ลอยกระทง : ประเพณี
ลอยกระทง เป็นประเพณีรื่นเริงสำคัญที่จัดขึ้นในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้ำหลากเอ่อล้นฝั่งแม่น้ำลำคลอง ดังคำโบราณเรียกว่า "เดือน ๑๑น้ำนอง เดือน ๑๒ น้ำทรง" ในวันเวลาดังกล่าว คนไทยภาคกลางจะจัดทำกระทงปักธูปเทียนจุดไฟกล่าวขอขมาแม่คงคาหรือแม่น้ำที่ได้หล่อเลี้ยงชีวิตและอำนวยประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอาบน้ำใช้ หรือน้ำที่หล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ธัญญาหารแล้วปล่อยให้กระทงลอยตามน้ำไป
ในสมัยก่อน เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน พระจันทร์อยู่ตรงศีรษะพอดี ชาวบ้านจะลงมาที่ท่าน้ำตักน้ำใส่ตุ่มให้เต็ม ถือกันว่าเป็นช่วงเวลาที่น้ำทรงดีที่สุดคือน้ำนิ่งและใสสะอาด
ประวัติความเป็นมา
ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีของคนในสังคมกลุ่มน้ำซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีปรากฏทั้งในอินเดียพม่า ลาว เขมร และไทยทุกภาค
การลอยกระทงในภาคกลางมีทั้งธรรมเนียมของราชสำนักและธรรมเนียมของชาวบ้าน การลอยกระทงของราชสำนักมีหลักฐานในสมัยรัตนโกสินทร์ว่าจัดขึ้นกลางเดือน ๑๑ และเดือน ๑๒ เรียกว่า "ลอยพระประทีป" ถ้าทำในเดือน ๑๑ จะลอยกระทงเล็ก (กระทงรูปเรือขนาดเล็ก) เดือน ๑๒ จึงจะลอยกระทงใหญ่ ในหนังสือพระราชพิธี ๑๒ เดือน กล่าวว่าตามแบบแผนเดิมนั้นที่ท่าราชวรดิตถ์จะมีเรือบัลลังก์ ๒ ลำจอดขนานกัน ลำในกั้นม่านเป็นที่พระบรรทม ที่สรง ที่ลงพระบังคน พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จอยู่ในเรือตั้งแต่หัวค่ำไปจนดึก ตลอดเวลานั้นห้ามเดินเรือในทุ่นตั้งแต่หัวค่ำจนถึงดีกต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดให้เลิกที่สรง ที่พระบรรทม คงแต่เครื่องพระสุธารสไว้ หนังสือพระราชพิธี ๑๒ เดือน ยังได้ให้รายละเอียดการลอยพระประทีปว่า "กระทงหลวงซึ่งสำหรับทรงลอยที่มีมาแต่เดิมนั้น คือ เรือรูปสัตว์ต่างๆ เรือศรี เรือชัยเรือโอ่ เรือคอน และเรือหยวกติดเทียน ๒ เล่ม ธูปดอก ๑ห้าร้อย แต่ในแผ่นดินพระจอมเกล้าโปรดให้ลดเรือหยวกลงเสีย...และเรือที่ลอยพระประทีปนั้นของหลวงชำรุดทรุดโทรมไปโปรดให้ขอแรงพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทำขึ้นทุกกรม..."การทำกระทงใหญ่เป็นรูปพิสดารเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการประกวดประขันกันสุดฝีมือ สิ้นเปลืองเงินทองมาก ต่อมาได้โปรดให้เลิกเสีย ให้ฝ่ายในทำแทน ขนาดกระทงจึงลดลงมาและประกวดกันแด่รูปภาพเครื่องสดและดอกไม้ที่ร้อยตกแต่ง จึงกล่าวได้ว่าการลอยกระทงซึ่งเปลี่ยนมาเป็นรูปดอกไม้โดยเฉพาะดอกบัวน่าจะเปลี่ยนในสมัยรัชกาลที่ ๓ สอดคล้องกับเรื่องตำรับนางนพมาศ วรรณคดีที่เชื่อกันว่าแต่งขึ้นในสมัยนี้แต่ใช้ฉากบรรยากาศสุโขทัย กล่าวถึงนางนพมาศพระสนมเอกของพระร่วงคิดทำกระทงเป็นรูปดอกบัวโกมุทถวายและอุทิศสักการะพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทา
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดให้เปลี่ยนเป็นเกณฑ์เรือพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าแทนและต่อมาได้โปรดให้มีเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชและเรือชัยแด่งแทนกระทงใหญ่ ๒ ลำบรรดาเครื่องสูงที่ประจำตามกระทงก็เปลี่ยนใช้ฉัตรเทียนตามกระทงเรือตั้งเชิงเทียนใหญ่ ในบุษบกเรือพระที่นั่งตั้งพระพุทธสิหิงค์น้อยและเครื่องนมัสการทองทิศ เรือชัยตั้งพานพุ่ม ทรงจุดเทียนเรือพระที่นั่ง ๒ ลำ แล้วจุดเทียนเรือกระทง เรือพระที่นั่งพายร้องเห่ล่องลงไปตามลำน้ำ แล้วจึงทวนน้ำกลับ
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนเรือชัยลำหลังเป็นเรือสุพรรณหงส์และใช้พระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษาวันรัชกาลที่ ๔ แทนพระพุทธสิหิงค์น้อย ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นพระไชยวัฒน์ประจำรัชกาลแทน
ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงเห็นว่าสิ้นเปลืองจึงโปรดให้เลิกการลอยกระทงของหลวงไป
ส่วนการลอยกระทงของชาวบ้านยังคงปฏิบัติสืบมาจนปัจจุบัน กระทงที่ชาวบ้านนำมาลอยมักเย็บเองด้วยใบตองเรียกว่า กระทงเจิม ในสมัยหลังนิยมใช้กระทงที่ทำด้วยกระดาษสีเป็นรูปดอกบัวบาน ปักธูปเทียนดอกไม้ บางคนก็ใส่เศษสตางค์ไว้ด้วย ปัจจุบันรูปแบบกระทงมีนานาชนิดแล้วแต่คิดประดิษฐ์สร้างสรรค์
เพลงรำวงที่กล่าวถึงเทศกาลนั้นจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลลอยกระทง มีเนื้อความว่า
"วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง
เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วมาร่วมรำวง
รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ"
สุกัญญา ภัทราชัย เรียบเรียง
นักเรียนกำลังฝึกหัดทำกระทง
กระทงประดิษฐ์ด้วยใบตอง
กระทงประดิษฐ์ด้วยใบตอง
กระทงประดิษฐ์ด้วยใบตอง
ภาพกระทงจากจิตรกรรมฝาผนัง วัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร