บัว : พืช
บัว เป็นชื่อพันธุ์ไม้น้ำ เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุยืนมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Nymphaeaceae มีหลายวงศ์ซึ่งแบ่งตามลักษณะ เป็นพันธุ์ไม้น้ำมีเหง้าหรือรากอยู่ใต้ดิน ใบเป็นแผ่นกลม ก้านใบยาวและชูขึ้นบนผิวน้ำ ก้านใบและก้านดอกแข็งมีหนามสากคาย ดอกเป็นดอกเดี่ยวๆ ขนาดใหญ่ ดอกตูมจะอยู่ใต้น้ำ เมื่อดอกบานจะลอยปริ่มน้ำหรือโผล่พ้นผิวน้ำดอกบัวเป็นดอกสมบูรณ์เพศคือมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ภายในมีน้ำยางสีขาวเมื่อถูกอากาศจะแข็งตัวเป็นเส้นยาวๆ และเปลี่ยนเป็นสีม่วงตากุ้งเรียกว่า "ใยบัว"
ตามพฤกษอนุกรมวิธาน บัวที่มีในเมืองไทยจำแนกเป็น ๓ สกุล (สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม๑๖ นิ้ว-บุพพาราม, ๒๕๓๔, หน้า ๑๐๑๙๙-๑๐๒๐๒) ดังนี้
๑. ปทุมชาติ หรือบัวหลวง มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Nelumbonucifera Gaertn. lunsf Nelumbo Aanivunalnaj กลีบดอกซ้อนกัน ๓-๔ ชั้น เป็นสีชมพูหรือสีขาว กลีบดอกชั้นนอกและชั้นในมีสีและรูปร่างคล้ายกัน ใบและดอกจะชูขึ้นเหนือผิวน้ำ ก้านใบและก้านดอกแข็งเป็นหนาม รังไข่ที่เจริญเป็นผลเรียกว่า "เม็ดบัว" บัวหลวงบานตอนกลางวัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ
บัวหลวงจำแนกได้หลายพันธุ์ มีชื่อไทยเรียกต่างกันไปเช่น สัตตบงกช ดอกใหญ่เป็นสีชมพู ทรงดอกป้อม สัตตบุษย์ ดอกเป็นสีขาวและมีกลีบเล็กๆ ซ้อนกันแน่นกว่า รูปทรงคล้ายสัตตบงกช และบัวปักกิ่งเป็นพันธุ์แคระ ดอกเล็กมีทั้งสีขาวและสีชมพู มีกลีบน้อยชั้น
ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์กล่าวถึงบัวหลวงอีกหลายชนิด ดังนี้
"บัวขาว, คือบัวหลวงศรีขาวที่ดอก, ลำด้นแลใบฝักนั้นเขียว, คนรู้ว่าบัวขาวแลแดง เพราะสังเกตดอกมันนั้น
บัวเขียว, คือบัวหลวงศรีดอกมันเขียว, ลำก้านมีหนามเหง้ารากดอกฝักเหมือนกัน ต่างแต่ศรีดอกนั้น
บัวแดง, คือบัวหลวงมีศรีแดง คนปลูกก็มี, มันเกิดในหนองน้ำที่ทุ่งนาบ้าง"
๒. อุบลชาติ หรือบัวสาย ในวงศ์ Nymphaea ดอกมีสีต่างๆ กัน ได้แก่ ขาว ชมพู แดง ม่วงคราม ม่วงแดง และเหลือง ด้านนอกของกลีบดอกชั้นนอกเป็นสีเขียว ด้านในสีเหมือนกลีบดอกชั้นในซึ่งซ้อนกันหลายชั้นใบลอยปริ่มน้ำ รูปกลมต้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ก้านใบและก้านดอกอ่อน ไม่มีหนามดอกบัวสายมีกลิ่นหอม มีทั้งที่บานกลางวันและบานกลางคืน
ดอกบัวสายมีหลายพันธุ์ มีชื่อไทยที่ไพเราะและเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี เช่น
บัวสาย เรียกกันว่า "บัวขม" มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Nymphaea lotus Linn. มีหลายสี เช่น ขาว ชมพู ดอกบานตอนกลางคืน หุบตอนสาย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ขอบใบจักเป็นฟันแหลม
บัวเผื่อนและบัวผัน มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Nym-phaea nouchali Burm. บัวเผื่อนมีดอกเป็นสีขาว ปลายกลีบสีม่วงครามอ่อน และไม่เปลี่ยนสี บัวผันมีดอกเป็นสีม่วงครามอ่อน แล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพู ทั้งสองชนิดจะมีขนาดดอกเล็ก บานตอนสายเวลาประมาณ ๐๘.00 นาฬิกา และหุบตอนบ่ายราว ๑๖.00-๑๗.00 นาฬิกา วันเดียวกัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆขอบใบเป็นคลื่น ในอักขราภิธานศรับท์ แยกอธิบายบัวเผื่อนและบัวผัน ดังนี้
"บัวผัน, บัวนี้มิใช่บัวหลวง, เป็นอุบลชาติ ต้นมันเปนสาย เส้นยาวๆ. ไม่มีหนาม ไม่เปนฝัก มันเปนลูก, เขาเรียกลูกมันว่าโตนดบัว
บัวเผื่อน, บัวนี้มิใช่บัวหลวง, เป็นอุบล ต้นไม่มีหนาม,เป็นเส้นยาวอ่อนลมุน, ดอกนั้นขาวก็มี เขียวก็มีบ้าง"
บัวขาบ ป้านดำ หรือนิลุบล มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Nymphaea cyanea Roxb. มีลักษณะคล้ายบัวเผื่อนและบัวผัน ดอกเป็นสีม่วงคราม ขนาดดอกจะใหญ่และมีกลิ่นหอมแรงกว่าบัวเผื่อนและบัวผัน เมื่อบานหลายๆ วัน สีดอกจะจางลง ก้านดอกสีม่วงแดง
สุทธาสิโนบล มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Nymphaea capensis Thunb. var zanzibariensis wseiHIanuse กรมพระสุทธาสินีนาถทรงนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๔ ศาสตราจารย์กสิน สุวตะพันธ์ เป็นผู้ตั้งชื่อไทยตามพระนาม ดอกเป็นสีม่วงอมแดงหรือสีม่วงอมน้ำเงิน มีกลิ่นหอม เริ่มบานตอนสายและหุบตอนเย็น ขอบใบจักหยาบๆ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
๓. บัววิกตอเรีย หรือบัวกระดั้ง สกุล Victoria เป็นพันธุ์ต่างประเทศมีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาใต้ ดอกใหญ่มีสีขาว ที่เรียกว่า "บัวกระดัง" เพราะใบใหญ่ ขอบใบยกสูงขึ้นมาคล้ายกระดัง ตามก้านดอกหลังใบและด้านนอกของกลีบดอกชั้นนอก มีหนามแหลม บานตอนกลางคืนและมีกลิ่นหอมนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
