ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

มอญในภาคกลาง

ภาค : กลาง

มอญในภาคกลาง

มอญในภาคกลาง หมายถึงชาวมอญที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือกรุงเทพฯขึ้นไปจนถึงนครสวรรค์ และตามลำน้ำแม่กลองในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี ลงมาถึงเพชรบุรีรวมทั้งแหล่งสำคัญคือปากลัดหรือพระประแดงในจังหวัดสมุทรปราการ

นักวิชาการทางภาษาศาสตร์และทางมานุษยวิทยาได้จัดพวกมอญไว้ในกลุ่มชนที่พูดภาษาตระกูลมอญ-เขมรอญซ่อนผ้า(Mon-Khmer) หรือบางทีเรียกว่า ตระกูลออสโตร-เอเชียติก(Austro Asiatic) ในอดีตชาวมอญเคยตั้งอาณาจักรของดนขึ้นในบริเวณที่เป็นพม่าตอนล่างปัจจุบัน แต่ถูกพม่าปราบและได้ทำสงครามกับพม่าหลายครั้ง จนกระทั่งถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพม่า โดยไม่มีโอกาสฟื้นตัวหรือตั้งอาณาจักรได้อีกจนกระทั่งปัจจุบัน

การอพยพเข้าสู่ประเทศไทย

การอพยพของชาวมอญเข้าสู่ประเทศไทยมีลักษณะต่างๆ กัน คือ

๑. เข้ามาในฐานะเป็นเชลยสงคราม เช่น ใน พ.ศ.๒๑๓๘ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพไปดีหงสาวดี แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อเสด็จยกทัพกลับ พระองค์ก็ได้กวาดต้อนครอบครัวมอญในมณฑลหงสาวดีเข้ามาเป็นเชลยเป็นจำนวนมาก

๒. เข้ามาโดยการหลบหนีออกจากกองทัพพม่า ซึ่งมักเกณฑ์ให้ไปทำสงครามอยู่เสมอ เช่น การอพยพในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ราว พ.ศ.๒๒๐๕ คราวพม่าเกณฑ์มอญไปรบศึกฮ่อ

๓. เข้ามาในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองภายหลังจากที่ได้ก่อการกบฏและถูกพม่าปราบ เช่น การอพยพในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หรือเข้ามาเมื่อไม่พอใจในภาวะความเป็นอยู่ของตน เพราะถูกพม่ากดขี่เบียดเบียน เช่น การอพยพในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อเทียบจำนวนผู้อพยพแล้ว ส่วนใหญ่ชาวมอญจะอพยพเข้ามาในฐานะผู้ลี้ภัยและมาด้วยความสมัครใจมากกว่าที่จะมาในลักษณะของการถูกกวาดด้อนเป็นเชลย

เส้นทางที่ใช้ในการอพยพมี ๓ ทาง โดยตั้งต้นที่เมืองเมาะตะมะ คือ

๑. ทางเหนือ อพยพเข้ามายังเมืองตากหรือระแหงทางด่านแม่ละเมา เช่น การอพยพในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุง-ธนบุรีใน พ.ศ.๒๓๑๗ มีสมิงสุหร่ายกลั่น เป็นหัวหน้า

๒. ทางใต้ เข้ามายังเมืองกาญจนบุรี ทางด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้กันมาก เช่น การอพยพในสมัยสมเด็จพระนารายณ์

๓. เข้ามาทางเมืองอุทัยธานี เช่น การอพยพในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราว พ.ศ.๒๓๕๔

นอกจากนี้พงศาวดารมอญ-พม่า ในประชุมพงศาวดารเล่ม ๒ กล่าวถึงเส้นทางอีกสายหนึ่ง โดยเข้ามาทางเชียงใหม่ซึ่งเป็นเส้นทางที่พระยารามัญ ๓ คน คือพระยาพระรามพระยากลางเมืองและพระยาน้อยวัดวันดีใช้ในการอพยพเข้ามาในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ส่วนระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางนั้น ถ้าเทียบจากการเดินทางของนายลีล (Mr. Leal) ล่ามของร้อยเอกเฮ็นรี่ เบอร์นี่(Captain Henry Burney) ทูตอังกฤษที่เข้ามาเจรจากับรัฐบาลไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งออกเดินทางจากเมาะตะมะมากรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทางที่เข้าทางด่านเจดีย์สามองค์ และมาถึงเมืองกาญจนบุรี โดยใช้เวลา ๑๕ วัน ทำให้สันนิษฐานได้ว่าการอพยพของชาวมอญจากเมาะตะมะมายังกาญจนบุรีเข้ามายังประเทศไทยคงจะใช้เวลามากกว่า ๖ สัปดาห์ ทั้งนี้เพราะมีทั้งคนชรา สตรี และเด็กร่วมขบวนมาด้วย คงไม่สามารถเร่งให้เดินทางได้เร็วกว่านี้นอกจากนี้เส้นทางที่ใช้ไม่ว่าจะเป็นด่านเจดีย์สามองค์หรือทางด่านแม่ละเมา จะต้องผ่านทั้งป่าเขา ซึ่งทุรกันดารและบางตอนก็ต้องข้ามแม่น้ำสายต่างๆ สลับกับการเดินบกด้วยทำให้การเดินทางต้องเสียเวลามาก

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ปรากฏว่ามีการอพยพของชาวมอญเข้ามาในประเทศไทยครั้งสำคัญๆ ๗ ครั้ง ซึ่งเป็นการอพยพในสมัยอยุธยา ๕ ครั้ง คือ ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ.๒๑๑๒-๒๑๓๓) สมัยสมเด็กพระนเรศวร (พ.ศ.๒๑๓๐-๒๑๔๘) สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง(พ.ศ.๒๑๗๓-๒๑๙๘) สมัยสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑) และสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ.๒๒๗๕-๒๓๐๑) ส่วนอีก ๒ ครั้งนั้นเป็นการอพยพในสมัยกรุงธนบุรีราว พ.ศ.๒๓๑๗ และในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเข้ามาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนอกจากการอพยพครั้งสำคัญๆ ดังกล่าวแล้ว คงจะมีการอพยพครั้งย่อย ๆ กระเส็นกระสายเข้ามาเรื่อยๆ โดยไม่มีการบันทึกด้วย

ชาวมอญที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยได้รับการด้อนรับและเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกันในที่ที่เหมาะสมและให้ประกอบอาชีพตามอัธยาศัยไม่ว่าจะเป็นการเกษตรกรรมหรือการค้า บางคนที่สมัครใจจะรับราชการ ก็โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้มีตำแหน่งและยศศักดิ์ต่างๆ กัน เช่น พระยาเกียรติ พระยาพระราม เป็นต้น บริเวณที่จัดให้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวมอญ ส่วนมากจะอยู่ริมแม่น้ำโดยเฉพาะบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือกรุงเทพฯขึ้นไป จากอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคกจังหวัดปทุมธานี ไปจนถึงอยุธยา ซึ่งจัดว่าเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดรองลงมาได้แก่ ตามลำน้ำแม่กลอง ในอำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งและเป็นที่รู้จักกันดี คือ ปากลัดหรือพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ บริเวณอื่นๆ ก็จะพบได้ในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นพวกที่ย้ายมาจากจังหวัดปทุมธานี นอกจากนี้ยังมีในจังหวัดลพบุรี อุทัยธานี ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ในเส้นทางการอพยพจากพม่า ส่วนทางเหนือจะพบได้ในจังหวัดลำปาง ลำพูน ตลอดจนเชียงใหม่ และยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ ในจังหวัดธนบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยาฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ ปราจีนบุรีเป็นต้น

ทางราชการมีนโยบายให้ชาวมอญปกครองกันเองในระดับหมู่บ้าน ด้วยการตั้งผู้นำชาวมอญที่ได้รับความนิยมนับถือในหมู่พวกของตนให้เป็นหัวหน้าดูแลว่ากล่าว และทางราชการติดต่อกับชาวมอญโดยผ่านหัวหน้าเหล่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างทางราชการตลอดจนขุนนางไทยกับพวกมอญในระยะแรกจึงมีน้อย เพราะทางราชการมิได้เข้าไปปกครองโดยตรงผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าในแต่ละชุมชนจะได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งและยศศักดิ์ลดหลั่นกันลงมา และให้ไปขึ้นกับหัวหน้าใหญ่ที่จักรีมอญ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกองมอญทั้งหมดในประเทศไทย เช่น พระยารามัญวงศ์ ซึ่งมียศเสมอเสนาบดีจตุสดมภ์ในสมัยธนบุรี หรือเจ้าพระยามหาโยธาจางวาง ศักดินา๓,๐๐๐ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ วิธีการตั้งผู้นำชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยให้เป็นหัวหน้าปกครองพวกเดียวกันดังกล่าวเป็นนโยบายของข้าราชการไทยที่ใช้มานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งนอกจากจะมีจักรีมอญเป็นหัวหน้าพวกมอญแล้วยังมีตำแหน่งหัวหน้าชนชาติอื่นๆ อีก เช่น พระยาโชฎีกราช-เศรษฐีหัวหน้าชาวจีน พระยาจุฬาราชมนตรีหัวหน้าพวกแขกและออกญาเสนาภิมุขหัวหน้าชาวญี่ปุ่น เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการผูกน้ำใจชาวต่างชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารให้ดูแลทุกข์สุขกันเอง เพราะสามารถเข้าใจกันได้ง่าย และดีกว่าคนไทยจะเข้าไปรวบอำนาจการปกครองไว้เอง

การที่ชาวมอญพากันอพยพเข้ามาบ่อยๆ และบางรั้งก็เข้ามาโดยไม่มีการบันทึก ทำให้เราไม่สามารถทราบจำนวนชาวมอญทั้งหมดในประเทศไทย และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ชาวมอญเหล่านั้นได้มีการผสมกลมกลืนเป็นไทย รูปร่างหน้าตาก็คล้ายกับคนไทย จนบางครั้งก็แยกไม่ออกว่าเป็นมอญหรือไทย ในสมัยอยุธยาดามบันทึกของลาลูแบร์ (LaLoubere) ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์

กล่าวว่ามีคนมอญเป็นจำนวนมากในประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้แสดงตัวเลขโดยประมาณไว้ว่ามีจำนวนเท่าไร หลักฐานฝ่ายไทยก็ไม่มีบันทึกไว้เช่นกัน ส่วนบัญชีพลที่กรมพระสุรัสวดีถืออยู่นั้นก็ไม่แน่นอน เพราะมีการเบียดบังตัวไพร่ไว้ใช้สอยส่วนตัวเนื่องจากขุนนางในสมัยนั้นไม่มีเงินเดือน แต่จะได้รับผลประโยชน์จากแรงงานไพร่ในกรมของตนเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการหลบเลี่ยงการสักลงทะเบียนไปบวชพระบ้าง หลบซ่อนตามป่าเขาบ้าง ดังนั้นการประมาณจำนวนคนมอญในสมัยอยุธยาจึงอาจทำได้อย่างหยาบที่สุดโดยอาศัยการประมาณจากจำนวนที่อพยพเข้ามาในครั้งต่างๆ ที่มีการบันทึก คงจะมีคนมอญทั้งหมดในราว ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าบ้างเล็กน้อย ในสมัยรัตนโกสินทร์ ดร.จอห์น ครอว์เฟิร์ด (Dr. John Crawfurd) ทูตจากข้าหลวงอังกฤษประจำอินเดียที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทยในสมัยรัชกาลที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๖๔) ได้กล่าวไว้ในบันทึกรายงาน (The Crawfurd Papers)ว่าประชากรทั้งหมดในราชอาณาจักรสยามมี ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนจำนวนนี้เป็นคนมอญ ๔๒,000 คน ส่วนเซอร์จอห์น บาวริง(Sir John Bowring) ราชทูตของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษได้อ้างคำของปัลเลอกัวส์ (Pallegoix) บาทหลวงฝรั่งเศสที่เข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ ว่า มีจำนวนคนมอญในประเทศประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน

สำหรับหลักฐานฝ่ายไทยนั้นเพิ่งมีปรากฏในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อกระทรวงนครบาลได้จัดทำสำมะโนครัวหัวเมืองมณฑลกรุงเทพฯ พ.ศ.๒๔๔๑-๒๔๔๒ ปรากฏว่าเฉพาะใน ๔ เมืองที่มีคนมอญอาศัยอยู่หนาแน่น คือ ปทุมธานี นนทบุรี นครเขื่อนขันธ์ (ปากลัด) และสมุทรปราการมีคนมอญรวมกัน ๒๑,๓๐๒ คน จากจำนวนประชากรทั้งหมดใน ๔ จังหวัดรวม ๑๔๓,๙๐๙ คน ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๔๖ กระทรวงมหาดไทยได้ทำสำมะโนครัวละเอียด โดยแยกตามเชื้อชาติเช่นเดียวกัน แต่ทำได้เพียง ๑๒ มณฑล ซึ่งมีประชากรรวมกัน ๓,๓๐๘,๐๓๒คน ในจำนวนนี้เป็นคนมอญ ๒๙,๑๕๖ คน แยกอยู่ในมณฑลต่างๆ คือ ราชบุรี นครชัยศรี นครสวรรค์ กรุงเก่า นครราชสีมาและปราจีนบุรี ดังนั้น ถ้าเราอาศัยหลักฐานการทำสำมะโนครัวดังกล่าว ซึ่งในการสำรวจไม่ได้รวมบรรพชิต ก็อาจประมาณได้คร่าว ๆ ว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีคนมอญในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ คน ส่วนไบรอัน แอล ฟอสเตอร์ ใน พ.ศ.๒๕๑๕ คาดว่ามีคนมอญอยู่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ คน ที่มีคุณสมบัติบางประการที่แสดงว่าเป็นคนมอญ นอกไปจากด้านเชื้อสายแต่ถ้าจะดูในด้านความจัดเจนในการใช้ภาษาเป็นหลักด้วยแล้วอาจมีไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ คน

