ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

พระเครื่อง

ภาค : กลาง

พระเครื่อง

พระเครื่อง มาจากคำว่า "พระเครื่องราง" หมายถึงพระพิมพ์หรือพระหล่อโลหะ มีรูปแทนองค์พระพุทธเจ้าหรือพระสาวก เป็นพระขนาดเล็กที่ใช้ห้อยคอได้สะดวก คำว่า"พระเครื่องราง" จึงมิได้มีความหมายถึงพระพิมพ์ทั่วๆ ไปซึ่งมีขนาดใหญ่ อันใช้ตั้งบนหิ้งบูชา แต่หมายถึงพระพิมพ์องค์เล็กๆ ที่เอาเข้าพิธีปลุกเสกด้วยเวทมนตร์คาถาแล้วสามารถบันดาลให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้ใช้ เช่น ทำให้เกิดเมตตามหานิยม แคล้วคลาดอันตรายหรืออยู่ยงคงกระพัน เช่น แทงไม่เข้า ยิงไม่ออก เป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงพระเครื่องจึงเพ่งเล็งในข้อที่ว่ามีความศักดิ์สิทธิ์หรือมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์

พระเครื่องมีกำเนิดมาจากพระพิมพ์ ซึ่งอาจจะสืบขึ้นไปจนถึงถิ่นเดิมเริ่มแรกคือ อินเดีย แล้วนิยมสร้างกันสืบมาในดินแดนแหลมอินโดจีนรวมทั้งประเทศไทยด้วย

ประเภทของเนื้อพระที่นำมาสร้างเป็นพระเครื่องมี ๔ แบบ คือ "ว่าน ดิน ชิน ผง"

พระเนื้อว่าน คือพระเครื่องที่สร้างด้วยการตัดรูปทรงของพระบนว่านสด ๆ เมื่อเนื้อว่านแห้งลงแล้วจะมีความแข็งมีรอยย่นตามผิวพระเพราะเนื้อว่านหดตัวลง พระเนื้อว่านมักจะทำกันทางภาคอีสานและประเทศลาว มีความเชื่อกันว่าพระเนื้อว่านมีคุณทางอยู่ยงคงกระพัน เพราะว่านมีคุณสมบัติในการทำให้หนังเหนียว ถ้าไม่เอาว่านมาแกะทำพระเครื่องก็เอามาแช่น้ำหรือต้มน้ำอาบ นิยมกระทำกันมาแต่โบราณ โดยเฉพาะพวกนักเลงและทหาร

พระเนื้อดิน คือ พระพิมพ์ที่สร้างขึ้นด้วยการกดแม่พิมพ์บนดินเหนียว แล้วเอาเข้าเผาไฟสำเร็จเป็นพระดินเผามีสีต่างๆ สุดแต่จะใช้ไฟอ่อนหรือไฟแก่ ถ้าใช้ไฟอ่อนองค์พระจะมีตั้งแต่สีขาวนวล ขาวปนเหลือง ขาวปนชมพู (เรียกกันว่าสีเม็ดพิกุล) ชมพูแก่ แดง แดงเข้ม สีน้ำตาล สีเขียวและสีดำ สำหรับพระที่เข้าไฟแก่มักเป็นพระเนื้อเขียวและเนื้อดำจะมีความแข็งแกร่งมากที่สุด พระเนื้อเขียวแยกออกเป็นสีเขียวมอย สีเขียวหินครก สีเขียวใบหญ้าและสีฟ้า ปกติพระพิมพ์เนื้อดินมักจะมีว่านผสมอยู่ ฉะนั้นเมื่อพระถูกไฟเผาจัดจนถึงขั้นเป็นสีเขียว หรือเขียวปนม่วงอาจจะมีเม็ดสีดำเป็นเงาเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นตามผิวพระ เรียกกันว่า "หมัดไฟ"และถ้ามีสีดำสนิทจะมีความฉ่ำซึ้งเป็นเงา มักเรียกกันว่า "เนื้อผงใบลานเผา" (หมายถึงใบลานที่จารเวทมนตร์คาถา หรือจารพระธรรมคำสอน) ซึ่งความจริงบางทีอาจจะไม่มีส่วนผสมผงใบลานเผาเลยก็ได้

พระดินเผา เนื้อสีนวลและสีเม็ดพิกุลมักพบในพระรอดพระคง พระนางพญาเสน่ห์จันทน์ พระนางพญาพิษณุโลกและอื่น ๆ สีน้ำตาลและสีแดงมักพบในพระตระกูลนางพญาโดยเฉพาะนางพญากำแพงเพชรและพระวัดจุฬามณี เป็นต้นพระสีเขียวเป็นพระที่หายากมีจำนวนน้อยและถือกันว่าพระพิมพ์ดินเผาเนื้อเขียวนั้นเป็นพระที่มีราคาแพงที่สุดในหมู่พระดินเผาด้วยกัน เช่น พระคง พระรอด พระผงสุพรรณ (พระเกสรสุพรรณ) พระนางพญา เป็นต้น

มีที่สังเกตอย่างหนึ่งว่าพระพิมพ์ดินเผาที่มีเนื้อนุ่มนวลฉ่ำเป็นเงาซึ้งที่เรียกกันว่า "หนึกนุ่ม" (มองด้วยสายตา มิใช่องค์พระนุ่ม) ทั้งนี้เพราะมีผงเกสรดอกไม้ผสมอยู่ ประกอบกับดินที่เอามาสร้างพระจะต้องเป็นดินเนื้อละเอียดมาก ไม่มีกรวดทรายเจือปน เรียกกันว่าไม่มี "เม็ดแร่" ตัวอย่างคือ พระสกุลลำพูนและสกุลกำแพงเพชร เป็นต้น แต่บางทีใช้ดินเหนียวที่กรองละเอียดแล้วเรียกว่า ดินขุยปูก็มีลักษณะอย่างเดียวกันพระเนื้อดินเผาส่วนใหญ่ถ้าเป็นพระเนื้อละเอียดหนึกนุ่มมักจะมีผงสีแดงเหมือนพริกป่นปรากฏอยู่ในองค์พระเป็นจุดๆ โดยทั่วไป มักเรียกกันว่ามี "ว่านดอกมะขาม" ประปรายบนผิว แต่ความจริงจุดแดงๆ เหล่านี้หาใช่เป็นว่านไม่ มีผู้รู้ให้คำอธิบายว่าน่าจะเป็นผงสนิมเหล็กที่ผสมอยู่ในเนื้อดิน เมื่อเอาดินมาเผาไฟจึงปรากฏจุดแดงๆ ปรากฏอยู่ทั่วไป บางทีก็ปรากฏมากบางทีก็ปรากฏน้อย พระคงลำพูนเป็นตัวอย่างอันเห็นได้เด่นชัดสำหรับพระเครื่องประเภทนี้