ดอกบัวเป็นพืชพันธุ์ไม้น้ำที่งดงามมาก ได้รับยกย่องให้เป็น "ราชินีแห่งไม้น้ำ" เพราะมีรูปทรงสีสันสวยงามและมีกลิ่นหอม ดอกบัวยังมีความหมายเป็นสิริมงคลและทรงคุณประโยชน์นานัปการ มีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีการดำเนินชีวิตของชาวไทยดอกบัวจึงมีความสำคัญหลายด้าน ทั้งทางด้านศาสนา ศิลปกรรมวรรณคดีและภาษา ตลอดจนวัฒนธรรมการกินอยู่ของไทยดังนี้
ความสำคัญทางด้านศาสนา ดอกบัวได้รับยกย่องให้เป็นดอกไม้สัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนา เพราะเชื่อกันว่าเป็นดอกไม้ที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ จึงปรากฏมาแต่โบราณว่าชาวไทยนิยมนำดอกบัวมาบูชาพระ เนื่องจากชาวไทยเป็นพุทธศาสนิกชน นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้นดอกบัวจึงผูกพันใกล้ชิดกับชีวิตชาวไทย
พุทธศาสนิกชนเชื่อว่าดอกบัวเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นนิมิตที่ทำให้ทราบถึงจำนวนผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอสงไขยหนึ่งๆ เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคัมภีร์โลกสัณฐาน กล่าวถึงตอกบัวว่าเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นของกัปป์ใหม่และจำนวนดอกบัวที่ปรากฏนั้นเป็นสัญลักษณ์ว่าในกัป์นี้จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้กี่พระองค์ เช่น กัปป์ปัจจุบันนี้เรียกว่า "ภัททกัป" เพราะมีดอกบัว ๕ ดอก อยู่ในก้านเดียวกัน แสดงว่าจะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในกัปนี้ ๕ พระองค์ ได้แก่ พระกุกกสันโธ พระโกนาคมน์ พระกัสสปะ และพระสมณโคดมองค์สุดท้ายที่จะมาตรัสรู้ในภายภาคหน้าคือพระศรีอาริยเมดไตรย
พระพุทธเจ้าทรงใช้ดอกบัวเปรียบเทียบกับเวไนยสัตว์เพื่อใช้จำแนกบุคคลเป็น ๔ ประเภท ตามดอกบัว ๔ เหล่า ดังนี้
อุดมฏิตัญญู คือ ผู้ที่มีวาสนาบารมีแก่กล้า แม้ฟังพระธรรมเทศนาเพียงครั้งเดียวก็ตรัสรู้มรรคผลได้ เปรียบได้กับดอกบัวเหล่าที่ ๑ ซึ่งชุดอกเหนือผิวน้ำ ปราศจากโคลนตมและพร้อมจะผลิบาน
วิปจิตัญญ คือ ผู้ที่ยังมีกิเลสเกาะยึดอยู่ปานกลาง เมื่อฟังพระธรรมเทศนาจะต้องอธิบายความประกอบจึงจะบรรลุมรรคผลได้ เปรียบได้กับดอกบัวเหล่าที่ ๒ ซึ่งอยู่ปริ่มน้ำ รอเวลาเบ่งบาน
ไนย คือ ผู้ที่ยังมีกิเลสห่อหุ้มจิตใจอยู่มาก เมื่อฟังพระธรรมเทศนาแล้วจะต้องบำเพ็ญเพียรเจริญวิปัสสนาสมาธิควบคู่ไปด้วยจึงจะบรรลุมรรคผล เปรียบได้กับดอกบัวเหล่าที่ ๓ ซึ่งยังจมอยู่ใต้ผิวน้ำ แต่ก็ยังมีโอกาสเจริญขึ้นเหนือผิวน้ำ
ปทปรม คือ ผู้ที่มีกิเลสหนามาก เป็นหินชาติอย่างต่ำถูกพอกพูนด้วยอาสวกิเลสหยาบหนา แม้จะขัดเกลามากเพียงใดก็ไม่สามารถบรรลุมรรคผล เปรียบได้กับดอกบัวเหล่าที่ ๔ ซึ่งเพิ่งแตกรากเหง้าฝังอยู่ในโคลนตมใต้น้ำ รอเวลาที่จะเป็นอาหารของสัตว์น้ำทั่วไป
ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่เกิดมาจากโคลนตมแต่สามารถรอดพ้นจากสัตว์น้ำแล้วผลิบานชุดอกงดงามบนผิวน้ำได้ ทางพุทธศาสนาจึงใช้เปรียบกับมนุษย์ผู้มีกำเนิดต่ำต้อยแต่ได้ปฏิบัติธรรมยึดมั่นในพระธรรมคำสอนอย่างเคร่งครัดกระทั่งเป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปเลื่อมใสศรัทธาและกราบไหว้บูชาได้อย่างบริสุทธิ์ใจโดยไม่รังเกียจชาติตระกูลเดิมของบุคคลผู้นั้น บุคคลนั้นจึงเปรียบได้กับดอกบัวที่แม้จะเกิดจากโคลนตมแต่สามารถผลิบานงดงามอยู่เหนือน้ำได้ ดอกบัวจึงได้ชื่อว่า "บงกช" ซึ่งแปลว่า "เกิดแต่ตม"
ในพระพุทธประวัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ณ ป่าลุมพินีวัน ทรงพระดำเนินไปได้ ๗ ก้าว เบื้องใต้พระบาทมีดอกบัวรองรับ ดอกบัวจึงเป็นดอกไม้ที่มีความสำคัญทางด้านศาสนา เหตุนี้จึงปรากฏคำว่า "บัวบาท" หมายถึงเท้าที่มีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับ คือเท้าของผู้มีบุญอย่างพระพุทธเจ้า ทั้งยังหมายถึงพระบาทของพระเจ้าแผ่นดินด้วยความคิดนี้พบที่พระบาทประดับมุก ภาพมงคล ๑๐๘ ประการองค์พระพุทธไสยาสน์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีภาพดอกบัวปรากฏอยู่ด้วย ซึ่งเป็นคติความเชื่อตามตำรามหาปุริสลักษณะความเชื่อที่ว่าดอกบัวเป็นที่รองรับพระบาทพระพุทธเจ้าทำให้งานศิลปกรรมทางศาสนาส่วนใหญ่ ปรากฏรูปดอกบัวบานเป็นที่รองรับสิ่งสำคัญทางพุทธศาสนาซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า
ดอกบัวจึงมีความสำคัญทางด้านศาสนาเป็นอย่างยิ่งและมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเพณีไทย ตัวอย่างเช่น ประเพณีโยนบัวหรือประเพณีรับบัว ซึ่งเป็นประเพณีพื้นบ้านของชาวบ้านอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จัดเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลออกพรรษา ระหว่างวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ และวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ มีการแห่องค์หลวงพ่อโต (จำลอง) ไปตามลำคลองสำโรงในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ให้ประชาชนทั้งสองฝั่งคลองได้นมัสการโดยการโยนดอกบัวที่เตรียมไว้ไปที่องค์พระ (ดูเพิ่มเติมใน โยนบัว, ประเพณี) ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์กล่าวถึงดอกบัวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเพณีการตายของคนโบราณซึ่งปัจจุบันไม่พบแล้ว นั่นคือคำว่า "บัวรับผ้า" ดังนี้
