ลอนดอน, นิราศ
นิราศลอนดอน เป็นวรรณคดีเรื่องแรกที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ของชาวไทยให้รับรู้ถึงภูมิทัศน์ของโลกตะวันตก และเป็นวรรณคดีเรื่องแรกที่มีการซื้อขายลิขสิทธิ์ กล่าวคือหมอบรัดเลย์ได้ซื้อลิขสิทธิ์นิราศลอนดอนในราคา ๔๐๐ บาท เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๕ และพิมพ์จำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๘
นิราศลอนดอนแต่งโดยหม่อมราโชทัย หรือหม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร ซึ่งเป็นข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมราโชทัยได้พากเพียรเล่าเรียนภาษาอังกฤษจนมีความสามารถได้เป็นล่ามติดตามคณะทูตไปประเทศอังกฤษ หม่อมราโชทัยได้แต่งจดหมายเหตุเรื่องราชทูตไทยไปประเทศอังกฤษ เป็นสำนวนร้อยแก้วและแต่งนิราศลอนดอนขึ้นภายหลัง โดยใช้กลอนเพลงยาวจำนวน ๒,๔๑๔ คำกลอน ช่วงท้ายใช้โคลงสี่สุภาพ ๕ บทแสดงธรรมเนียมนิยมในการแต่งคือ บอกถึงชื่อผู้แต่ง จุดมุ่งหมายในการแต่ง การถ่อมตน และการกล่าวฝากผลงานของตนไว้คู่แผ่นดิน ดังนี้
"ตัวเราเกลากล่าวเกลี้ยง กลอนไข
คือหม่อมราโชทัย ที่ตั้ง
แสดงโดยแต่จริงใจ จำจุด มานา
ห่อนจักพลิกแพลงพลั้ง พลาดถ้อยความแถลง
บางยลบางเรื่องรู้ รหัสการ
จึงนิพนธ์พจนสาร สืบไว้
สำหรับแผ่นดินนาน เนาเนื่อง ไปเอย
คนเกิดภายหลังได้ อ่านแจ้งอนุสนธิ์"
"ใช่จิตคิดอาจอ้าง อวดดี
จักแข่งวากย์วาที เทียบสู้
ถือตนทัดเทียมกวี หวังเสนาะ โสตนา
สักแต่ว่าพอรู้ เริ่มเกล้ากล่าวสาร
ขอจงสารสวัสดิ์นี้ เนานาน
จนตราบถึงอวสาน สุดหล้า
สูญภพแผ่นดินดาล แดนโลก
จึงลิขิตคำข้า ขาดสิ้นโทรมสูญฯ"
(นิราศลอนดอน, หน้า ๑๖๙)
จุดมุ่งหมายในการแต่ง แม้ว่าหม่อมราโชทัยจะแต่งนิราศลอนดอนหลังกลับจากประเทศอังกฤษแล้ว แต่เรื่องราวที่ปรากฏนั้นแสดงให้เห็นถึงลักษณะภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านเมืองที่คณะทูตได้เดินทางผ่าน ถือเป็นการบันทึกเหตุการณ์ในการเดินทาง
เนื้อหาของนิราศลอนดอน เนื่องจากหม่อมราโชทัยแต่งนิราศลอนดอนเพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่คณะราชทูตไทยเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศอังกฤษ เนื้อหาของนิราศจึงกล่าวถึงเมืองต่างๆ ที่ผู้แต่งเดินทางผ่าน พร้อมบรรยายให้เห็นถึงรายละเอียดในสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองและวิถีชีวิตของชาวเมืองที่ตนได้พบเห็น โดยผู้แต่งแบ่งเนื้อหาออกเป็นบท ดังนี้
"บทที่ ๑ ว่าด้วยราชทูตออกจากกรุงเทพฯ จนถึงเมืองสิงคโปร์
บทที่ ๒ ว่าด้วยราชทูตออกจากเมืองสิงคโปร์ไปถึงเมืองไคโร
