ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ศรีอยุธยา, กรุง

ภาค : กลาง

ศรีอยุธยา, กรุง

          กรุงศรีอยุธยา คือ อดีตราชธานีของไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีชื่อเต็มว่ากรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ ก่อตั้งขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อู่ทอง ทรงรวบรวมไพร่พลมาตั้งบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นณ บริเวณนี้ พร้อมกับสถาปนาเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ แห่งอาณาจักรศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.๑๘๙๓

          แม้จะยังไม่เป็นที่สรุปว่าเหตุใดพระเจ้าอู่ทองจึงทรงย้ายราชธานีเดิมมาอยู่ในที่แห่งใหม่นี้และราชธานีเดิมนั้นคือเมืองอะไร อยู่ที่ไหนก็ตาม แต่ก็น่าจะพอกล่าวได้ว่าพระเจ้าอู่ทองต้องมีไพร่พลจำนวนมาก และดินแดนใหม่นี้ก็มีความอุดมสมบูรณ์กว่ามากเพราะมีแม่น้ำสามสายคือ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำเจ้าพระยาไหลมาบรรจบกัน อีกทั้งมีชัยภูมิที่เหมาะสมทั้งทางด้านยุทธศาสตร์และการคมนาคม พระเจ้าอู่ทองหรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงตั้งราชธานีที่บริเวณริมหนองโสนหรือบึงพระราม เมื่อแรกสร้างนั้นทรงพระกรุณโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดพุทไธสวรรย์ที่ตำบลเวียงเหล็กและใช้เป็นที่ประทับอยู่จนราชธานีใหม่สร้างเสร็จ

          กรุงศรีอยุธยาถูกปกครองโดยพระมหากษัตริย์รวม ๕ราชวงศ์ คือ ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง และราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีพระมหา-กษัตริย์ปกครอง ๓๓ พระองค์ ดังนี้

ราชวงศ์อู่ทอง

          ๑. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) พ.ศ.๑๘๙๓-๑๙๑๒

          ๒. สมเด็จพระราเมศวร (ครั้งที่ ๑) พ.ศ.๑๙๑๒-๑๙๑๓

ราชวงศ์สุพรรณภูมิ

          ๓. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว) พ.ศ.๑๕๑๓-๑๙๓๑

          ๔. พระเจ้าทองลั่น พ.ศ.๑๙๓๑-๑๔๓๑

ราชวงศ์อู่ทอง

          สมเด็จพระราเมศวร (ครั้งที่ ๒) พ.ศ.๑๙๓๑-๑๙๓๘

          ๕. สมเด็จพระรามราชา พ.ศ.๑๙๓๘-๑๙๕๒

ราชวงศ์สุพรรณภูมิ

          ๖. สมเด็จพระอินทราธิราช (เจ้านครอินทร์) พ.ศ.๑๙๕๒-๑๙๖๗

          ๗. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) พ.ศ.๑๕๖๗-๑๙๙๑

          ๘. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ.๑๙๙๑-๒๐๓๑

          ๙. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ พ.ศ.๒๐๓๑-๒๐๓๔

          ๑๐. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พ.ศ.๒๐๓๔-๒๐๗๒

          ๑๑. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ พ.ศ.๒๐๗๒-๒๐๗๖

          ๑๒. พระรัษฎาธิราช พ.ศ.๒๐๗๖-๒๐๗๗)