"บัวรับผ้า, คือดอกบัวเขาทำด้วยกดาด, ตั้งไว้ชักผ้าบังสกุลสพ นั้น"
สันนิษฐานว่า "บัวรับผ้า" คือการพับหรือประดิษฐ์กระดาษเป็นรูปดอกบัว เพื่อใช้แทนถาดหรือเสื่อเพื่อใช้เป็นภาชนะไว้บรรจุผ้าบังสกุลศพ ที่พับเป็นรูปดอกบัวก็เพราะดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา นอกจากนี้การมัดตราสังแล้วนิยมให้ผู้ตายถือดอกบัวก็เพราะเชื่อว่าดอกบัวเป็นตัวแทนของพุทธศาสนา และมีความเชื่อว่าผู้ตายจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จึงต้องนำดอกบัวติดตัวไปเพื่อบูชาพระจุฬามณีเจดีย์ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเมาฟีและพระทาฒธาตุหรือพระเขี้ยวแก้วของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ดอกบัวมีความสำคัญอย่างยิ่งในศาสนาพราหมณ์ มีความเชื่อว่า เมื่อครั้งที่พระนารายณ์ทรงรำพึงถึงการสร้างโลกทรงแบ่งภาคออกเป็นพระวิษณุเพื่อปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์ พระวิษณุเสด็จประทับเหนือบัลลังก์อนันตนาคราชในเกษียรสมุทร เมื่อบรรทมหลับจึงสุบินนิมิตถึงพระกรณียกิจที่จะทรงสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แล้วเกิดดอกบัวหลวงผุดขึ้นจากพระนาภี มีพระพรหมสี่พักตร์ประทับอยู่ใจกลางดอกบัว ด้วยเหตุนี้พระวิษณุจึงมีนามว่า "ปัทมนาภะ" หมายถึง "สะดือดอกบัว" จึงเกิดความเชื่อว่าพระนาภีของพระวิษณุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ก้านบัวเป็นเขาพระสุเมรุ ดอกบัวเป็นโลกจักรวาล กลีบบัวและเกสรเป็นภูเขาที่อยู่รายรอบเขาพระสุเมรุ
เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับดอกบัว พระพรหม เป็นเทพผู้สร้างสรรพสิ่งในจักรวาล ทรงมีกำเนิดจากดอกบัวจึงมีนามว่า "กันชะชะ" หรือ "กมลาสน์" แปลว่าผู้มีดอกบัวแดงเป็นอาสนะ และ "สโรชิน" แปลว่าผู้ทรงไว้ซึ่งดอกบัว
พระนารายณ์หรือพระวิษณุ ประทับบนอาสนะดอกบัวพระกรทั้งสี่ทรงสังข์ จักร คทา และดอกบัวแดง มีตำนานเกี่ยวกับพระวิษณุกับดอกบัวว่า เมื่อครั้งกฤตยุค พระวิษณุเสด็จออกจากกรุงพาราณสีในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ เสด็จลงอาบน้ำในแม่น้ำคงคา พระองค์ทรงต้องการบูชาพระศิวะด้วยดอกบัว ๑,๐๐๐ ดอก แต่มีดอกบัวเพียง ๙๙๙ ดอก พระองค์จึงทรงควักลูกตาข้างหนึ่งออกบูชาแทนจึงเกิดพิธีเกี่ยวกับดอกบัวคือ ชาวฮินดูที่นับถือพระนารายณ์จะนำดอกบัว ๑,๐๐๐ ดอก ไปถวายพระองค์ที่เทวาลัยทุกปีเรียกว่า "พิธีไวกูณฐจตุรทศี"
พระลักษมี ชายาของพระนารายณ์เป็นเทพผู้อำนวยโชคและความมั่งคั่ง มีรูปโฉมงดงาม กลิ่นกายหอมดังดอกบัว ฟุ้งขจรไปไกลถึง ๒๐๐ โยชน์ พระกรทรงถือดอกบัวแดงและประทับยืนหรือนั่งบนดอกบัวเสมอ เมื่อจะบูชาสักการะพระนางจึงใช้ดอกบัวสีแดง
พระสุรัสวดี ชายาพระพรหม มีรูปโฉมงดงาม ทรงอาภรณ์สีขาว พระกรทั้งสี่ทรงถือพิณ ถ้วยน้ำ คัมภีร์และดอกบัวหลวง ซึ่งมีความหมายว่าทรงเป็นผู้กำเนิดน้ำ
พระคเณศ เป็นเทพเจ้าแห่งความรู้และศิลปวิทยาการทั้งปวง ชาวฮินดูเชื่อว่าดอกบัวเป็นเครื่องเทวูปโภค (เทวะอุปโภค) ของพระคเณศ ทรงถือดอกบัวสายสีน้ำเงินซึ่งบานรับแสงจันทร์ในเวลากลางคืน ในพิธีบูชาพระคเณศในวันเพ็ญเดือน ๖ ชาวฮินดูจะเขียนรูปดอกบัว 4 กลีบ ด้วยกระแจะจวงจันทร์แล้ววางรูปพระคเณศพร้อมเครื่องสังเวยลงบนดอกบัวนั้น
พระอัคนีหรือพระเพลิง ก็ทรงถือดอกบัว และพระสุริยาทิตย์หรือพระอาทิตย์ ก็ทรงถือดอกบัวแดงทั้งสองพระหัตถ์นอกจากนี้ กามเทพซึ่งเป็นเทพแห่งความรักถือคันศรที่ทำจากลำอ้อย มีสายธนูเป็นตัวผึ้งต่อกัน มีลูกศรเสียบด้วยดอกไม้ ๕ ชนิดชื่อว่า "บุษปศร" มีดอกบัวเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่งด้วยประกอบด้วยดอกอรวินทะ (ดอกบัวขาว) ดอกอโศก ดอกมะม่วงดอกมะลิและดอกนิลุบล หรือนีโลดบล (ดอกบัวสีน้ำเงิน) จึงกล่าวได้ว่าดอกบัวมีความสำคัญในศาสนาพราหมณ์
ความสำคัญทางด้านศิลปกรรม ความงดงามของดอกบัวทำให้ช่างไทยนำลักษณะดังกล่าวมาสร้างสรรค์เป็นศิลปกรรมหลายประเภท ที่สำคัญคือเพราะดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา เป็นสิ่งสูงส่ง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรมประติมากรรม หรือจิตรกรรมมักนำดอกบัวมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานเหล่านั้น ไม่ว่าดอกบัวนั้นจะมีลักษณะเป็นดอกบัวดูมหรือดอกบัวบาน ดังเช่นนิยมนำรูปทรงดอกบัวบานมาเป็นฐานรองรับสิ่งสำคัญอันมีค่าควรเคารพทางศาสนา นำมาประดับตกแต่งศาสนวัตถุหรือศาสนสถาน เช่น ฐานพระพุทธรูป ฐานสถูปเจดีย์ บัวหัวเสา และปล้องไฉน ฯลฯ รูปทรงดอกบัวตูมนำมาทำเป็นรูปทรงของเจดีย์ เช่น เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูมหรือเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นต้น