บทที่ ๓ ว่าด้วยราชทูตออกจากเมืองไคโรไปถึงเกาะมอลตา แลเมืองยิบรอลตา เมืองไวโค แลเมืองปอร์ดสมัท
บทที่ ๔ ว่าด้วยราชทูตไปจากเมืองปอร์ดสมัทถึงเมืองลอนดอน แลดูการเล่นต่างๆ
บทที่ ๕ ว่าด้วยราชทูตนำพระราชสาสน์ขึ้นไปเฝ้าควีน
บทที่ ๖ ว่าด้วยพระนางเจ้าเชิญราชทูตไปเลี้ยงโต๊ะ
บทที่ ๗ ว่าด้วยที่ว่าราชการ ชื่อปาลิเมนต์และเมืองเบอมิงฮัม เมืองแมนเชสเตอ เมืองลิเวลปูล และเมืองชิฟิลว์
บทที่ ๘ ว่าด้วยการเฝ้าควีนที่วังบักกิงฮัม ดูการรำเท้าการซ้อมทหาร แลการอาวาหะเจ้าลูกเธอหญิงใหญ่
บทที่ ๙ ว่าด้วยควีนให้เจ้าหญิงลูกเธอ ปรินเซสกับปรินซ เฟรดดริก วิลเลียมลาไปเมืองปรูเซีย และราชทูตไปดูคุก ดูคลัง และดูแม่น้ำเทมส์
บทที่ ๑๐ว่าด้วยควีนตั้งขุนนาง และราชทูตเข้าเฝ้าทูลลา ราชทูตไปดูที่ขังคนบ้า และบริติชมิวเซียม
บทที่ ๑๑ ว่าด้วยราชทูตออกจากเมืองลอนดอน ไปถึงท่าโดเวอ และว่าด้วยประเทศเกรทบริเตน
บทที่ ๑๒ ว่าด้วยผู้รับใช้ปรนนิบัติราชทูตที่โฮเต็ลและราชทูตออกจากลอนดอนจะกลับมาเมืองไทย มาแวะที่เมืองฝรั่งเศส
บทที่ ๑๓ ว่าด้วยราชทูตอยู่เมืองสุเอช แล้วกลับมาถึงเมืองคาลี และเมืองสิงคโปร์ จนถึงกรุงเทพฯ"
(นิราศลอนดอน, หน้าสารบัญ)
หม่อมราโชทัยขึ้นต้นบทนิราศ โดยกล่าวถึงเหตุแห่งการจากนางไปเมืองลอนดอนว่า เพื่อสนองพระราชโองการของพระเจ้าอยู่หัว อีกทั้งยังบอกวันและเวลาที่เดินทาง และคร่ำครวญอาลัยรักนาง ดังนี้
"นิราศเรื่องเมืองลอนดอนอาวรณ์ถวิล
จำจากมิตรขนิษฐายุพาพิน
เพียงจะสิ้นชีวาด้วยอาลัย
ถ้าแม้นผิดมิใช่กิจนรินทร์ราช
ไม่คลาคลาดคลายชิดพิสมัย
โดยภักดีมีประสงค์จำนงค์ใน
อาสาไทจอมจักรหลักนคร
มะเส็งศุกร์เดือนเก้าขึ้นสามค่ำ
แสนระกำด้วยจะไปไกลสมร
เข้าชิดโฉมโลมลาพงางอน
กล่าวสุนทรปลอบน้องอย่าหมองนวล
ค่อยอยู่เถิดนงเยาว์ลำเพาพักตร์
จะร้างรักแรมชมภิรมย์สงวน
ใช่แกล้งหน่ายแหนงขวัญให้รัญจวน
อย่าคร่ำครวญโศกสร้อยน้อยฤทัย"
(นิราศลอนดอน, หน้า ๑)
นิราศลอนดอน เป็นวรรณคดีนิราศที่มิได้มุ่งเน้นบทคร่ำครวญรำพันพิลาปรักเช่นนิราศโดยทั่วไป จะมีบ้างก็เพื่อไว้ฝีปากในเชิงกวีของผู้แต่ง โดยภาพรวมแล้ว นิราศลอนดอนมุ่งเสนอสิ่งที่ผู้แต่งพบเห็นอย่างละเอียดลออ ผู้อ่านสามารถเห็นภาพสิ่งที่ผู้แต่งพรรณนาได้อย่างชัดเจน เช่น การบรรยายภาพสวนหรือไฮด์ปาร์คในเมืองลอนดอน แสดงให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมในการพักผ่อนของชาวอังกฤษ ดังนี้
"อันไฮด์ปาร์คป่านี้ที่ก็กว้าง
แลสล้างคนผู้ดูสลอน
เวลาเย็นสุริยาทิพากร
ราษฎรคลาไคลไปประชุม
ทั้งผู้ดีเข็ญใจมิได้ว่
ต่างปรีดาถ้วนทั่วมามั่วสุม