พระเครื่องดินเผาเนื้อหยาบ คือ พระที่มีกรวดทรายปนอยู่เป็นเม็ดเล็กๆ ใสๆ หรือสีขาวขุ่น ถ้าปรากฏอยู่บนผิวพระ จับสากๆ มือเรียกว่า "เม็ดแร่ลอย" ถ้ากรวดทรายนี้ปรากฏอยู่ในเนื้อพระไม่ผุดขึ้นมา แต่แลเห็นเรียกว่า "เม็ดแร่จม"มีความเชื่อกันว่าเม็ดกรวดทรายหรือเม็ดแร่ดังกล่าวนี้มีคุณสมบัติทางอยู่ยงคงกระพัน เพราะเม็ดกรวดทรายมีความแข็งมีความหมายถึงความแข็งแกร่งอันเป็นลักษณะของผู้ที่คงกระพันชาตรีพระดินเผาประเภทเนื้อหยาบที่มีชื่อเสียงทางคงกระพันมีตัวอย่างเช่น พระขุนแผนวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี (ปัจจุบันเรียกกันว่าพระยอดขุนพล หรือ ทรงพล) และพระนางพญากรุวัดนางพญา พิษณุโลก เป็นต้น การที่คนโบราณนิยมพระดินเผาก็เพราะเชื่อว่าพระชนิดนี้ประกอบด้วยปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) และเตโชธาตุ (ธาตุไฟ) อันเป็นพลังที่สำคัญ

นอกจากพระเนื้อดินประเภทดินเผาแล้ว ยังมีอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ดินดิบ กล่าวคือเป็นพระที่มิได้เข้าไฟเพียงแต่ตากลมให้แห้ง แต่พระชนิดนี้มีให้พบเห็นได้น้อยถูกน้ำมักจะละลายยกเว้นองค์ที่บรรจุในเจดีย์ซึ่งมีความร้อนอบนาน ๆ ก็อาจจะดูเหมือนพระเนื้อดินเผาเพราะมีเนื้อแกร่งขึ้นกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น พระผงสุพรรณ ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าอาจจะเป็นเนื้อดินดิบมิใช่เนื้อดินเผาอย่างที่เข้าใจกันมาแต่เดิม

พระเนื้อชิน พระเครื่องชนิดที่สร้างด้วยชิน หรือที่เรียกว่า พระเนื้อใน เป็นพระที่ใช้โลหะผสมโดยมีตะกั่วเป็นหลักหรือเป็นตัวยืนพื้น ถ้ามีเนื้อเป็นตะกั่วอยู่มากเรียกว่า ชินตะกั่ว มีเนื้อเงินผสมอยู่มาก เรียกว่า ชินเงิน นอกจากนี้มีชินสังขวานร ซึ่งมีความเลื่อมพรายอยู่ในเนื้อโลหะและอื่นๆ

พระเนื้อชินเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นพระประเภทอยู่ยงคงกระพันเพราะเนื้อชิ้นหรือเนื้อโลหะเป็นเครื่องหมายของความแข็งแกร่ง พระเนื้อชินนี้ถ้าเป็นเนื้อตะกั่วหรือชินตะก้่วเมื่ออยู่ในกรุนานๆ จะมีสนิมเกาะตามเนื้อพระเป็นสีแดงเรียกว่าตะกั่วสนิมแดง ถ้าเป็นเนื้อชินเงินมักมีสนิมดำ โดยเหตุที่พระเนื้อชินเป็นพระที่ผุกร่อนได้ง่าย ไม่เหมือนพระดินเผาเพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันความผุกร่อน นักสร้างพระสมัยโบราณจึงเอาปรอทเคลือบหรืออาบปรอทเสียก่อน เพราะฉะนั้นถึงแม้พระเนื้อชินจะถูกบรรจุกรุไว้นานเป็นร้อยๆ ปีก็ตาม เมื่อมีการขุดกรุหรือเปิดกรุ จะพบว่าพระเครื่องดังกล่าวมีสีปรอทแวววับราวกับพระที่สร้างเสร็จใหม่ ๆ ตัวอย่างพระเนื้อชินกรุเขาพนมเพลิง ศรีสัชนาลัย และพระเนื้อชินกรุวัดราชบูรณะอยุธยา เป็นต้น

พระเนื้อชินเงินเมื่อขัดสนิมดำออกก็จะเห็นสีเงินแวววับเช่นเดียวกัน แต่ไม่นิยมขัดกันเพราะจะทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นของใหม่ ส่วนพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงถือกันว่าเป็นพระที่งดงามที่สุดอย่างหนึ่ง สนิมแดงดังกล่าวนี้มีหลายลักษณะเช่น สีออกเหลืองปนน้ำตาล สีแดงสด สีเปลือกมังคุด หรือสีลูกหว้า เป็นต้น

พระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงที่มีผู้นิยมมากคือ พระร่วงยืนและพระร่วงนั่งกรุต่าง ๆ ที่มีค่าราคาแพงที่สุดคือ พระร่วงหลังรางปืนสนิมแดง ที่พบในกรุพระปรางค์ใหญ่วัดพระศรีมหาธาตุ ศรีสัชนาลัย ส่วนพระเครื่องชินตะกั่วสนิมแดงหน้าฤษีเกศคดหรือเกศตรง นั่งปางมารวิชัย ที่นิยมมากที่สุดคือพระท่ากระดาน เมืองกาญจนบุรี ซึ่งพบที่กรุวัดท่ากระดานต่อมาพบที่กรุศรีสวัสดิ์ กรุลั่นทมและกรุวัดเทวสังฆาราม(วัดเหนือ) และอื่น ๆ ก็เรียกกันว่า พระท่ากระดาน ทั้งสิ้นพระประเภทพระท่ากระดานนี้มิได้เรียกว่าพระร่วงนั่งเหมือนพระนั่งปางมารวิชัยแบบที่พบที่สุโขทัยและเมืองอื่น มักจะเรียกกันว่า "พระยอดขุนพล" จะแบบมีซุ้มหรือไม่มีชุ้มก็ตามพระเนื้อชินเงินที่เป็นพระนั่งปางมารวิชัยก็มิได้เรียกว่าพระร่วงนั่งเช่นเดียวกัน แต่เรียกว่าพระยอดขุนพลรวมทั้งพระหูยานฐานชั้นเดียว และฐานสองชั้นไม่ว่าจะพบในกรุเมืองลพบุรี อยุธยาสิงห์บุรี หรือชัยนาทก็ตาม ก็นับว่าเป็นพระยอดขุนพลเช่นกัน