ความเป็นอยู่ของชาวมอญในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ชาวมอญที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในที่ซึ่งทางราชการจัดไว้ให้ บ้านของชาวมอญมีลักษณะแตกต่างไปจากบ้านคนไทยเล็กน้อยในด้านการก่อสร้างและมักปลูกริมแม่น้ำในลักษณะขวางแม่น้ำหรือลำคลอง โดยหันเอาด้านขื่อลงทางแม่น้ำเพื่อรับแดด และหันหน้าเรือนไปทางทิศเหนือ จึงเห็นขวางแม่น้ำทำให้มักถูกเรียกว่า "มอญขวาง" ส่วนวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างก็คล้ายกับการก่อสร้างบ้านไทยในสมัยเดียวกัน คือจะใช้ไม้หรือไม้ไผ่และมุงหลังคาด้วยจากสิ่งสำคัญคือจะต้องมีเสาเรือนซึ่งเป็นเสาหลักในบ้าน และเป็นที่ประดิษฐานผีบ้านผีเรือน ตัวบ้านมักจะเป็นบ้านยกพื้นเครื่องเรือนที่สำคัญ ได้แก่ เสื่อ ซึ่งทอเองภายในหมู่บ้านและหมอน โดยทั่วไปจะนั่งรับรองแขกบนเสื่อ

ภาษาและวรรณกรรม สังคมมอญในระยะแรกเป็นสังคมในระดับหมู่บ้าน หมู่บ้านของมอญจะอยู่กันเป็นกลุ่มหนาแน่นกว่าหมู่บ้านไทย ภายในหมู่บ้านจะมีวัดประจำหมู่บ้านซึ่งใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาและให้การศึกษาแก่กุลบุตร ภาษาที่ใช้กันในหมู่บ้านตลอดจนในวัดทั้งบทสวดและบทเทศน์จะเป็นภาษามอญ เด็กเล็ก ๆ ในหมู่บ้านจะพูดแต่ภาษามอญจนกระทั่งเข้าโรงเรียนจึงเริ่มรู้จักภาษาไทยบ้างเพราะต้องใช้หนังสือไทย ส่วนด้านวรรณกรรมนั้น ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี ได้จำแนกวรรณกรรมมอญออกเป็น ๓ประเภท คือ

๑. ประเภทฉันทะลังกา เป็นหนังสือร้อยกรองชนิดหนึ่งคล้ายกับร่ายของไทย เป็นงานเขียนที่ได้รับความนิยมมากกว่าประเภทอื่น ใช้สำหรับอ่านให้แก่ผู้มาช่วยงานศพฟัง เพื่อจะได้ไม่ง่วงนอนและอยู่เป็นเพื่อนศพ เนื่องจากมอญไม่มีประเพณีสวดพระอภิธรรมขณะตั้งศพไว้ที่บ้าน ฉันทะลังกาที่เหลือตกทอดมาถึงปัจจุบันมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๑๖๐ เรื่อง บางเรื่องคล้ายคลึงกับนิทานในปัญญาสชาดก บางเรื่องก็รับเค้าเรื่องจากนิทานพื้นบ้านของไทย

๒. ประเภทเพลง ลักษณะคล้ายโคลงสามของไทยแต่งขึ้นเพื่อใช้ร้องในการละเล่นของมอญที่เรียกว่า "ทะแยมอญ" เป็นการร้องตอบโต้กันระหว่างฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง นอกจากนี้ยังแต่งสำหรับอ่านเช่นเดียวกับประเภทแรก แต่มักจะสั้นกว่าประเภทแรก มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องธรรมะ สุภาษิตและคติสอนใจ

๓. ประเภทร้อยแก้ว ส่วนมากเป็นหนังสือคัมภีร์สำหรับพระเทศน์ เรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องธรรมะ หรือคติสอนใจ

การแต่งกาย การแต่งกายของชาวมอญมีลักษณะคล้ายกับพม่า คือชอบนุ่งผ้าที่เป็นลายตาหมากรุก ดังปรากฏในจารึกโคลงภาพคนต่างภาษาที่วัดพระเชตุพนฯ ซึ่งได้กล่าวถึงการแต่งกายของมอญไว้ว่า

"นุ่งผ้าตารางริ้วเช่น ชาวอัง วะแฮ

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เส้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิมน้ำเนื้อ นับถือ"

ผ้านุ่งของผู้ชายในภาษามอญเรียกว่า "สะส่ง" หรือ "สล่วง" (Saluing) ส่วนเสื้อก็คล้ายกับพม่าคือเป็นเสื้อคอกลมผ่าอกตลอด แขนทรงกระบอกและมีเสื้อตัวสั้นแบบแจ็กเก็ตสวมทับอยู่ข้างนอก และในชั้นต้นคงจะนิยมโพกศีรษะด้วย แต่พออยู่นานไปก็เลิกหันมาไว้ผมแบบไทย ส่วนผู้หญิงนั้นนิยมนุ่งผ้า "กานิน" (ganin) ซึ่งคล้ายกับ "สะล่ง" ของชายแต่เล็กกว่า และมักเป็นสีพื้นหรือตาเล็กๆ ผ้านุ่งนี้บางทีเรียกว่า "ผ้าตาโถง" นิยมนุ่งกรอมส้น ดังบทพรรณนาการนุ่งผ้าของหญิงมอญที่สามโคกในนิราศพระบาทของสุนทรภู่ ว่า

"เห็นมอญแต่งตัวเดินมาตามทาง

ตาโถงถุงนุ่งอ้อมลงกรอมส้น

เป็นแยบยลเมื่อยกขยับย่าง

เห็นขาขาววาวแวบอยู่หว่างกลาง

ทั้งผัดหน้าจับเขม่าเหมือนชาวไทย"

ผ้าตาโถงนี้เย็บปลายสองด้านให้ติดกัน เวลานุ่งก็เอาชายผ้าทั้งสองด้านมาประจบกันจึงเห็นขาเวลาก้าวเดิน นอกจากนี้เวลามีงาน หญิงชาวมอญจะมีผ้าคล้องคอด้วย ส่วนผมนั้น หญิงมอญนิยมไว้ผมยาวและมักเกล้าเป็นมวยต่ำค่อนไปข้างหลัง ตรงข้ามกับพม่าซึ่งเกล้าสูงขึ้นไปข้างบน ในชั้นหลังหญิงมอญยังหันมาใช้วิธีแต่งผมแบบไทยโดยใช้เขม่าผสมน้ำมันหอมใส่ผมที่เรียกว่า "จับเขม่า" และถอนไรผมด้วยดังปรากฏในนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ ซึ่งกล่าวถึงหญิงมอญที่ปากเกร็ดว่า

"ถึงเกร็ดย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่า

ผู้หญิงเกล้ามวยงามตามภาษา

เดี๋ยวนี้มอญถอนไรจุกเหมือนตุ๊กตา

ทั้งผัดหน้าจับเขม่าเหมือนชาวไทย"

อาหาร อาหารการกินของชาวมอญคล้ายกับของไทยคือมีข้าวเป็นอาหารหลักใช้รับประทานกับแกง (ค่วะ) ชนิดต่างๆทั้งแกงจืด แกงเผ็ด แกงกะทิ แกงส้ม ซึ่งใช้เครื่องแกงและใส่ผักอย่างไทย ยกเว้นแกงส้มของมอญจะใส่กระชายและผิวมะกรูดด้วย ผักที่คนมอญนิยมใช้แกงมากเป็นพิเศษคือลูกมะตาด (ลูกขาวๆ เป็นกลีบๆ ผลเท่ากำปั้น) กระเจี๊ยบฝัก และลูกมะสั้น (คล้ายลูกมะยมมีสีเขียว) นอกจากนี้ยังมีน้ำพริกหรือเครื่องจิ้มประเภทปลาร้า ผักสุกผักดิบ เนื้อสัตว์และปลา ส่วนในโอกาสสำคัญ เช่น วันสงกรานต์ ซึ่งถือเป็น

วันขึ้นปีใหม่ในระหว่างวันที่ ๑๓, ๑๔, ๑๕ เดือนเมษายนของทุกปีจะมีอาหารพิเศษ คือ "ข้าวแช่" หรือ "เปิงซงกราน" ทำจากข้าวสวยหุงแล้วขัดให้หมดเมื่อกจนขาวดีแล้วนำลงแช่ในน้ำอบดอกมะลิจนหอม รับประทานกับกะปิปั้นเป็นก้อนชุบแป้งไข่ทอดกรอบ เนื้อเค็มฉีกเป็นฝอยผัดหวาน ไข่เค็ม กระเทียมดอง เป็นต้น แบ่งส่วนหนึ่งไปถวายพระตามวัดละแวกบ้านอีกส่วนหนึ่งเช่นไหว้ผีบรรพบุรุษและผีบ้านผีเรือน เสร็จแล้วมีการนำข้าวนั้นมาแจกจ่ายบริโภคกันในระหว่างครอบครัวและบรรดาญาติมิตรบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นการแลกเปลี่ยนกันเพราะมีการทำอาหารชนิดนี้ทุกครัวเรือน

อาชีพ อาชีพสำคัญของชาวมอญได้แก่การทำนาเช่นเดียวกับคนไทย กรรมวิธีในการทำนาก็ไม่ต่างไปจากชาวไทยนักเครื่องมือที่ใช้ในการประกอบอาชีพดังกล่าวมีคันไถและคราดใช้วัวและควายเป็นแรงงานสำคัญ ซึ่งนอกจากจะใช้ไถนาแล้วยังใช้ในการนวดข้าวเพื่อแยกเมล็ดข้าวออกจากรวงอีกด้วย ในพื้นที่ไร่นาบางแห่งยังมีการปลูกพืชผลอื่นๆ เช่น ผักและผลไม้ต่างๆ มันเทศ น้ำเต้า สับปะรด อ้อย ฯลฯ ในบางแห่งเช่นที่ปากเกร็ด นนทบุรี มีการทำอุตสาหกรรมในครัวเรือนประเภทเครื่องปั้นดินเผา พวกตุ่ม หม้อ ไห โอ่ง ซึ่งได้กลายเป็นอาชีพหลักของมอญแถบนั้นในเวลาต่อมา ส่วนยามว่างจากฤดูทำนา ก็มีการทำงานฝีมือต่าง ๆ ไว้ใช้สอยตามความจำเป็นเช่น ทอผ้า ทอเสื่อ สานตะกร้า กระบุง แถบอยุธยา สมุทรสาครราชบุรี และกาญจนบุรี มีการเย็บและค้าจากซึ่งใช้มุงหลังคาส่วนแถบสามโคก ปากเกร็ด นครปฐม ก็มีการทำ "อิฐมอญ" ซึ่งในระยะแรกชาวมอญเป็นผู้ผูกขาดการทำอิฐชนิดนี้ นอกจากนี้ยังมีมอญบางพวกได้หันมายึดอาชีพการค้าทางเรือควบคู่ไปกับการต่อเรือ เช่น ที่สามโคก มอญชาวเรือนี้จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเรือ ล่องไปตามลำน้ำเพื่อขนส่งสินค้า เช่นตุ่ม ไห โอ่ง จาก ดิน ทราย ฯลฯ ไปขายตามที่ต่างๆ เวลาล่องเรือไปค้าขายก็มักไปกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละหลายลำและทำการค้าขายร่วมกัน ทำให้มีโอกาสช่วยเหลือกันและกัน อาชีพอีกอย่างหนึ่งซึ่งมอญให้ความสนใจอยู่ไม่น้อยในระยะหลังคือการรับราชการเป็นขุนนางและข้าราชการอยู่ในกรมกองด่างๆตั้งแต่นายหมวด นายกอง ตลอดจนเสมียน สารวัตร และท้ายที่สุดเป็นนายทหารในกรมทหารเรือ

ประเพณีและความเชื่อ ประเพณีต่างๆ ของมอญส่วนใหญ่ยกเว้นประเพณีทางศาสนา มักจะมีเรื่องของความเชื่อและการนับถือผีปะปนอยู่ด้วย และแม้ว่ามอญจะนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด แต่ก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการนับถือผีเป็นพิเศษควบคู่กันไป

ผีที่มอญนับถือมีหลายชนิด แต่ที่สำคัญที่สุดมี ๒ ชนิดคือ

๑. ผีประจำหมู่บ้าน (pea cu) มักประดิษฐานไว้ในศาลที่ชายทุ่งและมีการทำพิธีบูชาเช่นสรวงปีละครั้ง โดยมี "คนทรง" เป็นผู้ประกอบพิธี ในพิธีจะมีการเข้าทรงทำนายความเป็นไปและความอุดมสมบูรณ์ของอนาคต นอกจากนี้อาจมีการทำพิธีบูชาในโอกาสอื่น ๆ ตามความศรัทธาของแต่ละคนเช่น เมื่อเกิดปัญหาหรือความเดือดร้อนต่างๆ หรือหญิงชายเมื่อแต่งงานกันแล้วจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาเพื่อเป็นการบอกกล่าว