          ๑๓. สมเด็จพระชัยราชาธิราช พ.ศ.๒๐๗๗-๒๐๘๙

          ๑๔. พระยอดฟ้าหรือพระแก้วฟ้า พ.ศ.๒๐๘๙-๒๐๙๑

          ๑๕. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พ.ศ.๒๐๙๑-๒๑๑๑

          ๑๖. สมเด็จพระมหินทราธิราช พ.ศ.๒๑๑๑-๒๑๑๒

ราชวงศ์สุโขทัย

          ๑๗. สมเด็จพระมหาธรรมราชา พ.ศ.๒๑๑๒-๒๑๓๓

          ๑๘. สมเด็จพระนเรศวร พ.ศ.๒๑๓๓-๒๑๔๘

          ๑๙. สมเด็จพระเอกาทศรถ พ.ศ.๒๑๔๘-๒๑๕๓

          ๒๐. พระศรีเสาวภาคย์ พ.ศ.๒๑๕๓-๒๑๕๓

          ๒๑. สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พ.ศ.๒๑๕๓-๒๑๗๑

          ๒๒. สมเด็จพระเชษฐาธิราช พ.ศ.๒๑๗๑-๒๑๗๒

          ๒๓. พระอาทิตยวงศ์ พ.ศ.๒๑๗๒-๒๑๗๒

ราชวงศ์ปราสาททอง

          ๒๔. สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ.๒๑๗๒-๒๑๙๙

          ๒๕. สมเด็จเจ้าฟ้าไชย พ.ศ.๒๑๙๙-๒๑๙๙

          ๒๖. สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา พ.ศ.๒๑๙๘-๒๑๙๙

          ๒๗. สมเด็จพระนารายณ์ พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑

ราชวงศ์บ้านพลูหลวง

          ๒๘. สมเด็จพระเพทราชา พ.ศ.๒๒๓๑-๒๒๔๖

          ๒๙. สมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ที่ ๘ พ.ศ.๒๒๕๖-๒๒๕๑ (พระเจ้าเสือ)

          ๓๐. สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พ.ศ.๒๒๕๑-๒๒๗๕

          ๓๑. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ.๒๒๗๕-๒๓๐๑

          ๓๒. สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร พ.ศ.๒๓๐๑-๒๓๐๑

          ๓๓. สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ พ.ศ.๒๓๐๑-๒๓๑๐

          ในการวางรากฐานการปกครองบ้านเมืองแต่เริ่มแรกนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงเป็นนักปกครองที่สามารถ ทรงสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นให้แก่อาณาจักรและเป็นพื้นฐานสำหรับพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ มา ที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านการปกครอง สังคม และเศรษฐกิจ

การปกครอง

          กรุงศรีอยุธยามีรูปแบบการปกครองในระบอบสมบูรณา-ญาสิทธิราช ตามคติเทวราชา คือพระมหากษัตริย์เปรียบเสมือนเทพ ซึ่งเป็นคตินิยมมาจากอินเดียโดยผ่านเขมร พระมหา-กษัตริย์จึงทรงเป็นทั้งเจ้าแผ่นดินและเจ้าชีวิต และจากการรับคตินิยมแบบอินเดียมาใช้ในการปกครอง พระมหากษัตริย์จึงต้องเป็นธรรมิกราช ปกครองประชาชนด้วยหลักทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ ราชจรรยานุวัตร ๔ ประการ และจักรวรรดิวัตร ๑๒ ประการ

          เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงปกครองเมืองนั้นทรงใช้วิธีการปกครองแบบสุโขทัยและแบบขอมมาปรับปรุงเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปกครองกรุงศรีอยุธยาคือ

          การปกครองในราชธานี ใช้หลักจตุสดมภ์ในการปกครองแบ่งเป็นขุนเมือง ขุนวัง ขุนคลัง ขุนนา

          การปกครองราชอาณาจักร แบ่งลักษณะเมืองเป็นชั้น ๆ คือ

          ๑. เมืองราชธานี คือ กรุงศรีอยุธยา

          ๒. เมืองป้อมปราการ คือ เมืองหน้าด่านสำหรับป้องกันพระนครทั้ง ๔ ทิศ ทิศเหนือ คือ เมืองลพบุรี ทิศใต้ คือ เมืองพระประแดง ทิศตะวันออก คือ เมืองนครนายก และทิศตะวันตก คือ เมืองสุพรรณบุรี

          ๓. หัวเมืองชั้นใน คือ หัวเมืองที่อยู่รายรอบพระนครทิศเหนือ คือ เมืองพรหมบุรี เมืองอินทรบุรี เมืองสิงห์ เมืองสวรรค์ ทิศใต้ คือ เมืองเพชรบุรี ทิศตะวันออก คือ เมืองปราจีนบุรีเมืองฉะเชิงเทรา เมืองชลบุรี ทิศตะวันตก คือ เมืองราชบุรี