นอกจากพระเนื้อชินตะกั่ว ชินเงินแล้ว พระเครื่องที่มิได้นับเป็นพระเนื้อชิน เช่น เนื้อแร่ เนื้อสัมฤทธิ์ เนื้อทองเหลือง เนื้อทองแดง และเนื้อทองคำ ก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน คือเป็นพระเนื้อโลหะเหมือนกัน พระที่เรียกว่า "เนื้อแร่" คือพระปิดตาที่สร้างขึ้นจากขี้แร่ชนิดหนึ่งในพื้นดินแถวเมืองนนทบุรี เรียกกันว่า "พระแร่บางไผ่" และ "แร่บางเดื่อ"เป็นต้น

พระเนื้อผง หมายถึงพระพิมพ์ท์สร้างด้วยเนื้อปูนขาวที่ทำจากเปลือกหอยเผา เอามาตำในครกแล้วกดด้วยแม่พิมพ์แบบต่างๆ แล้วเอาผึ่งลมจนแห้งสนิท เนื้อพระจะมีความแข็งพอประมาณ ถ้ามิได้เอาบรรจุกรุ เนื้อพระจะดูนุ่มนวล และเมื่อแห้งสนิทเป็นเวลานานเนื้อพระจะหดตัวลงเล็กน้อย ถ้าเป็นพระเนื้อปูนขาวละเอียด เนื้อถูกขัดถูเบาๆ จะมีความมันละเลื่อมคล้ายเนื้อเครื่องถ้วยชาม (porcelain) ซึ่งสร้างจากดินขาว บางทีมีลายแตกระแหงบางๆ บนเนื้อพระเรียกกันว่า"แตกลายงา" และ "แตกลายกังไส" ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็โดยการลงรัก (จะปิดทองหรือไม่ปิดก็ได้) เมื่ออยู่ไปนานๆ รักจะค่อยล่อนออก ถ้าปิดทองด้วย การล่อนออกของรักและทองจะทิ้งคราบให้เห็นติดเนื้อพระเล็กน้อยเรียกว่า "รักเก่าทองเก่า" การที่การลงรักทำให้เกิดการแตกลายงา ลายกังไสก็เพราะเมื่อรักแห้งลงจะรัดผิวพระให้หดตัว เมื่อรักล่อนออกหมดจึงทิ้งลายงา ลายกังไสอันเกิดจากการหดตัวนั้นบนผิวของพระ

พระเนื้อผงชนิดที่มิได้ลงกรุและยังไม่ผ่านการใช้มักจะมีคราบนวลๆ จับอยู่ที่ผิวและตามซอกขององค์พระเรียกว่า"แป้งโรยพิมพ์" เพราะเมื่อก่อนจะกดแม่พิมพ์ลงบนเนื้อปูนขาวที่มีลักษณะหมาดๆ นั้น เนื้อปูนอาจจะติดแม่พิมพ์ทำให้ถอดแม่พิมพ์ไม่เรียบร้อย ฉะนั้นเมื่อเอาแป้งละเอียดโรยเสียก่อนก็จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการถอดแม่พิมพ์ออก แต่ในกรณีที่พระพิมพ์ดังกล่าวถูกใช้หรือผ่านมือคนจับมามากแป้งโรยพิมพ์ก็อาจจะหายไปก็ได้

การสร้างพระเนื้อผงนั้นมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ เมื่อเนื้อพระแห้งแล้วอาจจะเกิดการเปราะแตกหักได้ง่าย หรือถ้าถูกน้ำบ่อยๆ อาจจะทำให้เนื้อยุ่ยร่วนไปได้เช่นกัน พระอาจารย์ผู้สร้างจึงแก้ข้อบกพร่องนี้โดยผสมน้ำมันตังอิ๊วลงไปผสมกับเนื้อปูนขาวที่อยู่ในครก เมื่อโขลกจนได้ที่แล้วน้ำมันตังอิ้๊วจะผสมผสานเข้ากับเนื้อพระ ทำให้เกิดการยึดเหนี่ยวกันดี ไม่แตกเปราะง่ายๆ พระสมเด็จวัดระฆังในสมัยแรกๆ และพระผงวัดปากน้ำภาษีเจริญรุ่นแรกก็มีลักษณะเช่นเดียวกันแต่พระวัดปากน้ำนั้นแก้ไขความเปราะร้าวของเนื้อพระโดยการใช้เชลแล็กทา แต่วิธีนี้ถึงจะช่วยมิให้เนื้อพระยุ่ยแตกร้าวได้ก็จริง แต่ก็ทำลายสุนทรียภาพของพระพิมพ์นั้นลงไปเป็นอันมากทำให้ไม่แลเห็นเนื้อพระดั้งเดิมอีกต่อไป

การสร้างพระเนื้อผงมีหลักฐานว่า มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแต่มีอยู่เพียงกรุเดียว คือ กรุวัดทับข้าวในเมืองสุโขทัยและไม่มีปรากฏในกรุอื่น เช่น ศรีสัชนาลัย สวรรคโลกและกำแพงเพชร

ซึ่งอยู่ในสมัยเดียวกันเลย พระกรุที่พบมาก่อนสมัยสุโขทัยก็มีแต่พระสกุลลำพูน ซึ่งมีอายุ ๑,๐๐๐ ปีเศษ เช่น พระรอดพระคง พระบาง (หรือพระบัง) พระเปิม พระลือ และอื่นๆก็ล้วนแต่เป็นพระดินเผาทั้งสิ้น หาได้มีพระผงไม่ ถึงแม้ในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา จะมีการขุดพบพระพิมพ์ในพระเจดีย์สำคัญเช่น พระศรีมหาธาตุเจดีย์ที่สุพรรณบุรี ซึ่งคาดว่าพระพิมพ์เหล่านั้นคงจะสร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) เช่น พระผงสุพรรณก็เป็นพระเนื้อดินหาใช่เนื้อผงไม่ นอกจากนี้ก็มีแต่พระเนื้อชิน การขุดกรุวัดราช-บูรณะที่กรุงศรีอยุธยา ก็ได้พระเนื้อชินเกือบทั้งหมดจำนวนนับแสนองค์ซึ่งสร้างสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา ไม่มีพระเนื้อผงปะปนอยู่เลย ต่อมาถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้มีการสร้างพระเนื้อผงขึ้นและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้