น. ณ ปากน้ำ กล่าวถึงตอกบัวในพจนานุกรมศิลป์ี ไว้ว่า
"ดอกบัว เป็นหัวเสาสมัยอยุธยาตอนต้น รูปดอกบัวตูมซ้อนกันหลายกลีบ ถ้าเป็นสมัยอยุธยาตอนปลายจะเป็นรูปดอกบัวบาน กลีบสะบัดพริ้วคล้ายปลายกนกเปลวเรียกบัวกลีบยาวหรือบัวจงกล ถ้าเป็นกลีบบัวหักลงข้างล่างตรงคอเสาเรียกว่าบัวกระจังหรือบัวคอเสื้อ ถ้าหัวเสาทำเป็นบัวกลีบยาวอย่างละเอียดเป็นแถว เรียกว่าบัวแวงหรือบัวเกสร ถ้าเป็นบัวคว่ำเรียกบัวหลังเจียด ถ้าคว่ำแล้วดีบเข้าอยู่ด้านล่างเรียกว่า บัวปากปลิก บัวหงายเรียกว่า บัวปากฐาน"
ดอกบัวจึงเป็นดอกไม้สำคัญที่ทำให้ช่างไทยเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างศิลปะ ลักษณะและองค์ประกอบทุกส่วนของดอกบัวทำให้เกิดงานศิลปกรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดอกบัวตูม ดอกบัวบาน ดอกบัวคว่ำ กลีบดอกบัว หรือแม้กระทั่งการสะบัดพริ้วของกลีบดอก ล้วนเป็นมูลเหตุแห่งศิลปกรรมไทย แสดงให้เห็นว่าวิถีชีวิตของชาวไทยผูกพันใกล้ชิดกับดอกบัวเป็นอย่างยิ่ง ชื่อของดอกบัวจึงปรากฏในงานศิลปกรรมมากมาย ตัวอย่างเช่น บัวกลุ่ม บัวกลุ่มเถา บัวเชิง บัวรัดเกล้าบัวถลา บัวฝาละมี บัวคอเสื้อ บัวเกสรหรือบัวแวง บัวปากฐานบัวปากระฆัง บัวฟันยักษ์ บัวกาบปลี บัวหลังเบี้ย บัวหัวเสาบัวกระจับ บัวรวน บัวหลังเจียดและบัวหลังสิงห์ เป็นต้น
๑. งานสถาปัตยกรรม ตอกบัวเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ช่างไทยนำมาสร้างเป็นส่วนประกอบของงานสถาปัตยกรรม ซึ่งพบมากกว่างานศิลปกรรมแขนงอื่นๆดอกบัวที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมมี ๒ ลักษณะดังนี้
ลักษณะแรก เกิดจากความเชื่อที่ว่าบัวเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาพุทธ ดังนั้นจึงนำลักษณะของดอกบัวมาสร้างในงานศิลปกรรมประเภทนี้ เพราะเชื่อว่าเป็นตัวแทนหรือมีความเกี่ยวพันกับศาสนา เช่น การสร้างเจดีย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาเป็นการสืบพระศาสนาทางหนึ่ง ช่างไทยนำดอกบัวมาสร้างเป็นรูปแบบของเจดีย์ ได้แก่ เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูมเรียกชื่อตามลักษณะของยอดเจดีย์ที่คล้ายดอกบัวตูมบางองค์ทำกลีบบัวประดับ บางครั้งเรียกว่า "เจดีย์ทรงดอกบัวตูม" "เจดีย์ทรงทะนาน" และ "เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์" เป็นเจดีย์แบบที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น "เจดีย์แบบสุโขทัย" ตัวอย่างเช่น พระเจดีย์วัดมหาธาตุ อำเภอเมืองเก่า จังหวัดสุโขทัย
นอกจากจะนำดอกบัวมาสร้างเป็นรูปแบบของเจดีย์แล้วยังนำมาเป็นองค์ประกอบของสถูปเจดีย์ ซึ่งแบ่งเป็น ตอนล่างคือส่วนฐานของเจดีย์ ดอนกลางคือเรือนธาตุและดอนบนคือยอดของเจดีย์ ในส่วนของฐานเจดีย์และเรือนธาตุเป็นส่วนที่ช่างไทยนำลักษณะของดอกบัวมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปกรรมอย่างเด่นชัด กล่าวคือฐานของเจดีย์เป็นส่วนที่รองรับองค์ประกอบอื่นของเจดีย์ สันติ เล็กสุขุม อธิบายความหมายไว้ว่า
"คำว่าฐานมักใช้ในความหมายที่บ่งถึงฐานเต็มรูป มีแผนผังรูปต่างๆ เช่น ผังกลม สี่เหลี่ยม แปดเหลี่ยม โดยมีรูปแบบของฐานบัวเป็นหลัก หากมีการประดับฐานบัวเพิ่มขึ้นก็จะมีคำขยายตามการประดับ เช่น ฐานบัวลูกแก้วอกไก่ฐานบัวลูกฟัก.." (๒๕๓๕, หน้า ๔๐)
เนื่องจากเชื่อว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ที่ผุดขึ้นมารองรับพระบาทของพระพุทธเจ้า ดังนั้นเจดีย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา จึงมีฐานรองรับเป็นรูปดอกบัว ฐานบัวบางครั้งเรียกฐานปัทม์ แปลว่า ดอกบัว นับเป็นงานที่ได้แรงบันดาลใจจากดอกบัว คือลวดบัวเป็นคิ้วคล้ายแถวรูปกลีบดอกบัวหงายและแถวรูปกลีบดอกบัวคว่ำ คาดประดับเป็นแถวแนวบนระนาบประดับรอบส่วนบนและส่วนล่างของฐาน นอกจากฐานบัวแล้วยังมีฐานบัวลูกฟัก ฐานบัวลูกแก้ว ฐานบัวลูกแก้วอกไก่และบัวกลุ่มหรือบัวคลุ่ม ซึ่งทำไว้รองรับทรงระฆังโดยเฉพาะ มีรูปทรงคล้ายดอกบัวกึ่งหุบกึ่งบาน จึงเรียกว่า "ทรงคลุ่ม" หากทำหลายดอกเรียงซ้อนลดหลั่นกันเรียกว่า "บัวกลุ่มเถา" หรือ "บัวคลุ่มเถา" อยู่แทนที่ปล้องไฉน ตัวอย่างเจดีย์ที่มีบัวกลุ่มหรือบัวคลุ่มรองรับทรงระฆัง เช่น พระมหาเจดีย์ ๒ องค์ที่รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รวมทั้งเจดีย์รายภายในวัด ซึ่งเป็นเจดีย์ย่อมุม