          ๔. เมืองพระยามหานคร หรือหัวเมืองชั้นนอก ซึ่งต่างก็มีเมืองขึ้นในอาณาเขตของตนได้แก่ เมืองนครราชสีมาเมืองจันทบุรี ทางทิศตะวันออก เมืองตะนาวศรี เมืองทวาย  เมืองเชียงกราน ทางทิศตะวันตก เมืองไชยา เมืองนครศรี-ธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองถลางทางทิศใต้

          ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว) แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ มีการจัดการปกครองหัวเมืองเหนือใหม่โดยแบ่งอาณาจักรสุโขทัยเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือ อาณาบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงมีเมืองกำแพงเพชรเป็นเมืองเอก ส่วนที่ ๒ คืออาณาบริเวณลุ่มแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน มีเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองเอก ที่เมืองนี้ให้เชื้อสายแห่งกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงปกครองในฐานะเมืองประเทศราช ทั้งส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๒ ให้ขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา

          กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาที่ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นผู้ที่ปรับปรุงการปกครองให้รัดกุมมากขึ้นที่สำคัญคือ การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางคือราชธานี และแยกการทหารและการพลเรือนออกจากกันเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังทรงวางหลักการปกครองหัวเมืองให้เป็นแบบเดียวกับราชธานี การปกครองท้องที่ภายในเขตเมืองให้มีผู้ใหญ่บ้านซึ่งผู้ว่าราชการเมืองเลือกเป็นหัวหน้า "บ้าน" หลายบ้านรวมเป็น "ตำบล" มีกำนันเป็นหัวหน้า หลายตำบลรวมเป็น "แขวง" มีหมื่นเป็นผู้ปกครอง

          ในส่วนประเพณีของราชสำนัก สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงตั้งกฎมณเฑียรบาลใน พ.ศ.๒๐๐๑ มี ๓ แผนก คือ

          ๑. พระตำรา ว่าด้วยแบบแผน เช่น การพระราชพิธีต่างๆ

          ๒. พระธรรมนูญ ว่าด้วยตำแหน่งหน้าที่ราชการต่างๆ

          ๓. พระราชกำหนดว่าด้วยข้อบังคับสำหรับพระราชสำนัก

          การปกครองที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบียบไว้ได้ใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศตลอดมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕ จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบการปกครองบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง

สังคม

          การจัดลำดับชนชั้นทางสังคม

          ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีการแบ่งฐานะของพลเมืองเป็นชั้น ๆ เรียกว่า "ศักดินา" เพื่อกำหนดสิทธิของบุคคลในสังคมศักดินาถูกตราเป็นกฎหมายชัดเจนในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเรียกว่า "พระราชกำหนดศักดินา" ผู้มีศักดินาสูงสุดนอกเหนือจากพระมหากษัตริย์ คือสมเด็จพระอนุชาธิราชหรือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอที่ดำรงตำแหน่งมหาอุปราช มีศักดินาหนึ่งแสน ข้าราชการดำแหน่งสูงสุด คือสมุหกลาโหมและสมุหนายก มีศักดินาหนึ่งหมื่น ชนชั้นต่ำสุด คือ ทาส มีศักดินา ห้า เป็นต้น

          ประชาชนพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศคือ ไพร่ ซึ่งต้องอยู่ในสังคมของนายตามกรมกองต่างๆ การเข้าสังกัดเรียกว่าการขึ้นทะเบียนเป็นเลก (เลข) ไพร่ต้องเข้ารับราชการตามกรมกองที่ตัวสังกัดปีละ ๖ เดือน (ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นลดลงเหลือปีละ ๓ เดือน) นอกจากไพร่ยังมีทาส ซึ่งถือเป็นชนชั้นต่ำสุดของสังคม

ศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณี

           ประชาชนในกรุงศรีอยุธยานอกจากส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาแล้ว ยังมีผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นส่วนส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะในพระราชพิธีต่างๆ เช่น พระราชพิธีพิรุณศาสตร์ พระราชพิธีพืชมงคล พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นอกจากนี้ยังมีศาสนาอิสลามซึ่งเข้ามาพร้อมกับพวกพ่อค้าแขกและอาหรับ

           ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงส่งเสริมและบำรุงพุทธศาสนาหลายด้าน เช่น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตและกวีที่เชี่ยวชาญแต่งหนังสือมหาชาติคำหลวง ซึ่งเป็นเรื่องมหาเวสสันดรชาดกที่แปลเป็นภาษาไทย เพื่อใช้สวดให้อุบาสกอุบาสิกาฟังในเทศกาลเข้าพรรษานอกจากนี้ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์แรกที่เสด็จออกผนวชระหว่างครองราชสมบัติอยู่ เกิดเป็นธรรมเนียมนิยมการออกบวชเพื่อศึกษาหาความรู้ของคนไทยในเวลาต่อมา

          ในส่วนของขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวกรุงศรี-อยุธยาก็คงสอดคล้องกับศาสนาและความเชื่อ เช่น พิธีเข้าพรรษา พิธีออกพรรษา พิธีในวันสำคัญทางศาสนา ตลอดจนพิธีที่เกี่ยวกับชีวิต เช่น พิธีโกนจุก พิธีบวช พิธีแต่งงาน พิธีศพเป็นต้น

การศึกษา วรรณคดี และศิลปกรรม

          การศึกษาของชาวกรุงศรีือยุธยาคงเป็นเช่นเดียวกับสมัยสุโขทัยที่อาศัยวัดเป็นสถานศึกษาทั้งทางด้านการเรียนเขียน อ่าน และการอบรมบ่มนิสัยโดยพระภิกษุทำหน้าที่เป็นครูผู้ที่ได้รับการศึกษาส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูง ผลงานทางวรรณกรรมที่เด่น ๆ ในสมัยอยุธยาคือโคลงแช่งน้ำพระพิพัฒน์สัตยา หรือโองการแช่งน้ำ ซึ่งถือเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของสมัยนี้ แต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เป็นโองการที่พราหมณ์ใช้ประกาศแก่เทพยดาและภูตผีปีศาจในพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา นอกจากนี้มีมหาชาติคำหลวง ลิลิตพระลอ ลิลิตยวนพ่ายกำสรวลโคลงดั้น ซึ่งแต่งในสมัยอยุธยาตอนต้น เช่นเดียวกับสมุทรโฆษคำฉันท์ และอนิรุทธ์คำฉันท์ วรรณคดีที่แต่งในสมัยอยุธยาตอนกลางและตอนปลายมีหลายประเภท ทั้งวรรณคดีคำสอน วรรณคดีนิราศ วรรณคดีนิทานและวรรณคดีการแสดง

          ในส่วนของงานด้านศิลปกรรมในสมัยอยุธยาตอนต้นนิยมนำเอารูปแบบของศิลปะจากที่อื่น เช่น สุโขทัย มาดัดแปลงผสมผสานกับศิลปะแบบอู่ทองที่มีอยู่แล้วในบริเวณนี้ สิ่งที่นิยมสร้างมากในสมัยนี้คือพระพุทธรูป มาในรัชกาลสมเด็จพระบรม-ไตรโลกนาถเกิดงานประดิมากรรมที่มีลักษณะเป็นแบบอยุธยาอย่างแท้จริงซึ่งมีความงามอ่อนช้อยน้อยกว่าศิลปะสมัยสุโขทัยงานศิลปะในด้านอื่นๆ คือ สถาปัตยกรรม จิตรกรรม และประณีตศิลป์ ผลงานของงานศิลปะเหล่านั้นนอกจากพระราชวังบ้านเรือนทั่วไปแล้ว ส่วนใหญ่เป็นงานศิลปะที่เน้นในเรื่องของศาสนาเป็นสำคัญ เช่น วัด ภาพจิตรกรรมฝาผนังและเครื่องประดับที่ทำขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา

เศรษฐกิจ

          จากทำเลที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาที่อยู่ในที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำใหญ่ถึง ๓ สายไหลผ่าน ทำให้กรุงศรีอยุธยามีความอุดมสมบูรณ์เพาะปลูกได้ดี มีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมจนรัฐสามารถเรียกเก็บจากราษฎรเป็นส่วยแทนการเกณฑ์เป็นทหาร เพื่อนำไปเป็นสินค้าออกสู่ต่างประเทศเช่น ดีบุก พริกไทย ครั่ง ขี้ผึ้งไม้หอมเป็นต้น