ความสำคัญของพระเนื้อผงมี ๒ ประการด้วยกันคือมีการผสม "ผงวิเศษ" ลงในครกขณะที่โขลกตำปูนขาวก่อนจะกดแม่พิมพ์ ผงวิเศษนี้ บางทีก็ละเอียดแต่บางทีก็แลเห็นเป็นเม็ดเล็ก ๆ สีขาวปรากฏบนผิวพระโดยทั่วไป จะแลเห็นได้ชัดเจนในกรณีที่พระผงนั้นเป็นสีเทา สีเขียวและสีดำ เช่นพระผงสมเด็จปิลันธน์ และพระผงสีแดง เช่น พระสมเด็จพระอรหัง เป็นต้น ประการที่ ๒ คือมีการเข้าพิธีปลุกเสกพระอาจารย์ที่ทำการปลุกเสกอาจจะเป็นรูปเดียวหรือหลายรูปก็ได้ การที่พระพิมพ์ได้เข้าพิธีปลุกเสก ถือว่าได้รับพลังจิตอธิษฐานของพระเกจิอาจารย์ผู้ปลุกเสกนั้นแล้ว จะเป็นพลังในด้านแคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพันหรือเมตตามหานิยมโชคลาภก็ตามแต่ พระพิมพ์ที่มีลักษณะครบสองประการนี้ย่อมได้รับความศรัทธาสูงว่าสามารถพึ่งพาได้ มีผู้นิยมมาก แต่ถ้าขาดลักษณะ ๒ ประการนี้ ก็ไม่ใคร่มีผู้นิยม ยกตัวอย่างเช่นพระพิมพ์สมัยศรีวิชัย หรือสมัยทวารวดี เป็นต้น ถือว่าเป็นพระเครื่องที่สืบพระศาสนา ไม่ได้มีคุณสมบัติคือพลังด้านใดด้านหนึ่ง คงนับถือกันว่าเป็นของเก่าของโบราณที่มีคุณค่าทางพุทธศิลป์เท่านั้น แต่พระที่ไม่มีการปลุกเสกนี้มักจะเป็นพระดินดิบและดินเผาเป็นพื้น

การสร้างพระเนื้อผงเริ่มมาสร้างกันจริงจังก็ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง พระรุ่นแรกคือพระสมเด็จอรหังและพระวัดพลับพิมพ์ต่างๆ ผู้สร้างคือ สมเด็จพระสังฆราช (ศุข)หรือพระญาณสังวร ซึ่งเป็นพระวิปัสสนาที่มีชื่อเสียงในรัชกาลที่ ๑ และที่ ๒ พระสมเด็จอรหังชนิดเนื้อผงขาวมีการจารบนด้านหลังเป็นตัวอักษรขอมว่า "อรหํ" เข้าใจว่าสร้างขึ้นในสมัย ที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งพระสังฆราชแล้ว และเสด็จมาประทับที่วัดมหาธาตุ อีกชนิดหนึ่งสร้างด้วยเนื้อผงสีแดง (คงจะผสมด้วยชาดจีน) บรรจุกรุวัดสร้อยทอง ด้านหลังของพระพิมพ์มีคำว่า อรหํ ตอกลกลงไปในเนื้อพระ เป็นอักษรขอมว่าอรหํ ตัวนูนอยู่ในกรอบมีพิมพ์ฐาน ๓ ชั้น พิมพ์เกศอุ และพิมพ์ฐานคู่ เป็นต้น ส่วนพระอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า พระวัดพลับ สร้างขึ้นในสมัยที่พระญาณสังวรยังครองวัดพลับ(วัดราชสิทธาราม) อยู่ มีพิมพ์ตุ๊กตาเล็ก ตุ๊กตาใหญ่ พิมพ์สมาธิ พิมพ์พุงป๋องและพิมพ์ปิดตา เป็นต้น พระวัดพลับแตกกรุราวก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เล็กน้อย บางทีเรียกว่ากรุกระรอกเผือก เพราะเจดีย์นั้นเป็นโพรงมีกระรอกเผือกออกมาจากโพรงนั้น พระวัดพลับมาได้รับความนิยมสูงในสมัยหลังเพราะกล่าวกันว่ามีพุทธคุณดีเยี่ยมทั้งในทางเมตตามหานิยมแคล้วคลาดและอยู่ยงคงกระพัน แต่มีผู้วิจารณ์ว่าบางทีผู้สร้างพระเครื่องชุดนี้อาจไม่ใช่พระญาณสังวรแต่เป็นขรัวตาจัน ซึ่งเป็นภิกษุเขมรอยู่ในวัดพลับสมัยนั้น

อย่างไรก็ดี การสร้างพระเนื้อผงมามีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่นิยมมากที่สุดจนถึงกับเป็นแบบอย่างยึดถือมาถึงปัจจุบันนี้ก็คือ พระที่เรียกขานกันว่า "พระสมเด็จ"

พระสมเด็จ ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรํสี) เป็นผู้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๔ (มีบางท่านอธิบายว่า สร้างขึ้นเมื่อท่านดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์แล้ว) ความจริงไม่จำเป็นจะต้องสร้างในสมัยดังกล่าวโดยเฉพาะเจาะจงว่าท่านต้องเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ท่านครองวัดระฆังอยู่หลายปี ตั้งแต่เป็นพระธรรมกิตติและพระเทพกวีท่านก็มีชื่อเสียงเกียรติคุณเลื่องลืออยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงน่าเชื่อได้ว่า ท่านสร้างพระผง (สมเด็จ) วัดระฆังขึ้นในช่วงที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังนั่นเอง และคงจะทำติดต่อกันเรื่อยมาจนกระทั่งท่านได้รับสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์คำว่า พระสมเด็จวัดระฆัง ก็ดี พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส) ก็ดี เป็นคำที่มาเรียกกันเองในสมัยหลังทั้งสิ้นและในปัจจุบันนี้ก็มีผู้จำกัดความหมายของพระสมเด็จไว้เป็น  ๓ อย่าง คือ

๑. พระสมเด็จวัดระฆัง กล่าวกันว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นผู้สร้างและแจกแก่คนทั้งหลายในโอกาสต่างๆ ไม่มีการบรรจุลงกรุแต่อย่างใด

๒. พระสมเด็จบางขุนพรหม กล่าวกันว่าเสมียนตราด้วงเป็นผู้สร้างและสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นผู้ปลุกเสกที่ศาลาวัดอินทรวิหาร เสร็จแล้วบรรจุกรุพระเจดีย์วัดใหม่อมตรส มาเปิดกรุเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐

๓. พระสมเด็จวัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เรียกกันทั่วไปว่า พระสมเด็จวัดเกศไชโย กล่าวกันว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์โตสร้าง

พระสมเด็จวัดระฆัง อาจจะมีมากมายหลายพิมพ์ แต่ที่เล่นหากันโดยทั่วไปกำหนดว่ามี ๕ พิมพ์ คือ พิมพ์นิยม(พิมพ์พระประธาน) พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์ฐานแซม และพิมพ์เกตุบัวตูม

