ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ราชาธิวาสราชวรวิหาร, วัด

ภาค : กลาง

ราชาธิวาสราชวรวิหาร, วัด

         วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนสามเสนเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร หน้าวัดหันไปทางแม่น้ำเจ้าพระยาดังนั้นวัดราชาธิวาสฯ จึงเป็นวัดที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก

         วัดราชาธิวาสฯ เดิมชื่อวัดสมอราย สันนิษฐานว่าสร้างมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า ที่ชื่อสมอราย เพราะ "สมอ" มาจากคำว่า "ถมอ" แปลว่าหิน ถมอรายแปลว่าหินเรียงราย อาจเป็นไปได้ว่าแต่ก่อนหน้านั้น บริเวณนี้มีหินอยู่มากมาย

         แต่เดิมวัดราชาธิวาสฯ เป็นวัดทางวิปัสสนาธุระ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎฯทรงผนวชและทรงจำพรรษาที่วัดนี้ ต่อมาพระองค์ทรงก่อตั้งคณะธรรมยุติกนิกายขึ้น วัดสมอรายหรือวัดราชาธิวาสฯ จึงเป็นวัดเริ่มแรกของสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต แต่ก็ยังคงมีพระสงฆ์ทั้งมหานิกายและธรรมยุติกนิกายอยู่ด้วยเช่นกัน วัดสมอรายได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดราชาธิวาส" เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔

         ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดราชาธิวาสฯ ใหม่ และทรงให้ประกาศเป็นวัดธรรมยุติกนิกายนับแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาจนปัจจุบัน วัดราชาธิวาสฯได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อยู่ตลอดมา

         สิ่งสำคัญภายในวัด ได้แก่

         พระอุโบสถ พระอุโบสถหลังเดิมสร้างในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงบูรณะซ่อมแซมใหม่โดยคงแบบเดิมไว้ ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระประธานคือ พระสัมพุทธพรรณี พระพุทธรูปองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้นให้เหมือนองค์เดิมที่ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามเพื่อรำลึกถึงพระบรมชนกนาถ เมื่อครั้งเคยทรงผนวชที่วัดนี้พระสัมพุทธพรรณีองค์จำลองนี้ประดิษฐานภายใต้เศวตฉัตร ๙ ชั้น ด้านหลังพระประธานมีซุ้มคูหาเป็นตราประจำรัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๕ และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระราชสรีรังคารสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๕ ไว้ใต้ฐานชุกชี

         สำหรับพระสัมพุทธวัฒโนภาส ซึ่งเป็นพระประธานองค์เดิม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานในพระอุโบสถทางห้องด้านหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระบรมราชสรีรังคารสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวสาอัยยิกาเจ้าและบรรจุเส้นพระเกศาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ไว้ด้วย

         ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้ง ๓ ด้านเป็นภาพพระเวสสันดรชาดกทั้ง ๑๓ กัณฑ์ เขียนโดยช่างชาวอิตาลีชื่อริโคลี ด้านหลังพระประธานเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับเหนือเมฆ กำลังตอบปัญหาพระสารีบุตร และพระประยูรญาติเข้าเฝ้า

         พระเจดีย์ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บูรณะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จกรมพระนเรศวรฤทธิ์ทรงเป็นผู้ออกแบบเป็นรูปทรงเจดีย์แบบศรีวิชัยครอบเจดีย์องค์เดิม การบูรณะซ่อมแซมพระเจดีย์นี้มาเสร็จในรัชกาลต่อมา องค์เจดีย์มีซุ้มคูหา๔ ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาแบบมหายาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำมาจากประเทศอินโดนีเซีย

         พระวิหาร หรือศาลาสมเด็จพระอัยยิกา สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นที่บรรจุพระสรีรังคารสมเด็จพระปิยมาวดีศรีพัชรินทรมาตา พระราชอัยยิกา(ยาย) ในรัชกาลที่ ๖ และ ๗ ภายใต้พุทธบัลลังก์พระพุทธรูปปางสมาธิ

         พระตำหนักพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระอุโบสถ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ทรงสร้างถวายเจ้าฟ้ามงกุฎฯ เป็นกุฏิที่ประทับเมื่อคราวทรงผนวชและทรงจำพรรษาที่วัดนี้

         ศาลาโบสถ์แพ จำลองจากศาลาโบสถ์แพเดิมซึ่งเจ้าฟ้ามงกุฎฯ เมื่อทรงผนวช ทรงให้สร้างในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวัด มีสะพานชักรอกเดินข้ามขึ้นฝั่งได้ เป็นที่ทำสังฆกรรมเช่นเดียวกับพระอุโบสถทั่วไป และยังเคยใช้เป็นที่อุปสมบทของเจ้านายหลายพระองค์ ต่อมาศาลาโบสถ์แพนี้ทรุดโทรมลงเกินกว่าการซ่อมแซม พระธรรมวโรดม อุตตมะ เจ้าอาวาสขณะนั้นจึงให้รื้อออกเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ และสร้างจำลองของเดิมขึ้นมาใหม่ ดังที่เห็นในปัจจุบัน

         ศาลาการเปรียญ มีขนาดใหญ่และสวยงาม สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มาเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หน้าบันด้านหน้าเป็นตราจุลมงกุฎหรือตราพระเกี้ยว เครื่องหมายประจำรัชกาลที่ ๕ ส่วนหน้าบันด้านหลังเป็นตราวชิราวุธ ซึ่งเป็นเครื่องหมายประจำรัชกาลที่ ๖ ภายในศาลาการเปรียญมีพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานมาให้ประดิษฐาน ณ ที่นี้

         พระตำหนักพระพันปีหลวง เดิมเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีพัชรินทราพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระพันปีหลวงพระราชทานให้ย้ายมาจากตำหนักพระราชวังพญาไททั้งหลังมาปลูกไว้ที่วัดี้


เอกสารอ้างอิง

วัดหลวงสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๙.


วราภรณ์ จิวชัยศักดิ์ เรียบเรียง


ศาลาโบสถ์แพ

 



พระสัมพุทธพรรณีจำลอง พระประธานในพระอุโบสถวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร

 



พระสัมพุทธพรรณีจำลอง ประดิษฐานภายใต้เศวฉัตร ๙ ชั้น ด้านหลังเป็นซุ้มคูหา เป็นตราประจำรัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลท่ ๕

 



พระอุโบสถวัดราชธิวาสราชวรวิหาร

 



กัณฑ์ทานกัณฑ์ ตอนพราหมณ์ทั้งหกมาขอช้างปัจจัยนาเคนทร์จากพระเวสสันดร

 



กัณฑ์ทานกัณฑ์ ตอนให้ทานราชรถ

 



กัณฑ์มหาพน ตอนชูชกถามทางไปอาศรมพระเวสสันดรจากพระอัจจุตฤาษี

 



กัณฑ์มัทรี ตอนพระนางมัทรีกลับจากเก็บผลไม้ พบเทวดาปลอมเป็นสิงโตและเสือขวางทาง

 



พระสัมพุทธวัฒโนภาส เป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชสรีรังคาร สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทววี และบรรจุเส้นพระเกศาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗

 



พระเจดีย์แบบศรีวิชัย องค์เจดีย์มีซุ้มคูหา ๔ทิศ ประดิษฐานพระพุทธศิลาแบบมหายาน

 



ศาลาการเปรียญวัดราชธิราชวรวิหาร

 



พระตำหนักพระพันปีหลวง