พระพรหม
พระพรหม เป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์หนึ่งในพระเป็นเจ้าทั้ง ๓ ในศาสนาพราหมณ์ ถือกันว่าเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลก และยังเป็นผู้กำหนดวิถีชีวิตให้มนุษย์ ดังเรียกกันว่า "พรหมลิขิต"
กำเนิดของพระพรหมมีต่างๆ กันแล้วแต่คัมภีร์ที่เขียนถึง ในคัมภีร์ศตปถ-พราหมณ์ กล่าวถึงพระพรหมในลักษณะของ "สิ่งนั้น" ไม่มีตัวตน ไม่มีเพศ แต่สามารถสร้างเทพอื่นๆ และสิ่งต่างๆ ในโลกได้เรียกกันว่า "ปรพรหม"
ในคัมภีร์มานวธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แต่เดิมเมื่อยังไม่มีโลก มีแต่ความมืด "อาตมภู" หรือ "สวยัมภู" (ผู้เกิดเอง) ทรงสร้างน้ำและทรงหว่านพืชลงในน้ำนั้น จากพืชได้เกิดเป็นหิรัณยครรภหรือไข่ทองขึ้น พระอาตมภูได้เข้าถือกำเนิดในไข่ทองนี้ เมื่อไข่ทองแตกออกเป็น ๒ ซีก ซีกหนึ่งลอยสูงขึ้นกลายเป็นท้องฟ้า อีกซีกหนึ่งตกลงต่ำกลายเป็นแผ่นดิน พระพรหมก็ก่อเกิดรูปกายขึ้นเป็นองค์แรกในโลก
พระพรหมได้สร้างโลกขึ้นมาจากธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ และได้สร้างสิ่งทั้งปวงขึ้น พระพรหมจึงได้นามว่า "ธาดา" แปลว่า ผู้สร้าง "วิธาดา" (ผู้เลี้ยง) "โลเกศ" (จอมโลก)
ในคัมภีร์พรหมปุราณะ กล่าวว่า พระพรหมสร้างมนุษย์ โดยการแบ่งตนเป็น ๒ ภาคคือ ชายภาคหนึ่ง หญิงภาคหนึ่ง แล้วร่วมกันสร้างพระวิษณุขึ้นก่อน ต่อจากนั้นจึงได้สร้างบุรุษ ชื่อวิราช วิราชได้สร้างพระมนูสวยัมภูขึ้นเป็นองค์แรกและพระมนูองค์นี้ก็ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาบนโลก
ดังกล่าวแล้วว่า กำเนิดของพระพรหมมีต่าง ๆ นานาขึ้นอยู่กับศรัทธาของผู้เขียนคัมภีร์ ถ้าเป็นผู้นับถือไศวนิกายก็จะเชื่อว่าพระพรหมธาดากำเนิดมาจากพระอิศวรเอาพระหัตถ์ขวาลูบพระหัตถ์ซ้าย ถ้าเป็นพวกนับถือไวษณพนิกายก็เชื่อว่าพระพรหมธาดาเกิดมาจากดอกบัวที่ผุดขึ้นจากพระนาภีของพระวิษณุขณะที่พระองค์บรรทมหลับอยู่เหนือหลังพญาอนันตนาคราช
รูปร่างของพระพรหมที่ปรากฏในวรรณคดีสันสกฤตส่วนใหญ่กล่าวว่า มีพระกายสีแดง ทรงภูษาขาวล้วน มีเศียร ๔ เศียร แต่ทว่าคัมภีร์ปัทมปุราณะเล่าว่า เดิมพระพรหมมี ๕ เศียร เศียร ๔ เศียรได้แสดงพระเวทต่างๆ กัน ส่วนเศียรที่ ๕ เป็นเศียรที่บันทึกความจำไว้ทั้งหมด มีรัศมีรุ่งโรจน์ดุจดวงตะวันพันดวงจนเทวดาและอสูรไม่สามารถทนได้ จึงไปทูลพระอิศวร พระอิศวรจึงทรงตัดเศียรนั้นด้วยพระนขาแห่งพระองคุลี
ส่วนคัมภีร์มัตสยปุราณะ เล่าว่า เดิมพระพรหมทรงร่างเป็นมนุษย์ แล้วแบ่งเอาร่างพระองค์เองนั้นครึ่งหนึ่งสร้างเป็นหญิง ชื่อว่าศตรูปา ปรากฏว่านางมีความงามมากจนพระพรหมอดหลงรักนางไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็ทรงละอายใจ เพราะนางเปรียบเสมือนธิดาของพระองค์ นางศตรูปารู้ตัวจึงเลี่ยงหลบไปด้านข้างเพื่อให้พ้นสายตาของพระองค์ แต่พระพรหมก็มีอำนาจทำให้เกิดพระพักตร์ขึ้นตามนางศตรูปาไปจนครบ ๔ ด้าน นางจึงกระโดดเหาะหนีขึ้นไปบนอากาศก็เกิดเศียรที่ ๕ เงยตามนางไปอีก แต่ต่อมาเศียรที่ ๕ ของพระพรหมถูกพระศิวะตัดไป เนื่องมาจากครั้งนั้นพระพรหมได้ทำพิธีบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า พระศิวะจึงปรากฏร่างขึ้นและให้เลือกขอพรได้ประการหนึ่ง พระพรหมได้ขอให้คนทั้งหลายถือว่าพระศิวะถือกำเนิดมาจากพระพรหม พระศิวะไม่สามารถขัดได้เพราะได้ประทานพรไปแล้ว แต่เพื่อสั่งสอนพระพรหมที่บังอาจขอพรมิบังควรจึงสาปให้เศียรที่ ๕ ต้องสูญไป