พระสมเด็จบางขุนพรหม มีพิมพ์พระประธาน พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์เส้นด้าย พิมพ์อกครุฑและพิมพ์เกตุบัวตูม

พระสมเด็จเกศไชโย มีพิมพ์นิยมฐาน ๗ ชั้น พิมพ์อกร่องตลอดฐาน ๖ ชั้น พิมพ์อกร่องครึ่งเดียว ฐาน ๖ ชั้นนอกจากนี้กล่าวกันว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) สร้างไว้ในรัชกาลที่ ๔ แต่ไม่ทราบว่าบรรจุกรุไว้ตรงไหนของวัด

ปัจจุบันนี้พระผงที่เรียกกันว่า พระสมเด็จ (น่าจะเรียกว่า พระพิมพ์สมเด็จหรือพระตระกูลสมเด็จมากกว่า) มีสร้างกันมากมายหลายร้อยวัด โดยถือรูปทรงเดียวกับพระสมเด็จวัดระฆัง บางขุนพรหมและเกศไชโย ต่างก็เรียกกันว่า "พระสมเด็จ" ทั้งสิ้น ก่อให้เกิดความสับสนทำให้เข้าใจไขว้เขว ว่าพระสมเด็จอะไร สร้างที่ไหน เมื่อไร และใครเป็นผู้สร้างที่แท้จริง

การพิจารณาพระเครื่องว่าเก่าแก่ขนาดไหนและประการสำคัญคือ เป็นพระแท้หรือไม่นั้นจะต้องดูส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น

ก. ดูเนื้อพระ หมายความว่าให้เข้าใจว่าพระเครื่องแต่ละชนิดนั้นมีเนื้ออย่างไร คือมีส่วนผสมของอะไร ถ้าเป็นพระเนื้อดินเผา ก็ดูว่าเป็นชนิดเนื้อดินละเอียดหรือเนื้อดินหยาบมีว่านเป็นส่วนผสมเท่าใด มีเกสรดอกไม้ (แห้ง) ผสมหรือไม่พระที่สร้างในประเภทเดียวกัน ก็ย่อมมีเนื้อเหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกัน ถ้าเป็นพระโบราณเนื้อพระจะต้องแห้งสนิทหรือแห้งผากต่างจากเนื้อพระรุ่นหลัง พระเนื้อแกร่งและพระเนื้อนุ่ม (ดูด้วยสายตา) อย่างไหนขึ้นจากกรุไหน แต่ละกรุก็ย่อมมีลักษณะอย่างเดียวกัน ถ้าพระเนื้อผงสมัยก่อนคืออายุการสร้างเป็นร้อยปีขึ้นไป นอกจากเนื้อพระจะแห้งสนิทแล้วยังมีการหดตัวอีกด้วย แม้จะเป็นการหดตัวเพียงเล็กน้อยก็ตาม

ข. ดูพิมพ์ทรง หรือรูปร่างลักษณะของพระนั้นๆ เช่นองค์พระมีรูปร่างอย่างไร อยู่ในแบบทรงสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมหรือเป็นรูปกลมแบน โค้งแบน ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าผิดรูปทรงก็อาจจะถือว่าเป็นพระปลอมหรือพระรุ่นหลังก็ได้

ถ้าพิเคราะห์ดูแล้วพระที่ถูกทั้งเนื้อและพิมพ์ทรงก็น่าจะเชื่อได้ว่าเป็นพระแท้ การผิดเนื้อและผิดพิมพ์ทรง หรือผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก็มีน้ำหนักให้เข้าใจได้ว่า มิใช่ของแท้

นอกจากการสังเกต ๒ ข้อนี้แล้วก็ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ในการพิจารณาอีก เช่น

๑. คราบกรุ คำว่าคราบกรุ หมายถึง ฝ้าสีขาวหรือสีนวลที่จับอยู่บนพื้นผิวของพระ ถ้าเป็นพระดินเผาบรรจุกรุจะเห็นคราบกรุได้ชัดเจน คราบกรุนั้นทำให้ทราบว่าพระนั้นมีความเก่าและช่วยให้มีความงามยิ่งขึ้น

๒. ขี้กรุ หมายถึง ฝุ่นละออง เม็ดกรวด เม็ดทรายและสิ่งสกปรกที่อยู่ในกรุ ซึ่งเกาะติดองค์พระมาช้านาน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกาลเวลาที่พระถูกเก็บอยู่ในกรุ

เป็นที่สังเกตได้ว่า พระที่มีแต่คราบกรุอย่างเดียวนั้นมักจะเป็นพระที่บรรจุอยู่ในภาชนะที่มีฝาปิดแน่นหนา เช่น ฅุ่ม ไหและอื่นๆ ส่วนพระที่มิได้บรรจุในตุ่ม ไห คือพระที่กองเอาไว้บนพื้นภายในกรุจะติดขี้ดินขี้ทรายหรือสิ่งสกปรก ซึ่งเรียกว่า ขี้กรุ ทำให้พระนั้นเสียความงามไป และยิ่งติดขี้กรุมากจนบางครั้งแทบจะมองไม่เห็นองค์พระ ก็จะทำให้ขาดความนิยม จนไม่มีใครสนใจก็ได้

สำหรับพระเนื้อผงสีขาว ซึ่งไม่ติดขี้กรุ คือมีแต่คราบกรุสีนวลจับอยู่ตามซอกขององค์พระอาจจะไม่แน่ว่าเป็นคราบกรุมักจะเรียกกันว่า "แป้งโรยพิมพ์"

ความนิยมในการสร้างพระในท้องถิ่นต่างๆ

เนื่องจากพระเครื่องเป็นวัตถุมงคลที่มีผู้นิยมกันมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน การสร้างพระเครื่องจึงต่อเนื่องกันเรื่อยมา โดยมีวัตถุประสงค์จะแจกเป็นที่ระลึกบ้าง หรือเพื่อการจำหน่ายเอาเงินมาทำประโยชน์แก่วัดบ้าง โดยลักษณะเช่นนี้จะพบว่าพระเครื่องกรุเก่าย่อมซื้อขายด้วยราคาแพงมากและนับวันจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนพระที่เกจิอาจารย์สร้างขึ้นใหม่จะมีราคาถูกกว่ามาก อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไปพระที่สร้างใหม่ดังกล่าว ก็จะเริ่มกลายเป็นพระเก่าและราคาก็เริ่มแพงขึ้นไปเรื่อยๆ จึงมีการสร้างซ้ำเรียกว่า รุ่น ๒ รุ่น ๓ รุ่น๔ รุ่น ๕ ฯลฯ เพื่อสนองความต้องการของผู้นิยมพระเครื่องจึงมีผู้เปรียบว่าผู้สร้างพระเครื่องในปัจจุบันนั้น มุ่งหวังผลในทางพุทธพาณิชย์มากกว่า คือทำเหมือนสินค้าที่ซื้อขายกันตามธรรมดาในท้องตลาด

