ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

พระมาลัยคำหลวง

ภาค : กลาง

พระมาลัยคำหลวง

พระมาลัยคำหลวง เป็นวรรณคดีเรื่องพระมาลัยสำนวนหนึ่งและจัดเป็นวรรณคดีที่สำคัญมากเรื่องหนึ่งในสมัยอยุธยา ฉบับตัวเขียนมีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติจำนวน ๘ ฉบับจัดอยู่ในหมวดวรรณคดี หมู่ร่าย ตู้ที่ ๑๑๔ ชั้น ๕/๑ มัดที่ ๒๔มีทั้งที่เป็นสมุดไทยดำและสมุดไทยขาว เขียนเป็นอักษรไทยและอักษรขอม นอกจากนี้ยังมีฉบับที่หอสมุดแห่งชาติรับมาจากกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลักษณะเป็นสมุดไทยดำ ชำรุดอีก ๑ ฉบับ เชื่อกันว่าเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรอย่างไรก็ดี หลักฐานเท่าที่มีอยู่ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าผู้นิพนธ์คือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร เมื่อเปรียบเทียบกับพระนิพนธ์เรื่องอื่นของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรจะเห็นว่าถ้อยคำที่ใช้ค่อนข้างแตกต่างกันและคำศัพท์บางคำมีลักษณะคล้ายคำศัพท์ที่ใช้ในมหาชาติคำหลวง เนื้อความในต้นฉบับตัวเขียนทุกฉบับไม่ระบุนามผู้แต่งและไม่ระบุชื่อหนังสือว่าเป็นคำหลวง มีเขียนไว้แต่ที่ปกว่าพระมาลัยคำหลวง อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากคำศัพท์ที่ใช้ส่วนมากเป็นศัพท์สูง เห็นได้ชัดว่าไม่น่าจะเป็นวรรณกรรมสำหรับชาวบ้าน ผู้แต่งน่าจะเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตซึ่งมีความรู้ในด้านอักษรศาสตร์เป็นอย่างดียิ่ง และน่าจะเขียนขึ้นเพื่อใช้สวดในพิธีหลวง

วิธีแต่งมีลักษณะคล้ายกาพย์มหาชาติ คือยกศัพท์ภาษาบาลีตั้งแล้วแปลขยายความเป็นภาษาไทย สลับกันไปเรื่อยๆส่วนใหญ่แต่งเป็นร่ายสุภาพ มีโคลงสี่สุภาพแทรกอยู่ในตอนต้น๒ บท และตอนท้ายอีก ๕ บท โคลงสี่สุภาพ ๒ บทแรกมีใจความเป็นบทนมัสการพระรัตนตรัย มีลักษณะเป็นบทสรุปเนื้อความของร่ายที่มาก่อน ส่วนโคลงที่อยู่ตอนท้าย ๔ บทแรกเป็นการชี้แจงว่าได้เขียนเรื่องของพระมาลัยซึ่งเสด็จไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และนำเอาเรื่องราวพระศรีอาริยเมดไตรยมาเผยแพร่ผู้แต่งขออำนาจบุญกุศลที่เขียนเรื่องนี้จนสำเร็จนำให้ได้พบพระศรีอาริยเมตไตรย มีลักษณะเป็นการสรุปเนื้อความของร่ายที่มาก่อนเช่นกัน โคลงบทสุดท้ายบอกระยะเวลาที่แต่งเสร็จว่าเสร็จเมื่อวันพฤหัสบดี แรม ๗ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเมีย พ.ศ.๒๒๘๑ ดังนี้

เมื่อเสร็จศักราชได้           สองพัน

สองร้อยแปดสิบสรรค์       เศษเหล้า

สิบเบ็ดเดือนหกวัน          พฤหัศ

เดือนห้าแรมเจ็ดเข้า        เขตข้างปีมะเมีย

อนึ่งมีสมุดไทย ๑ เล่มที่มีโคลงอีก ๑ บท ซึ่งบางตอนชำรุด บอกให้ทราบว่าเป็นเรื่องพระมาลัย แต่งเป็นลิลิต และกล่าวถึงผู้แต่ง ดังนี้