          ในตัวเมืองกรุงศรีอยุธยานั้น จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่ามีแหล่งสินค้าจำพวกข้าวของเครื่องใช้ที่จัดเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนอยู่เป็นย่านๆ ไป เช่น บ้านศาลาปูน (ทำปูนขาย) บ้านบาตร บ้านกระเบื้อง บ้านป่าถ่าน เป็นต้น สำหรับการค้าภายในจะมีชาวจีนเป็นพ่อค้าคนกลางนำสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น ข้าว ผ้า เกลือ ไปขายยังหมู่บ้านหรือแหล่งชุมชนต่างๆ

          รายได้หลักของชาวกรุงศรีอยุธยามาจากแหล่งสำคัญดังนี้

          ๑. การค้าขายกับต่างประเทศ กรุงศรีอยุธยานับเป็นศูนย์กลางการค้าขายกับต่างประเทศ เพราะอยู่ใกล้ปากน้ำสามารถติดต่อค้าขายกับพ่อค้าต่างประเทศทางเรือได้สะดวก

          การค้าขายทางเรือในสมัยอยุธยานั้นกล่าวได้ว่ามีความเจริญรุ่งเรืองมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะการค้ากับจีนในรูปของระบบบรรณาการ ซึ่งทำให้กรุงศรีอยุธยาได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะเมื่อส่งเครื่องราชบรรณาการไปครั้งใดก็จะได้สั่งของตอบแทนตลอดจนสิทธิพิเศษทางการค้า ซึ่งเมื่อรวมค่าแล้ว มากกว่าบรรณาการของของที่ส่งไป

          สินค้าที่ไทยนำไปขายยังประเทศจีนในระยะนั้น ได้แก่ อำพันทอง ไม้หอมต่างๆ เนื้อไม้กฤษณา หลอฮก (เครื่องยา)กระวาน กานพลู พริกไทย ไม้ต่างๆ เช่น ไม้แก่นดำ ไม้ฝาง ทองคำ เงิน พลอยต่างๆ ตะกั่ว งาช้าง นอระมาด หรดาล หนังเสือลายต่างๆ ชะมด เครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา ผ้าบางชนิด ฝ้าย น้ำตาล ข้าว ช้าง นกยูง นกแก้ว

          ๒. ภาษีอากร มี ๔ ประเภท คือ

          ๑. จังกอบ คือ เงินที่เก็บชักสินค้าเป็นส่วนลด หรือเก็บเงินเป็นอัตราตามขนาดยานพาหนะซึ่งขนสินค้าเมื่อผ่านด่านขนอน

          ๒. อากร คือเงินที่เก็บจากผลประโยชน์ที่ราษฎรได้จากการประกอบอาชีพ เช่น ผลผลิตจากเรือกสวนไร่นา หรือโดยได้รับสิทธิจากราชการ เช่นการขุดแร่ การเก็บของป่า การต้มกลั่นสุราเป็นต้น

          ๓. ส่วย คือ ผลผลิตจากธรรมชาติ หรือผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่น ที่รัฐเรียกเก็บแทนการถูกเรียกเป็นทหาร

          ๔. ฤชา คือ เงินประเภทค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

          กรุงศรีอยุธยามีความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคตะวันตก ดังนี้

ความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชีย

          จีนเป็นประเทศที่มีการติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยามาเนิ่นนาน และเป็นสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันทั้งทางการทูตและการค้ายืนยาวมาจนกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าใน พ.ศ.๒๓๑๐นอกจากจีนแล้ว กรุงศรีอยุธยายังให้ความสำคัญในการติดต่อทางการทูตและการค้ากับญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่ามีการติดต่อกันในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ และในเอกสารของญี่ปุ่นกล่าวว่า ในพ.ศ.๒๑๐๖ มีเรือจากไทยหลายลำไปค้าขายที่ญี่ปุ่น ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถมีการแลกเปลี่ยนพระราชสาส์นแสดงไมตรีกับโชกุน อิเอยาสุ (Shogun Ieyasu)ซึ่งทางโชกุนได้แต่งทูตพร้อมเครื่องบรรณาการมาถวาย และอนุญาตให้เรือสำเภาไทยมาค้าขายที่ญี่ปุ่นโดยเสรี

           ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นทั้งทางไมตรีและการค้าเสื่อมลงไป เพราะมีการกวาดต้อนและขับไล่ญี่ปุ่นครั้งใหญ่ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๑๗๓-๒๑๗๕เนื่องจากพระเจ้าปราสาททองทรงกลัวอำนาจญี่ปุ่น อย่างไรก็ดียังคงมีการค้าขายระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอยู่บ้างจนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หลังจากนี้แล้วกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่นอีก เนื่องจากญี่ปุ่นดำเนินนโยบายปิดประเทศตั้งแต่ พ.ศ.๒๑๗๙-๒๓๙๗

          นอกจากจีนและญี่ปุ่นแล้ว ยังมีแคว้นล้านนา มลายู เขมร ลาว ญวน ที่มีความสัมพันธ์กับกรุงศรีอยุธยาทางด้านการสงครามกันเป็นส่วนใหญ่ สำหรับพม่านั้นนับเป็นรัฐที่กรุง-ศรีอยุธยามีความสัมพันธ์ในรูปของการสงครามตลอดระยะเวลาที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี รวม ๘ ครั้ง คือ

          ๑. สงครามเชียงกราน พ.ศ.๒๐๔๑ รัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช

           ๒. สงครามคราวเสียสมเด็จพระศรีสุริโยทัย พ.ศ. ๒๐๙๑ รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

          ๓. สงครามช้างเผือก พ.ศ.๒๑๐๖ รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

          ๔. สงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๑๑๒ รัชกาลสมเด็จพระมหินทราธิราช

          ๕. สงครามประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง พ.ศ.๒๑๒๗ รัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา

          ๖. สงครามยุทธหัตถี พ.ศ.๒๑๓๕ รัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

          ๗. สงครามดีกรุงหงสาวดี ๓ ครั้ง พ.ศ.๒๑๓๘ พ.ศ.๒๑๔๒ และ พ.ศ.๒๑๔๘ รัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

          ๘. สงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๓๑๐ รัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ

ความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก

          โปรตุเกส โปรตุเกสนับเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่ติดต่อกับไทยในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ การติดต่อเป็นไปในรูปของการค้าเป็นสำคัญ และมีการทำสัญญาระหว่างกันซึ่งนับเป็นสัญญาฉบับแรกที่ไทยทำกับประเทศยุโรป สาระสำคัญคือโปรตุเกสจะจัดหาปืนและกระสุนดินดำตลอดจนอำนวยความสะดวกทางการค้าที่มะละกาให้แก่ไทย ส่วนไทยสัญญาว่าจะให้ความสะดวกแก่โปรตุเกสทางด้านการค้า

           การตั้งบ้านเรือน และการประกอบพิธีการศาสนาได้อย่างเสร็จากการที่ไทยมีสัมพันธไมตรีกับโปรตุเกสนี้ ไทยได้รับประโยชน์หลายด้านทั้งเรื่องการฝึกหัดทหาร การสร้างป้อมปราการ การทำยา ทำขนม และการแต่งตำราพิชัยสงคราม ต่อมาเมื่อโปรตุเกสรวมกับสเปนเป็นประเทศเดียวกันเมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๔ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสจึงลดลงเป็นลำดับเพราะฮอลันดาเข้ามาขยายอำนาจในดินแดนที่เคยเป็นของโปรตุเกสในเอเชีย