พระเครื่องที่สร้างกันในภาคกลาง

ตั้งแต่สมัยโบราณเป็นต้นมา การสร้างพระเครื่องกระทำกันในท้องถิ่นภาคกลางมากกว่าท้องถิ่นภาคอื่นๆ ภาคกลางนั้นนับตั้งแต่สุโขทัย พิษณุโลก ลงมาจนถึงหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ส่วนทางริมทะเลด้านตะวันตกนั้นกินเนื้อที่ลงไปถึงชุมพร

แถบสุโขทัย กำแพงเพชร นิยมสร้างพระเนื้อดินเป็นส่วนใหญ่ เช่น พระนางพญา พระร่วงและอื่นๆ ส่วนเนื้อชินมีจำนวนน้อย มักจะเป็นพระร่วงหรือพระยอดขุนพล เช่นพระร่วงประทานพร พระร่วงหลังรางปืน พระพุทธชินราช และอื่นๆ

แถบเมืองพิจิตรมีการสร้างพระเนื้อชินเป็นส่วนใหญ่เช่น พระพิจิตรเมล็ดข้าวเม่า เมล็ดแดง ใบมะขาม ใบมะยม และอื่นๆ

ที่พิษณุโลกมีพระนางพญาซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุด

แถบลพบุรี รวมทั้งหัวเมืองใกล้เคียงจะพบพระเนื้อชินทั้งชินเงินและชินตะกั่วเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้ที่นับว่าสำคัญที่สุดก็คือ พระหูยาน ชินเงิน ซึ่งพบที่ลพบุรี อยุธยาสิงห์บุรี และชัยนาท ถือกันว่าเป็นพระที่มีกฤตยาคมยอดเยี่ยมที่สุด พระเนื้อชินพิมพ์ต่าง ๆ ที่ออกจากกรุวัดราชบูรณะ อยุธยามีจำนวนไม่ต่ำกว่าแสนองค์ นับว่าเป็นกรุพระที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง

พระเนื้อชินที่มีชื่อเสียงที่พบในกรุเมืองกาญจนบุรีคือพระท่ากระดาน พระขุนแผน พระท่าเสา ฯลฯ โดยเฉพาะพระท่าเสาหรือพระท่ากระดานน้อยนี้มีจำนวนมากที่ขึ้นจากกรุวัดศาลเจ้า ราชบุรี พระดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง

ที่สุพรรณบุรี มีพระกรุมากมายไม่แพ้เมืองอื่น ที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งคือ พระผงสุพรรณ (ความจริงเป็นพระเนื้อดินมิใช่เนื้อผง) และพระมเหศวร เนื้อชิน ขึ้นจากกรุวัดพระศรี-รัตนมหาธาตุ สร้างตอนต้นกรุงศรีอยุธยา ส่วนพระดินเผาจำนวนมากมายที่เรียกว่า พระขุนแผน ขึ้นจากกรุวัดบ้านกร่างวัดพระรูปและอื่นๆ ตลอดจนพระร่วงยืนและพระร่วงนั่งเป็นของที่สร้างราวอยุธยาสมัยกลางหรืออยุธยาสมัยปลาย

กรุงศรีอยุธยาเป็นนครโบราณที่มีกรุพระเครื่องมากมายและถูกขุดค้นมาตั้งแต่ครั้งเสียกรุง พ.ศ.๒๓๑๐ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเกือบไม่มีเหลืออีกแล้ว เป็นพระเนื้อชินส่วนใหญ่กรุอื่นๆ ก็มีพระปรุหนังวัดพุทไธสวรรย์ พระหลวงพ่อโตกรุวัดบางกระทิง พระพุทธชินราชเนื้อผงเคลือบน้ำยา (หรือบางทีเรียกกันว่าพระขุนแผนกระเบื้องเคลือบ) จากกรุวัดใหญ่ชัย-มงคลหรือวัดป่าแก้ว ฯลฯ เป็นต้น

ธนบุรีมีพระเครื่องเนื้อผงที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศคือ พระสมเด็จวัดระฆัง ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เป็นผู้สร้าง พระเครื่องวัดพลับหรือวัดราช-สิทธาราม พระวัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยาราม) ซึ่งกล่าวกันว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) เป็นผู้สร้าง มีมากมายนับร้อยพิมพ์ นอกจากนี้ที่วัดระฆังโฆสิตารามยังมีพระเครื่องเนื้อผงขาวอมเขียว เรียกว่า "พระสมเด็จปิลันธน์" ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (หม่อมเจ้าทัด หรือหม่อมเจ้าปิลันธน์) เป็นผู้สร้าง

ทางกรุงเทพมหานคร ดั้งแต่สมัยต้นกรุง (สมัยรัตนโกสินทร์) เรื่อยมามีพระเครื่องจากวัดต่าง ๆ ที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายคือ พระผงกรุวัดสามปลื้ม หรือวัดจักรวรรดิราชาวาสพระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหมหรือวัดใหม่อมตรส พระกรุวัดชนะสงคราม พระเครื่องของหลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร พระสมเด็จอรหังของสมเด็จพระสังฆราช (ศุข ไก่เถื่อน) วัดมหาธาตุฯและกรุวัดสร้อยทอง พิมพ์โต๊ะกัง พระรอดเมืองใต้หรือพระขรัวอีโต้กรุวัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) พระเนื้อผงกรุวัดเงินคลองเตย (พิมพ์ต่างๆ มากมาย) พระนางพญาวัดโพธิ์ ท่าเตียนฯลฯ เป็นต้น

ภาคเหนือจัดว่าเป็นแหล่งพระเครื่องแหล่งใหญ่อันดับที่สองรองจากภาคกลาง พระกรุเก่าของลำพูนเป็นพระที่สืบเนื่องมาจากสมัยทวารวดี มีอายุตั้งแต่ ๑,๒๐๐ ปีลงมาจนถึง๘๐๐ ปี โดยประมาณ พระเครื่องของจังหวัดลำพูนที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากคือ พระรอดวัดมหาวัน พระคง (มีจำนวนมากที่สุด) และพระบาง (หรือพระบัง) ขึ้นจากกรุวัดพระคงฤษีและกรุวัดอื่นๆ ทั่วไป นอกจากนี้มีพระเปิมซึ่งเป็นพระเครื่องที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ขึ้นที่กรุวัดประตูลี้และอื่นๆ พระเลี่ยงพระสาม พระป๋วย พระลบ (หรือพระรบ)พระลือ พระลือโขงหรือพระจามเทวีเรือนแก้ว ที่เชียงรายมีพระเครื่องเนื้อชินเป็นส่วนใหญ่ มีพระปรกโพธิ์เชียงแสนและอื่น ๆ