สมุดมาลัยเลิศล้ำ               ลิลิต

กรมพระราชวังคิด              ว่าไว้

จบเสร็จเรื่องราวประดิษฐ์     (ประดับ) แต่ง

เพราะพร่ำทำยากได้           (แจ่มแจ่ง?) ใจจริง

คำว่า "ลิลิต" ในที่นี้น่าจะหมายถึงแต่เพียงว่าเป็นบทร้อยกรอง และกรมพระราชวังน่าจะมาจากกรมพระราชวังบวรจากข้อความในโคลงบทก่อนที่กล่าวถึงปีที่แต่งว่าเป็นปี พ.ศ.๒๒๘๑ และข้อความในโคลงบทนี้ที่กล่าวว่ากรมพระราชวังเป็นผู้นิพนธ์ ทำให้มีผู้สันนิษฐานว่าวรรณคดีเรื่องนี้แต่งในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ และเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรซึ่งดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรในสมัยนั้นอย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าโคลงที่ยกมา ๒ บทนี้มีอยู่ในต้นฉบับเดิมหรือมีผู้แต่งเดิมภายหลัง

ที่มาของเรื่อง

พระมาลัยคำหลวงได้เนื้อเรื่องมาจากฎีกามาลัย ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่ออธิบายมาลยยเทวตเถรวตถุอีกทีหนึ่งมาลยยเทวตเถรวตถุเขียนเป็นภาษาบาลี ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งร.ต.ท.แสง มนวิทูร สันนิษฐานว่าเป็นผลงานของพระภิกษุชาวลังกา เพราะเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับลังกา เช่นกล่าวถึงสถานที่บางแห่งในลังกาและชื่อตัวละครบางตัวตรงกับพระเจ้าแผ่นดินของลังกาเป็นต้น ต่อมาพระสงฆ์ของล้านนาชื่อพุทธวิลาสได้เขียนคำอธิบายมาลยยเทวดเถรวตถุ เรียกว่า ที่ปนีมาลยยเทวต

เถรวดถุ ซึ่งมักเรียกกันว่า ฎีกามาลัย แต่สุภาพร มากแจ้งซึ่งศึกษาเรื่องนี้เสนอความเห็นว่าคัมภีร์มาเลยยเทวดถุเป็นผลงานของภิกษุชาวพม่า มีอายุระหว่างปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘โดยมีที่มาของเรื่องจากคัมภีร์หลายฉบับได้แก่ คัมภีร์สหัสวัตถุปกรณ์ คัมภีร์รสวาหินี และคัมภีร์มหาวงศ์ และมีรายละเอียดเพิ่มเติมจากพระไตรปิฎก ส่วนพระพุทธวิลาสซึ่งแต่งฎีกามาลัยนั้นจากการศึกษาของ สุภาพร มากแจ้ง ไม่พบชื่อนี้ในคัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ของล้านนา แต่ปรากฏชื่อในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย สุภาพร มากแจ้ง จึงเสนอว่าพระพุทธวิลาสน่าจะเขียนฎีกามาลัยที่สุโขทัยในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไท

เนื้อเรื่องโดยย่อ

เริ่มด้วยบทนมัสการพระรัตนตรัยแล้วจึงเริ่มส่วนที่เป็นเนื้อเรื่อง กล่าวถึงพระมาลัยเป็นพระเถระรูปหนึ่งอยู่ที่บ้านโรหนคาม ในลังกาทวีป เป็นผู้บรรลุอรหัตผล มีอิทธิฤทธิ์เหมือนพระโมคคัลลาน สามารถเหาะไปในอากาศได้ กอปรด้วยเมตตาจิต ได้เสด็จไปโปรดสัตว์ในนรกและสวรรค์ ครั้งหนึ่งเสด็จไปโปรดสัตว์ในนรก สัตว์นรกได้ฝากความมายังญาติพี่น้องซึ่งอยู่ในที่ต่างๆ ในเมืองมนุษย์ พระมาลัยก็นำความมาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งแนะนำให้ทำกุศลกรรม บูชาพระรัตนตรัยถือศีลและบำเพ็ญทาน และตรวจน้ำอุทิศส่วนกุศลเพื่อให้สัตว์นรกพ้นทุกข์

