พระนครศรีอยุธยา, อำเภอ
อำเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นอำเภอหนึ่งในเขตการปกครองของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครตามระยะทางถนนสายเอเชียเป็นระยะทาง ๗๕ กิโลเมตร และที่ว่าการอำเภอตดั้งอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ ๔ กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๘๑,๖๑๒ ไร่ หรือ ๑๓๐.๕๗๙ ตารางกิโลเมตร
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบางปะหัน และอำเภอนครหลวง
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบางปะอิน และอำเภอบางไทร
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภออุทัย และอำเภอบางปะอิน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอบางบาล และอำเภอบางปะหัน
อำเภอพระนครศรีอยุธยาแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๒๐ ตำบล ๑๒๐ หมู่บ้าน ดังนี้ ตำบลท่าวาสุกรี ตำบลหัวรอ ตำบลหอรัตนชัย ตำบลสำเภาล่ม ตำบลประตูชัย ตำบลบ้านป้อม ตำบลภูเขาทอง ตำบลลุมพลี ตำบลสระป่า ตำบลคลองตะเคียน ตำบลปากกราน ตำบลบ้านรุน ตำบลเกาะเรียน ตำบลคลองสวนพลู ตำบลกะมัง ตำบลไผ่ลิง ตำบลหันตรา ตำบลบ้านเกาะ ตำบลสวนพริก และตำบลวัดตูม มีเทศบาล ๒ แห่งคือ เทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยา เทศบาลตำบลอโยธยา และองค์การบริหารส่วนตำบล ๑๓ แห่ง
ลักษณะทางกายภาพ
สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปของอำเภอพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน ๓ สายคือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี
สภาพภูมิประเทศของอำเภอพระนครศรีอยุธยามีลักษณะ เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคกลางโดยทั่วไป มี ๓ ฤดูคือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม
แหล่งทรัพยากรน้ำของอำเภอพระนครศรีอยุธยามีทั้งแหล่งธรรมชาติและแหล่งชลประทาน แหล่งธรรมชาติ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี แหล่งชลประทาน ได้แก่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล โครงการส่งน้ำฯนครหลวง โครงการส่งน้ำฯ มหาราช และโครงการส่งน้ำฯเสิ่งสาง
ด้านการคมนาคม อำเภอพระนครศรีอยุธยามีเส้นทางทางบก ดังนี้
๑. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒ ผ่านพื้นที่ตำบลคลองสวนพลู ตำบลหันตรา และตำบลบ้านเกาะ เป็นเส้นทางที่แยกจากประตูน้ำพระอินทร์ไปบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินสาย ๑ ที่จังหวัดชัยนาท
๒. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๙ ผ่านพื้นที่ตำบลไผ่ลิง เขตเทศบาลเมืองนครศรีอยุธยา ดำบลลุมพลี ตำบลวัดตูม และตำบลบ้านใหม่ ไปอำเภอบางปะหัน
๓. ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๓๐๕๓ ผ่านพื้นที่ตำบลหันตราไปตำบลไผ่ลิง
แผนที่สังเขปแสดงทีตั้งอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
๔. ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๓๐๕๔ ผ่านพื้นที่ตำบลหันตราไปตำบลคลองสวนพลู
๕. ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๓๐๕๙ ผ่านพื้นที่ตำบลไผ่ลิงไปอำเภอบางปะอิน
๖. ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๓๐๖๐ ผ่านพื้นที่ตำบลภูเขาทองไปอำเภอบางปะหัน
๗. ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๓๐๖๑ ผ่านพื้นที่ตำบลบ้านเกาะไปตำบลหันตรา