ภาคใต้พระเครื่องที่พบเป็นพระโบราณเก่าแก่ถึงสมัยศรีวิชัย ซึ่งอาจเป็นพระเครื่องที่มิได้มีการปลุกเสกแต่สร้างไว้เพื่อสืบพระศาสนา มีแบบมหายาน และในสมัยต่อมาก็เป็นพระแบบหินยาน เช่น พระนางตราท่าเรือ และพระเครื่องรูปเหมือน คือ พระหลวงพ่อทวด ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดสร้างไว้ที่วัดช้างให้ วัดพะโคะ วัดทรายขาว วัดตุยง และวัดอื่นๆ

ทางฝั่งทะเลตะวันออก พระเครื่องที่นิยมสร้างมากที่สุดคือ พระปิดตา พระปิดตาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว เนื้อผงคลุกรักที่วัดเครือวัลย์ พระปิดตาหลวงปู่ศรีวัดอ่างศิลา พระปิดตาวัดป่าของพระวรพรตวิธาน พระปิดตาวัดกำแพงและอื่น ๆ

ภาคสุดท้ายคือภาคอีสาน เป็นภาคที่มีดินแดนกว้างใหญ่ก็จริง แต่การสร้างพระเครื่องในสมัยโบราณมีน้อยที่สุด แม้ในปัจจุบันก็มีน้อยแห่ง มีที่จังหวัดนครราชสีมา นครพนมหนองคาย และอุบลราชธานี เป็นต้น เป็นพระที่สร้างสมัยหลังๆนี้เอง แต่ถ้าเป็นพระโบราณก็มีเพียงกรุนาดูนเท่านั้นที่มีชื่อเสียงแต่แม้กระนั้นก็เป็นที่รู้จักกัน้อยมาก

มีข้อที่น่าสังเกตคือ การสร้างพระเครื่องสมัยโบราณหรือสมัยก่อน ส่วนใหญ่เป็นพระบรรจุกรุแทบทั้งสิ้นเพราะคนไทยในสมัยก่อนไม่นิยมเก็บพระไว้ในบ้าน พระที่สร้างขึ้นอาจจะมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบำรุงขวัญทหารในเวลาศึกสงครามแต่เมื่อเสร็จศึกสงครามแล้วก็เอากลับคืนไปไว้ที่วัด เมื่อเวลาผ่านไปช้านาน บ้านเมืองว่างศึก ความจำเป็นที่จะต้องใช้พระเครื่องก็หมดไป ทางวัดจึงรวบรวมเก็บบรรจุกรุเพื่อรักษาไว้เป็นสมบัติของพุทธศาสนาต่อไป พระเครื่องสมัยโบราณเป็นพระที่พระอาจารย์ต่างๆ สร้างขึ้น เพื่อแจกจ่ายแก่คนทั้งหลายโดยไม่คิดมูลค่า เป็นของที่ให้เปล่าด้วยเจตนารมณ์อันดี พระเครื่องนั้นจึงไม่มีราคาเพราะไม่มีการซื้อขายกัน แต่ในปัจจุบันนี้ อุดมคติในการสร้างพระเครื่องเปลี่ยนแปรไปแล้ว พระเครื่องกลายเป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่ซื้อขายกัน โดยตีราคาค่างวด ตั้งแต่ลงมือสร้าง มีการโฆษณาในรูปแบบต่างๆ และมีการสั่งจองเหมือนสินค้าขายดีโดยทั่วไป จึงมีคำที่เกิดใหม่เพื่อใช้ในการนี้โดยเฉพาะ เรียกว่า "พุทธพาณิชย์" เมื่อพระเครื่องรุ่นใหม่เป็นของที่มีราคา พระเครื่องรุ่นเก่าซึ่งนับวันจะหายาก และกำลังจะหมดไปแน่นอนในอนาคต จึงต้องมีราคาซื้อขายกันด้วยจำนวนเงินที่แพงลิบลิ่ว และด้วยความสำนึกทางสังคมที่เปลี่ยนไปนี้เองจึงทำให้เกิดบุคคลในอาชีพใหม่ คือ "เชียน" ซึ่งกล่าวกันว่ามีความรู้ความชำนาญในการดูพระแท้ พระปลอม และเป็นตัวแทนในการติดต่อซื้อขายพระเครื่อง อันนับเป็นจักรกลสำคัญในตลาดพระเครื่องทุกวันนี้

การเล่นพระเครื่องนับเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง เพราะปัญหาเกี่ยวกับพระเครื่องมีมากมาย การเรียนรู้อย่างถ่องแท้จึงถือว่าเป็นศาสตร์ชนิดหนึ่งได้ บางท่านกล่าวว่าเป็นศาสตร์ที่เรียนไม่รู้จักจบ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องดิดตามอยู่ตลอดเวลาคนที่เล่นพระเครื่องในปัจจุบันนอกจากจะต้องดูให้เป็นแล้วยังจะต้องมีไหวพริบทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้ที่อยู่ในวงการด้วยกันจึงจะไม่พลาดท่าเสียทีตกเป็นเหยื่อเขา คนที่เล่นพระเครื่องโดยไม่ระมัดระวังตัวมักถูกเรียกว่าเป็น "หมูสนาม" มีแต่จะถูกเขาต้มตุ๋นหลอกลวงด้วยเล่ห์กลนานาประการ เสียทั้งเงินเสียทั้งน้ำใจ ผู้ที่หัดเล่นพระใหม่ ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจในปัจจุบันต้องเสียที ถูก "ทุบ" (หลอกให้ซื้อของปลอม) มานักต่อนักจนเกิดความท้อใจเลิกเล่นไปเลย การที่เป็นดังนี้ก็เพราะวงการพระเครื่องมีธุรกิจการเงินเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย และเพื่อจะให้ได้เงินมา ระบบการต้มตุ๋นสารพัดจึงเกิดขึ้น เกือบจะกล่าวได้ว่าการขายพระเครื่องเป็นอาชีพที่ไม่มีความสุจริตใจและไม่มีการปรานีกัน ไม่ว่าต่อคนอื่นหรือแม้แต่พวกเดียวกัน ผิดกับการเล่นพระเครื่องของคนสมัยก่อนที่เล่นด้วยใจรัก ด้วยความชื่นชมในพุทธศิลป์ และด้วยความศรัทธาในกฤตยานุภาพของพระเครื่องแต่ละชนิดอย่างสูงส่ง การเล่นพระเครื่องของคนสมัยก่อนจึงไม่ต้องระมัดระวังตัวมากมายอย่างสมัยนี้ เพราะเมื่อการเงินยังไม่เข้าไปเกี่ยวข้องมากนัก คนที่เล่นพระก็มีทางได้ซื้อหาของแท้ๆ มาไว้เป็นสมบัติ และบางครั้งเมื่อไม่มีการซื้อก็ยังถือโอกาสแลกเปลี่ยนพระกัน หรือต่อรองกันตามอัธยาศัยนับเป็นเรื่องสะดวกสบายกว่าปัจจุบันนี้มาก