๒. ผีบ้านหรือผีเรือน หรือที่เรียกว่า Kalok heiเป็นผีประจำตระกูลซึ่งนับญาติเฉพาะทางฝ่ายชาย การรับผีจะตกทอดไปยังบุตรชายคนหัวปีของตระกูลเรื่อยไป ถ้าบิดาไม่มีบุตรชายหัวปี ผีนั้นก็ขาดจากสกุลวงศ์นั้นไป ผู้ที่รับผีมีหน้าที่เก็บรักษาสมบัติประจำตัวผี ซึ่งแตกต่างกันไปตามผีที่มอญแต่ละกลุ่มนับถือ เช่น ผีผ้า จะมีผ้านุ่งชาย ๑ ผืน หญิง ๑ ผืน เสื้อสีขาว ๑ ตัว ผ้าสไบสีฉูดฉาด แหวน ๑ วง ใส่รวมในตะกร้าหรือหีบผ้า แขวนไว้ที่เสาเอกตรงหัวนอนของผู้ที่รับผีนั้น ผีมะพร้าวก็จะนำมะพร้าวทั้งผลผูกด้วยผ้าแดงและขาวแขวนไว้ที่เสาเอก เป็นต้น ผู้ที่รับผีจะต้องคอยระวังรักษาข้าวของเหล่านั้นให้คงอยู่ในสภาพเดิม หากมีการชำรุดหรือเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดจะต้องรีบหามาเปลี่ยน มิฉะนั้นอาจเกิดเรื่องเดือดร้อนแก่คนในครอบครัว หน้าที่อีกอย่างหนึ่งของผู้ที่รับผีคือ การรำผี ซึ่งจะกระทำเมื่อมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งคือ เมื่อคนในครอบครัวล้มเจ็บ เจ้าบ้านจะรำผีเพื่อขอให้ผีช่วยหรือบนบานขอให้หายแล้วจะรำผีถวาย หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์ซึ่งคิดว่าจะเป็นที่ขัดเคืองของผี เช่น พลอยที่ฝังอยู่บนหัวแหวนหลุดหรือผ้าในตะกร้าขาด หรือเกิดการ "ผิดผี" คือมีคนที่นับถือผีอื่นมานอนค้างคืนในบ้าน เป็นต้น หรือต้องการให้ผีช่วยให้พ้นจากความเดือดร้อน กรณีที่เชื่อว่าความเดือดร้อนนั้นเกิดจากการกระทำของผี

การรำผีมีข้อจำกัด ๒-๓ ประการคือ ต้องไม่ทำในระหว่างเข้าพรรษา ไม่ทำในวันพระและต้องไม่ทำในระยะที่สมาชิกฝ่ายหญิงในครอบครัวตั้งครรภ์ โดยทั่วไปมักทำในฤดูแล้งประมาณเดือน ๕ ถึงเดือน ๖

นอกจากผีที่กล่าวมาแล้ว บางตระกูลยังนับถือผีเต่าผัง ผีไก่ ผีข้าวเหนียว ผีหมู ผีวัว ฯลฯ

นอกจากการนับถือผีแล้ว มอญยังมีความเชื่อด้านโหราศาสตร์เกี่ยวกับโชคชะตาราศี ชาวมอญถือว่าพระพรหมเป็นผู้ลิขิตดวงชะตาของมนุษย์บนหน้าผากตั้งแต่แรกเกิด ขณะเดียวกันความเชื่อด้านไสยศาสตร์กีเป็นสัญลักษณ์ของคนมอญควบคู่กันไป ในหมู่บ้านมอญจะมีแม่มด หมอผีประจำหมู่บ้านเพื่อช่วยปัดเป่าความเดือดร้อนของคนในหมู่บ้านอันเกิดจากอำนาจของแม่มดหรือภูดผีปีศาจ

ประเพณีต่างๆ ของมอญโดยทั่วไป เช่น ประเพณีการเกิด แต่งงาน การบวช ฯลฯ นั้น ถ้าแยกส่วนที่เกี่ยวกับการนับถือผีออกไปแล้วก็คล้ายกับของไทย ยกเว้นประเพณีการทำศพ ซึ่งแตกต่างไปจากไทยมาก ธรรมเนียมการทำศพมอญถ้าเป็นการตายดีคือตายแบบธรรมดาเพราะโรคชราหรือป่วยมานานก็นิยมใช้การเผาเช่นเดียวกับไทย แต่ถ้าเป็นการตายแบบไม่ดี คือ โรคปัจจุบัน เช่น อหิวาตกโรค ฝึดาษ หรือประสบอุบัติเหตุ เช่น ถูกยิง จมน้ำตาย ถูกฟ้าผ่า งูกัด ฯลฯรวมทั้งศพเด็กอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี ศพเหล่านี้จะไม่มีการเผา แต่จะต้องนำไปฝังโดยเร็วที่สุดและไม่มีการประกอบพิธีแต่อย่างใดเพราะเกรงว่าผีร้ายจะลอยขึ้นมาในอากาศเวลาเผา ธรรมเนียมมอญยังห้ามนำโลงศพเข้าบ้านอย่างเด็ดขาดเพราะถือว่าเป็นของเสนียดจัญไร เวลายกศพไปวัดก็ให้นำโลงมารอรับศพที่เชิงบันได และในกรณีที่มีคนตายในบ้านเดียวกัน ๒ คน จะไม่เผาพร้อมกัน ต้องเผาหรือฝังศพหลังก่อน ประเพณีการทำศพมอญนับว่าเป็นงานใหญ่งานหนึ่ง ขึ้นอยู่กับฐานะของผู้ตายและบุตรหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ตายเป็นพระสงฆ์หรือสมภารงานศพก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกเป็นงานระดับหมู่บ้านและตำบลโลงศพจะถูกสร้างอย่างวิจิตรทำเป็นยอดคล้ายปราสาทและยังมีการเจาะช่องข้าง ๆ โลงศพทั้งสองด้านไว้ให้มองเห็นศพผู้ตายข้างในด้วย การเผาศพพระมีข้อห้ามอยู่อย่างหนึ่ง คือห้ามจุดไฟเผาด้วยมือ ต้องจุดด้วยดอกไม้เพลิงที่เรียกว่า "ลูกหนู" แทน ลูกหนูทำจากดินประสิวผสมกำมะถันและถ่านอัดลงในกระบอกไม้ยาวประมาณหนึ่งศอก ต่อสายไปยังโลงศพแล้วยิงให้ลูกหนูวิ่งไปกระทบปราสาทและโลงศพจนไฟลุกขึ้น บางครั้งก็มีการประกวดการทำลูกหนู ของใครแรงมากก็จะได้รับรางวัลนอกจากนี้ในพิธีศพยังจะต้องมีการร้องไห้หน้าศพที่เรียกว่า "มอญร้องไห้" และการแสดงหน้าศพ ได้แก่ การรำมอญ และการเล่นทะแยมอญอีกด้วย

การรำมอญ เป็นการแสดงในโอกาสต่าง ๆ ทั้งงานมงคลและงานศพพระภิกษุหรือผู้สูงอายุ เป็นการรำบทสั้นๆ ประกอบพิณพาทย์มอญบทละ ๒-๓ นาที จำนวน ๑๐ บทหรือ ๑๐ ท่าโดยอาศัยจังหวะจากตะโพนเป็นหลัก การรำมอญเน้นการเคลื่อนไหวที่มีอผู้รำ ส่วนเท้าทั้งสองมักเคลื่อนไหวโดยวิธีกระถดไปทางด้านข้างของลำตัวการเล่นทะแยมอญ เป็นการร้องเพลงประกอบการรำโดยผู้ร้องนั้นเอง ใช้เล่นได้ในทุกโอกาส ประกอบด้วยผู้แสดงอย่างน้อย ๒ คน คือ ฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง ซึ่งจะต้องผลัดกันร้องรำ แก้หรือตอบโต้โวหารของฝ่ายตรงข้าม กลอนที่ใช้เป็นกลอนเพลง ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อการละเล่นนี้โดยเฉพาะ เครื่องดนตรีที่ใช้ ได้แก่ ซอสามสาย จะเข้ ขลุ่ย กลองและฉิ่ง

ประเพณีทางศาสนา ประเพณีสำคัญที่จะต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกปี คือประเพณีสงกรานต์และออกพรรษา

สงกรานต์ ถือเป็นประเพณีที่สำคัญที่สุดของชาวมอญเพราะเป็นวันขึ้นปีใหม่ ตรงกับกลางเดือนเมษายน ราว ๆ วันที่๑๓-๑๕ จะมีการทำบุญและการละเล่นติดต่อกันถึง ๓ วัของที่ใช้ทำบุญ ได้แก่ ข้าวสงกรานต์หรือข้าวแช่ และจะมีการแห่นก แห่ปลาไปปล่อยที่วัด โดยจัดเป็นขบวนอย่างสวยงามบรรดาหนุ่มสาวที่เข้าร่วมในขบวนจะพิถีพิถันในการแต่งกายด้วยอาภรณ์ที่มีสีสันงดงาม หลังจากนั้นจะมีการเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันเป็นที่สนุกสนานและยังตักน้ำไปอาบให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นับถือด้วย ที่สำคัญคือในเวลาเย็นจะมีการเล่นสะบ้า ซึ่งเป็นการละเล่นที่นิยมกันในบรรดาหนุ่มสาวมอญที่ยังเป็นโสดประกอบด้วยกลุ่มผู้เล่นฝ่ายชายและฝ่ายหญิงในจำนวนที่เท่ากัน เครื่องมือที่ใช้คือลูกสะบ้าทำด้วยไม้ มีลักษณะกลม ๆแบนๆ ซึ่งเป็นของฝ่ายชาย ส่วนลูกสะบ้าของฝ่ายหญิงมักทำด้วยงาช้าง หรือเขาควาย หรือทองเหลือง และมีขนาดเล็กกว่าของฝ่ายชาย ใช้สำหรับทอยหรือเขย่ง เตะหรือโยนด้วยหลังเท้าแล้วแต่โอกาส ในวันสงกรานต์นี้ชาวมอญที่ออกไปทำมาหากินตามที่ต่างๆ จะกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันหมดในหมู่บ้านของตน

ออกพรรษา เป็นประเพณีที่สำคัญรองลงมาจากสงกรานต์ชาวมอญจะรื่นเริงมากในการทำบุญ มีการแห่พระภิกษุสงฆ์โดยทางเรือไปร่วมปวารณาออกพรรษาที่วัดที่นิยมนับถือมากที่สุดแต่เพียงวัดเดียว เสร็จแล้วก็จะแห่พระไปส่งตามวัดที่รับมาทุกวัดเรือที่ใช้เป็นพาหนะในการรับ-ส่งพระจะมีการประดับประดาอย่างงดงาม หลังจากเสร็จพิธีทางศาสนามาแล้วก็มีการแข่งเรือกันนอกจากนี้ยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นของมอญโดยเฉพาะคือการทำบุญด้วยน้ำผึ้ง

ฐานะและหน้าที่ของชาวมอญในประเทศไทย

ชาวมอญที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้น ทางราชการมิได้ถือว่าเป็นชาวต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นเพราะชาวมอญนับถือพุทธศาสนาเช่นเดียวกับคนไทยและอยู่มานาน และทางราชการยังปฏิบัติต่อชาวมอญในฐานะเดียวกับคนไทย จึงมักมีการอ้างถึงมอญในฐานะเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินควบคู่ไปกับไทยเสมอในการออกประกาศต่างๆ เช่น ในกฎหมายลักษณะอาญาหลวง มาตรา ๑๓ ซึ่งห้ามมิให้ราษฎรยกลูกสาวหลานสาวให้แก่ชาวต่างชาติ

ในสมัยกรุงธนบุรียังมีประกาศฉบับหนึ่งห้ามคนไทยและคนมอญเข้ารีตและนับถือศาสนามะหะหมัด กำหนดโทษถึงขั้นประหารชีวิตทั้งคนชักชวนและคนไทยคนมอญที่ไปเข้ารีดและนับถือศาสนามะหะหมัด ในฐานะที่เป็นไพร่พลเมืองของประเทศ ชายฉกรรจ์มอญมีหน้าที่ต้อง "ทำราชการ" เช่นเดียวกับชายฉกรรจ์ไทย

ลักษณะการควบคุมและกรมที่สังกัด ไพร่หลวงรามัญจัดเป็นไพร่หลวงฝ่ายทหารหรือฝ่ายขวาขึ้นกับฝ่ายกลาโหม ในสมัยอยุธยาไม่ปรากฏหลักฐานการแบ่งกรมกองที่แน่ชัด มีแต่เพียงตำแหน่งหัวหน้ากองมอญซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลคนมอญทั้งหมดในยามสงบ และเป็นแม่ทัพคุมกองมอญในยามสงครามมียศเป็นพระยา ตำแหน่งจักรีมอญ เช่น พระยาบำเรอภักดิ์ซึ่งเลื่อนขึ้นเป็นพระยารามัญวงศ์ในสมัยกรุงธนบุรี ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ปรากฎหลักฐานในพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง ระบุหน่วยงานของบรรดาไพร่หลวงรามัญซึ่งแยกออกเป็นกรมใหญ่ๆ ๕ กรม ในแต่ละกรมนั้น เจ้ากรมมียศเป็นพระยา ถือศักดินา ๑๖๐๐ ดังนี้คือ

๑. กรมดั้งทองซ้าย มีพระยาเกียรติ เป็นเจ้ากรม

๒. กรมดั้งทองขวา มีพระยาพระราม เป็นเจ้ากรม

๓. กรมดาบสองมือ มีพระยานครอินทร์ เป็นเจ้ากรม

๔. กรมอาทมาตซ้าย มีพระยาภักดีสงคราม เป็นเจ้ากรม

๕. กรมอาทมาตขวา มีพระยารัตนจักร เป็นเจ้ากรม

ส่วนปลัดกรมแต่ละกรม ถือศักดินา ๘๐๐ และสมุหบัญชี ถือศักดินา ๔๐๐

ไพร่หลวงรามัญที่อยู่ใต้บังคับของขุนนางในแด่ละกรมนั้นแบ่งออกเป็นหมู่ ๆ ไพร่ที่อยู่ในหมู่ เรียกว่า "ลูกหมู่" หรือ "บุตรหมู่" มีหัวหน้าหมู่เป็นผู้ควบคุมเรียกว่า "เจ้าหมู่" มีตำแหน่งเป็นนายหมวดขึ้นต่อขุนนางที่เป็นนายกอง ซึ่งไปขึ้นต่อเจ้ากรมอีกทีหนึ่ง กรมรามัญดังกล่าวอยู่ในบังคับบัญชาของเจ้าพระยามหาโยธา จางวาง ศักดินา ๓๐๐๐ จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อสิ้นเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) แล้ว ก็ไม่มีการตั้งเจ้าพระยามหาโยธาอีก กรมรามัญทั้งหมดจึงอยู่ในบังคับของกรมพระกลาโหม