๘. ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๓๒๖๓ ผ่านพื้นที่ตำบลบ้านป้อมและเขตเทศบาล
๙. ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๓๒๖๓ ผ่านพื้นที่ตำบลบ้านป้อมและเขตเทศบาลเมืองนครศรีอยุธยาไปอำเภอเสนา
๑๐. ทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๓๔๑๒ ผ่านพื้นที่ตำบลบ้านป้อมไปอำเภอบางบาลนอกจากนี้ยังสามารถใช้เส้นทางรถไฟได้ด้วย
สภาพทางสังคม
จากสถิติในปี พ.ศ.๒๕๔๐ อำเภอพระนครศรีอยุธยามีจำนวนประชากรทั้งสิ้น ๗๔,๗๔๑ คน แยกเป็นชาย๓๖,๒๘๑ คน และหญิง ๓๘,๔๖๒ คน ความหนาแน่นเฉลี่ยของประชากรต่อพื้นที่ ๕๗๒.๖ คนต่อตารางกิโลเมตร
อำเภอพระนครศรีอยุธยามีประชากรอยู่รวมกันหลายเชื้อชาติศาสนา นอกจากกลุ่มชาวไทยพุทธดั้งเดิมแล้ว ยังมีคนไทยมุสลิมซึ่งเป็นลูกหลานของชาวมุสลิมที่อพยพโยกย้ายมาจากหัวเมืองปัตตานี ชาวมุสลิมกลุ่มนี้อาศัยอยู่หนาแน่นบริเวณคลองตะเคียน อีกกลุ่มคือกลุ่มชาวมุสลิมที่สืบเชื้อสายมาจากต่างชาติ เช่น เปอร์เซีย อาหรับและอินเดีย อาศัยอยู่แถวลุมพลี ภูเขาทองและหัวแหลม กลุ่มคนญวนเป็นอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอพยพเข้ามาในตอนปลายกรุงศรีอยุธยา และเมื่อคราวเกิดกบฏได้เซินที่ประเทศญวนเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ตำบลสำเภาล่ม ที่คนอยุธยามักเรียกว่า"บ้านญวน" เป็นชุมชนใหญ่กว่าร้อยหลังคาเรือน ส่วนมากนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก มีวัดนักบุญยอแซฟเป็นศูนย์กลาง ลูกหลานของชาวญวนปัจจุบันได้อาศัยกระจายอยู่ตามท้องที่ต่าง ๆ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอีกกลุ่มคือกลุ่มชาวจีน ซึ่งเดิมตั้งบ้านเรือนหนาแน่นบริเวณวัดพนัญเชิงและฝั่งน้ำตรงข้าม ปัจจุบันอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากบริเวณหัวรอ ตลาดเจ้าพรหม ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำธุรกิจโรงเลื่อย
ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาคือ ศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ มีวัด ๗๔ แห่ง มัสยิด ๒๐ แห่ง โบสถ์คริสต์ ๑ แห่ง
ด้านการศึกษา อำเภอพระนครศรีอยุธยามีสถานศึกษา ประมาณ ๕๕ แห่ง
ด้านสาธารณสุข ในเขตพื้นที่อำเภอพระนครศรีอยุธยามีโรงพยาบาลจำนวน ๒ แห่ง สถานีอนามัย ๑๘ แห่ง
ด้านสาธารณูปโภค มีสาธารณูปโภคพื้นฐานพร้อมและเพียงพอแก่ความต้องการของประชาชนและการพัฒนาเศรษฐกิจ
เนื่องจากในพื้นที่อำเภอพระนครศรีอยุธยามีกลุ่มคนเชื้อชาติต่างๆ อาศัยอยู่ ทำให้สังคมของอำเภอมีวิถีชีวิตและประเพณีหลากหลายยิ่ง มีทั้งประเพณีของชาวไทยพุทธ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการทำพิธีทางศาสนา เช่น ประเพณีเข้าพรรษาออกพรรษา ประเพณีทำบุญตักบาตรในวันสำคัญทางศาสนาและงานบุญต่างๆ ประเพณีการบวช เป็นต้น ประเพณีของชาวไทยมุสลิมที่มีวิถีชีวิตวัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างออกไป แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกับคนกลุ่มอื่นอย่างสงบร่มเย็นนอกจากนี้ยังมีประเพณีของกลุ่มคนเชื้อสายจีนที่เป็นที่รู้จกกันทั่วไปคือ ประเพณีทิ้งกระจาดที่วัดพนัญเชิง ถือเป็นงานประจำปีที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของอำเภอและของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นงานประเพณีตามคติความเชื่อของชาวจีนเป็นการทำบุญทำทานแก่บรรดาภูตผีไม่มีญาติที่ถูกปล่อยจากยมโลกมารับส่วนบุญปีละครั้ง จัดขึ้นประจำทุกปีในช่วงกลางเดือน ๗ ของจีน (ตรงกับเดือน ๙ ของไทย) จนสิ้นเดือนเพราะเชื่อว่าเป็นช่วงที่ประตูยมโลกเปิด มีการแจกข้าวของแก่คนยากจน มีการเผาหุ่นยมบาลพร้อมกระดาษเงินกระดาษทองด้วย