ในปัจจุบันนี้ นอกจากต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันแล้ว ผู้เล่นพระยังจะต้องมีวิธีการพิสูจน์ความแท้ของพระเครื่องรางเพื่อความแน่ใจก่อนที่จะซื้อหา เรียกกันว่า"เช่า" และมีวิธีพิสูจน์ต่างๆ กัน เช่น วิธีปลุกพระ คือนั่งสมาธิกำพระไว้ในมือ ถ้าพระนั้นเป็นของแท้ก็จะต้องมีพลังคือทำให้ผู้ปลุกพระเกิดอาการกระตุก หรือตัวสั่น บางคนใช้วิธีกำพระไว้ในมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งกางนิ้วมือทาบไปตามแขนที่ถือพระ การวัดคืบนี้กล่าวกันว่า ถ้าคืบสั้นกว่าที่วัดจริงตามปกติแสดงว่าพระนั้นเป็นพระประเภทอยู่ยงคงกระพัน แต่ถ้าคืบยาวกว่าปกติก็ถือว่าเป็นพระประเภทเมตตามหานิยม บางคนก็ใช้วิธีนั่งทางในคือ เอาพระวางบนฝ่ามือวางบนหน้าตัก แล้วสำรวมจิตให้เป็นสมาธิก็จะแลเห็นพระองค์นั้นโดยลักษณะเร้นลับ เช่น เห็นพระเปล่งรัศมีออกมา ถ้าเป็นแสงสีแดงแสดงว่าเป็นพระอยู่ยงคงกระพัน ถ้ามีแสงสีขาวนวลแสดงว่าเป็นพระเมตตามหานิยม และบางครั้งเมื่อเห็นแสงสีเหลือง ซึ่งเป็นของแปลก ก็ดีเสียว่าพระนั้นดีทุกอย่าง บางท่านกล่าวว่าผู้ที่นั่งทางในสามารถแลเห็นได้ตลอดถึงกำเนิดของพระเครื่องนั้นๆเช่น เห็นว่าใครเป็นผู้สร้าง สร้างแล้วเอาเข้าพิธีปลุกเสกใหญ่เป็นหมู่คณะหรือท่านผู้สร้างปลุกเสกเอง ซึ่งเรียกกันว่า "บินเดี่ยว" บางทีบอกได้ว่าเป็นพระอยู่ในกรุไหน มีอะไรแฝงอยู่ในองค์พระบ้าง วิธีการพิสูจน์อย่างนี้เชื่อถือได้หรือไม่ จะมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับศรัทธาของเจ้าของพระเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดี การพิสูจน์พระเครื่องด้วยวิธีจับพลังอย่างนี้ไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับนักเล่นทั่วไปและบรรดาผู้ซื้อขายพระทั้งหลาย เพราะไม่ใช่วิธีการปรกติ พิสูจน์ความจริงไม่ได้ไม่เป็นระบบที่จะปฏิบัติได้ทุกคนไป นักเล่นพระโดยวิธีดังกล่าว จึงถูกมองว่าเป็นคนงมงาย ไร้เหตุผล และไร้หลักวิชา เชื่อถือไม่ได้ เป็นการเล่นพระที่ไม่ถูกทางฉะนั้นนักเล่นพระที่เล่นพระเพื่อธุรกิจการเงินจึงถือหลักเกณฑ์เพียง ๒ ข้อเท่านั้น คือดูเนื้อกับดูพิมพ์ ถ้าเนื้อพระถูกต้อง พิมพ์ก็ต้องถูกต้องด้วยถ้าผิดอย่างใดอย่างหนึ่งจะถือว่าเป็นพระปลอมทันที เรื่องพุทธคุณหรือกฤตยาคมจะมีหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเพราะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ การที่นั่งทางในจับพลังของพระได้ ไม่ใช่เหตุผลที่จะพึงยึดถือ เพราะถึงจะเป็นของใหม่หรือของปลอมถ้าเอาไปฝากเข้าพิธีที่ทางวัดใดวัดหนึ่งปลุกเสก พระเครื่องรางนั้นก็พลอยได้พลังบรรจุอยู่ด้วย การพิจารณาโดยการจับพลังจึงใช้ไม่ได้ด้วยเหตุผลอันนี้

ประการสุดท้ายที่พึงทำความเข้าใจให้ถ่องแท้คือ พระเครื่องรางนั้นก็เช่นเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ กล่าวคือมีลักษณะเป็นอนิจจัง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาตามกาลเวลาเมื่อกาลเวลาผ่านไปอำนาจพุทธคุณหรือกฤตยาคมที่บรรจุอยู่ในองค์พระนั้นก็จะค่อยเสื่อมไปจนหมดสิ้นได้ในที่สุด เหมือนกับถ่านไฟฉายที่อัดพลังไฟฟ้าไว้เต็มเปี่ยม ถึงจะมิได้ใช้ไป พลังนั้นก็ย่อมจะเสื่อมสิ้นไปตามสถานภาพ ปัจจัยที่มีส่วนเร่งให้พลังอำนาจของพระเสื่อมลงไปนอกเหนือจากกาลเวลาก็คือการแสดงที่บุคคลกระทำไปโดยไม่เหมาะสมต่อพระเครื่อง เช่น เอามาทดลองยิงบ้าง เอาใส่ปากปลาแล้วฟันด้วยมีดบ้าง แขวนพระเข้าไปในที่อันน่ารังเกียจหรืออคมนียสถานต่างๆ การดูหมิ่นบุพการีของผู้อื่น เช่น บิดามารดา นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อของคนรุ่นก่อน ซึ่งในปัจจุบันอาจจะไม่คำนึงถึงกันอีกแล้วเช่น เดินลอดราวตากผ้าของสตรี การนำพระไปวางบนเสื้อผ้าของสตรี หรือเอาพระใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง เป็นต้น การกระทำจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ย่อมถือว่าเป็นการไม่สมควรทั้งสิ้น

ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา เรียบเรียง