นอกจากกรมมอญทั้ง ๕ แล้ว ยังมีกองมอญที่แยกเป็นกรมย่อยจากกรมทั้ง ๕ ประจำอยู่ตามเมืองต่างๆ แต่ไม่มีหลักฐานว่าแยกไปตั้งแต่เมื่อใด อาจจะเป็นตอนปลายรัชกาลที่ ๒ หรือต้นรัชกาลที่ ๓ เช่น กองมอญทหารปืนเมืองนครเขื่อนขันธ์ กองทุ่นเมืองนครเขื่อนขันธ์ กองกรมการ เลกคงเมืองซึ่งบางกองเวลาสักก็ยังไปรวมสักอยู่กรมทั้ง ๕ เช่น กองทหารปืนเมืองนครเขื่อนขันธ์ กรมดั้งทองขวาเป็นผู้นำสักในทะเบียนสัสดี นอกจากนี้ยังปรากฏว่ามีไพร่หลวงรามัญไปสักสมทบอยู่ในกรมกองอื่นๆ ได้แก่ กรมมอญลาว กรมมะรีน กองทหารหน้าเป็นต้น

มอญอีกพวกหนึ่งไม่ได้มีฐานะเป็นไพร่หลวง หากแต่สังกัดอยู่ในกรมของเจ้า กรมของเจ้าไม่เหมือนกับกรมของขุนนาง และไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นแต่เพียงที่รวมกำลังพลเท่านั้น พวกเจ้ามีสิทธิและอำนาจเหนือไพร่ในกรมของตน ไพร่ของเจ้าไม่ต้องทำราชการ แต่มีหน้าที่ทำงานตามที่เจ้ากำหนดมา ในสมัยอยุธยาคงจะมีคนมอญสังกัดอยู่ในกรมเจ้าทั่วไปด้วย แต่ในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้นห้ามคนมอญเป็นไพร่ในกรมเจ้าทั่วไป ยอมให้มีแต่ในกรมพระราชวังบวรเพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ไพร่รามัญในกรมพระราชวังบวร แบ่งออกเป็น ๓ กรม เจ้ากรมมียศเป็นพระ ได้แก่

๑. กรมมอญขวา มีพระปราบอังวะ เป็นเจ้ากรม

๒. กรมมอญซ้าย มีพระชนะภุกาม เป็นเจ้ากรม

๓. กรมมอญกลาง มีพระภักดีสรเดช เป็นเจ้ากรม

ต่อมาเมื่อสิ้นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้ยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวร และตามธรรมเนียมมาแต่เดิมนั้น ข้าราชการในกรมพระราชวังบวรดต้องยกมาสมทบรับราชการในพระบรมมหาราชวังทุกตำแหน่ง จึงโปรดฯ ให้กรมมอญวังหน้าทั้ง ๓กรมไปขึ้นกับกรมพระกลาโหม เช่นเดียวกับกรมมอญวังหลวงทั้ง ๕ กรม

อนึ่ง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ได้พระราชทานเลก (ไพร่) ซึ่งสังกัดกรมมอญทั้ง 4แก่พระองค์เจ้าชายกฤษดาภินิหาร (กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์)เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ จำนวน ๔๗ คน โดยให้ยกขาดหมู่มาสักแปลงเป็นเลกส่วนพระองค์ ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเนื่องมาจากการที่กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์ทรงมีเจ้าจอมเป็นคนมอญคือเจ้าจอมมารดากลิ่น ซึ่งเป็นธิดาของพระยาดำรงราชพลขันธ์(จัย) ผู้เป็นบุตรของเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) เลกที่ได้รับพระราชทานจึงเป็นคนเชื้อชาติเดียวกันและมาจากมอญ ๘ กรมมากกว่ากรมอื่น

มอญหัวเมืองชายแดน : รามัญ ๗ เมือง

นอกจากไพร่หลวงรามัญสังกัดกรมกองต่างๆ ดังกล่าวแล้ว บริเวณหัวเมืองชายแดนทางด้านตะวันตกของประเทศซึ่งติดต่อกับสหภาพพม่า โดยเฉพาะเมืองกาญจนบุรีและราชบุรีนั้นยังมีพวกมอญอพยพเข้ามาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารในยามที่ได้รับความเดือดร้อนจากพม่าอยู่เสมอๆ ทางราชการได้จัดให้อยู่รวมกันเป็นหมู่เหล่าตามเมืองหน้าด่านที่เป็นเมืองหน้าศึกกับพม่า เรียกรวมกันว่า "รามัญ ๗ เมือง" ขึ้นต่อเมืองกาญจนบุรี ได้แก่ เมืองสิงห์ (เมืองสมิงขะบุรี) เมืองลุ่มสุ่มเมืองไทรโยค เมืองทองผาภูมิ เมืองท่าตะกั่ว เมืองท่าขนุนและเมืองท่ากระดาน เมืองเหล่านี้ตั้งอยู่ในแควลำน้ำน้อย ยกเว้นเมืองท่ากระดานเท่านั้นที่ตั้งอยู่บนแควใหญ่ลำน้ำเมืองกาญจนบุรีใด้เมืองศรีสวัสดิ์ลงมา ในแต่ละเมืองจะมีเจ้าเมือง หรือผู้ว่าราชการเมืองและกรมการเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นคนมอญทั้งหมดทำหน้าที่ปกครองและช่วยราชการเจ้าเมือง มียศเป็น "พระ" เรียกตามชื่อเมืองนั้นๆ เช่น พระไทรโยค พระท่าขนุนเป็นต้น ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อผู้ว่าราชการเมืองทั้ง ๗ เป็นตำแหน่งยศดังนี้

พระเมืองสิงห์ เป็น พระสมิงสิงหบุรินทร์

พระลุ่มสุ่ม เป็น พระนินนภูมิบดี

พระท่าตะกั่ว เป็น พระชินดิษฐบดี

พระไทรโยค เป็น พระนิโครธาภิโยค

พระทองผาภูมิ เป็น พระเสลภูมาธิการ

พระท่าขนุน เป็น พระบันนัสสดิษฐบดี

พระท่ากระดาน  เป็น พระผลกะดิฐบดี 

อาชีพของชาวมอญเหล่านั้นได้แก่ การตัดไม้และหาของป่า เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าและเขา ในบางแห่งมีการทำไร่บ้างเล็กน้อยเพื่อใช้ในครอบครัว

ชาวมอญในเมืองทั้ง ๗ มีฐานะเป็นไพร่ส่วย มีหน้าที่ต้องส่งส่วยทองแก่ทางราชการเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ลาดตระเวนรักษาด่านเป็นประจำทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้งขณะเดียวกันก็ต้องหมั่นสืบฟังข่าวราชการในสหภาพพม่าด้วยส่วนในยามสงครามรามัญ ๗ เมืองจะถูกเกณฑ์เข้ากองทัพด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเมืองเหล่านี้เป็นเส้นทางที่ยกทัพไปมาของพม่าและฝ่ายไทย เวลายกทัพไปรบก็อาศัยการเดินเรือในลำน้ำแควน้อยไปขึ้นบกที่ไทรโยค และได้อาศัยพวกรามัญ ๗เมืองในการนำทาง จัดตั้งกองเสบียงอาหารและที่พักเป็นระยะๆไป ครั้นเมื่อมีการจัดการปกครองตามระเบียบใหม่ พ.ศ.๒๔๓๘รามัญทั้ง ๗ หัวเมืองก็ถูกยุบลงเป็นหมู่บ้านและกิ่งอำเภอสังกัดอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดกาญจนบุรี

การเกณฑ์ราชการ เนื่องจากทางราชการมิได้ถือว่าชาวมอญเป็นชาวต่างชาติ ทั้งยังจัดชาวมอญอยู่ในระบบไพร่ ดังนั้นกำหนดระยะเวลาการ "เข้าเดือน" ต่อปีของชาวมอญจึงไม่แตกต่างจากไพร่ไทยคือปีละ 5 เดือนในสมัยอยุธยา ครั้นถึงสมัยธนบุรีลดเวลาประจำการลงเหลือปีละ ๔ เดือน และในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นลดลงอีกหนึ่งเดือน ไพร่หลวงต้องมาเข้าเวรปีละ ๓ เดือน และชาวมอญในบางท้องถิ่นก็ถูกกำหนดเป็นไพร่ส่วยเช่นเดียวกับไพร่ไทย เช่น ส่วยไม้ขอนสักเมืองตาก สวรรคโลก ส่วยผึ้งเมืองเพชรบุรี เป็นต้น ข้อที่น่าสังเกตคือชาวมอญนั้นยังมีหน้าที่เฉพาะอย่างด้วย ได้แก่ การไปสืบราชการความเคลื่อนไหวในสหภาพพม่า เนื่องจากชาวมอญมีความคุ้นเคยกับสถานที่และชำนาญในเส้นทาง ทั้งยังมีญาติพี่น้องซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในด้านการสืบข่าวอีกด้วย

ในฐานะที่เป็นไพร่หลวง นอกจากจะด้องถูกเกณฑ์ให้เข้าเวรทำราชการตามกำหนดแล้ว ชาวมอญยังมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับพลเมืองไทยโดยทั่วไปคือ จะได้รับพระราชทาน "ตราภูมิคุ้มห้าม" เป็นสิ่งตอบแทนในการทำราชการ ผู้ที่ได้รับพระราชทานตราภูมิสามารถนำตราภูมิไปแสดงแก่เจ้าพนักงานผู้เก็บภาษีอากรในเวลาที่ออกจากราชการ เพื่อลดภาษีอากรในการประกอบอาชีพ ๓ ชนิดคือ สมภักษร (ทำไร่) ขนอน(หาปลา) และตลาด (ค้าขาย) เป็นกรณีพิเศษ หรือบางทีก็ไม่ต้องเสียเลย ถ้าภาษีอากรไม่สูงกว่าจำนวนเงินที่ระบุไว้ในตราภูมิคือ ตั้งแต่ ๑ ตำลึง ถึง ๒ ตำลึง ซึ่งโอกาส เสวิกุลกล่าวไว้ใน พระบิดาแห่งการปฏิรูป ว่าเป็นอัตราที่ใช้ในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการแก้ไขตราภูมิใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม คือ ให้ตราภูมิสามารถคุ้มภาษีอากรได้ทุกชนิด มีกำหนดราคา ๖ บาทเท่ากันหมด แต่มีอำนาจคุ้มได้เพียงปีเดียว และให้เฉพาะผู้เข้าเวรออกเวร ส่วนในด้านการศาล ชาวมอญก็ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายและศาลไทยเท่าเทียมกับคนไทยทุกประการ ต่างจากคนชาติอื่น เช่น จีน แขก ซึ่งมีฐานะเป็นคนต่างชาติอย่างเห็นได้ชัด เพราะนอกจากจะไม่ได้เป็นไพร่หลวงแล้ว เมื่อมีคดีความเกิดขึ้นก็ต้องไปขึ้นศาลพิเศษต่างหากในกรมท่า ซึ่งแยกเป็นกรมท่าซ้ายพิจารณาความชาวจีน และกรมท่าขวาพิจารณาความพวกแขก นอกจากนี้ไพร่หลวงรามัญยังมีหน้าที่ต้องเข้าพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาปีละ ๒ ครั้งในเทศกาลตรุษและสารท เพื่อถวายสัตย์และแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

การเข้ารับราชการในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวมอญได้เข้ารับราชการในหน่วยงานที่สำคัญ ๓ หน่วยคือ กรมอาทมาต กรมกองตระเวน และการทหารเรือดังนี้ คือ

กรมอาทมาต เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการป้องกันบ้านเมือง เพราะทำหน้าที่ในการสืบข่าวศึกและลาดตระเวนปลายด่านที่ติดต่อกับพม่า จึงมอบหมายให้ชาวมอญเข้ารับหน้าที่นี้ กรมอาทมาตนี้ต่อมาได้แยกเป็นกรมอาทมาตซ้ายและกรมอาทมาตขวาและโอนการตรวจตระเวนชายแดนซึ่งเดิมเป็นหน้าที่ของกรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจภูบาลมาเป็นหน้าที่ของกรมอาทมาตทั้งหมด

ลักษณะการสืบข่าวของมอญกรมอาทมาตมี ๒ วิธีวิธีแรกคือการไปดักจับพม่ารามัญที่อยู่ชายแดนพม่า ส่งตัวเข้ามายังกรุงเทพฯ เพื่อซักถามข่าวความเคลื่อนไหวและสถานการณ์ในพม่า อีกวิธีหนึ่งคือการแต่งคนมอญออกไปสืบราชการในเมืองเมาะลำเลิง เมืองเตริน ซึ่งอยู่ติดกับด่านไทย ส่วนมากผูที่ได้รับแต่งตั้งมักจะมีเพื่อนหรือญาติพี่น้องอยู่ในเมืองนั้นๆ จึงมักจะอาศัยการไปเยี่ยมญาติพี่น้องนั้นทำการสืบข่าวพม่าด้วยขณะเดียวกันผู้มีหน้าที่รักษาปลายด่านฝ่ายไทยก็จะต้องหมั่นออกลาดตระเวนอยู่เสมอ เพื่อคอยระวังไม่ให้พม่าเล็ดลอดเข้ามาจับคนไทยออกไปถามข่าวได้ การสืบข่าวราชการของกองมอญอาทมาตดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่ทางราชการมาก ทำให้ไทยสามารถเตรียมกองทัพและยุทธศาสตร์การสู้รบได้ทันในกรณีที่พม่าจะยกกองทัพเข้ารุกรานไทย

แม้ว่าการตรวจตระเวนด่านและสืบราชการดังกล่าวในระยะแรกจะเป็นหน้าที่ของมอญกรมอาทมาตซ้ายและขวาโดยตรง แต่ต่อมาก็ได้กลายมาเป็นหน้าที่ของรามัญทั้ง ๕ กรมซึ่งอาจเป็นเพราะว่างานดังกล่าวต้องอาศัยกำลังคนจำนวนมากและต้องเป็นคนที่คุ้นเคยกับเส้นทางและสถานที่ด้วย ต่อมาหลังจากที่อังกฤษทำสงครามชนะพม่าใน พ.ศ.๒๓๖๙ และเข้ายืดครองดินแดนพม่าตอนล่างใต้แม่น้ำสาละวินลงมา ซึ่งปิดหนทางที่พม่าเคยยกมาตีไทย สงครามระหว่างไทยกับพม่าก็สิ้นสุดลง หน้าที่ของกรมอาทมาดในการลาดตระเวนสืบข่าวพม่าจึงหมดความสำคัญและสิ้นสุดไป