วันหนึ่ง ขณะที่พระมาลัยเสด็จบิณฑบาต บุรุษยากจนผู้หนึ่งได้นำดอกบัว ๘ ดอกมาถวาย พร้อมทั้งตั้งปณิธานให้ตนพ้นจากความยากจนในชาติต่อไป พระมาลัยรับเอาดอกบัวแล้วก็รำพึงว่าควรจะนำดอกบัวไปบูชาที่ไหนดี ในที่สุดระลึกถึงพระจุฬามณีในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ จึงเหาะไปกระทำสักการะพระจุฬามณีทั้ง ๘ ทิศ ขณะนั้นพระอินทร์พาบริวารซึ่งเป็นเทวดามานมัสการพระจุฬามณี พระมาลัยได้ถามพระอินทร์ว่าเทวดาเหล่านั้นได้บำเพ็ญกุศลมามากจนได้มาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์แล้ว เหตุใดจึงยังบำเพ็ญกุศลอีก พระอินทร์ตอบว่าการที่เทวดายังสร้างกุศลอยู่เสมอไม่ได้หยุดนั้นก็เพื่อจะได้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นในภพหน้า และกล่าวเปรียบเทียบว่าเปรียบเหมือนชาวนาผู้มีพันธุ์พืชอันน้อย หากไม่ไถหว่านพืชให้งอกงามต่อไป พืชที่มีอยู่ก็จะหมดสิ้นไป พระมาลัยได้ถามพระอินทร์ว่าพระศรีอาริยเมตไตรยเสด็จมานมัสการพระจุฬามณีหรือไม่พระอินทร์ตอบว่าพระศรีอาริยเมตไตรยเสด็จมาในวัน ๘ ค่ำและ ๑๕ ค่ำ วันนั้นเป็นวันแรม ๘ ค่ำ พระมาลัยจึงคอยเข้าเฝ้าพระศรีอาริยเมตไตรย ระหว่างที่รอนั้นมีเทพจำนวนมากเสด็จมานมัสการพระจุฬามณีพร้อมบริวาร พระมาลัยได้ถามพระอินทร์ว่าใช่พระศรีอาริยเมตไตรยหรือไม่ พระอินทร์ตอบว่าไม่ใช่ พระมาลัยจึงถามถึงบุพกรรมของเทพแต่ละองค์ที่เป็นผลให้เทพเหล่านั้นมาเกิดในสวรรค์มีบริวารมากมายเช่นนั้นพระอินทร์ได้กล่าวถึงบุพกรรมของเทพสิบองค์ให้พระมาลัยฟัง ดังนี้

เทพองค์หนึ่งมีบริวารหนึ่งร้อยองค์ ในชาติก่อนเป็นคนยากจนมีอาชีพเกี่ยวหญ้าขาย ได้ให้ทานกาด้วยข้าวก้อนหนึ่ง

เทพองค์หนึ่งมีบริวารหนึ่งพันองค์ ชาติก่อนเป็นโคบาลได้ให้ทานอาหารแก่เพื่อนโคบาลด้วยกัน

เทพองค์หนึ่งมีบริวารหนึ่งหมื่นองค์ ชาติก่อนได้ถวายภัตตาหารแด่สามเณร

เทพองค์หนึ่งมีบริวารสองหมื่นองค์ ชาติก่อนได้ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์

เทพองค์หนึ่งมีบริวารสามหมื่นองค์ ชาติก่อนเป็นเศรษฐีเป็นผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยได้ถวายผ้า ภัตตาหารและยาแด่พระสงฆ์

เทพองค์หนึ่งมีบริวารสี่หมื่นองค์ ชาติก่อนเป็นช่างทอผ้าอยู่เมืองอนุราธ ได้เผาศพคนยากไร้ ถวายภัตตาหาร จีวรและที่นั่งที่นอนแด่พระสงฆ์ อุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว

เทพองค์หนึ่งมีบริวารห้าหมื่น ชาติก่อนมีนามว่าดิษฐราชเป็นน้องพระยาทุษฐคามินีแห่งลังกาทวีป ได้ถือศีลห้าเป็นประจำและถือศีลแปดในวันอุโบสถ ให้ทานแก่ยาจกทั่วไป

เทพองค์หนึ่งมีบริวารหกหมื่นองค์ ชาติก่อนคือพระยาทุษฐคามินีแห่งลังกาทวีป เป็นผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย ได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดูแลบิดามารดา รักษาศีล และให้ทานแก่พระสงฆ์และคนยากจน

เทพองค์หนึ่งมีบริวารเจ็ดหมื่นองค์ ชาติก่อนเป็นสามเณรน้อยรักษาศีลอยู่เป็นนิจ เคารพและดูแลครูบาอาจารย์เป็นอย่างดี ยึดมั่นในพระรัตนตรัย หมั่นศึกษาเล่าเรียนพระธรรม

เทพองค์หนึ่งมีบริวารแปดหมื่นองค์ ชาติก่อนเป็นคนยากจน เห็นพระสงฆ์มาบิณฑบาตก็ถวายภัตตาหาร พร้อมทั้งบอกคนอื่น ๆ ให้มาทำบุญกัน นับว่านึกถึงผู้อื่นไม่ทำบุญเฉพาะตัว