สภาพทางเศรษฐกิจ
อำเภอพระนครศรีอยุธยามีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรมและการบริการ
ภาคเกษตรกรรม
อำเภอพระนครศรีอยุธยามีพื้นที่การเกษตรรวม ๔๓,๐๕๓ ไร่ แยกเป็นพื้นที่ทำนา ๓๔,๘๐๒ ไร่ พื้นที่ทำสวน ๗,๙๒๕ ไร่พื้นที่ทำไร่ ๓๓๐ ไร่ พื้นที่เลี้ยงสัตว์ ๑,๒๖๔ ไร่ และพื้นที่ทำการประมง ๕๘๕ ไร่
พืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือข้าวนาปีและนาปรัง ข้าวโพด กล้วยหอม มะม่วง นอกจากอาชีพด้านการเกษตรกรรมแล้วชาวบ้านบางส่วนยังประกอบการด้านหัตถกรรมพื้นบ้านเพื่อเป็นรายได้เสริม เช่น สานปลาตะเพียน ทำดอกไม้ประดิษฐ์ จากดอกโสน ทำตุ๊กตาชาววัง ทำโต๊ะหมู่บูชาและไม้แกะสลัก มีความสวยงามและกลายเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด ตลอดจนเป็นสินค้าพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อและทำรายได้ให้กับจังหวัดเป็นอย่างมาก
ภาคอุตสาหกรรม
อำเภอพระนครศรีอยุธยามีโรงงานอุตสาหกรรมประมาณ ๙๙ แห่ง ธนาคาร ๑๗ แห่ง โรงแรม ที่พัก ๑๓ แห่ง
ภาคพาณิชยกรรมและการบริการ
เนื่องจากอำเภอพระนครศรีอยุธยาถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศในฐานะเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทำให้สภาพเศรษฐกิจด้านการค้าและการบริการหลากหลายและคึกคักกว่าในพื้นที่อื่นของจังหวัด เช่นธุรกิจโรงแรมที่พักถือได้ว่ามีความสำคัญยิ่งในการบริการด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของอำเภอ
สถานที่สำคัญ
อำเภอพระนครศรีอยุธยามีแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นโบราณสถาน เนื่องจากเคยเป็นเมืองเก่ามาก่อน ที่น่าสนใจมีดังนี้
๑. พระราชวังหลวงหรือพระราชวังโบราณ ปัจจุบันคงเหลือแต่ฐานอาคารให้เห็นเท่านั้น สันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างตั้งแต่ครั้งประทับอยู่เวียงเหล็กเมื่อปี พ.ศ.๑๘๙๐พระที่นั่งต่างๆ ในครั้งแรกนี้สร้างด้วยไม้ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์ปัจจุบัน ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงถวายที่บริเวณพระราชวังเดิมสร้างเป็นวัดในเขตพระราชวังเรียกว่า "วัดพระศรีสรรเพชญ์" และทรงสร้างพระราชวังหลวงใหม่เลื่อนไปทางทิศเหนือริมแม่น้ำลพบุรี มีพระที่นั่งสำคัญคืคือ
พระที่นั่งวิหารสมเด็จ ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของบริเวณพระราชวัง เป็นปราสาทที่มีมุขหน้าและหลังยาว แต่มุขข้างสั้น มีกำแพงแก้วล้อม ๒ ด้าน ใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีต่างๆ
พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท เป็นปราสาทรูปแบบเดียวกับพระที่นั่งวิหารสมเด็จ มีมุขเด็จยื่นออกมาเพื่อเสด็จออกรับแขกเมือง มีโรงช้างเผือกกระหนาบอยู่สองข้าง
พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ เดิมชื่อ "พระที่นั่งสุริยามรินทร์" ภายหลังเปลี่ยนเป็นชื่อนี้เพื่อให้คล้องกับพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท เป็นปราสาทจัตุรมุข ก่อด้วยศิลาแลงสลับอิฐ ยกพื้นสูงกว่าพระที่นั่งองค์อื่นๆ ใช้สำหรับทอดพระเนตรขบวนแห่ทางน้ำ
พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ ลักษณะเป็นปราสาทตรีมุข ตั้งอยู่บนกำแพงชั้นในด้านตะวันออกหน้าพระราชวัง เป็นที่สำหรับทอดพระเนตรกระบวนแห่และฝึกซ้อมทหารเหมือนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ที่พระบรมมหาราชวังในกรุงเทพมหานคร
พระที่นั่งตรีมุข อยู่ด้านหลังพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทเดิมเป็นพระที่นั่งฝ่ายในและเป็นที่ประทับในอุทยาน
พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ (พระที่นั่งท้ายสระ) เป็นปราสาทจัตุรมุข ตั้งอยู่บนเกาะกลางสระน้ำ สมเด็จพระเพทราชาโปรดฯ ให้สร้างเพื่อเป็นที่ประทับสำราญพระราชหฤทัย
พระที่นั่งทรงปืน อยู่ริมสระน้ำด้านตะวันตก สร้างเป็นรูปยาวรี ในสมัยสมเด็จพระเพทราชาทรงใช้เป็นที่เสด็จออกขุนนาง
๒. วังจันทรเกษมหรือวังหน้า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมืองใกล้ตลาดหัวรอสร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชครั้งยังทรงเป็นมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลกเมื่อ พ.ศ.๒๑๑๒ เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระยุพราชและพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ เมื่อคราวเสียกรุงได้ถูกเผาทำลายเสียหายมาก จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้ซ่อมพระที่นั่งพิมานรัตยาและพลับพลาจัตุรมุขไว้เป็นที่ประทับ เมื่อเสด็จประพพระนครศรีอยุธยา ครั้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ได้พระราชทานให้ใช้เป็นที่ว่าการมณฑลอยุธยา และรัชกาลที่ ๗ โปรดฯ ให้เปลี่ยนเป็นศาลากลางจังหวัด เมื่อสร้างศาลากลางใหม่แล้ว กรมศิลปากรจึงใช้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจนถึงปัจจุบัน ภายในพระราชวังมีสิ่งก่อสร้างสำคัญคือ พลับพลาจัตุรมุข พระที่นั่งพิมานรัตยา พระที่นั่งพิศัยศัลยลักษณ์ กำแพงและประตูวัง
๓. วังหลัง ตั้งอยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาด้านทิศตะวันตก (เขตโรงงานสุราของกรมสรรพสามิตในปัจจุบัน) เดิมเป็นอุทยานสำหรับเสด็จประพาสเป็นครั้งคราวเรียกว่า "สวนหลวง" ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้โปรดฯ ให้สร้างเพิ่มเติมเป็นพระราชวังเพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเอกาทศรถ ต่อมาได้กลายเป็นที่ประทับของเจ้านายในพระราชวงศ์เท่านั้น จึงไม่ปรากฏสิ่งสำคัญหลงเหลืออยู่นอกจากเจดีย์ศรีสุริโยทัย
๔. สวนศรีสุริโยทัย ตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงงานสุราอยุธยา มีพื้นที่ประมาณ ๕ ไร่ ประกอบด้วยศาลาอเนกประสงค์พลับพลาสมเด็จพระศรีสุริโยทัย เนินเสมาหินอ่อนโบราณอายุกว่า ๔๐๐ ปี บรรจุชิ้นส่วนพระพุทธรูปชำรุดที่อัญเชิญมาจากวัดพุทไธสวรรย์ องค์การสุราฯ สร้างสวนนี้เพื่ออุทศส่วนกุศลถวายอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ในที่ดินซึ่งเคยเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน
๕. ศาลหลักเมือง ตั้งอยู่สี่แยกตะแลงแกง ดำริสร้างโดยร้อยตรีกิตติ ประทุมแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยนั้น เพื่อให้เป็นจุดรวมใจของชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