กรมกองตระเวน ในสมัยอยุธยาหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย สืบจับโจรผู้ร้าย ตลอดจนตัดสินคดีความอุกฉกรรจ์เป็นของกรมกองตระเวน ซึ่งแยกเป็นกรมกองตระเวนช้ายและกรมกองตระเวนขวา ขึ้นอยู่ในกรมพระนครบาลต่อมาใน พ.ศ.๒๔๐๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้กัปตันเอมส์ (Captain Ames) ชาวอังกฤษจัดตั้งกองตำรวจขึ้นเรียกว่า "กองโปลิศ" โดยจ้างคนมาเป็นโปลิศลาดตระเวนตามถนนในที่ ๆ มีราษฎรอยู่มาก เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของกรมกองตระเวนในการดูแลรักษาความสงบภายในพระนคร ครั้นถึง พ.ศ.๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้รวมกองตระเวนกับการโปลิศเข้าเป็นกรมเดียวกันคือกรมกองตระเวน โดยแบ่งหน้าที่ราชการเป็น ๒ กอง คือ กองไต่สวนลงโทษหลวง ทำหน้าที่พิจารณาไต่สวนสืบจับโจรผู้ร้าย กับกองรักษา สำหรับลาดตระเวนรักษาพระนคร มิให้ผู้ใดละเมิดกฎหมาย และในการนี้ได้เพิ่มเงินเดือนสำหรับจ้างคนเข้ามารับราชการเป็นพลตระเวนเป็นเดือนละ๑๐ บาท ดังนั้นเพื่อเป็นการลดรายจ่ายของกองตระเวนใน พ.ศ.๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯให้ยกคนกองมอญทั้ง ๘ กรม (วังหลวง ๕ วังหน้า ๓) จากกลาโหมมาเป็นพลตระเวนขึ้นกระทรวงนครบาล โดยให้เป็นคนคงกรมเงินเดือนเดือนละ ๔ บาท ทั้งนี้เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นว่ากองมอญเป็นกองใหญ่ มีจำนวนคนมากพอที่จะใช้ในกิจการกองตระเวนได้ ที่สำคัญคือคนพวกนี้เคยทำหน้าที่สอดแนมสีบข่าวทางเมืองพม่ามาก่อน จึงเหมาะที่จะเป็นพลตระเวนคอยตรวจจับโจรผู้ร้ายในท้องที่ต่างๆ

กองมอญ ๕ กรมที่ยกมาเป็นพลตระเวนนั้น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาลโปรดให้คงรับราชการแห่นำแห่ตามเสด็จพระราชดำเนินตามที่เคยปฏิบัติมา แต่เนื่องจากกองมอญทหารปืนเมืองนครเขื่อนขันธ์ซึ่งรวมอยู่ในกระบวนด้วยนั้นยังคงขึ้นอยู่กับกระทรวงกลาโหมจึงไม่สามารถบังคับให้เปลี่ยนธรรมเนียมการแต่งกายจากเดิมได้ทำให้เรือที่จัดเข้ากระบวนแห่แต่งกายแตกต่างกันดูไม่เป็นระเบียบพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์จึงได้ขอพระราชทานยกคนกองมอญทหารปืนเมืองนครเขื่อนขันธ์มาเป็นพลตระเวนด้วยเพื่อให้การจัดกระบวนเรือแซเป็นไปโดยเรียบร้อย

การชำระคนกองมอญมาเป็นพลตระเวนนั้นต้องใช้เวลาหลายเดือน คนกองมอญเริ่มเข้ารับราชการในกองตระเวนอย่างแท้จริงเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๓๖ และได้ปฏิบัติหน้าที่พลตระเวนอยู่เพียง ๓ เดือน ก็ถูกยกไปเป็นทหารเรือ รวมทั้งกองมอญทหารปืนเมืองนครเขื่อนขันธ์ซึ่งยังไม่ทันได้ชำระมาเป็นกองตระเวนตามที่กำหนดไว้ ก็ถูกยกไปเป็นทหารเรือเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๓๖

การทหารเรือ ชาวมอญได้เข้ามารับราชการทหารเรือตั้งแต่เริ่มมีการจัดการเกี่ยวกับกิจการทหารเรือในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้เกณฑ์พวกอาสามอญมาหัดเป็นทหารปืนเล็กขึ้น (แต่ยังคงสังกัดกรมพระกลาโหม) ทำหน้าที่รักษาป้อมเมืองสมุทรปราการร่วมกับการพายเรือ แจวเรือ การสร้างและซ่อมแซมเรือที่ชำรุด ตลอดจนการเก็บรักษาและใช้เรือ ถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ การทหารเรือจึงได้มีการพัฒนากิจการมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยแยกดำเนินการเป็น ๒ ฝ่ายไม่ขึ้นต่อกัน แต่ขึ้นโดยตรงต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ ทหารเรือวังหน้าในบังคับบัญชาของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และทหารมะรีนสำหรับเรือรบ ที่เรียกว่าทหารเรือวังหลวงหรือทหารเรือบ้านสมเด็จ ซึ่งได้แก่ พวกอาสามอญทหารปืนเล็ก อยู่ในบังคับบัญชาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) การทหารเรือทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ต่างพยายามสร้างสมกำลังเรือรบที่มีสมรรถภาพสูงและทันสมัย ทั้งยังมีอู่ต่อเรือของตนเอง ที่เรียกว่า "อู่วังหน้า" และ "อู่บ้านสมเด็จ" ตามลำดับ

ส่วนด้านทหารบกก็มีการฝึกหัดพวกมอญอยู่บ้าง แต่ไม่ยั่งยืนเหมือนด้านทหารเรือ โดยเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔หลังจากที่โปรดให้ร้อยเอกอิมเปย์ (Impey) เป็นผู้จัดการหัดทหารแบบตะวันตกในวังหลวง แล้วโปรดให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เก็บลูกหมู่กองมอญมาฝึกหัดการทหารและให้ทำหน้าที่แห่นำเสด็จพระราชดำเนินโดยให้ยกขาดหมู่มาแต่ยังคงอยู่ในกรมพระกลาโหม ต่อมาก็ได้นำลูกหมู่เหล่านี้ไปรวมกับกองทหารเกณฑ์หัด กรมทหารรักษาพระองค์ และกรมอาสาลาวเขมร เรียกว่า "ทหารหน้า" แต่หลังจากนั้นก็ได้มีการชำระลูกหมู่เพิ่มเติมจำนวนคนจึงร่อยหรอลง ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ การชำระลูกหมู่ทหารหน้าก็ไม่ได้คนเท่าใดนัก จึงโปรดฯ ให้เก็บลูกหมู่กองมอญขึ้นอีกแต่ก็ยกไปเป็นทหารมะรีน ส่วนลูกหมู่ทหารปืนเลกกรมการเมืองนครเขื่อนขันธ์ก็ให้นำไปฝึกทหารปืนใหญ่ขึ้นกับกรมพระกลาโหมซึ่งก็ไม่ได้มีการชำระลูกหมู่เพิ่มเติมเช่นกันและในชั้นหลังคงใช้คนหู่อื่นเข้าประจำการเพราะคนกองมอญในสังกัดกรมพระกลาโหมทั้งหมดถูกยกไปเป็นพลตระเวนในพ.ศ.๒๕๓๕ และโอนมาเป็นทหารเรือใน พ.ศ.๒๕๓๖

กิจการทหารเรือในยุคแห่งการปรับปรุงนี้ต้องการกำลังคนเข้าประจำการในตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้เรือกลไฟในกิจการของกรมต่างๆ จึงต้องหากำลังคนภายนอกเข้ามาเพิ่ม พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์ผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้น ทรงพิจารณาเห็นว่าคนกองมอญลาวรักษาโรงเรือในสังกัดกรมพระกลาโหมนั้นไปเที่ยวรับจ้างอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ยกเว้นกรมทหารเรือเพราะอัตราเงินเดือนที่กรมทหารเรือจ้างนั้นต่ำกว่าของเอกชน ทั้งยังต้องทำงานหนักกว่าด้วย พระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์จึงได้ขอพระราชทานกองมอญลาวนี้มาขึ้นกับกรมทหารเรือเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๔

แม้ว่ากรมทหารเรือจะได้เพิ่มกำลังเข้ามารับราชการมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อตำแหน่งหน้าที่และการอยู่เวรเนื่องจากกิจการทหารเรือกำลังรุ่งเรืองและทวีความสำคัญต่อการป้องกันบ้านเมืองยิ่งขึ้น จึงต้องการกำลังคนมากสำหรับประจำกองเรือ ประจำป้อมทหารยามและช่างกลต่างๆ โดยเฉพาะสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอยู่ในภาวะที่จะต้อง

เตรียมพร้อมทั้งกำลังทางบกและทางเรือ เพราะเกิดกรณีพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในบริเวณดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยกพลทหารปืนเมืองนครเขื่อนขันธ์ไปขึ้นกับกรมทหารเรือทั้งหมด แทนการชำระไปเป็นพลตระเวน ซึ่งอาจเป็นเพราะทรงเห็นว่า ในขณะนั้นการทหารเรือเป็นราชการที่สำคัญและจำเป็นรีบด่วนกว่าพลตระเวนนอกจากนี้ยังโปรดฯ ให้พระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์ปรึกษากับเจ้าพระยาพลเทพ เพื่อพิจารณานำคนกองทุ่นเมืองนครเขื่อนขันธ์ที่ไม่ต้องอยู่ช่วยราชการในเมืองนครเขื่อนขันธ์ไปเป็นทหารเรือด้วย และเนื่องจากคนมอญที่สังกัดกรมอื่นๆ อีก ๘ กรม ซึ่งรับราชการอยู่ในกรมกองตระเวนนั้นก็เป็นพวกเดียวกับพลทหารปืนเมืองนครเขื่อนขันธ์และคนกองทุ่น ดังนั้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้ยกรามัญทั้ง ๘ กรม (วังหลวง ๕ วังหน้า ๓)ไปขึ้นกับทหารเรือเพื่อจะได้รับการเกณฑ์โดยเท่าเทียมกันเป็นการป้องกันการระส่ำระสายหลบหนีของพวกไพร่อื่นๆ ที่ได้มาเป็นทหารเรือแล้ว กรมทหารเรือได้จัดพวกมอญเหล่านั้นลงประจำเรือทำหน้าที่ช่างไฟ และฝ่ายมะรืนซึ่งเป็นกำลังบนบกของทหารเรือประจำอยู่ในกรุงเทพฯ และตามสถานีชายทะเลกับป้อมปากน้ำ แต่คนมอญทั้งหมดที่ยกไปเป็นทหารเรือยังคงแยกกันอยู่เป็นหมวดเป็นกองตามชื่อกรมเดิมที่เคยสังกัด และมีการสักแขนต่างกันออกไปตามชื่อกรมที่สังกัดด้วย เช่น พวกมะรีน สักแขนตัว "ม" พวกมอญ ๘ กรม สักแขนตัว "ม.ป." และพวกมอญลาว สักแขนตัว "ม.ล." เป็นต้น

ในการยกคนมอญมาเป็นทหารเรือนั้น กรมทหารเรือต้องประสบปัญหาในการชำระตัวไพร่เข้ามาประจำการ เพราะพวกไพร่พากันระส่ำระสายหลบหนีเข้าป่าไปบ้าง ทำให้ต้องเสียเวลาในการตามตัว กว่าจะชำระได้ครบตามจำนวนในบัญชีบางคราวตัวเลกอยู่ไกลมากเกินกำลังที่เจ้าหมู่จะไปตามมาชำระได้ ที่พอจะตามได้ก็เสียเวลามากเพราะอยู่ห่างไกลกันจึงเกิดปัญหาในการชำระส่งกรมทหารเรือให้ทันตามกำหนดยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหมู่บางคนยังหวงแหนดัวเลกซึ่งเป็นแรงงานสำคัญของตน ไม่ยอมให้ความร่วมมือในการชำระเลก มักปิดบังไม่ยอมนำส่งตัวเลก บางครั้งก็มีการทุจริตหาช่องทางให้เลกหลบหนี โดยได้รับสินบนจากตัวเลกเป็นการตอบแทนนอกจากนี้ในสมัยที่คนกองมอญมาขึ้นกับกรมพระกลาโหมแล้วนั้น กรมพระกลาโหมได้แบ่งคนส่งไปรับราชการในกระทรวงต่างๆ ครั้นเมื่อมีการชำระลูกหมู่ไปเป็นทหารเรือจึงเกิดปัญหาไม่สามารถชำระได้ตามจำนวนที่แท้จริง

ปัญหาและอุปสรรคในการชำระตัวเลกมาเป็นทหารเรือดังกล่าวทำให้มีตัวเลกเข้ามาประจำการน้อย ไม่เพียงพอที่จะแบ่งเป็นหลายๆ ผลัด และราชการในกรมทหารเรือก็เป็นงานหนัก ทำให้ไพร่ที่เข้าประจำการได้รับความเดือดร้อน ต้องเข้าเวรนานกว่าที่กำหนดไว้ คือ ๒ เดือน ๑๐ วัน มาเป็น ๓ เดือน ๓ วัน และต่อมาเป็น ๔ หรือ ๖ เดือน ขณะเดียวกันบรรดาราษฎรอื่น ๆ ก็พลอยหวาดผวาไปกับการเกณฑ์เลกด้วยเพราะเมื่อคนไม่พอและไปตามมาทำผลัดไม่ทัน ก็ใช้วิธีจับคนข้อมือขาวที่เป็นรามัญทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรามัญ ๘ กรมหรือไม่ก็ตาม บางบ้านก็จับผู้ชายไปหมดเหลือแต่ผู้หญิงไว้ ทำให้เกิดโจรผู้ร้ายเข้าปล้นอยู่เนืองๆ นอกจากนี้บรรดาเจ้าหมู่นายกองยังได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากไม่สามารถทำผลัดส่งตัวเลกได้ทันตามกำหนดจึงถูกลงโทษโดยการกักขัง