เทพองค์หนึ่งมีบริวารเก้าหมื่นองค์ ชาติก่อนอยู่ที่ลังกาทวีปได้ถวายดอกไม้บูชาพระบรมสารีริกธาตุ อุทิศศีรษะต่างดอกบัวอุทิศตวงตาต่างประทีป อุทิศวาจาต่างดอกไม้และเทียนชัย อุทิศใจต่างเครื่องหอม เพื่อบูชาพระรัตนตรัย

เทพองค์หนึ่งมีบริวารหนึ่งแสนองค์ ชาติก่อนอยู่เมืองอนุราธ เป็นคนยากจนเกี่ยวหญ้าขาย ได้รักษาศีล ยึดมั่นในพระรัตนตรัย เดินไปตามหาดทรายเห็นกรวดทรายขาวงดงามดั่งแสงเงินก็กอบมาก่อเป็นเจดีย์ แล้วเก็บดอกไม้มาเรียงรายประดับและนมัสการด้วยจิตใจที่แช่มชื่นเบิกบาน

ขณะนั้น พระศรีอริยเมตไตรยได้เสด็จมาถึง พร้อมบริวารจำนวนแสนโกฏิแยกเป็นสี่เหล่าบริวาร ที่อยู่เบื้องหน้าแต่งกายเป็นสีขาว ที่อยู่เบื้องขวาแต่งสีเหลือง ที่อยู่เบื้องช้ายแต่งสีแดง ที่อยู่เบื้องหลังแต่งสีเขียว มีขบวนแห่ประกอบด้วยเครื่องสูงงามแพรวพราว และมีเสียงดนตรีประโคมอย่างไพเราะพระศรีอาริยเมตไตรยเสด็จมากลางบริวารดูดั่งดาวล้อมเดือนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์งามวิจิตรมีรัศมีรุ่งเรืองไปทั่ว เป็นที่ชื่นชมตลอดสวรรค์ทั้งหกและโลกมนุษย์ พระมาลัยเห็นเป็นมหัศจรรย์ได้ถามพระอินทร์ถึงบุญกุศลที่พระศรีอาริยเมตไตรยได้ประกอบในชาติก่อน พระอินทร์ก็ได้ชี้แจงว่าพระศรีอาริยเมตไตรยได้ทรงสร้างสมบารมีอย่างครบครันมาเป็นเวลานานหลายกัปป์หลายกัลป์ ประกอบด้วยพุทธบารมี ๓ ประการ คือปัญญาธิกบารมี ศรัทธิกบารมีและวิริยาธิกบารมี มีสุจริตพร้อมทั้งไตรทวาร ได้กระทำปัญจบริจาค และประกอบด้วยสมดึงสบารมีพระศรีอาริยเมตไตรยได้นมัสการพระจุฬามณีแล้วทรงปราศรัยกับพระมาลัย ทรงไต่ถามถึงการบำเพ็ญบุญของมนุษย์ในชมพูทวีป ทรงฝากความมายังมนุษย์ทั้งหลายว่า หากผู้ใดปรารถนาจะพบพระองค์ในภายภาคหน้าก็ให้ฟังเทศน์มหาชาติให้จบภายในหนึ่งวัน พร้อมทั้งตั้งเครื่องบูชาให้ครบสิ่งละพันและต้องละเว้นจากบาปทั้งปวง หลังจากนี้ทรงพยากรณ์โลกมนุษย์เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงไปได้ ๕๐๐๐ ปี ว่าโลกจะว่างศาสนา มนุษย์จะเบียดเบียนรบราฆ่าฟันกัน สิ้นความละอายต่อบาป อายุของมนุษย์จะถอยลงตามลำดับจนถึง ๕ ขวบมนุษย์จะฆ่าฟันกันไม่เลือกหน้า เลือดจะไหลนองแผ่นดินเหมือนน้ำในมหาสมุทร หลังจากคนพาลฆ่ากันตายหมดแล้วหลังจากนั้นเจ็ดวัน คนดีมีศีลธรรมที่หนีไปซ่อนอยู่ตามป่าตามถ้ำก็จะออกมาตั้งบ้านเรือนและสร้างครอบครัวขึ้นใหม่ อยู่กันอย่างสันติสุข อายุคนยืนยาวขึ้นตามลำดับจนถึงอสงไขย ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความสุขสบายก็จะดกอยู่ในความประมาท ไม่คำนึงถึงศีลธรรม หลงระเริงในตัณหาราคะ อายุของมนุษย์ก็จะหดสั้นลงอีกจนเหลือแปดหมื่นปี ในเวลานั้นก็เกิดห่าฝนตกลงมาทำให้ไม้ดอกไม้ผลเจริญงอกงาม ฝูงชนพากันดั้งบ้านเรือนเต็มไปหมด บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์และเจริญมั่งคั่งด้วยทรัพย์สินมนุษย์และสัตว์มีแต่ความสงบสุข ไม่มีการเบียดเบียนทำร้ายกันพระมหากษัตริย์ ขุนนางและไพร่ฟ้าต่างรักษาศีล ไม่มีโจร ไม่มีคนพาล ไม่มีคนพิการ บรรดาสัตว์ก็มีน้ำใจเอื้ออารีต่อกัน บ้านเมืองรื่นรมย์ด้วยเสียงดนตรี ระบำรำฟ้อนและการขับลำนำร้อยกรองที่ไพเราะ ข้าวเม็ดเดียวตกถึงแผ่นดินก็งอกขึ้นแตกออกเป็นพันกอต้นหนึ่งๆ ก็ออกรวงถึงพันรวง ไม่มีใครอดอยาก ยุคนั้นเองพระศรีอาริยเมตไตรยจะเสด็จลงมาจากสวรรค์ มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าและนำสัตว์ทั้งหลายไปสู่นิพพาน เมื่อตรัสจบแล้วพระศรีอาริยเมตไตรยก็เสด็จคืนสวรรค์ชั้นดุสิต ฝ่ายพระมาลัยก็ทูลลาพระอินทร์เหาะกลับมายังมนุษยโลก นำพระดำรัสของพระศรีอาริยเมตไตรยมาแจ้งแก่ฝูงชน บรรดาชนทั้งหลายต่างทำบุญกุศลเมื่อสิ้นชีวิตก็ได้ไปเกิดบนสวรรค์ ฝ่ายชายที่ถวายดอกบัวแปดดอกแก่พระมาลัยเมื่อเสียชีวิตก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีชื่อว่าอุบลเทวินทร์ อยู่ในวิมานซึ่งล้วนแล้วด้วยดอกบัว มีนางฟ้าเป็นบริวารถึงพันนาง มีสมบัติมากมาย มีกลิ่นกายหอมเหมือนกลิ่นดอกบัว เดินไปทางไหนก็มีดอกบัวรองรับ วันหนึ่งได้เข้าไปใกล้ปราสาทเวชยันต์ของพระอินทร์พระอินทร์ได้ถามถึงบุพกรรม หลังจากนั้นพระอินทร์ก็นำดอกบัวจากสระโบกขรณีไปบูชาพระจุฬามณี