ลักษณะที่สอง คือ การนำลักษณะหรือรูปทรงของดอกบัวมาเป็นองค์ประกอบในงานทางสถาปัตยกรรม ทั้งนี้เพราะความงดงามของดอกบัว ที่เห็นเด่นชัดได้แก่ลักษณะของกลีบบัว คือ รูปกลีบบัวที่ป้าน ก่อนเรียวปลาย หรือกลีบบัวที่เป็นรูปสามเหลี่ยม มีทั้งที่เป็นกลีบบัวหงาย กลีบบัวคว่ำ แล้วประกอบกันเป็นรูปดอกบัวบาน มีทั้งที่ประดับลวดลายภายในกลีบบัวและที่ไม่ประดับลวดลาย ตัวอย่างเช่น ลายกลีบบัวปูนปั้นประดับฐานพระพุทธรูปในเมรุทิศ เมรุมุม วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลีบบัว ปูนปั้น ประดับฐานพระพุทธรูปในอุโบสถวัดช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร หรือกลีบบัวมีรูปดอกบัวประดับภายในสลักหิน วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมอีกประเภทหนึ่งที่นิยมนำดอกบัวมาเป็นองค์ประกอบในการประดับตกแต่ง ได้แก่ บัวกลุ่มหรือบัวโถ คือหัวเสาของอุโบสถ วิหาร ปั้นปูนเป็นรูปดอกบัวเป็นพุ่มดอกบัวตูมมีกลีบมาก โดยมากมักนำมาประดับเสาทรงกลมหรือเสา ๘ เหลี่ยม หัวเสาลักษณะนี้มักใช้ในงานสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น สุโขทัยและอ่างทอง เช่น ที่อุโบสถวัดพุทไธสวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ต่อมาในสมัยพระเจ้าปราสาททองเป็นต้นมา เกิดเสาเหลี่ยมย่อมุมสิบสอง จึงเกิดลักษณะบัวกลีบยาวหรือที่เรียกว่า "บังจงกล" ซึ่งในสมัยหลังกลีบบัวจงกลจะมีลักษณะปลายกลีบบานออกและสะบัดเป็นลายกนก ตัวอย่างเช่น ที่อุโบสถวัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง นอกจากนี้ยังมีบัวตูม หรือบัวโถ ซึ่งเป็นลายบัวหัวเสาสมัยอยุธยาตอนต้น
การนำดอกบัวมาเป็นส่วนสร้างสรรค์งานทางสถาปัตยกรรม จึงนำแนวคิดทั้งด้านความเชื่อทางศาสนา ซึ่งเป็นแนวคิดหลักและนำความสวยงามซึ่งเป็นรูปลักษณ์ของดอกบัวมาเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ความเลื่อมใสศรัทธา และเพิ่มความสวยงามให้งานสถาปัตยกรรม
๒. งานประดิมากรรม เป็นงานศิลปะสาขาหนึ่งในกลุ่มวิจิตรศิลป์ เกี่ยวกับการแกะสลักไม้หรือหินอ่อน ฯลฯ ให้เป็นรูปหรือลวดลายต่างๆ ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่นิยมนำมาสร้างสรรค์งานประติมากรรม โดยยังคงนำมาด้วยความเชื่อทางศาสนาเพราะเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา ทั้งนี้ไม่ได้นำมาแทนพระพุทธเจ้าโดยตรง แต่นำมาเป็นเครื่องรองรับ เป็นฐานรองรับพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ความนิยมเรื่องดอกบัวปรากฏมากดังจะยกตัวอย่างที่ น. ณ ปากน้ำ อธิบายถึงดอกบัวไว้ในพจนานุกรมศิลป์ว่า
"เป็นชื่อลวดลายในภาพเขียน หรือลายแกะสลักหรือปูนปั้น มีบัวหงาย บัวคว่ำ ซึ่งมักคู่กันคือบัวหงายอยู่ส่วนบนของฐาน ส่วนบัวคว่ำคือส่วนเท้าของฐาน ฐานแบบนี้มักเรียกฐานบัวหรือฐานปัทม์ บัวคว่ำถ้ามีส่วนลาดมาก ก็เรียกว่า บัวถลามีส่วนประกอบเขียนลายแยกบัวออกเป็นกลีบๆ แล้วมีกลีบซ้อนข้างใน มีการบากกลีบบัวด้วย
บัวหงาย หรือบัวคว่ำอีกชนิดหนึ่ง มักทำเส้นกลีบบัวขนานกันไปกับส่วนโค้งของบัว เรียกว่า บัวรวน มักนิยมใช้ตามลายด่างๆ ตลอดทั้งลายปูนปั้นด้วย บัวรวนที่งดงามมีตัวอย่างที่วัดภูเขาทอง อยุธยา ลายอยู่ผนังพระอุโบสถด้านนอก การวางจังหวะบัวรวนสวยงามมาก สมัยอยุธยามักจะนิยมบัวรวนเพราะมีเส้นนอนขนานกันไปคล้ายกระจังรวน ทำให้เป็นเส้นพลิ้วอ่อนหวานไม่ดูกระด้างเหมือนบัวธรรมดา
ถ้าฐานนั้นเป็นฐานไม่มีบัวคว่ำ แต่มีบัวหงายแล้วมีบัวอีกตัวหนึ่งอยู่ถัดลงมาทางใต้ บัวข้างบนเรียกว่าบัวปากฐาน ส่วนบัวที่คว่ำง้ำหน้ามาติดพื้นหน้ากระดานจะเรียกว่า บัวปากปลิง
บัวหงาย ถ้ามีบัวคว่ำลงบนหน้ากระดาน ซึ่งอยู่ส่วนบนของบัวหงาย จะเรียกบัวชนิดนั้นว่าบัวหลังเจียด
การทำลวดลายบัว จะมีวิจิตรพิสดารอีกมากมายเฉพาะบัวซึ่งมีทรงเป็นกลีบบัวธรรมดา ถ้าประกอบลายซ้อนกันละเอียดมีกนกประกอบ ก็จะเรียกว่า บัวกนก
บัวที่ทำเป็นเหลี่ยมสันและเป็นเส้นตรงกับเส้นนอนดูแข็งๆ เรียกว่า บัวฟันยักษ์ ตรงลูกแก้วของหัวเม็ด ถ้าใส่ลายบัวลงไปเป็นทรงกลมๆ คือกลีบบัวส่วนล่างโค้งเข้าหากัน เรียกว่า บัวลูกแก้ว บัวที่ซ้อนกันเป็นพันปลา รูปแบบบายศรี เรียกว่าบัวกลีบบายศรี"
ดอกบัวในงานประติมากรรมที่ปรากฏในศาสนสถานต่างๆ มีมากมายแตกต่างกันไป เช่น
- บริเวณปรางค์วัดพุทไธสวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาปรากฏรูปบัวกลีบ จากลายปากบ่อน้ำ เป็นกลีบบัวและมีกลีบเล็กๆ หนุนใต้ มีลักษณะคล้ายบัวกลีบหัวเสา
- บนเจดีย์วัดตะไกร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปรากฏลายปูนปั้นเป็นรูปบัวรวน แกนกลางที่บัวรวนจะเอนไปสองข้างเป็นกลีบคล้ายรูปหัวใจ
- วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร เป็นลวดลายกอบัวบนหน้าบันพระวิหาร
- พระเจดีย์วัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร ประดับตกแต่งด้วยลายปูนปั้นรูปดอกบัวบาน
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม ปรากฏบัวกลีบถลาทำด้วยศิลา
ฯลฯ
