ภูเขาทอง, นิราศ
นิราศภูเขาทอง เป็นนิราศเรื่องสั้นที่สุดของสุนทรภู่มีความยาว ๑๗๖ คำกลอน แต่งเมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๓ ขณะมีอายุได้ ๔๕ ปี (บวชมาแล้ว ๖ พรรษา) สุนทรภู่แต่งนิราศภูเขาทองห่างจากระยะเวลาที่แต่งนิราศพระบาทถึง ๒๓ ปีสันนิษฐานว่า ตอนที่สุนทรภู่รับราชการคงไม่มีโอกาสได้เดินทางจึงไม่มีโอกาสแต่งนิราศเลย
สุนทรภู่ออกเดินทางไปภูเขาทองโดยมีหนูพัดตามไปด้วย เดินทางผ่านตำหนักแพและพระบรมมหาราชวัง บางจากบ้านญวน วัดเขมาภิรตาราม ตลาดแก้ว บางธรณี บางพูดบ้านใหม่ สามโคก บ้านงิ้ว พระนครศรีอยุธยา เมื่อนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองแล้วก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยล่องเรือลงมาเป็นเวลา ๑ วัน
นิราศภูเขาทองนี้นับว่าเป็นนิราศแต่งได้ดีที่สุดในบรรดานิราศ ๙ เรื่องของสุนทรภู่ เพราะสามารถพรรณนาอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างซาบซึ้ง ทำให้ผู้อ่านเข้าใจสภาพความรู้สึกตลอดจนจิตใจของสุนทรภู่ ทั้งอารมณ์รัก โศก รันทด น้อยเนื้อต่ำใจในความอาภัพและความทุกข์ยาก ทั้งนี้เนื่องจากสุนทรภู่แต่งนิราศภูเขาทองในขณะที่ตกยาก ไม่มีเจ้านายชุบเลี้ยงเหมือนสมัยที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยังทรงพระชนม์อยู่ ญาติพี่น้องก็ไม่มีใครมีฐานะดีพอที่จะไปขออาศัยอยู่ได้จึงต้องออกบวชหนีราชภัย ครั้นไปอยู่ที่วัดใดก็เผอิญเกิดเรื่องให้ออกโยกย้ายไป จึงได้รับความลำบากมาก ความทุกข์ยากเหล่านี้เป็นประสบการณ์ชีวิตที่สุนทรภู่กลั่นกรองและถ่ายทอดออกมาในบทนิราศได้อย่างสะเทือนอารมณ์
ตอนต้นเรื่อง สุนทรภู่กล่าวว่าหลังจากอยู่ที่วัดราชบูรณะได้ ๓ พรรษา ก็มีเหตุให้ต้องออกจากวัดเพราะถูกกลั่นแกล้งดังคำปรารภในตอนต้นของนิราศว่า
"เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา
รับกฐินภิญโญโมทนา
ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย
ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส
เมื่อตรุษสารทพระวสาได้อาศัย
สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย
มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น
โอ้อาวาสราชบูรณะพระวิหาร
แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น
เพราะทุกเข็ญคนพาลมารานทาง
จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง
ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง
จึงจำลาอาวาสนิราศร้าง
มาอ้างว้างวิญญาในสาคร"
เมื่อสุนทรภู่เดินทางออกจากท่าวัดราชบูรณะ ผ่านตำหนักแพและพระบรมมหาราชวัง สุนทรภู่รำพันถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ด้วยคำนึงถึงความหลังในอดีตที่เคยได้เข้าเฝ้าฯ ใกล้ชิดพระยุคลบาท รวมทั้งความทุกข์ที่ตนต้องประสบหลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตไว้อย่างสะเทือนอารมณ์ดังนี้
"ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด
คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร
แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด
ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น
ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
จะสร้างพรตอุตส่าห์ส่งบุญถวาย
ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา
ขอเป็นข้าเคียงบาททุกชาติไป
ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง
คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย
แล้วลงในที่นั่งบัลลังก์ทอง
เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ
เคยรับราชโองการอ่านฉลอง
จนกฐินสิ้นแม่น้ำและลำคลอง
มิได้ข้องเคืองขัดหัทยา
เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุดนธ์ตลบ
ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา
วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุดนธ์"
เมื่อมาถึงบางธรณี สุนทรภู่กล่าวถึงความทุกข์ยากของตนที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องพเนจรร่อนเร่ไปตามที่ด่าง ๆ โวหารตอนนี้สะเทือนใจอย่างยิ่ง