ตอนท้ายผู้แต่งชี้แจงว่านำเรื่องมาจากคัมภีร์พระมาลัยซึ่งเป็นภาษาบาลี และตั้งปณิธานขอให้ได้พบพระศรีอาริยเมตไตรยได้บรรลุอรหัตผลและเข้าสู่นิพพาน

วรรณคดีพระมาลัยคำหลวง ได้สะท้อนให้เห็นความคิดความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้แก่ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ และความเชื่อเรื่องพระศรีอาริยเมตไตรย ผู้แต่งบรรยายให้เห็นว่าสวรรค์ชั้นตาวดึงส์มีแต่ความรื่นรมย์ และบรรยายถึงบุพกรรมของเทวดาสิบองค์ที่เป็นอานิสงส์ส่งให้ได้มาเกิดในสวรรค์ เป็นการชี้ชวนให้ยึดถือเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติโดยให้ความหวังว่าเมื่อสิ้นชีวิตแล้วจะได้ไปเกิดเป็นเทวดามีบริวารมากมายดังเทวดาเหล่านั้นนอกจากนี้ยังบรรยายให้เห็นว่าโลกในยุคพระศรีอาริยเมตไตรยเป็นโลกในอุดมคติ มีแต่ความสุขสำราญ ไม่ต้องเผชิญปัญหาใดใดทั้งสิ้น จึงเป็นที่ปรารถนาของทุกคน วรรณคดีเรื่องนี้น่าจะเขียนขึ้นเพื่อชักจูงให้พุทธศาสนิกชนยึดมั่นในพระรัตนตรัยกระทำแต่ความดี รักษาศีล ให้ทานและมีเมตตาต่อกัน เพื่อบ้านเมืองจะได้มีแต่สันติสุข

วรรณคดีเรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อใช้เทศน์หรือสวด นอกจากจะมีคุณค่าในด้านเนื้อหาสาระแล้วยังมีคุณค่าในด้านวรรณศิลป์ด้วยคำศัพท์ที่ใช้มีทั้งภาษาบาลีสันสกฤตและภาษาเขมร มีการเล่นเสียงเล่นคำได้อย่างไพเราะและได้ความหมาย มีศัพท์สูงแทบทุกวรรค แสดงให้เห็นว่าผู้แต่งไม่ใช่กวีชาวบ้าน แต่งขึ้นสำหรับชาวบ้าน หากเป็นผู้มีความรู้ในด้านภาษาเป็นอย่างดียิ่งระดับเดียวกับมหาชาติคำหลวง เช่นในบทนมัสการพระรัตนตรัยต่อไปนี้