           ฮอลันดา ฮอลันดาเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ติดต่อกับกรุง-ศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วยเหตุทางการค้าเป็นสำคัญ ในนามบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อสินค้าประเภทหนังสัตว์และพริกไทยของไทยกับผ้าฝ้ายจากฮอลันดา มาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมฮอลันดาปิดสถานีการค้าที่กรุงศรีอยุธยาเพราะกิจการค้าไม่เจริญเท่าที่ควร อย่างไรก็ดี ฮอลันดาได้มาเปิดสถานีการค้าที่กรุงศรีอยุธยาอีกครั้งในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฮอลันดาเรื่องผลประโยชน์ทางการค้า และใน พ.ศ.๒๒๐๗ ไทยต้องทำสนธิสัญญาที่เสียเปรียบอีกทั้งให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่ชาวฮอลันดาด้วย ในที่สุดความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศก็เสื่อมลงจนฮอลันดาต้องเลิกสถานีการค้าที่กรุงศรีอยุธยาไปเมื่อ พ.ศ.๒๒๒๙

           อังกฤษ ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอังกฤษเป็นไปด้วยเรื่องการค้าเช่นเดียวกับฮอลันดาในนามบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ไม่ค่อยราบรื่น เพราะการค้าของอังกฤษประสบภาวะขาดทุนและค้าขายสู้ฮอลันดาไม่ได้จึงยุติการค้าที่กรุงศรีอยุธยาไป

          ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อังกฤษได้เข้ามาติดต่อค้าขายอีกครั้งและได้นำคอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีกเข้ามาด้วย ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ การค้าขายของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษในระยะนี้ก็ไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากการผูกขาดของพระคลังสินค้า อีกทั้งมีความขัดแย้งกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์จนในที่สุดนำไปสู่การทำสงครามระหว่างไทยกับบริษัทการค้าของอังกฤษ ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอังกฤษจึงสิ้นสุดลงในรัชกาลนี้

          ฝรั่งเศส ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสมุ่งเน้นการเผยแพร่คริสต์ศาสนาเป็นสำคัญ โดยเริ่มในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตระหว่างกันหลายครั้ง ครั้งสำคัญคือ ครั้งที่พระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน)เป็นราชทูตเดินทางไปฝรั่งเศสพร้อมเชอวาลิเอร์ เดอ โชมองต์เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๙ ในปีต่อมาได้มีการทำสนธิสัญญาว่าด้วยเรื่องศาสนาและการค้า และการได้รับสิทธิสภาพนอกอาณาเขตคนในบังคับฝรั่งเศสด้วย

          ผลของการเป็นไมตรีติดต่อกันระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในครั้งนั้นทำให้ชาวกรุงศรีอยุธยาได้เรียนรู้วิทยาการสมัยใหม่ทั้งทางด้านการทหาร การก่อสร้าง การศึกษาวิชาการ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสสิ้นสุดลงในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา

          นอกจากประเทศทั้งสามดังกล่าวแล้ว ยังมีสเปนและเดนมาร์ก ที่เข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาทางด้านการค้าแต่ไม่ได้มีบทบาทมาก และระยะเวลาในการติดต่อค้าขายระหว่างกันก็ไม่เนิ่นนานเท่าไรนัก

          ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ กรุงศรีอยุธยาถูกพม่ารุกรานหลายครั้ง ประกอบกับความอ่อนแอและแตกแยกของชนชั้นปกครองที่เกิดต่อเนื่องมาแต่รัชกาลพระชัยราชาธิราช เป็นต้นมา ทำให้กรุงศรีอยุธยาขาดความเข้มแข็งจนต้องพ่ายแพ้แก่พม่าเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ นับเป็นการสิ้นสุดสมัยอยุธยาที่รวมระยะเวลาได้ ๔๑๗ ปี

                                                                               เอกสารอ้างอิง

พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตเลขา เล่ม ๑-๒. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๔.

รอง ศยามานนท์ และคณะ, ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๕.

สมจัย อนุมานราชธน. การทูตไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา, พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๐๙.

เอกสารของฮอลันดา สมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.๒๑๕๑, ๒๑๖๓ และ ๒๑๖๗ แปลโดยนันทา สุตกุล. พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๕๑๓.

Sarasin Viraphol. Tribute and Profit Sino-Siamese Trade 1652-1853. Council on East Asiam Studies. Harvard University, 1977.

วราภรณ์ จิวชัยศักดิ์ เรียบเรียง