บ้างยืนเดินนั่งพูดหยุดประชุม
ที่ไต้พุ่มพฤกษาน่าสบาย
บ้างก็ขี่รถาอาชาชาติ
บ้างลีลาศเดินเท้าเป็นเหล่าหลาย
บ้างแค่นเคาะเยาะเย้ากล่าวภิปราย
สตรีอายบุรุษแอบเข้าแนบนวล
หนุ่มคะนองผ่องประไพวิไลลักษณ์
ก็ชวนชักสาวๆ คราวสงวน
ขึ้นขี่ม้าคนละตัวทำยั่วยวน
เฝ้ารบกวนเดินเรียงเคียงกันไป
เขาแต่งตนงามๆ ตามภาษา
ใส่เสื้อผ้าเอี่ยมลออทอด้วยไหม
แต่ผู้หญิงอังกฤษผิดกับไทย
ขี่ม้าไม่คร่อมหลังเหมือนอย่างควาย
(นิราศลอนดอน, หน้า ๑๓๕)
การบันทึกพระราชเสาวณีย์ที่พระนางเจ้าวิคตอเรียตรัสประทานแก่คณะทูต ถือเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ทางด้านการทูตครั้งสำคัญของเมืองไทย
"ฝ่ายพระมิ่งมณฑลวิมลมาลย์
จึงทรงอ่านข้อตอบขอบพระทัย
ในเรื่องราวกล่าวคำที่ร่ำว่า
เราปรีดาโดยจิตพิสมัย
ได้รับทูตสององค์พระทรงชัย
ก็หมายใจคิดหวังคงยั่งยืน
ด้วยเราเห็นทูตาที่มานั้น
เหมือนสำคัญว่ามิคลายกลายเป็นอื่น
เป็นมิตรมุ่งบำรุงราษฎร์ไม่ขาดคืน
จะครึกครื้นวัฒนายิ่งกว่าเดิม
จึงแปลงเปลี่ยนอักขราสัญญาใหม่
เห็นข้อไหนเกิดคุณให้พูนเพิ่ม
ก็ซ้ำแซกใส่แซมต่อแต้มเติม
จะส่งเสริมความสวาดิราชไมตรี
ทั้งปรากฏยศฐากว่าแต่ก่อน
สองนครปรีดิ์เปรมเกษมศรี
พวกพานิชลูกค้าประชาชี
ได้เป็นที่ค้าขายสบายบาน
อนึ่ง เรายินดีพ้นที่อ้าง
ด้วยขุนนางตัวนายฝ่ายทหาร
ไปรับทูตข้ามวนชลธาร
ทางกันดารตั้งใจระไวระวัง
ได้ความสุขถ้วนหน้าสถาผล
ตลอดจนกรุงอังกฤษดังจิตหวัง
โดยระบอบชอบธรรมตามกำลัง
เสร็จรับสั่งสิ้นสุดก็หยุดไว้"
(นิราศลอนดอน, หน้า ๖๘)
เมื่อหม่อมราโชทัยพบสิ่งใดที่แปลกใหม่ ก็จะกล่าวถึงโดยพยายามอธิบายให้ผู้อ่านเห็นภาพของสิ่งที่ดนต้องการนำเสนอ เช่น เมื่อพบว่าที่ประเทศอังกฤษใช้ "แก๊ส" เป็นเชื้อเพลิงในการติดไฟ เรียกว่าไฟแก๊ส ก็สร้างภาพโดยนำมาเปรียบเทียบกับการใช้ตะเกียงในเมืองไทย ดังนี้
"ไฟที่ตามนามอังกฤษร้องเรียกแก๊ส
ดูแจ่มแจดแจ้งกระจ่างสว่างศรี
ประหลาดจิตคิดทำล้ำอัคคี
ไม่ต้องมีด้ายใส่ไส้น้ำมัน
เป็นแต่หลอดขึ้นไปไฟก็ดิด
แปลกชนิตธรรมดาวิชาขยัน
เมื่อจะให้ไฟดับจับสำคัญ
ที่ควงขันปิดขวับพออับลม
เปลวอัคคีสีแสงที่แดงช่วง
ก็ดับดวงดังจำนงประสงค์สม
อันไฟแก๊สเมืองอังกฤษติดอุดม
ทุกนิคมใช้การในบ้านเรือน"
(นิราศลอนดอน, หน้า ๑๒๘)
นิราศลอนดอน เป็นนิราศเรื่องแรกที่มีการใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษปนเข้ามาอย่างไม่เสียอรรถรส เช่น ใช้คำว่า "พาลีเมนท์" (paliament) ซึ่งแปลว่ารัฐสภา ทับศัพท์ลงไปในบทกลอน ดังนี้
"ครั้นรุ่งเช้ามิสเฟาจึงจัดรถ
เชิญทั้งหมดหกนายให้ผายผัน
ไปเฝ้าองค์นางพญาวิลาวัณย์