สุคตปภวธมมํ อันว่านมัสการสุเบญจางค์ ด้วยอุตมางคศิโรเพศ โอนวรเกษวิสุทธิ์ พบพระนวโลกุตรธรรม คืออำมฤตาโมทย์ หลังจากโอษฐ์ทิพยรส พระศรีสุคตสมโพธิคัมภีโรชสุขุมอรรถ อันนำสัตว์จากสงสารโลก สู่บทโมกข์เกษมสุขนฤทุกข์แท้บมีเทวษ นฤเภทแท้บมีภัย ไกลอริราชศัตรู อันกล่าวคือหมู่อกุศล ประทุษฐกลทุรยศ สงฆญจ นควา ข้าขอประณตบงกชมาลย์ แห่งพระอัษฎาจารยาวิเศษ อันนฤเกลศผัดแผ้ว นฤราคแร้วราคี ข้าก็สดุดีพุทโธรส สงฆสมมดสามรรถธรงพระจัตุปาริวิสุทธ์ อุดมทฤษฎิเพท เป็นเกษตรเขตกุศล อันนรชนชื่นบาน ถวายซึ่งทานทักษิรา ให้ลุอิจฉาสัมฤทธิ ประสิทธิสมบัติใตรพิธ ประณิด้วยวรทาน อันอุดมานยิ่งไซร้ คิดสิ่งใดจุ่งได้ เสร็จซึ่งนฤพาน

บรรยายบุพกรรมของเทพองค์หนึ่ง ซึ่งในอดีตชาติเคยเกี่ยวหญ้าขายได้บำเพ็ญกุศลยิ่งใหญ่คือ ได้นำกรวดทรายขาวสะอาดมาก่อเป็นเจดีย์แล้วบูชาด้วยดอกไม้ กวีบรรยายโดยเลือกคำที่มีสัมผัสอักษรและสัมผัสสระ ขณะเดียวกันก็ได้ภาพที่ชัดเจนและงดงามดังนี้

ว่าเทพบุตตาองค์นี้ เมื่ออยูุ่รีอนุราธ ทุกข์ประดาษเลี้ยงกาย เกี่ยวหญ้าขายชอบธรรม์ รักษาปัญจศีลา ไตรสรณานิจกาล จึงจรสถานชโลธา เลียบตามดิรารีบรวด เห็นหาดกรวดกล้ากลาด ทรายขาวดาษพรายพรรณ ตั้งแสงหิรัญหลั่งหล่อก็กอบกวาดก่อโกยกอง ประมวลปองเป็นเจดีย์ เสร็จเปรมปรีดิ์ก็มนัศ ดั่งไพฑูรย์รัตนประภา ประภัศราประพราย ชวลิตชายช่วงโชติ แสงสว่างโสดสุรเพลิง เร่งบรรเทิงหรรษา เก็บมาลามาเรียบราย ชมชื่นชายเกษมสันต์ นบอภิวันท์ปราโมทย์ โอนศิโรตม์ภิรมย์

พรรณนาขบวนเทพบริวารสี่ขบวนที่ตามเสด็จพระศรีอาริยเมตไตรยทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง มีการเปรียบเทียบให้เห็นความยิ่งใหญ่ งามสง่า มีแสงสีที่วิจิตรพิสดาร ดังนี้