"มาถึงบางธรณีทวีโศก
ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น
โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น
ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร
เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้
ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ
เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา"
สุนทรภู่มีความจงรักภักดีอย่างเปี่ยมล้นต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ดังจะเห็นจากดอนที่สุนทรภู่เดินทางถึงสามโคก สุนทรภู่ตั้งจิตอธิษฐานว่าแม้เกิดชาติหน้าฉันใดก็ขอให้ได้เป็นข้ารับใช้ใต้เบื้องยุคลบาท หากพระองค์เสด็จสวรรคตก็ขอให้ตนสิ้นชีวิตตามไปด้วย
"สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ
ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย
แม้นกำเนิดเกิดชาติใดใด
ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี
สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้าง
อย่ารู้ร้างบงกชบทศรี"
เมื่อสุนทรภู่เดินทางโดยใช้ทางลัดตัดออกมากลางนาต้องถ่อต้องค้ำเรือด้วยความทุลักทุเล สุนทรภู่ก็หวนนึกถึงความสุขสบายที่เคยมีว่า
"วังเวงจิตคิดคะนึงรำพึงความ
ถึงเมื่อยามยังอุดมโสมนัส
สำรวมกับเพื่อนรักสะพรักพร้อม
อยู่แวดล้อมหลายคนปรนนิบัติ
โอ้ยามเข็ญเห็นอยู่แต่หนูพัด
ช่วยนั่งปัดยุงให้ไม่ไกลกาย"
สุนทรภู่เดินผ่านหน้าจวนเจ้าเมืองอยุธยา ซึ่งขณะนั้นพระจมื่นไวยซึ่งเป็นเพื่อนของสุนทรภู่เป็นเจ้าเมืองอยู่มีตำแหน่งเป็นพระไชยวิชิต (เผือก) สุนทรภู่ก็ไม่กล้าเข้าไปเยี่ยม เพราะเกรงว่าเพื่อนอาจจะจำตนไม่ได้หรืออาจไม่ยินดีต้อนรับ จึงพรรณนาว่า
"มาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รั้ง
คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
จะแวะหาถ้าท่านเหมือนเมื่อเป็นไวย
ก็จะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน
แต่ยามยากหากว่าถ้าท่านแปลก
อกมิแตกเสียหรือเราเขาจะสรวล
เหมือนเข็ญใจใฝ่สูงไม่สมควร
จะต้องม้วนหน้ากลับอัประมาณ"
วันรุ่งขึ้น สุนทรภู่ได้เดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทอง เห็นว่าเจดีย์นั้นทรุดโทรมมาก จึงกล่าวเปรียบเทียบกับชื่อเสียง เกียรติยศ และความเป็นอนิจจังว่า
"โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก
เสียดายนักนึกหน้าน้ำตากระเด็น
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ
จะมีหมดล่วงหน้าทันตาเห็น
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น
คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้น"
สุนทรภู่อธิษฐานขอพรพระว่า
"จะเกิดชาติใดใดในมนุษย์
ให้บริสุทธิ์สมจิตที่คิดหมาย
ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กราย
แสนสบายบริบูรณ์ประยูรวงศ์
ทั้งโลโกโทโสและโมหะ
ให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง
ขอฟุ้งเฟื่องเรืองวิชาปัญญายง
ทั้งให้ทรงศีลขันธ์ในสันดาน
อีกสองหญิงสิ่งร้ายและชายชั่ว
อย่าเมามัวหมายรักสมัครสมาน
ขอสมหวังตั้งประโยชน์โพธิญาณ
ตราบนิพพานภาคหน้าให้ถาวร"
ในตอนท้ายของนิราศ สุนทรภู่กล่าวว่า ตนไม่ได้จากหญิงคนรักจริงๆ เพียงแต่สมมติขึ้นเท่านั้น เพื่อให้ตรงตามแบบอย่างของการแต่งนิราศ โดยกล่าวว่า
"ใช่จะมีที่รักสมัครมาด
แรมนิราศร้างมิตรพิสมัย
ซึ่งครวญคร่ำทำที่พิรี้พิไร
ตามนิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา
เหมือนแม่ครัวคั่วแกงแพนงผัด
สารพัดเพียรชนังเครื่องมังสา
อันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกา
ต้องโรยหน้าเสียสักหน่อยอร่อยใจ"
เรียบเรียงจาก ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต, ชีวประวัติและผลงานของสุนทรภู่ ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๔. ประทีป วาทิกทินกร. วรรณกรรมสุนทรภู่, พิมพ์ครั้งที่ ๕ กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๓. วัชรี รมยะนันทน์, ลิลิตและนิราศ.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พิฆเณศวร, ๒๕๑๗
ปรมินท์ จารุวร เรียบเรียง