ความเดือดร้อนดังกล่าวมีผลให้ไพร่บางคนหนีไปเข้าเป็นคนในบังคับฝรั่งเศส และกำลังเตรียมจะไปเข้าในบังคับอังกฤษอีกมาก บางคนที่ถูกหน่วงเหนี่ยวไว้นานก็คิดหาช่องทางหลบหนีไปหงสาวดี บางรายถึงกับขายทรัพย์สินต่างๆ แล้วอพยพไปหาที่อยู่ใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้กรมทหารเรือทำการแก้ปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว โดยปรับระเบียบการเกณฑ์ทหาเือนปรนลง และเกณฑ์คนทางหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออกซึ่งเคยเป็นไพร่ส่วยเข้ามาเป็นพลทหารเพิ่มขึ้น ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๔๘ ได้มีพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร ร.ศ.๑๒๔ จึงได้ยกเลิกการเกณฑ์แบบเก่าตามกรมที่ไพร่สังกัดมาเป็นการเกณฑ์ตามท้องที่ที่ไพร่อาศัยอยู่ ใน พ.ศ.๒๔๔๘ นี้ได้เกณฑ์คนในเขตท้องที่เมืองต่างๆ คือ ปทุมธานี นนทบุรี มีนบุรี ธัญญบุรีพระประแดง (นครเขื่อนขันธ์) สมุทรปราการ ชลบุรี ระยองแกลง ขลุง ต่อมาใน พ.ศ.๒๕๔๙ ได้ขยายบริเวณเกณฑ์คนออกไปยังสมุทรสาคร สมุทรสงครามและจันทบุรี

บทบาทและความสำคัญของชาวมอญในประเทศไทย

ชาวมอญในประเทศไทยมีบทบาทและความสำคัญต่อสังคมไทยทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และศิลปวัฒนธรรม นอกเหนือไปจากมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งไทยรับจากมอญในอดีต คือการรับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์มาใช้เป็นแบบแผนในการออกกฎหมายและกำหนดฐานะของพระมหากษัตริย์ว่าเป็น "ธรรมิกราช" ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อสถาบันการปกครองของไทย

บทบาทด้านสังคมและวัฒนธรรมที่สำคัญของชาวมอญในประเทศไทยแยกเป็น ๒ ด้าน คือ

๑. สถาบันศาสนา ไทยได้รับพุทธศาสนารามัญนิกายซึ่งได้ชื่อว่าเคร่งครัดในด้านวินัยปฏิบัติ และได้เป็นรากฐานของธรรมยุติกนิกายในประเทศไทย นอกจากนี้พระสงฆ์รามัญนิกายยังมีบทบาทสำคัญในการสวดพระปริตรมาจนกระทั่งทุกวันนี้

จากหลักฐานในพงศาวดารและตำนานต่างๆ ของคนไทยเช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานมูลศาสนา ศาสนวงศ์เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าไทยได้รับพุทธศาสนารามัญนิกาย ซึ่งเข้ามาเผยแพร่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่จะเป็นที่แพร่หลายมากน้อยเพียงใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด จนกระทั่งถึงสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ.๒๑๑๒-๒๑๓๓) จึงปรากฏหลักฐานว่า มีพระเถระมอญเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมๆกับครัวรามัญที่อพยพเข้ามาเป็นครั้งแรกในสมัยอยุธยา และนับแต่นั้นมาพุทธศาสนารามัญนิกายก็ประดิษฐานอย่างมั่นคงในประเทศไทย ได้มีผู้สืบลัทธินิกายต่อๆ มา มีทั้งบุตรหลานชาวมอญอพยพที่ทำการบวชเรียนในประเทศไทย และพระสงฆ์รามัญที่อพยพเข้ามาใหม่ โดยเฉพาะในปลายรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งเป็นสมัยที่มีพระสงฆ์รามัญอพยพหนีภัยจากพม่าเข้ามาเป็นจำนวนมากสมัยหนึ่ง เนื่องจากในสมัยนั้นพระเจ้าอลองพญาได้ทำการกวาดล้างมอญอย่างหนักรวมทั้งพระสงฆ์ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำมงคลประเจียด ตะกรุด ฯลฯ ให้ชาวมอญทำให้ชาวมอญพากันฮีกเหิมกล้าหาญในการทำสงครามกับพระองค์ พระสงฆ์รามัญนิกายนี้ได้รับการยกย่องและอนุเคราะห์ทัดเทียมกับมหานิกายที่ไทยรับมาจากลังกา โดยให้มีการปกครองกันเอง แยกออกไปต่างหากจากคณะสงฆ์ไทย มีเจ้าคณะใหญ่ปกครอง และมีพระราชาคณะชั้นรองๆ ลงมาเป็นผู้ช่วยการคณะ ส่วนตามหัวเมืองต่างๆ ที่มีพระสงฆ์รามัญอยู่ก็ให้เจ้าคณะเมืองประจำเมืองนั้นๆ ปกครองกันรองๆ ลงไปในสมัยรัตนโกสินทร์ ปรากฏนามเจ้าคณะฝ่ายรามัญว่า พระมหาสุเมธาจารย์หรือพระสุเมธาจารย์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคณะสงฆ์รามัญจะแยกออกไปปกครองกันเองต่างหากจากคณะสงฆ์ไทย แต่ก็มิได้เป็นคณะเอกเทศ เพราะพระราชาคณะฝ่ายรามัญตามหัวเมืองต่างๆ ในสมัยอยุธยาจะแยกย้ายกันไปขึ้นกับคณะซ้ายบ้าง คณะขวาบ้าง ตามสังกัดของวัดที่ตนอยู่ซึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์เปลี่ยนเป็นชื่อเป็นคณะเหนือและคณะใต้ตามลำดับ ต่อมาใน พ.ศ.๒๕๔๕ ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ แบ่งการปกครองออกเป็น ๔ คณะคือ คณะเหนือ คณะใต้ คณะธรรมยุตและคณะกลาง มีเจ้าคณะปกครองลดหลั่นกันลงมาตามลำดับคือ เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะมณฑล เจ้าคณะแขวง เจ้าคณะหมวด และเจ้าอาวาส คณะสงฆ์รามัญนิกายก็มิได้แยกเป็นคณะหนึ่งต่างหากอีกต่อไป และดำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายรามัญก็สิ้นสภาพไปด้วย

คณะสงฆ์รามัญนิกายที่เข้ามาในประเทศไทยนี้ได้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปศาสนาในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎทรงเป็นผู้นำในการปฏิรูป และทรงยกย่องให้พระสงฆ์รามัญเป็น "ครู" ในการศึกษาปฏิบัติพระธรรมวินัยมูลเหตุที่จะมีการปรับปรุงศาสนาในครั้งนั้น สืบเนื่องมาจากการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างแตกฉานของพระภิกษุสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ ทำให้ทรงเห็นว่าวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ไทยผิดแบบแผนไปจากพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้จึงทรงพยายามที่จะแสวงหาทางปฏิบัติอันถูกต้องด้านพระธรรมวินัย หลังจากที่ได้ทรงวิสาสะสนทนากับพระราชาคณะมอญที่พระสุเมธมุนี (ซาย) ซึ่งบวชมาแต่เมืองมอญ และเป็นผู้ชำนาญพระวินัยปิฎกและประพฤติวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎทรงพิจารณาเห็นว่าวัตรปฏิบัติของพระมอญนั้นไม่ห่างไกลจากพุทธบัญญัติเช่นของพระสงฆ์ไทย จึงทรงยินดีและเลื่อมใสใคร่ที่จะปฏิบัติตามแบบพระมอญ พระองค์จึงเสด็จ

ย้ายไปประทับ ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) เนื่องจากวัดมหาธาตุที่ทรงประทับอยู่ขณะนั้นเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ทำให้ไม่ทรงสามารถที่จะประพฤติผิดกับระเบียบแบบแผนของพระในวัดนั้นได้ เพราะจะเป็นการละเมิดและก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกัน และพระองค์ทรงทำทัพหีกรรมอุปสมบทซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ณ สีมาน้ำ หน้าวัดสมอรายพร้อมด้วยพระศิษย์หลวงจำนวน ๔ รูปที่เลื่อมใสในพระดำริของพระองค์คณะสงฆ์ที่ตั้งขึ้นใหม่โดยสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎได้ชื่อต่อมาในภายหลังว่า "ธรรมยุติกา" สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎทรงรับเอาการครองผ้าแหวกอย่างมอญและวิธีการสวดมนต์แบบมคธ คือต้องออกเสียงสระ พยัญชนะให้ถูกต้องตามอักขระ ฐานกรณ์ สิถิล และชนิดใกล้เคียงภาษาบาลี ทรงถือพระวินัย ๒๒๗ ข้อเป็นหลักอย่างเคร่งครัด วัตรปฏิบัติอย่างใดที่พระสงฆ์สยาม (มหานิกาย) และพระสงฆ์รามัญนิกายประพฤติอยู่นั้นถ้าทรงสอบสวนเห็นว่าถูกต้องตามพุทธบัญญัติก็คงไว้ ถ้าเห็นว่าผิดก็เลิกไปหรือทรงแก้ไขตามที่ทรงดำริว่าถูกต้อง ด้วยเหตุนี้พระสงฆ์ธรรมยุตจึงมีวัตรปฏิบัติผิดแปลกกับพระมหานิกายและพระรามัญนิกาย มีแต่การห่มผ้าเท่านั้นที่ยังเป็นอย่างพระมอญ แต่ต่อมาเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎทรงทราบข้อรังเกียจของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในเรื่องการห่มผ้าอย่างพระมอญ จึงตรัสสั่งให้พระสงฆ์ธรรมยุตห่มคลุมอย่างมหานิกาย และพระองค์ก็ทรงเลิกห่มจีวรแหวกอย่างมอญตั้งแต่นั้นมาจนลาผนวช ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ พระสงฆ์ธรรมยุตจึงได้ขอกลับไปครองจีวรแหวกอีกจนกระทั่งทุกวันทนี้

นอกจากการปฏิรูปศาสนาแล้ว พระสงฆ์รามัญยังมีบทบาทในการสวดพระปริตร ทำน้ำพระพุทธมนต์สำหรับใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ และโดยปกติพระครูพระปริตรมอญมีหน้าที่ต้องเข้าไปสวดทำน้ำพระพุทธมนต์ที่หอศาสตราคมทุกวันน้ำมนต์พระปริตรนั้นส่วนหนึ่งแบ่งส่งไปสำหรับเป็นน้ำสรงพระพักตร์ และสรงพระองค์พระเจ้าอยู่หัว อีกส่วนหนึ่งใส่บาตร ๒ใบให้สังฆการี ถือตามพระครุพระครูพระปริตร ๒ รูป เข้าไปเดินประพรมด้วยหญ้าคาที่ในพระราชวังในเวลาบ่าย ๑๔.๐๐ นาฬิกาทุกวัน นอกจากนี้ถ้ามีการเสด็จพระราชดำเนินเป็นระยะทางไกล ต้องไปประทับแรม ณ ตำบลใดๆ หรือเสด็จไปในการสงครามหรือการโพนช้าง พระสงฆ์รามัญสวดพระปริตรก็ต้องตามเสด็จด้วย การสวดพระปริตรดังกล่าวถือเป็นประเพณีมาแต่โบราณที่ต้องให้พระสงฆ์รามัญแต่เพียงผู้เดียวทำการสวดตามแบบอย่างรามัญเป็นประจำทุกวัน และได้ปฏิบัติต่อมาจนกระทั่งถึง พ.ศ.๒๔๘๙ จึงลดวันสวดพระปริตรลง ทำการสวดเฉพาะวันธรรมสวนะ (วันพระ) เท่านั้น เนื่องจากพระที่สวดรามัญได้มีน้อยรูปไม่พอจะผลัดเปลี่ยนกันมาสวดได้ทุกวัน

๒. ด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณี ชาวมอญที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้นำขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ของตนเข้ามาถือปฏิบัติสืบต่อมาอย่างเคร่งครัดจนบางส่วนของวัฒนธรรมเหล่านั้นได้เข้ามามีอิทธิพลในสังคมไทย ที่สำคัญได้แก่ ดนตรี ภาษา วรรณคดี ตลอดจนประเพณีบางอย่าง

ด้านดนตรี ได้มีการรับปี่พาทย์มอญมาใช้บรรเลงในงานศพ เพราะฟังดูโอดครวญชวนให้เศร้าโศก คนส่วนมากจึงคิดว่าปี่พาทย์มอญใช้เฉพาะงานศพ แต่ความจริงแล้วชาวมอญใช้ปี่พาทย์มอญเป็นเครื่องบรรเลงในทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นงานมงคลหรืองานอวมงคลโดยใช้เพลงต่างกัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ในสาส์นสมเด็จว่า พระองค์ได้ทรงทราบจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ปี่พาทย์มอญเริ่มใช้ในงานศพหลวงครั้งแรกเมื่องานพระศพสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีในรัชกาลที่ ๔ เพราะทรงเป็นเชื้อมอญ คนทั่วไปที่ไม่ทราบถึงเหตุเดิมอาจนำแบบอย่างพระศพหลวงไปใช้บ้าง แล้วมีการปฏิบัติต่อมาจนพากันเข้าใจว่างานศพต้องมีปีพาทย์มอญจึงจะเป็นศพผู้ดี ปี่พาทย์มอญจึงแพร่หลายในประเทศไทยจนทุกวันนี้