พระผู้อุทโยคยศยง พระองค์เสด็จท่ามกลาง สาวสุรางค์รอบล้อม สะพรั่งพร้อมพรายวิโรจน์ ได้แสนโกฏิเทวา แห่เบื้องหน้ารอบรื่น ได้สองหมื่นห้าพันโกฏิ ขวาซ้ายโสดเสมอกัน เบื้องหลังนั้นดุจหน้า ประมวลมาสี่ทิศ จงวินิจโดยพิสดาร เป็นบริวารแสนโกฏิ พรรณรายโชติรังรอง แถวเถือกถ่องทั่วสกล แสงขาวปนเพชรพราย สีแดงฉายดังดวงสูริย์ สีแสดจรูญดังแดดแจ้ง สีเขียวแข่งมรกต เทพสีขนดสี่พรรณ เหลื่อมหลากกันสี่หมู่ ขวาซ้ายอยู่หน้าหลัง แสงสีรังเรืองสว่าง พระเสด็จกลางบริวาร ดั่งจันทรธารทรงกลด อันเมฆหมดหลีกเลื่อน โฉมเฉกเงื่อนงามฉัน อมรสรรดั่งดารา รอบบรมาประเสริฐ รพีพรรณเลิศประสักฐ์ อาภรณ์รัตนประพราย ศิริวิลาศฉายประเพริศ เครื่องประดับเลิศประจง รัตนาภรณ์ทรงประจิต แสงวิวิธไวยเวกโฉมฉันเฉกโสภา ดุจสุริยาได้หมื่นดวง ชัชวาลย์ช่วงด้วยศริรา อาภรณาเรื่องรับ ประกอบกับรัศมี แห่งสุรศรีสาวสวรรค์ มีบรมธรรม์เป็นประธาน รังสีวิตถารได้หมื่นโยชน์ ดับแสงโชติสุริยงค์ ทั้งรังสืองค์ทรงเครื่อง เร่งรุ่งเรืองพิรัญชิต ฉายฉัพพิธรังสรรค์ ดั่งรวิวรรณจันทรโกฏิ รุจิโรจน์แสงรุ่งเร้า ทุกทั่วเท่าหกห้องฟ้า แหล่งหล้าสรรเสริญโสม สรวบรวบโฉมทุกเทพ ประมวลเสพ สวมองค์ อดิเรกจงจิตใฝ่ เดือนตาให้เล็งแล ทุกชั้นเทพพ่ายแพ้ กราบเกล้าอภิวันท์

พรรณนาโลกในยุคพระศรีอาริยเมตไตรยเป็นโลกที่มีแต่ความสงบร่มเย็น ไม้ดอกไม้ผลงามสะพรั่ง พืชพรรณธัญญาหารบริบูรณ์ ประชาชนอยู่กันคับคั่ง ไม่มีการเบียดเบียนกัน สามีภรรยาก็ชื่อสัตย์ต่อกันไม่มีนอกใจ นับเป็นโลกที่มีแต่ความงดงามและน่ารื่นรมย์เป็นอย่างยิ่ง ดังนี้

ปรากฏทวีปชมพู บริบูรณ์หมู่พฤกษาชาติ วัลย์ลดาดาษ ดวงดอก ต้นล่างอกยอกแทง ช่อชรัดแซรงชุมซรุก ลูกห่ามสุก เหลืองหล่น กิ่งก้านกลค้อมคด ใบคือมรกตเขียวแข่ง ผลกล แกล้งติดแต้ม ดอกแยบแย้มเกสร เรณูภมรชมทราบ ถึงอรอาบเอารส ใบอ่อนระทดระทวยบัตร ลำสล้างชรดัดลัดพุ่ง เพียงเมฆมุ่งเมินสูง ยางย่างยูงยอมใหญ่ ลมลาศไล้เลื่องลือ เสียงอึงฮือหวนหืน กึกก้องครื้นครึ้มไพร เซงซาไสวลมลัด กิ่งกวาด กวัดแกว่งไกว บุษปบานใบโบกโบย เรณูโรยร่วงราย กลิ่นกระจายดาษดิน หอมหวลกลิ่นคันธาร รวยรื่นบานตระหลบ ดุงแกล้งอบปัถพี บุษบาลีดาษดาย หญ้าแพรกพรายเพริศพร้อย ดุจศอสร้อยยูงยง สูงสื่องคุลีการ เรียบเสมอสมานอรชร แผ่นพสุธรราบเรียบ หน้ากลองเปรียบปูนปาน แผ่นดินดาลบลุ่มล่อน หลักตอดอนห่อนเห็น ดุจปราบเป็นปรากฏ คามนิคมสมากิณโณ อันว่าชนบทนิคม เป็นอุดมเนื่องนอง บ้านถิ่นถ้องแถวถนน ล้วนฝูงชนคับคั่ง เรือนติดตั้งเต็มไป แม้นมาตรไก่โผผิน บตกดินพอถึงที่ ฝ่ายราชธานีกรุงไกร เนืองนองในพสุธา ไอสวรรยาเพียบพูน ทรัพย์บริบูรณ์มั่งคั่ง เติมเต็มคลังเงินทอง ผ้าพรรณ นองเนื่องเนก สุริยาภิเศกสมบัติ ล้วนสัตตรัตน์โอฬาร เรียบบริวารพรั่งพร้อม พรีบห้อมล้อมทุกประเทศ แคว้นขอบเขตเกษมสุข ถ้วนทั่วทุกท้าวไท ห่อนมีภัยแพงโภชน์ สาลีโสดเพิ่มพูน ชนบริบูรณ์อาหาร ทั้งพัสถานโภคา มัจฉมังสาปรากฏ เสพมธุรสนิจกาล สัตว์บันดาลครั้งนั้น มีใจฉันท์ชื่นชม สาภิรมย์ร่วมรัก ดุจพวกพรรคพงศา ส่วนภรรยาสามี อยู่สามัคคีบริวาส บได้กาจโกรธกัน เสพกามฉันท์สุขสานต์ ห่อนมีการกสิกรรม วานิชบทำนิจกาล รู้แต่เกษมสานด์ภิรมย์ ฝูงสัตว์อุดมสุขา ทั้งบุรุษาแลสตรีเปรมปรีดิ์โอฬารึก เสพกรรมพฤกษ์เลี้ยงกาย บได้ขวนขวายกิจการ แต่สำราญบำรุงกาย ผ้าพรรณพรายทิพยเพริศ อาภรณ์เลิศประดับองค์ รูปยรรยงเยาวมาลย์ อันสรปานปูนเปรียบ สมบัติเทียบชาวสวรรค์ ส่วนว่าพรรค์สตรี บเสพสามีเป็นสอง ฝ่ายบุรุษครองหญิงเดียว ห่อนโทนเที่ยวแสวงหา เพิ่มภรรยาสองคนห่อนล่วงกลกามอื่น ลอบชมชื่นเมียชาย เมียเดียวดายจนนาศ รักพิศวาสเสน่หัง อัญมัญญังทั้งสอง ครอบครองกัน ทุกเมื่อแล

กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ เสนาอำมาตย์และประชาชนต่างรักษาศีล ไม่มีความโกรธเคืองอาฆาตพยาบาทกัน ทั้งมนุษย์และสัตว์อยู่ร่วมกันด้วยเมตตาธรรม สัตว์ซึ่งน่าจะเป็นศัตรูกันก็ไม่เบียดเบียนกัน ได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงเจื้อยแจ้วทุกทิวาราตรีชาวโลกมีแต่ความรื่นรมย์เหมือนดังชาวสวรรค์ ดังนี้

ส่วนกษัตราธิราช ทั้งหมู่อำมาตย์เสนา อีกไพร่ฟ้าทั้งหลาย ฝูงหญิงชายทุกพรรค์ ก็ชวนกันรักษา ปัญจศีลานิรันดร์ บมีไกยันต์ลงโทษ บได้พิโรธอาฆาด อพยาบาทเวลา ทุกมนุสสาสัตว์ชาติ ทั้งจัตุบาททวิบท บประทษฐ์อดใจกัน มีแต่ความฉันท์เมตตา คือฝูงกาแลนกเค้า รักคลึงเคล้าคลอเคียง แมวเมิลเมียงรักหนูพังพอนงูหฤหรรษ์ เสือใจฉันท์ชมเนื้อ สีหราชเชื้อเชยทราย สัตว์ทั้งหลายต่างพรรค์ กะสันด้วยเสน่ห์สนิท เกิดมิตรจิตใสสุด ฝ่ายฝูงมนุษย์หรรษา ภิรมยานิจกาล ชวนกันผสานดุริยางค์ โพนเพลงพลางพิณพาทย์ ฆ้องกลองฆาฏครื้นเครง คีดบรรเลงเพลงไฉน ปีแก้วไวเสียงแว่ว ดีดดึงแจ้วดนตรี ทุกราตรีทิวัน ระเบงบรรพ์รำร่อน โคลงกาพย์กลอนทำนุก เล่นเป็นสุขนิรันดร์ ดุจชาวสวรรค์เสวยสวัสดิ์"

อาจกล่าวได้ว่า พระมาลัยคำหลวงเป็นวรรณคดีที่สำคัญยิ่งเรื่องหนึ่งในประวัติวรรณคดีไทย ในด้านเนื้อหาสะท้อนให้เห็นความคิดความเชื่อในพุทธศาสนาของคนไทยสมัยก่อน ทั้งยังแสดงให้เห็นที่มาของประเพณีการเทศน์มหาชาติ ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่ากวีมีความรู้ในภาษาบาลีสันสกฤตอย่างลึกซึ้ง สามารถเลือกสรรคำให้ได้ทั้งรสคำและรสความ

เรียบเรียงจาก พระมาลัยคำหลวง ใน วรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม ๓ กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ.๒๕๓๑
อรอนงค์ พัดพาดี พระนิพนธ์ประเภทคำหลวงของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๒๒

ประคอง นิมมานเหมินท์ เรียบเรียง