เนื่องจากพระพรหมมีเศียร ๔ เศียร จึงมีหน้า ๔ หน้า ด้วยเหตุนี้พระพรหมจึงได้ชื่อว่า "จตุรพักตร์" "จัตุรานน" "จัตุรมุข" "สี่หน้า" "อัษฏกรรณ" (แปดหู) พระพรหมของอินเดียมี ๔ กร แต่ของไทยมี ๒ กร หัตถ์กุมธารพระกรข้าง ๑ จานรับทักษิณาอีกข้าง ๑ บ้างว่าถือทัพพีสำหรับดักเนยสายยัชโยปวีต ดอกบัวและคัมภีร์พระเวท พระพรหมมีหงส์เป็นพาหนะ จึงมีนามว่า "พระครรไลหงส์" "พระทรงหงส์" "ขุนหงส์ทอง" "ขุนห่าน" (โองการแช่งน้ำ) อนึ่ง การที่ทรงสถิตอยู่เหนือดอกบัว จึงได้นามว่า "กมลาสน์" "กมเลศ"
มเหสีของพระพรหม คือ พระสรัสวดี เทวีผู้อุปถัมภ์การศึกษา เทวีแห่งความฉลาด คำพูดและการเจรจา
พระพรหมมีคุณแก่ชาวโลกอย่างยิ่ง นอกจากจะเป็นผู้สร้างโลกแล้ว ยังได้สร้างตำรับตำราไว้ให้มนุษย์ศึกษาเล่าเรียน เช่น คัมภีร์พระเวท คัมภีร์ธรรมศาสตร์ ซึ่งเขียนไว้ที่เชิงเขาจักรวาล ฯลฯ ดังความในหนังสือประถมมาลา กล่าวว่า
"อ้าองค์บรมปรเมศ วรมหิทธิเดชา
ทรงบุษบกหงส์วิทคพา- หนะผาดผยองผัน
เชิญช่วยพิทักษ์ธรรมนูญกฎ อัยการระบอบบรรพ์
เป็นอาทิคือคัมภีร์ธรร- มศาสตร์สิ่งเป็นแก่นสาร
หลักชัยและคัมภีร์พรหมศักดิ์ กำหนดกฎมนเทียรบาล
อย่าให้จลาจลวิการ คือจะปลอมจะเปลี่ยนแปลง"
ชาวอินเดียเชื่อว่าในคืนวันที่หกหลังจากทารกคลอดออกมา พระพรหมจะมาจารึกข้อความกำหนดชะตาของผู้นั้นไว้ที่หน้าผาก เรียกกันว่า "พรหมลิขิต" "พรหมเรขา" "พรหมเลขา"
ส่วนพระพรหมฝ่ายพระพุทธศาสนามีหลายองค์ อยู่เป็นชั้นๆ ในพรหมโลก แต่มิได้สร้างโลกคงทำหน้าที่สร้างมนุษย์เท่านั้น ดังความในไตรภูมิพระร่วง พรหมแบ่งเป็น ๒ พวก คือรูปพรหมและอรูปพรหม
ในไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่ารูปพรหมหรือพรหมมีรูป อยู่ในสวรรค์ ๑๖ ชั้น ซึ่งเรียกว่า โสฬสพรหม ส่วนอรูปพรหมหรือพรหมไม่มีรูป อยู่ในสวรรค์ ๔ ชั้นบนสุด ความสุขของพรหมเป็นความสุขสงบของผู้ไม่ครองเรือน ผู้ที่จะเกิดเป็นพรหมได้ต้องเป็นผู้สำเร็จทางฌาน เมื่อหมดกำลังของฌานก็อาจกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก ดังนั้นเราจึงใช้คำว่า "พรหมจรรย์" กับผู้ประพฤติแบบพรหม
เรื่องของพรหมที่เข้าไปเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติมีอยู่หลายตอน ได้แก่ ตอนเสด็จออกผนวช พรหมชื่อฆฏิการ ได้นำอัฐบริขารมาถวาย และได้นำพระภูษาไปบรรจุไว้ในทุสเจดีย์ในพรหมโลกตอนตรัสรู้ใหม่ ๆ พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยในการที่จะเที่ยวสั่งสอนชาวโลก ทรงเกรงว่าจะไม่มีคนที่สามารถเข้าใจพระธรรมได้ ท้าวสหัมบดีพรหมได้ลงมาจากพรหมโลกและอาราธนาขอให้ทรงแสดงธรรมโปรดชาวโลก ดังนั้นจึงกลายเป็นธรรมเนียมการเทศน์ว่าต้องมีการอาราธนาก่อนด้วยข้อความว่า "พรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ"
เอกสารอ้างอิง
นาค ใจอารีย์. "พระพรหม" ใน อันเนื่องมาแต่วรรณคดี. กรุงเทพฯ :องค์การค้าของคุรุสภา, มปป.
ปรมานุชิตชิโนรส, สมเด็จฯ กรมพระ. พระปฐมสมโพธิกถา. กรุงเทพฯ : กรมศาสนา, ๒๕๐๕.
วิสุทธิ์ บุษยกุล. "พระพรหม" ใน วิสุทธิ์นิพนธ์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๐.
หรีด เรืองฤทธิ์. "พระพรหม" ใน วรรณคดีไทย เล่ม ๑. พิมพ์เนื่องในงานฌาปนกิจศพ นายหรีด เรืองฤทธิ์, ๒๕๑๓.
สุกัญญา ภัทราชัย เรียบเรียง