสมัยนี้คือ เมืองพันธุมบุรีบนฝั่งแม่น้ำท่าจีน มีการติดต่อกับต่างประเทศทั้งใกล้และไกลอย่างกว้างขวาง มีการรับวัฒนธรรมภายนอกเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมเดิมของทวารวดี สิ่งซึ่งแสดงลักษณะทางวัฒนธรรมดังกล่าวคือศิลปกรรมอันเนื่องในศาสนาเรียกกันว่า "ศิลปะอู่ทอง" ซึ่งถ่ายทอดอิทธิพลมาจากทวารวดี เมืองพันธุมบุรีเป็นเมืองมาก่อนปีพุทธศักราช ๑๗๔๖ ก่อนสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ สถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง ๑๔๗ ปี สำหรับชื่อ "เมืองสองพันบุรี" มีมูลมาแต่ตำนานพระเจ้าอู่ทองในพงศาวดารเหนือ ชื่อ "เมืองสุพรรณภูมิ" ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๑ โดยกล่าวถึงเมืองต่าง ๆ ในสมัยกรุงสุโขทัย ส่วนชื่อ "เมืองสุพรรณบุรี" ที่ได้รับขนานนามว่า "สุพรรณบุรี" และเป็นนามเมืองนี้สืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยาที่นักวิชาการยอมรับว่าเที่ยงตรง คือ พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ระบุชื่อ "สุพรรณบุรี" ให้เป็นที่รูจักคราวแรก โดยมีข้อความว่า
"..ครั้นถึงศักราช ๗๓๒ จอศก (พุทธศักราช ๑๙๑๓) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จมาแต่เมืองสุพรรณบุรีขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา..."
ข้อความในพงศาวดารดังที่ได้ยกมา แสดงให้เห็นว่า เมื่อรัชกาลพระรามาธิบดีที่ ๑ ครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยานั้นสุพรรณบุรีมีชื่ออยู่แล้วว่า"เมืองสุพรรณบุรี" ส่วนจะเปลี่ยนมาจากชื่อ "เมืองสุพรรณภูมิ" เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน
เมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองเดียวกันกับเมืองสุพรรณภูมิแต่ว่าเมืองนี้มีร่องรอยการเปลี่ยนแปลงตัวเมือง สร้างเมืองใหม่ทับเมืองเก่า ตัวเมืองใหม่มีร่องรอยคูน้ำและกำแพงเมืองเห็นชัดเจนอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน เป็นรูปเมืองสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีขนาด ๓,๖๐๐ x ๔๒๐ เมตร ทางด้านตะวันออกใช้แม่น้ำเป็นคูเมือง จากภาพถ่ายทางอากาศพบว่าบริเวณเมืองสุพรรณบุรีมีร่องรอยเมืองโบราณ เมืองสุพรรณบุรีเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๓,๖๐๐ x ๑,๙๐๐ เมตร ตั้งช้อนอยู่ เมืองที่ว่านี้มีขนาดใหญ่กว่าอาณาเขตตัวเมืองคลุมทั้งสองฝั่งแม่น้ำ หรือนัยหนึ่งเมืองนี้เป็นเมืองอกแตก คูเมืองทางด้านตะวันออกเริ่มแต่หมู่บ้านตาหมันขนานกับแม่น้ำไปหมดลงใกล้โรงเรียนสุพรรณภูมิ ส่วนทางด้านตะวันตกคูเมืองเดิมผ่ากลางเมืองสุพรรณบุรีพอดี คูเมืองนี้ยังเห็นรอยขาดเป็นตอน ๆ จากภาพถ่ายทางอากาศเป็นอย่างดี คูเมืองทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยังโอบบริเวณที่ตั้งวัดพระศรีรัตนมหาธาตุและวัดใกล้แม่น้ำไว้ในตัวเมือง ส่วนคูเมืองด้านเหนือและด้านใต้ทับกับคูเมืองปัจจุบันพอดี เมืองสุพรรณภูมิเป็นเมืองใหญ่เป็นเมืองคู่กับเมืองอโยธยา หรือเป็นเมืองพี่เมืองน้องกันมาช้านาน และสืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาดอนต้นต่อมากษัตริย์ในราชวงศ์สุพรรณภูมิมีอำนาจครองกรุงศรีอยุธยาแทนกษัตริย์ในราชวงศ์ของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ในรัชกาลสมเด็จพระนครินทราธิราช เมืองสุพรรณบุรีหรือเมืองสุพรรณภูมิค่อย ๆ ลดความสำคัญลง
เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมืองสุพรรณบุรีถูกลดความสำคัญลง โดยลดฐานะจากเมืองลูกหลวงมาเป็นหัวเมืองชั้นในและมีเพียงขุนนางมาปกครองเท่านั้น จึงได้มีการปรับปรุงตัวเมืองเดิมเสียใหม่ให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม พอเหมาะกับจำนวนประชากรและความสำคัญของเมือง โดยย้ายตัวเมืองมาอยู่เพียงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำและทิ้งตัวเมืองฝั่งตะวันออกไว้ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ภายหลังจากกรุงศรีอยุธยาแพ้สงครามแก่พม่าในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดฯให้รื้อกำแพงเมืองที่เป็นด่านชั้นในของกรุงศรีอยุธยาเสีย เพื่อป้องกันมิให้ข้าศึกยึดเป็นที่อาศัยและซ่องสุมกำลังพล ทำให้เมืองสุพรรณบุรีซึ่งอดีตเคยเป็นเมืองเอกและเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญทางด้านตะวันตกของกรุงศรีอยุธยาถูกรื้อถอนกำแพงเมืองด้วย ดังนั้นเมืองสุพรรณบุรีตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาคงถูกทิ้งร้างเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่สอง ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า เมื่อครั้งเสียกรุง ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหัวเมืองด้านตะวันตกของกรุงศรีอยุธยาได้พากันละทิ้งถิ่นฐานอพยพไปอยู่ที่อื่นที่มีความปลอดภัยกว่า
ในสมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมืองสุพรรณบุรียังไม่ได้รับการบูรณะหรือฟื้นตัวกลับมาเป็นเมืองสำคัญอีก จนกระทั่งถึงปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ เมืองสุพรรณบุรีจึงเริ่มเป็นเมือง มีผู้รั้งเมือง จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้มีการปรับปรุงการปกครอง จึงได้รับการยกขึ้นเป็นเมืองอีกครั้ง
เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้จัดการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล เมืองสุพรรณบุรีได้รวมอยู่กับมณฑลนครชัยศรี และเมื่อเปลี่ยนมาเป็นการปกครองส่วนภูมิภาค เมืองสุพรรณบุรีจึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดสุพรรณบุรี
บุญครอง คันธฐากูร เรียบเรียง