ด้านภาษา การที่ไทยมีความสัมพันธ์กับมอญมาช้านานทำให้มีการรับคำในภาษามอญมาใช้ในภาษาไทยด้วย เช่น คำว่ากรุง นาย คลอง ฯลฯ เป็นต้น ในพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกล่าวว่า "กรุง" เป็นภาษามอญแปลว่า แม่น้ำ ไทยเรานำมาใช้ในความหมายว่าเมืองหลวง เนื่องจากว่า เมืองหลวงของประเทศมักตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเพื่อความสะดวกในการปกครองและสัญจรไปมา ผู้เป็นเจ้ากรุง ก็หมายถึงผู้เป็นเจ้าใหญ่เหนือแม่น้ำตลอดทั้งสายคำว่า "กรุง" จึงมีความหมายเคลื่อนมาเป็นเมืองหลวง ส่วนคำว่า "นาย" เสฐียรโกเศศกล่าวว่าเป็นคำเดิมในภาษามอญซึ่งในพจนานุกรมมอญอังกฤษ ของนายฮัลลิเดย์ (Halliday)ให้คำแปลไว้ว่า เจ้าหรือนาย (lord, master) แต่ปัจจุบัน "นาย" ในภาษามอญเป็นคำใช้ประกอบหน้าชื่อบุคคลที่เป็นชายสูงอายุเช่นผู้เป็นบัณฑิตหรือผู้ที่สมควรยกย่องให้เกียรติเช่นเดียวกับไทย นอกจากนี้ไทยเรายังนำคำ "นาย" มาใช้เป็นคำประกอบตำแหน่งหน้าที่เพื่อยกย่องด้วย เช่น นายเรือนายช่าง คำว่า "นาย" ในภาษามอญนี้เมื่อมาอยู่กับไทยนานเข้าก็กลายเป็นคำไทยและเรามักจะนำมาเข้าคู่กับคำเดิมของไทยว่า "เจ้านาย" ซึ่งมีความหมายคงเดิม คำว่า "คลอง" ก็มาจากภาษามอญแปลว่า ทาง เช่น คลองเลื่อย คลองธรรม ไทยเรานำมาใช้ในความหมายว่า ทางน้ำ

ด้านวรรณคดี วรรณคดีของไทยที่ได้รับอิทธิพลจากมอญในด้านเนื้อเรื่อง คือ เรื่องราชาธิราช ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับพงศาวดารมอญ แต่รายละเอียดส่วนใหญ่เป็นเรื่องมหายุทธ-สงครามระหว่างพระเจ้าราชาธิราช (มอญ) กับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง (พม่า) กระทรวงศึกษาธิการได้คัดเลือกตัดเฉพาะตอนศึกพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องไปตีพิมพ์เป็นแบบเรียนสอนอ่านกวีนิพนธ์ เพราะนอกจากจะเป็นหนังสือที่อ่านสนุก มีสาระเพิ่มพูนสติปัญญาแล้วยังให้รสทางวรรณคดีอีกด้วย นอกจากนี้ภาพลักษณ์ของชาวมอญในด้านความเป็นอยู่ คติความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์ต่างๆ ยังปรากฏในวรรณคดีบางเรื่องของไทย เช่น เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ เป็นตอนที่พลายชุมพลบุตรขุนแผนปลอมตัวเป็นมอญใหม่ชื่อสมิงมังราไปรบกับพระไวย (พลายงามบุตรขุนแผนเช่นกัน)วรรณคดีเรื่องนี้เป็นที่นิยมอ่านของคนไทยมากและได้มีการนำมาดัดแปลงเป็นบทละครเพื่อใช้แสดงละครด้วย และตอนหนึ่งจากบทละครยังได้นำมาเป็นเนื้อร้องเพลงมอญดูดาวใช้สอนวิชาดนตรีในชั้นประถมและเป็นที่นิยมร้องกันโดยทั่วไป เนื้อเพลงเน้นความเชื่อด้านไสยศาสตร์ชัดเจนดังนี้

"แล้วจัดแจงแต่งกายพลายชุมพล

ปลอมตนเป็นมอญใหม่ดูคมสัน

นุ่งผ้าตาหมากรุกของรามัญ

ใส่เสื้อลงยันต์ย้อมว่านยา

คอผูกผ้าประเจียดของอาจารย์

โอมอ่านเสกผงผัดหน้า

คาดตะกรุดโทนทองของบิดา

โพกผ้าสีทับทิมริมขลิบทอง

ถือหอกสันตะโลหะชนะชัย

เหมือนสมิงมอญใหม่ดูไวว่อง

ขุนแผนขี่สีหมอกออกลำพอง

ชุมพลขึ้นกระเลียวผยองนำโยธา"

ด้านประเพณี ประเพณีสำคัญของมอญที่ถือปฏิบัติมาจนทุกวันี้และบางส่วนได้เข้ามาปะปนอยู่ในวัฒนธรรมและประเพณีของไทยคือประเพณีสงกรานต์ ตรงกับกลางเดือนเมษายนของทุกปี ทั้งมอญและไทยโบราณถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ชาวมอญยังคงรักษาประเพณีเก่าๆ ในเทศกาลนี้ไว้ เช่น การแห่นกปลาไปปล่อย การทำบุญด้วยข้าวสงกรานต์ (ข้าวแช่)ตลอดจนการเล่นสะบ้า จะเห็นได้ว่าประเพณีสงกรานต์ของมอญนั้น มีคนไทยไปร่วมงานด้วยจำนวนมากโดยเฉพาะที่พระประแดง ประเพณีอื่นๆ นอกจากนี้ที่มีบทบาทเข้ามาปะปนในสังคมไทย ได้แก่ ประเพณีแต่งงาน ถ้าชายไทยแต่งงานกับหญิงมอญ ก็ต้องเพิ่มพิธีแบบมอญเข้าไปด้วย หรือประเพณีอุปสมบทก็เช่นกัน ถ้าชายไทยไปบวชวัดมอญ พิธีในโบสถ์ก็จะจัดแบบมอญ และต้องครองผ้าแบบมอญดังกล่าวมาแล้ว

ส่วนการศึกษาของชาวมอญนั้น ในสมัยอยุธยาก็เป็นไปในทำนองเดียวกับเด็กไทย คือใช้วัดเป็นโรงเรียนและมีพระเป็นครู แต่เด็กมอญจะเข้าศึกษาเป็นภาษามอญในวัดมอญประจำหมู่บ้าน และเมื่ออายุครบเกณฑ์ที่จะบรรพชา อุปสมบท ก็จะทำการที่วัดนั้นๆ ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เด็กมอญบางส่วนเริ่มรับการศึกษาเป็นภาษาไทยในโรงเรียนของคณะมิชชันนารี ซึ่งตั้งขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๓๙๕ โดยนางแมตตูน (Mrs. Mattoon) มิชชันนารีชาวอเมริกัน ต่อมาเมื่อมีการปฏิรูปการศึกษาสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ชาวมอญก็มีแนวโน้มที่จะหันมาศึกษาเป็นภาษาไทยโดยใช้หลักสูตรของไทย ทั้งนี้เพราะนอกจากจะมีโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรทั่วไปทั้งในกรุงและหัวเมืองแล้ว วัดมอญบางวัดยังได้หันมาสอนหนังสือไทยแก่เด็กมอญโดยใช้แบบเรียนของไทย เช่น วัดคงคารามในจังหวัดราชบุรี ส่วนการศึกษาของพระสงฆ์มอญตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางเป็นต้นมา มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมตามหลักสูตรแบบเรียนรามัญซึ่งแยกต่างหากจากของไทย จนกระทั่งถึง พ.ศ.๒๕๕๔ จึงได้ยกเลิกไป และหันมาศึกษาเล่าเรียนตามแบบไทยโดยใช้หลักสูตรเดียวกับพระภิกษุไทย

บทบาทด้านเศรษฐกิจ ชาวมอญมีบทบาทในฐานะเป็นส่วนประกอบของระบบเศรษฐกิจไทย ด้วยเหตุที่แรงงานคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญและมีค่าที่สุด โดยเฉพาะในสมัยอยุธยา รัฐบาลได้อาศัยแรงงานของไพร่หลวงรามัญในการก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในรูปของแรงงานรวมทั้งเงินและสิ่งของที่ส่งมาแทนแรงงาน กล่าวคือไพร่หลวงมอญมีหน้าที่ต้องเข้าเวร "ทำราชการ" ตามระยะเวลาที่กำหนดทุกปีตั้งแต่อายุ ๒๐-๖๐ ปี ทางราชการได้ใช้แรงงานเหล่านั้นในการขุดลอกคูคลอง เพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมและเป็นประโยชน์ในด้านเกษตรกรรม คลองบางแห่งก็เป็นประโยชน์ทางด้านการเมือง คือใช้เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหารในยามสงครามเช่น คลองแสนแสบ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้เกณฑ์คนมอญมาช่วยกันขุดคลองส่วนหนึ่งเพื่อเตรียมไว้รบกับญวน ส่วนเงินหรือสิ่งของที่ไพร่ส่งมาให้แทนการเข้าเวรนั้นก็ได้กลายมาเป็นรายได้ทางหนึ่งของทางราชการนอกจากนี้การประกอบอาชีพต่างๆ ของชาวมอญ เช่น การทำนา ทำไร่ การทำเครื่องปั้นดินเผา การทำอิฐ ทอผ้า ทอเสื่อการดำทราย การค้าทางเรือ ฯลฯ ดังกล่าวมาแล้ว ยังช่วยให้เกิดผลผลิตนำไปสู่การซื้อขายแลกเปลี่ยน ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเครื่องอุปโภคบริโภคตลอดจนเงินตรา พร้อมกันนั้นทางราชการยังได้ผลประโยชน์จากการเก็บภาษีอากรจากชาวมอญในการประกอบอาชีพต่างๆ อีกด้วย

บทบาทด้านการเมือง ชาวมอญบางส่วนได้สร้างปัญหาและความยุ่งยากแก่ทางราชการไทยด้วยการเป็นกบฏ และการเข้าเป็นคนในบังคับฝรั่งเศส ดังนี้คือ

กบฏมอญ ชาวมอญที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยส่วนใหญ่ได้ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีประกอบอาชีพต่างๆตามที่ตนถนัด บางส่วนก็เข้ารับราชการดังได้กล่าวมาแล้ว แต่ก็มีมอญบางกลุ่มที่ก่อการจลาจลวุ่นวายถึงขั้นเป็นกบฏ สร้างความเดือดร้อนและเป็นภาระให้รัฐบาลไทยต้องทำการปราบปรามเพื่อให้บ้านเมืองกลับเป็นปกติสุข ตามหลักฐานที่ปรากฏ ชาวมอญได้มีส่วนร่วมในการกบฏ ๕ ครั้ง เป็นกบฏในสมัยอยุธยา๓ ครั้ง สมัยกรุงธนบุรี ๑ ครั้งและสมัยรัตนโกสินทร์ ๑ ครั้งกบฏมอญบางครั้ง ชาวมอญเป็นผู้ดำเนินการเองโดยลำพังและคิดการใหญ่ถึงขั้นจะแย่งชิงราชสมบัติและตั้งตนเป็นกษัตริย์เช่น กบฏธรรมเถียร ในสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ.๒๒๓๑-๒๒๔๖) หัวหน้ากบฏเป็นมอญชื่อธรรมเถียร ผู้เคยเป็นข้าหลวงเดิมของเจ้าฟ้าอภัยทศ พระเจ้าน้องยาเธอของสมเด็จพระนารายณ์ ธรรมเถียรได้ปลอมตัวเป็นเจ้าฟ้าอภัยทศและซ่องสุมผู้คนจนสามารถยกทัพเข้ามาถึงชานพระนครเพื่อเข้าชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระเพทราชา กบฏบางครั้งชาวมอญก็มิได้เป็นผู้ดำเนินการเอง แต่ได้ร่วมมือกับเจ้านายหรือขุนนางไทยคบคิดกันเป็นกบฏ เช่น กบฏพระยาสรรค์ในปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พวกกบฏได้เข้าปล้นพระราชวังและบังคับให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีออกผนวช แล้วเตรียมการต่อสู้กับสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ปรากฏว่าเวลานั้นพวกมอญมีความเห็นแยกกันเป็น ๒ พวก พวกหนึ่ง มีพระยา-รามัญวงศ์และพระยากลางเมืองเป็นหัวหน้า ได้พาสมัครพรรคพวกไปเข้ากับพวกกบฏ อีกพวกหนึ่งมีพระยาเจ่งกับพระยา-พระรามเป็นหัวหน้า ได้เข้าช่วยพระยาสุริยอภัยต่อสู้กับพวกกบฏ กบฏมอญดังกล่าว แม้ว่ารัฐบาลจะสามารถปราบได้สำเร็จทุกครั้ง แต่ก็มีผลให้บ้านเมืองวุ่นวายอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก่อให้เกิดผลเสียหายทั้งทางการเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจ

การเข้าเป็นคนในบังคับฝรั่งเศส ในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไทยต้องประสบกับท่าทีคุกคามของชาวตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงดำเนินนโยบายเปิดประเทศ ยอมทำสัญญากับอังกฤษและประเทศต่างๆ ในยุโรปทั้ง ๆ ที่เป็นสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคและไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ข้อเสียเปรียบจากสัญญาดังกล่าวได้ปรากฏผลอย่างใหญ่หลวงในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สำคัญคือการให้อภิสิทธิ์ทางการศาลแก่ชาวต่างประเทศที่เรียกว่า "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" (Extra-territoriality) เนื่องจากว่าในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวนชาวต่างประเทศในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น และชาวตะวันตกยังดีความในสนธิสัญญาดังกล่าวบิดเบือนไป ทำให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตนี้แผ่ออกไปครอบคลุมถึงชาวเอเชียหรือแม้แด่คนไทยด้วยกันเองที่เข้าเป็นคนในบังคับของประเทศนั้นๆ ชาวเอเชียที่อยู่ในประเทศไทยพากันไปสมัครเข้าเป็นคนในบังคับของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งกำลังมีอิทธิพลมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น ปริมาณของคนในบังคับชาวต่างชาตินับวันจะเพิ่มพูนขึ้น โดยเฉพาะฝรั่งเศสซึ่งได้พยายามทุกวิถีทางที่จะเพิ่มจำนวนคนในบังคับของตนเพื่อแข่งอิทธิพลกับอังกฤษ ดังจะเห็นได้ว่ามีการให้สินจ้างพวกเขมรและญวนเป็นนายหน้าไปเกลี้ยกล่อมและนำคนชาติต่าง ๆ ทั้ง เขมรลาว มอญ ญวน ฯลฯ เข้ารับหนังสือเป็นคนในบังคับฝรั่งเศส