การสร้างพระพุทธปฏิมากรหรือพระพุทธรูป เพื่อเป็นรูปสักการะแทนพระพุทธเจ้า ปรากฏการนำดอกบัวมาเป็นฐานรองรับพระพุทธรูปปางต่างๆ ฤดีรัตน์ กายราศ กล่าวถึงประวัติการสร้างพระพุทธรูปซึ่งสรุปได้ว่า พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นครั้งแรกโดยช่างชาวคันธารราฐ เป็นพระพุทธรูปปางมหาปาฏิหาริย์ประทับอยู่บนดอกบัว ทั้งนี้มีประวัติในตำนานทิวยาวนานของสันสกฤต ว่าครั้งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระราชประสงค์จะกระทำมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี พญานาคชื่อนันท และอุปนันท ได้เนรมิตดอกบัวขนาดใหญ่เท่าวงล้อ มีกลีบหลายพันกลีบเป็นทอง ก้านประดับด้วยเพชรมณี เพื่อถวายพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงมหาปาฏิหาริย์โดยเสด็จขึ้นประทับนั่งสมาธิบนดอกบัวนั้น ทรงมีพุทธนิมิตให้มีดอกบัวลักษณะเดียวกันเป็นทวีคูณ รายล้อมพระพุทธองค์จนแผ่ไปถึงชั้นอกนิษฐ์ โดยดอกบัวแต่ละดอกมีองค์พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในพระอิริยาบถต่างๆ ช่างคันธารราฐจึงนำดอกบัวมาเป็นฐานรองรับพระพุทธรูปปางมหาปาฏิหาริย์เท่านั้น ต่อมาช่างชาวมคธจึงนำดอกบัวมารองรับฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ทุกปาง
ความคิดนี้ปรากฏอย่างเด่นชัด ตัวอย่างเช่น บัวรองฐานพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลกลายปูนปั้นรูปกลีบบัวประดิษฐานชุกชีพระพุทธรูปทรงเครื่องณ เมรุทิศ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
การสร้างพระพิมพ์ ก็ปรากฏรูปดอกบัวเป็นองค์ประกอบเชิงศิลปะด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น พระกำแพงเขย่ง มีดอกบัวรองรับพระบาท ประทับอยู่ภายใต้ซุ้มเรือนแก้ว ที่เสาของซุ้มมีบัวหัวเสา และที่โคนเสาทั้งสองข้างมีช่อดอกบัวประดับอยู่ในแจกันทรงสูง
ใบเสมา นับเป็นประติมากรรมอีกประเภทหนึ่ง ใบเสมาคือหลักกำหนดเขตแดนเพื่อกำหนดว่า บริเวณนั้นเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ เป็นแท่งศิลาที่มีการจำหลักลวดลายต่างๆ เป็นประเพณีอันเนื่องมาจากความเคารพบูชาศาสนา ดังนั้นจึงปรากฏรูปดอกบัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาโดยยังคงปรากฏเป็นฐานรองรับพระพุทธรูป
ดอกบัวจึงปรากฏในงานประติมากรรมเพราะความคิดความเชื่อทางศาสนาเป็นมูลเหตุสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นฐานรองรับพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา
๓. งานจิตรกรรม งานจิตรกรรมของไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตรกรรมฝาผนังส่วนใหญ่เขียนขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการรับใช้พุทธศาสนา ดอกบัวจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานจิตรกรรมด้วยเหตุผลนี้
ดอกบัวเป็นพืชชนิดหนึ่งที่นำมาประดิษฐ์เป็นลายกระหนกซึ่งถือเป็นลายไทยหรือลวดลายของชาติไทย กล่าวกันว่าโบราณาจารย์ทางการช่างของไทยประดิษฐ์ลายกระหนกขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา มีความหมายให้รำลึกถึงพระพุทธคุณอันเกิดจากดอกบัวเป็นปฐมเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพระธรรมวินัย(ดูเพิ่มเติมใน "ลวดลายของชาติไทย")
ในคัมภีร์ฎีกามาลัยเทวสูตร กล่าวว่าพระอรหันตเถระองค์หนึ่งชื่อมาลัยเทวเถระ ชาวลังกา เมื่อหลังพุทธปรินิพพานได้พันปีเศษ ได้นำดอกบัว 4 ดอก ขึ้นไปบูชาพระจุฬามณีเจดีย์ได้พบท้าวสักเทวราชจึงถามว่าใครสร้างพระเจดีย์นี้ ได้คำตอบว่าท้าวสักเทวราชเป็นผู้สร้างเพื่อประดิษฐานพระธาตุโมลีของพระพุทธเจ้า เพื่อให้พวกเทวดาได้สักการบูชากัน
ในไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงดอกบัวว่าเป็นดอกไม้บนสวรรค์ คือจาตุมหาราชิก ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นที่ ๑ ในฉกามาพจรภพ มีเมืองของท้าวโลกบาล ๔ เมือง ตั้งประจำ ๔ ทิศ ในเมืองเหล่านี้กว้างใหญ่และงดงามมาก เมืองนั้นประดับด้วยแก้วมีแผ่นดินเงินและแผ่นดินทอง มีสระน้ำใสเหมือนแก้ว ในสระมีดอกบัว ๕ ชนิด ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล
ดังนั้น จึงปรากฏดอกบัวในงานจิตรกรรมไทย ไม่ว่างานนั้นจะเกี่ยวข้องกับศาสนา สรวงสวรรค์ หรือชีวิตมนุษย์ธรรมดาดอกบัวล้วนเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินนำไปสร้างสรรค์ผลงานของตน ผลงานจิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏภาพดอกบัวโดดเด่นและน่าสนใจ ได้แก่ งานจิตรกรรมฝาผนังของขรัวอินโข่ง ซึ่งเป็นศิลปินคนสำคัญในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขรัวอินโข่งเป็นศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีอิทธิพลต่องานของศิลปินในสมัยหลัง รูปแบบงานของขรัวอินโข่งทำให้เกิดจิตรกรรมสกุลช่างขรัวอินโข่ง (ดูเพิ่มเติมคำจิตรกรรมสกุลช่างขรัวอินโข่ง) ผลงานของขรัวอินโข่งที่นำดอกบัวมาเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา ได้แก่ ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดบรมนิวาสราชวรวิหารและวัดบวรนิเวศวิหารกรุงเทพมหานคร เป็นภาพปริศนาธรรมมีดอกบัวดอกใหญ่อยู่กลางสระมีผู้คนจำนวนมากชื่นชม
ดอกบัวจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานจิตรกรรมไทย
นอกจากงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม ปรากฏภาพดอกบัวในงานศิลปะอีกหลายประเภทตัวอย่างเช่น การสร้างดาวเพดาน เพื่อประดับฝ้าเพดานของอาคารทางศาสนา อาคารราชสำนัก และเพดานธรรมาสน์ มีการประดิษฐ์เป็นลายดอกบัวเพราะดอกบัวมีลักษณะคล้ายดาว คือ ดอกบัวมีแกนกลางเป็นเกสร มีลักษณะเป็นกลุ่มกลมและมีกลีบรอบข้างเป็นรัศมีวงกลม ซึ่งคล้ายรัศมีของดาวนั่นเอง เช่น ดาวเพดานด้านหน้าพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และดาวเพดานพระอุโบสถวัดเครือวัลย์วรวิหาร กรุงเทพมหานคร
ดอกบัวยังปรากฏในงานประณีตศิลป์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน อาภรณ์หรือเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย ฯลฯ งานประณีตศิลป์ชั้นสูงนิยมนำมาจัดเป็นเครื่องยศ เครื่องราชูปโภค และเครื่องบรรณาการ ช่างไทยนำดอกบัวมาสร้างเป็นลวดลายประดับบนงานนั้น เช่น ภาพดอกบัวในลายพระบาทพระพุทธไสยาสน์ วัดพระเชตุพนฯ และนำดอกบัวมาสร้างเป็นรูปทรงของงาน เช่น พานที่เป็นรูปกลีบบัวดอกบัวจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานประณีตศิลป์และปรากฏคู่กับสังคมไทยมาช้านาน
ดอกบัวจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินสร้างสรรค์งานศิลปกรรมประเภทต่างๆ โดยมีความเชื่อทางศาสนาเป็นหลักในการถ่ายทอดลักษณะความงดงามของดอกบัว ซึ่งมีนัยหมายถึงความสูงส่งและความศักดิ์สิทธิ์ เป็นดอกไม้มงคลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา กอปรกับรูปลักษณ์ที่งดงาม ดอกบัวจึงเป็นดอกไม้สำคัญที่ปรากฏในงานศิลปกรรมเกือบทุกแขนง
ความสำคัญทางด้านวรรณคดีและภาษา ดอกบัวมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวไทย ดังปรากฏในศิลปกรรมเกือบทุกแขนง รวมทั้งทางด้านวรรณคดีและภาษาดอกบัวมีบทบาทสำคัญในวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยอยุธาและสืบต่อเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน ด้วยความคิดที่ว่าดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา ดอกบัวจึงปรากฏในวรรณคดีพุทธศาสนา และวรรณคดีทั่วไปซึ่งปรากฏทั้งในแง่ที่เป็นฉากในการพรรณนาธรรมชาติ ใช้เป็นความเปรียบและเป็นดอกไม้ที่นางเอกในวรรณคดีไทยถือกำเนิดขึ้น
ดอกบัวในวรรณคดีพุทธศาสนา กล่าวถึงดอกบัวว่าเป็นดอกไม้มงคลที่นำเป็นพุทธบูชา ในพระมาลัยคำหลวงพระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์มีเนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงชายยากจนคนหนึ่งที่เคยถวายดอกบัว 4 ดอกแก่พระมาลัย เมื่อตายไปได้เกิดเป็นเทพชื่ออุบลเทวินทร์ประทับในวิมานในสวรรค์ชั้นดุสิตมีปราสาทประดับไปด้วยดอกบัว ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่เป็นนิจและดอนที่พระศรีอาริย์สั่งความถึงชาวชมพูทวีปว่า หากปรารถนาจะพบพระองค์ ให้ฟังเทศน์มหาชาติให้จบภายใน ๑ วันพร้อมทั้งตั้งเครื่องบูชา โดยทรงระบุว่าให้มีดอกบัวด้วย ดังนี้
"เธอจงแจ้งแก่เวไนย แม้นผู้ใดจะใคร่พบจงเคารพตามโอวาท ให้ทำมหาชาติเนื่องนั้นต์เครื่องสิ่งละพันจงบูชา ให้จบในทิวาวันนั้น ตั้งประทีปพันบูชา ดอกปทุมาถ้วนพัน บัวเพื่อนผัน อินทนิลา ดอกมณฑาโดยจง เทียนแลธงฉัตราเครื่องบูชาทั้งนี้ จงถ้วนถี่สิ่ละพัน"
ในกามนิต ผลงานแปลของเสฐียรโกเศศและนาคะประทีปกล่าวถึงดอกบัวว่า เป็นดอกไม้ที่อยู่บนสวรรค์ชั้นสุขาวดีปรากฏในภาคสอง บนสวรรค์ ตอนที่ยี่สิบห้าชื่อว่า บัวบานกามนิตและวาสิฏฐีไปจุติในดอกบัวคนละดอก ตัวอย่างจากตอนที่กามนิตพบวาสิฏฐีบนสวรรค์ ดังนี้
"กามนิดได้ฟังดั่งนี้ บังเกิดปีดิซาบซ่านดูเหมือนว่าแต่เดิมมาตนได้อยู่ในที่อันเต็มไปด้วยทุกข์ ครั้นหลุดมาบัดนี้มีความเบิกบานเฟื่องฟูใจอยู่รอบข้าง เมื่อเพ่งมองดอกบัวขาวซึ่งกำลังขยายออกทุกที จนกลีบนอกห้อยลงมาเรี่ยน้ำบานแผ่แลดูงดงามอยู่รอบด้าน ขณะนั้นได้เห็นรูปวาสิฏฐีสถิดอยู่กลางดอกบัว ดวงตาลืมโพลง มีวงหน้าอันเปล่งปลั่งยิ้มแย้มน่ารัก ชม้ายตามาประสบตากามนิต"
นอกจากนี้ยังใช้ดอกบัวเป็นปริศนาธรรมเพื่อแสดงว่าดอกบัวมีการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากโผล่ พ้นน้ำ เหี่ยวเฉา และร่วงโรยไป เป็นไปดังคำกล่าวของพระพุทธเจ้าว่า "มีเกิดแล้วย่อมมีตาย" ขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นว่า หากมนุษย์หลุดพ้นจากกิเลสตัณหาย่อมเป็นดังดอกบัวบาน ตัวอย่างจากตอนที่กามนิตถามเทวดาว่าดอกบัวที่ตนถือปฏิสนธิเป็นอย่างไร ความว่า
"เมื่อดอกบัวตูมที่ข้าพเจ้าถือปฏิสนธิกำลังโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำในครั้งแรก ท่านจำได้หรือไม่ว่ามีอาการอย่างไรบ้าง?"