ในเขตคัลที่ทำนองท้องพระโรง
เขาเรียกว่าพาลีเมนท์ก่อเป็นดึก
ดูพิลึกมีบัลลังก์ที่นั่งโถง"
(นิราศลอนดอน, หน้า ๘๒)
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของนิราศลอนดอนคือตอนท้ายเรื่องมีการลงโฆษณาขายหนังสือที่ได้จัดพิมพ์จำหน่ายโดยชี้ชวนให้เห็นถึงข้อเสียและความยากลำบากในการคัดลอกต้นฉบับ ควรหันมาซื้อหนังสือที่พิมพ์จำหน่ายจะสะดวกกว่าถือเป็นจุดปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมในการเสพงานวรรณกรรมของชาวไทย ดังนี้
"ฉันขอบจิตคิดตรองหาช่องชอบ
เป็นคนรอบรู้รักในอักษร
สู้เสียทรัพย์ซื้อหาไม่อาวรณ์
ได้มานอนนั่งอ่านสำราญใจ
บัดสีแทนที่ท่านแสนตระหนี่เหนียว
ทำบิดเบี้ยวบากเบือนเชือนไถล
เงินก็มีแต่ไม่ซื้อถืออย่างไร
การนี้ไม่เหลือแรงแพงหนักนัก
ควรจะหามาไว้ดูให้รู้เร่ง
ที่บ้านเมืองใกล้ไกลได้ประจักษ์
เล่นขอยืมกันอ่านสงสารพักตร์
จะเสื่อมศักดิ์เสียนามความขจร
ถึงคัดลอกเล่าก็ยากลำบากช้า
ทั้งเสียค่าสมุดดีที่บางซ่อน
สิ้นดินสอหรดาลป่วยการนอน
เอาเงินป้อนส่งให้ได้สบาย
แต่ก่อนนั้นสาราติดหายาก
ไม่กระดากยืมกันได้ดังใจหมาย
เดี๋ยวนี้กรุงฟุ้งเพื่องประเทืองพราย
ตีพิมพ์ขายเกลื่อนกลาดดาษดา
..................................
..................................
แม้นผู้ใดจะใคร่ซื้อหนังสือบ้าง
เชิญไปห้างปากช่องคลองบางหลวง
กฎหมายสำหรับความตามกระทรวง
ฉบับหลวงตีตามเนื้อความไทย
เชิญไปดูจะได้รู้หลายชนิด
หรือจะจ้างช่างปิดใบปกใหม่
ไม่แพงมากเกินราคาระอาใจ
เชิญท่านไปชมบ้างที่ห้างเอย"
(นิราศลอนดอน, หน้า ๑๗๐-๑๗๑)
นิราศลอนดอน นับว่าเป็นวรรณคดีที่มีคุณค่าเล่มหนึ่งสำนวนกลอนไพเราะรื่นหู มีสัมผัสในแพรวพราว ตามอย่างคำกลอนของสุนทรภู่ อีกทั้งเป็นวรรณคดีที่ช่วยบันทึกเหตุการณ์สำคัญทางด้านการทูตระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษไว้อย่างสวยงาม เป็นวรรณคดีที่ช่วยให้ผู้อ่านทราบถึงความเป็นไปของมนุษย์อีกซีกโลกหนึ่ง ตลอดจนวิทยาการสมัยใหม่ของชนชาติตะวันตก ถือเป็นวรรณคดีเล่มแรกที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ของชาวไทยให้กว้างขวางขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่ความเป็นไปในบ้านเมืองของตนเพียงอย่างเดียว
เอกสารอ้างอิง
กุหลาบ มัลลิกะมาส และ วิพุธ โสภวงศ์. ประวัติวรรณคดี ๒. กรุงเทพฯ :คุรุสภา, ๒๕๓๗.
พัฒนาการวรรณคดีไทย. เอกสารการสอนสาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๕.
ราโชทัย, หม่อม, นิราศลอนดอน. กรุงเทพฯ : คุรุสภา, ๒๕๐๔.
สุวัฒนา วรรณรังษี เรียบเรียง
หม่อมราโชทัย