ชาวมอญที่ไปเข้าเป็นคนในบังคับต่างชาติในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น เท่าที่ปรากฏหลักฐานเป็นคนในบังคับฝรั่งเศสทั้งหมดแต่สันนิษฐานว่าคงจะมีชาวมอญไปเข้าเป็นคนในบังคับอังกฤษด้วย เพราะหัวเมืองมอญในพม่าและสหภาพพม่าเองตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษจึงย่อมจะมีความสัมพันธ์กับอังกฤษมากกว่าชาติอื่น ส่วนสาเหตุที่ชาวมอญพากันไปเข้าเป็นคนในบังคับฝรั่งเศส ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกชำระ (เกณฑ์) ไปเป็นทหารเรือ เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ ๕ กิจการทหารเรือกำลังรุ่งเรืองและต้องการกำลังคนมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้ยกคนกองมอญไปเป็นทหารเรือดังได้กล่าวมาแล้ว ทำให้ชาวมอญซึ่งเคยอยู่อย่างสุขสบายมาก่อนไม่ค่อยพอใจที่ต้องเข้ารับราชการและปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง จึงพยายามหาวิธีหลบเลี่ยงจากการเกณฑ์ วิธีหนึ่งที่นิยมคือ การไปสมัครเป็นคนในบังคับ นอกจากนี้การไปเข้าเป็นคนในบังคับยังจะได้รับความช่วยเหลือและความคุ้มครองทางด้านผลประโยชน์ต่าง ๆ จากสถานกงสุลที่ตนเข้าสังกัดคือไม่ต้องเสียเงินค่าราชการ ไม่ต้องถูกเกณฑ์เลก ซึ่งช่วยให้มีเวลาประกอบอาชีพได้อย่างเต็มที่ และเวลาทำผิดก็ไม่ต้องขึ้นศาลไทย แต่ไปขึ้นศาลกงสุลของประเทศที่ตนสังกัด สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุจูงใจให้ชาวมอญพากันไปสมัครเป็นคนในบังคับแม้ว่าจำนวนชาวมอญในบังคับฝรั่งเศสจะมีไม่มากเหมือนกับชาติอื่น ๆ และไม่สู้จะเป็นปัญหากระทบกระเทือนต่อรัฐบาลไทยมากนัก แต่ก็สร้างความขมขึ่นให้แก่ชาวไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างยิ่ง เพราะทำให้ฝรั่งเศสวางอำนาจเหนือไทย แสดงตนเป็นที่พึ่งพิงของชาวมอญ ทั้ง ๆ ที่ชาวมอญเหล่านั้นเป็นไพร่หลวงของไทย และยังก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างชาวมอญทั่วไปกับมอญในบังคับฝรั่งเศส ซึ่งต่างก็เป็นคนชาติเดียวกันและอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยในฐานะเดียวกัน

บทบาทและความสำคัญของหัวหน้าชาวมอญในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

นอกจากชาวมอญจะมีบทบาทและความสำคัญต่อราชการไทยดังกล่าวแล้ว หัวหน้าชาวมอญโดยเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้แก่ เจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง) และเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) ยังได้ทำคุณประโยชน์แก่ราชการไทย กล่าวคือ เจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง) ผู้บิดาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่จักรีมอญ บังคับบัญชากองมอญทั้งปวงในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ ได้ปรากฏชื่อพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) ผู้บุตรในตำแหน่งหัวหน้าชาวมอญแทนเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง)บทบาทของเจ้าพระยามหาโยธาทั้งสองส่วนใหญ่เป็นการทำสงครามป้องกันประเทศชาติในสมัยที่ไทยมีสงครามติดพันอยู่กับพม่า โดยเป็นผู้คุมกองทัพมอญออกไปทำการสู้รบด้วยส่วนในยามปกติที่ไม่มีราชการสงคราม เจ้าพระยามหาโยธาจะมีหน้าที่คุมกองทัพมอญออกไปตรวจตระเวนด่านเพื่อสืบข่าวความเคลื่อนไหวในแดนพม่าอยู่เป็นประจำทุกปี สำหรับเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) ผู้เป็นบุตรของเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง)ยังได้มีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น เมื่ออังกฤษรบกับพม่าครั้งแรกใน พ.ศ.๒๓๖๗ และต้องการให้ไทยเป็นสัมพันธมิตรร่วมรบกับพม่า แต่ไม่สามารถจะเจรจาตกลงกันได้เนื่องจากผลประโยชน์ขัดกันหลายเรื่อง และยังผิดใจกันด้วยเรื่องต่างๆ ที่สำคัญ คือแผนการของอังกฤษที่จะตั้งหัวเมืองมอญขึ้นใหม่ และส่งคนมาทาบทามตัวเจ้าพระยามหาโยธาไปเป็นเจ้าเมืองมอญที่จะตั้งขึ้น ด้วยเหตุว่าเจ้าพระยามหาโยธาเป็นผู้ที่ชาวมอญโดยทั่วไปนับถือกันมาก และเป็นผู้ที่มีความสามารถที่จะดูแลรักษาอาณาจักรใหม่ได้ ทั้งยังเป็นนายทหารฝีมือดีของไทยซึ่งพม่าเกรงกลัวที่สุด เมื่อไทยทราบเรื่องนี้เข้าจึงไม่พอใจอย่างมากเพราะถ้าเจ้าพระยามหาโยธายอมรับข้อเสนอของอังกฤษแล้วชาวมอญในประเทศไทยจำนวนมากหรืออาจจะทั้งหมดคงจะอพยพตามเจ้าพระยามหาโยธาไป ไทยจะต้องสูญเสียทั้งไพร่พลและแม่ทัพที่สามารถ แต่เจ้าพระยามหาโยธาได้แสดงความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และรัฐบาลไทยโดยการปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งจากอังกฤษทำให้อังกฤษต้องพลอยล้มเลิกความคิดที่จะตั้งประเทศมอญ เพราะไม่สามารถหาตัวผู้มาครองเมืองได้

นอกจากศึกด้านพม่าแล้ว เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ)ยังมีบทบาทสำคัญในการปราบกบฏเวียงจันทน์ พ.ศ.๒๓๖๙ เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ได้ข่าวว่าไทยมีปัญหาวิวาทกับอังกฤษ จึงถือโอกาสที่จะตั้งตัวเป็นอิสระได้ยกกองทัพมากวาดต้อนครอบครัวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงเมืองนครราชสีมาและให้เจ้าราชวงศ์ผู้บุตรมากวาดต้อนชาวเมืองเวียงจันทน์ที่สระบุรีกลับไปด้วย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้กรมพระราชวังบวรเป็นจอมทัพยกไปตีเมืองเวียงจันทน์ ในครั้งนั้นโปรดฯ ให้เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) คุมพลกองมอญ สมทบกับขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายวังหน้าเป็นกองทัพหน้ายกไปดีค่ายลาวที่หนองบัวลำพูจากนั้นได้ติดตามข้าศึกต่อไปและตั้งค่ายต่อสู้ข้าศึกที่ทุ่งส้มป่อยจนกระทั่งกองทัพหนุนตามขึ้นมา จึงได้ร่วมกันยกตามไปดีได้เมืองเวียงจันทน์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของลาว

เมื่อสิ้นเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) แล้วก็ไม่มีการตั้งเจ้าพระยามหาโยธาอีก กองมอญทั้งปวงจึงได้ขึ้นอยู่กับกรมพระกลาโหม อย่างไรก็ตาม เชื้อสายของเจ้าพระยามหาโยธาทั้งสองท่านก็ได้มีบทบาทและทำคุณประโยชน์แก่ประเทศไทยในราชการต่างๆ มียศเป็นพระยา พระ หลวง ขุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดำแหน่งเจ้าเมืองหรือผู้รักษาราชการเมืองนครเขื่อนขันธ์ตั้งแต่คนแรกจนถึงคนรองสุดท้ายจำนวน ๘ คน เป็นทายาทในสกุล "คชเสนี" ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยามหาโยธา(เจ่ง) ผู้เป็นต้นสกุล ได้แก่

๑. พระยานครเขื่อนขันธ์รามัญราชชาติเสนาบดีศรีสิทธิสงคราม (ทอมา) เป็นบุตรของเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง)

๒. พระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) เป็นบุตรเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ)

๓. พระยามหาโยธา (นกแก้ว คชเสนี) เป็นบุตรพระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุย)

๔. พระขยันสงคราม (เจ๊ก หรือแป๊ะ หรือชื่น คชเสนี)เป็นบุตรพระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุย)

๕. พระยาเกียรติ (ขุนทอง คชเสนี) เป็นบุตรพระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุย)

๖. พระยาดำรงราชพลขันธ์ (หยอย คชเสนี) เป็นบุตรพระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุ้ย)

๗. พระยาพิพิธมนตรี (ปุย คชเสนี) เป็นบุตรพระยาเกียรติ (ขุนทอง)

๔. พระยานาคราชกำแหงประแดงบุรีนายก (แจ้งคชเสนี) เป็นบุตรพระยาดำรงราชพลขันธ์ (จั้ย)

การผสมกลมกลืนเป็นไทย

การที่ชาวมอญอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน ทำให้มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคมไทย เนื่องจากว่ามีปัจจัยด่างๆ ทางสังคมที่เอื้อต่อการปรับตัวและนำไปสู่การผสมกลมกลืน เป็นต้นว่า ความคล้ายคลึงกันในด้านรูปร่าง หน้าตา อาชีพ และความเป็นอยู่ การนับถือศาสนา แต่กระบวนการผสมกลมกลืนดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเพราะในระยะแรกชาวมอญยังอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในหมู่พวกของตน และยังไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งปัจจัยการดำรงชีพจากภายนอก เพราะเป็นสังคมที่เลี้ยงตัวเองได้ นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคในด้านภาษาและสภาพภูมิศาสตร์ที่ปิดกั้นการดิดต่อกับภายนอก ทำให้มอญอยู่อย่างโดดเดี่ยว มีการติดต่อกับภายนอกน้อยมากจนเกือบไม่มี จึงสามารถดำรงความเป็น "มอญ" อยู่ได้โดยแท้จริงในระยะแรก ต่อมาเมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น สังคมขยายขอบเขตกว้างออกไป ปัจจัยความคล้ายคลึงด้านต่างๆ ดังกล่าว โดยเฉพาะด้านศาสนา ได้เป็นเครื่องซักนำให้มีการติดต่อกันมากขึ้น ประกอบกับการรับอิทธิพลจากประเทศตะวันตก แม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยตรงแต่มีผลทางอ้อมคืออิทธิพลความเจริญจากสังคมภายนอกได้เปลี่ยนแปลงสภาพสังคมและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น สะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็ได้ทำลายรูปแบบของสังคมและประเพณีความเชื่อเก่าๆ ลง ทำให้ได้ใกล้ชิดกับคนไทยมากขึ้น นำไปสู่การผสมกลมกลืนทีละเล็กละน้อย มีการรับอิทธิพลของกันและกันภาษามอญเริ่มใช้น้อยลง มีการแต่งงานกับคนไทย และขนบประเพณีความเชื่อต่างๆ ก็ค่อยๆ เสื่อมไป นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการศึกษา การปกครองคณะสงฆ์ ตลอดจนการทำให้คนมอญมีฐานะเท่าเทียมกับคนไทยตามกฎหมาย ยังเป็นแรงผลักดันที่มีประสิทธิภาพมากในการเร่งให้เกิดการผสมกลมกลืน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวมอญจะมีแนวโน้มที่จะผสมกลมกลืนเป็นไทยมากขึ้นตามลำดับ แต่ระดับชั้นของการผสมกลมกลืนในหมู่บ้านมอญแต่ละแห่งจะมีมากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและลักษณะภูมิประเทศตลอดจนฐานะและอาชีพซึ่งจะเป็นอุปสรรคหรือเครื่องส่งเสริมการผสมกลมกลืน

ในแต่ละแห่งปัจจุบันชาวมอญหรือชาวไทยเชื้อสายรามัญได้มีการรวมกลุ่มตั้งเป็น "สมาคมไทยรามัญ" มีศาสตราจารย์นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี เป็นนายกสมาคม เพื่อเป็นแหล่งพบปะและร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรมมอญ

สุภรณ์ โอเจริญ เรียบเรียง


ชุมชนมอญริมน้ำเจ้าพระยา

 



ชุมชนมอญริมน้ำเจ้าพระยา

 



บ้านคนมอญ หัวจั่วลงน้ำ

 



ผู้สูงอายุชาวมอญร่วมงานจองอกตาน วัดบ้านม่วง ราชบุรี

 



การแต่งกายของหญิงชาวมอญเวลาไปทำบุญ

 



เครื่องปั้นดินเผาของชาวเกราะเกร็ด ปากเกร็ด นนทบุรี

 



เครื่ื่องปั้นดินเผาแบบมอญ

 



ศาลเจ้าแม่เวชะราวประจำหมู่บ้านเวชะราวที่พระประแดง

 



รำผีมอญ

 



โลงศพมอญ

 



สรงน้ำพระพุทธรูปในประเพณีสงกรานต์

 



หนุ้่มสาวมอญเล่นสะบ้า

 



ส่งข้าวแช่ในประเพณีสงกรานต์ของมอญ

 



สาวมอญที่ร่วมขบวนแห่ในเพณีสงกรานต์

 



คัมภีร์มอญที่บ้านม่วง จังหวัดราชบุรี

 



คัมภีร์มอญที่บ้านม่วง จังหวัดราชบุรี

 



คัมภีร์มอญที่ี่บ้านม่วง จังหวัดราชบุรี

 



ปี่พาทย์มอญ

 



เครื่องปั้ั้นดินเผาแบบมอญ