๖. คุ้มขุนแผน เป็นเรือนไทยโบราณ มี ๕ หลังอยู่ทางทิศใต้ของพระวิหารพระมงคลบพิตร มีความประสงค์สร้างไว้เพื่อคนรุ่นหลังได้เห็นและได้ศึกษารูปแบบบ้านไทยในชนบทสมัยโบราณ
๗. สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ดั้งอยู่ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์บนเกาะเมืองเก่าซีกตะวันออกของคลองท่อ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ปลูกต้นไม้ในวรรณคดีประกอบด้วยโบราณสถาน อาคารศาลาไทย และมีโครงการพัฒนาพื้นที่เป็นสวนป่าสมุนไพรและอุทยานประวัติศาสตร์ในอนาคต
๘. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย ใกล้กับศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา(หลังเก่า)
๙. สวนสาธารณะบึงพระราม ตั้งอยู่ที่ตำบลประตดูชัยภายในเป็นวัดโบราณ (ร้าง) โดยเฉพาะวัดพระราม เข้าใจว่ามีมาก่อนกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า "หนองโสน" หรือ "บึงชีขัน" มีปูชนียสถานที่สำคัญคือ พระที่นั่งเย็นและอยุธยามหาปราสาท ซึ่งเป็นปราสาททรงยอด ๓ องค์ติดกัน ด้านหน้ามีบันไดด้านหลังเป็นคูหาด้าน โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก
ภายในปราสาทมีแท่นฐานทำด้วยหินอ่อนรองรับพระบรมรูปจำลองของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) มีนาฬิกาดอกไม้สำหรับบอกเวลา สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๔
๑๐. พระที่นั่งเพนียด เป็นที่สำหรับพระราชาธิบดีประทับทอดพระเนตรการจับช้างเถื่อนในเพนียด ที่ยังคงเหลือซากในปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯให้ซ่อมครั้งหนึ่ง และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้กรมหลวงเทพพลภักดิ์ซ่อมอีกครั้งหนึ่ง และจนถึงรัชกาลที่ ๕ จึงทรงโปรดฯ ให้ซ่อมอีกครั้งหนึ่ง
๑๑. หมู่บ้านโปรตุเกส ตั้งอยู่ที่ตำบลสำเภาล่ม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก อยู่ทางใต้ของตัวเมืองปัจจุบันที่ดินบริเวณนี้มีโบราณสถาน ๓ แห่งคือ ซานเปาโล ซานโดมิงโก และชานเปรโต เมื่อครั้งมีการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานบริเวณนี้ ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีสำคัญคือ โครงกระดูก เครื่องปั้นดินเผาภายในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
๑๒. หมู่บ้านญี่ปุ่น ตั้งอยู่ท่ตำบลเกาะเรียน
๑๓. วัดพระศรีสรรเพชญ์ สร้างอยู่บนพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวงมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ มีเจดีย์ใหญ่ ๓ องค์ ตั้งเป็นประธานของวัด บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ และสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ เป็นวัดที่ใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญคือ พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเป็นที่ทรงศีลของพระมหากษัตริย์และเป็นที่เก็บพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา
๑๔. วัดพุทไธสวรรย์ มีพระปรางค์ลักษณะศิลปะแบบขอม บริเวณพระปรางค์ล้อมรอบด้วยพระระเบียงที่มีพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทองตั้งเรียงรายเป็นระยะๆ และมีวิหารพระนอนด้วย
๑๕. วัดใหญ่ชัยมงคล สร้างเมื่อปี พ.ศ.๑๙๐๐ ภายในวัดมีพระเจดีย์สูงใหญ่ทรงระฆัง สูงประมาณ ๕๐ เมตร ขนานนามว่า "พระเจดีย์ชัยมงคล"
๑๖. วัดพระราม สร้างในสมัยสมเด็จพระราเมศวรอยู่ติดกับบึงพระราม และอยู่ทางทิศตะวันออกของวิหารพระมงคลบพิตร ภายในวัดยังมีซากวิหารใหญ่ องค์พระปรางค์มีระเบียงโอบล้อมและมีพระพุทธรูปศิลาปรักหักพัง
๑๗. วัดมหาธาตุ เป็นวัดใหญ่คู่กับวัดราชบูรณะ สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ มีวิหารหลวงขนาดใหญ่ที่เจาะผนังเป็นช่องแทนหน้าต่าง พระปรางค์ประธานของวัดซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งเดิมสูงประมาณ ๕๐ เมตร ได้เคยพังลงมาครั้งหนึ่งในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เมื่อถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงให้บูรณะซ่อมแซม แต่ปัจจุบันพระปรางค์องค์นี้เหลือเพียงฐาน
๑๘. วัดภูเขาทอง สร้างขึ้นสมัยสมเด็จพระราเมศวรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงโปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์พระอารามและพระเจดีย์ใหญ่ที่หักพังลงมา และให้เปลี่ยนรูปเจดีย์เป็นแบบไทย
๑๙. วัดราชบูรณะ ตั้งอยู่ข้างวัดมหาธาตุ สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ มีซุ้มประตูใหญ่หน้าวัดที่เป็นศิลปะอยุธยาตอนปลาย วิหารหลวง พระปรางค์ประธานที่ประดับปูนปั้นรูปครุฑ ยักษ์ ลิง และสิงห์ ภายในมีกรุ ๒ ชั้น ซึ่งขุดพบเครื่องราชูปโภคทองคำ พระพุทธรูปและพระพิมพ์ต่างๆ
๒๐. วัดหน้าพระเมรุ เดิมชื่อ "วัดเมรุราชิการาม"สถาปัตยกรรมของวัดอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้นคือ พระอุโบสถไม่มีหน้าต่าง แต่เจาะช่องไว้เป็นลูกกรง พระประธานเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่องปางมารวิชัย มีความสวยงาม หน้าบันไม้สักลงรักปิดทอง สลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑยุด เศียรนาค หน้าราหู ล้อมรอบด้วยหมู่เทพนม ๒๖ องค์ ตรงอาสน์สงฆ์มีจารึกเป็นร่ายสุภาพและกาพย์ยานี ได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
๒๑. วัดมเหยงคณ์ สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๑๙๘๑ สถาปัตยกรรมเป็นแบบลังกาคือเจดีย์ประธานทรงระฆัง บนฐานมีช้างล้อมรอบ เจดีย์รายก็เป็นทรงระฆัง
๒๒. วิหารพระมงคลบพิตร พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปอิฐบุทองสัมฤทธิ์ สีดำตลอดองค์เพราะเคลือบรักไว้สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระไชยราชาประมาณ พ.ศ.๒๐๘๑ ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ครั้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมณฑปครอบไว้
๒๓. วัดบรมพุทธาราม สร้างในสมัยสมเด็จพระเพทราชา ประมาณ พ.ศ.๒๒๓๑-๒๒๔๖ ณ บริเวณย่านป่าตองซึ่งเป็นนิวาสสถานเดิมของพระองค์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำกระเบื้องเคลือบสีเหลือง
๒๔. วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายเป็นอนุสรณ์สถาน ณ บ้านเดิมของพระราชมารดาและเพื่อเฉลิมพระเกียรติในการเสด็จขึ้นครองราชย์ วัดนี้มีพระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุเป็นองค์ประธานสูงเด่นอยู่ท่ามกลางปรางค์ทิศและปรางค์รายทั้ง ๘ ทิศ พระอุโบสถวัดอยู่ทางด้านตะวันออกของพระปรางค์ มีซากพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยหินทราย
๒๕. วัดกุฎีดาว เป็นวัดขนาดใหญ่ ลักษณะการสร้างและรูปแบบศิลปะคล้ายกับวัดหลวง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงโปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดนี้เมื่อ พ.ศ.๒๒๕๕ และให้สร้างตำหนักชื่อว่า "ตำหนักกำมะเลียน"
๒๖. วัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีมาก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา ส่วนพระพุทธรูปพระเจ้าพนัญเชิงในพระวิหารหลวง มีหลักฐานว่าสร้างเมื่อ พ.ศ.๑๘๖๗ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ ปางมารวิชัย พระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปทอง ๒ องค์ ปางมารวิชัยสมัยสุโขทัย อีกองค์เป็นพระปูนปั้นเก่าโบราณกว่า ๒ องค์แรก วิหารอีกหลังหนึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังรูปพระพุทธเจ้าผจญมาร และเขียนเป็นลายกระถางต่างๆ
๒๗. วัดธรรมิกราช ภายในวัดมีวิหารทรงธรรมซึ่งมีขนาดใหญ่มากตั้งอยู่บนเนินสูง เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญที่มีขนาดใหญ่ เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัยอู่ทองที่งดงาม ปัจจุบันเหลือเพียงพระเศียรและเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ส่วนพระเจดีย์ประธานเป็นทรงระฆังแบบลังกา มีปูนปั้นสิงห์ยืนอยู่โดยรอบและมีพระเจดีย์ขนาดย่อมและขนาดเล็กอีก ๑๓ องค์
๒๔. วัดสุวรรณดาราราม ตั้งอยู่ริมป้อมเพชร ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพเทพชุมนุม นิบาตชาดก ๓ พระชาติ และภาพมารวิชัย มีพระแม่ธรณีบีบมวยผมอยู่ตรงกลาง
ด้านศิลปหัตถกรรม ศิลปหัตถกรรมที่ขึ้นชื่อของอำเภอพระนครศรีอยุธยา ได้แก่
๑. หม้อดินเผาคลองสระบัว การปั้นหม้อเป็นอาชีพเก่าแก่ของชุมชนสองฝั่งคลองสระบัวที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
๒. รูปหินสลัก การแกะสลักหินแม้ไม่ใช่อาชีพเก่าแก่แต่เป็นศิลปกรรมที่เลียนแบบศิลปวัตถุโบราณที่มีอยู่ทั่วไป
๓. การทำหัวโขน ที่บริเวณตลาดบ้านหัวแหลม บ้านทำหัวโขนของหม่อมราชวงศ์จรูญ สุขสวัสดิ์ ช่างผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการทำหัวโขน
๔. ปลาตะเพียนใบลาน เป็นงานหัตถศิลป์ของชาวมุสลิมในท้องที่ท่าวาสุกรี บ้านหัวแหลม
๕. ตุ๊กตาชาวบ้าน เป็นตุ๊กตาที่ปั้นจากดินเหนียวเลียนแบบสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชนบท แหล่งทำอยู่แถวเชิงสะพานปรีดีธำรง ฝั่งนอกเกาะเมือง
๖. เครื่องดนตรีไทย บริเวณหัวรอ เป็นแหล่งผลิตเครื่องดนตรีไทยนานาชนิดทั้งวงปี่พาทย์และวงเครื่องสาย
๗. เครื่องประดับมุก ทำที่บ้านเลขที่ ๕๑ ตำบลไผ่ลิงใกล้วัดใหญ่ชัยมงคล
ประวัติความเป็นมา
อำเภอพระนครศรีอยุธยาเดิมมีชื่อว่า "อำเภอรอบกรุง" ตั้งเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๐ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "อำเภอกรุงเก่า" และเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น "อำเภอพระนครศรีอยุธยา"
เมื่อปีพ.ศ.๒๕๒๗ ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอมาตั้งอยู่ที่ถนนโรจนะ ตำบลหอรัตนไชย จนถึงปัจจุบัน
อำเภอพระนครศรีอยุธยามีคำขวัญว่า "ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานด์กวี คนดีศรีอยุธยา"
เรียบเรียงจาก บรรยายสรุปอำเภอพระนครศรีอยุธยา พ.ศ.๒๕๔๐.สำนักงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, พระนครศรีอยุธยา : เทียนวัฒนา, ๒๕๓๙.
วีรนุช ปิณฑวณิช เรียบเรียง