"จำได้ดี เพราะโผล่ขึ้นพร้อมกับดอกขาวซึ่งท่านกำลังเหม่อมองอยู่เดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้าได้เฝ้าดูดอกบัวคู่นี้ตลอดมา บางครั้งก็ให้มีใจหวั่นๆ เพราะเมื่อดอกบัวของทำนโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำในไม่ช้ามือาการเหี่ยว แทบว่าจะกลับจมลงไปอีก แต่ครั้นแล้วก็กลับฟื้นขึ้น คราวนี้สดใสดีกว่าคราวแรกแล้วเจริญขึ้นเป็นลำดับจนบานอย่างงดงาม ส่วนดอกขาวนั้นเจริญช้า ค่อยเจริญทีละน้อย พอจวนจะถึงเวลาบานก็เหี่ยวลงคล้ายกับถูกหนอนบ่อนไส้แต่แล้วก็กลับฟื้นขึ้นโดยเร็วและบานงามดั่งที่ท่านเห็นอยู่ต่อหน้าบัดนี้"
ดอกบัวในวรรณคดีพุทธศาสนาจึงเป็นดอกไม้มงคลใช้บูชาพระพุทธเจ้า แสดงถึงความบริสุทธิ์และสูงส่งดอกบัวในวรรณคดีทั่วไป วรรณคดีไทยนิยมนำดอกบัวมาใช้หลายลักษณะ ดังนี้
การพรรณนาธรรมชาติ ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่มีความงดงาม เป็น "ราชินีแห่งไม้น้ำ" กวีน้ำความงดงามของดอกบัวมาพรรณนาเป็นธรรมชาติที่งดงาม ผู้อ่านสามารถสร้างจินตภาพได้เด่นชัด ส่วนใหญ่กวีจะพรรณนาสระน้ำแล้วจึงกล่าวถึงธรรมชาติรอบสระ มีดอกบัวเป็นสีสันของสระ ดังเช่นปรากฏในลิลิตพระลอ ตอนนางรื่น นางโรย เดินทางกลับจากไปพบปู่เจ้ามีการพรรณนาความงดงามของดอกบัวซึ่งทำให้ป่าที่น่ากลัวนั้น"กลับกลายสรนุก" ดังนี้
"...เห็นตระการสรนุก จริวจราวซุกจรจรัล
บรู้กี่พรรค์ปูปลา นกหกดาดาษอยู่
หงษ์เหิรสู่สระสรง เป็ดน้ำลงลอยล่อง
ทุ่งทองท่องจรจรัล จากพรากพรรค์ฟุบฟอง
คับแคครองคู่หว้าย ดอกบัวฝ้ายจับบัว
ภมรมัวเมาซราบ อาบละอองเกสร
สลอนบุษบาบาน ตระการดอกบัวแดง
แฝงบัวขาวคลี่คล้อย สร้อยสัตตบรรณบงกช
รรวยรสกลิ่นจงกล นิโลตบลโกมุท
อุบลบุษบัวเผื่อนฉลับ ป่ากลัวกลับกลายสรนุก..."
ในบทละครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ มีบทพรรณนาความงดงามของดอกบัว ตอนบุษบาเล่นธารกวีพรรณนาความงดงามของดอกบัวและกลิ่นหอมของดอกบัวซึ่งหอมตลบอบอวลไปทั้งสระ ขณะเดียวกันก็พรรณนาถึงส่วนประกอบของดอกบัวซึ่งบุษบานำมาสร้างความเพลิดเพลินขณะเล่นธาร เนื้อความมีดังนี้
"นางจึงสรงสนานในสระศรี กับกำนัลนารีเกษมศานต์
หอมกลิ่นโกสุมปทุมมาลย์ อาบอบชลธารขจรไป
น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมมาอยู่ไหวไหว
นิลุบลพันน้ำขึ้นรำไร ตูมตั้งบังใบอรชร
ดอกขาวเหล่าแดงสลับสี บานคลี่ขยายแย้มเกสร
บัวเผื่อนเกลื่อนกลาดในสาคร บังอรเก็บเล่นกับนารี
นางทรงหักห้อยเป็นสร้อยบัว สวมตัวกำนัลสาวศรี
แล้วปลิดกลีบปทุมมาลย์มากมี เทวีลอยเล่นเป็นนาวา"
กวีไทยจึงมักนำดอกบัวมาพรรณนาธรรมชาติ เพราะ ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่สวยงาม มีหลากสีหลายขนาด และมีกลิ่นหอม ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพได้ตามที่กวีต้องการเมื่อจะพรรณนาความงดงามของสระน้ำจึงต้องพรรณนาความงดงามของดอกบัว เพราะดอกบัวเป็น "ราชินีแห่งไม้น้ำ"
การใช้เป็นความเปรียบ กวีนำลักษณะของดอกบัวมาเปรียบในงานของตน ส่วนใหญ่มักนำมาเปรียบกับนางอันเป็นที่รักโดยมีนัยหมายถึงทรวงอกของนางความเปรียบเช่นนี้พบเสมอในวรรณคดีไทย ดังปรากฏในทวาทศมาสโคลงดั้น ดังนี้
"บไกลอกอาสน์อ้า อกองค์ หนึ่งเลย
ฤาด่วนมาจำจร จากข้าง
คิดศรีสมบูรณ์บง กชมาศ กูเอย
รสภิรมย์แรมร้าง เร่งตรอม"
และ
"โอะโอ้นัยนิศน้อง นางนง แน่งเอย
จรเจตจิตตเรียมจง จอดเจ้า
สะบ่าสมบูรณบง- กชมาศ กูเอย
ฤานิรารสเหน้า หน่อศรี"
ดอกบัวยังปรากฏในบทอัศจรรย์ซึ่งเป็นขนบในการแต่งวรรณคดีไทยอีกประเภทหนึ่ง บทบาทของดอกบัวยังคงนำมาใช้ในลักษณะการเปรียบเทียบปรากฏอย่างเด่นชัดในลิลิตพระลอเป็นบทอัศจรรย์ของนายแก้ว นายขวัญ และนางรื่น นางโรยเนื้อความมีดังนี้
"กินบัวอร่อยโอ้ เอาใจ บารนี้
สโรชข่าวฉันใด ใครู้
เชิญพี่จุ่งไปใน บัวฝ่าย นั้นนา
ได้อมฤตรสู้ อย่าแล้ไปสวรรค์ฯ
แม่โรยรักอย่าได้ โรยใจ หนึ่งรา
นำแขกเราไปใน ฝ่ายนั้น
จะเก็บจะกินใด โดยท่าน เถิดแม่
เจ้าช่วยเก็บให้นั้น จุ่งให้เต็มใจฯ
นางโรยนางเรียกด้วย คำงาม
ขวัญอ่อนดังขวัญกาม ยั่วแย้ม
ใบบัวหนั่นหนาตาม กันลอด ไปนา
หอมกลิ่นบัวรสแก้ม กลิ่นแก้มไกลบัวฯ
ใบบัวบัวข้าขอบ ใจบัว
ดอกดั่งจะหัวรัว เรียกเต้า
เชยชมภิรมย์ชัว ชมซาบ บัวนา
ถนัดดั่งเรียมชมเจ้า พี่เหล้นกับตนฯ
บัวนมบัวเนตรหน้า บัวบาน
บัวกลิ่นขจรหอมหวาน รสเร้า
บัวสมรละลุงลาญ ใจบ่า นี้นา
บัวบาทงามจวบเท้า เกศแก้วงามจริงๆ"
นอกจากนี้ยังมีความเปรียบ "บัวบาท" หมายถึงเท้าของผู้มีบุญดังเช่นพระพุทธเจ้า หมายรวมถึงพระมหากษัตริย์ด้วย ในทวาทศมาส กล่าวถึง "บัวบาท" โดยหมายถึงพระภิกษุสงฆ์ ดังนี้
"เดือนภรรทบัทรศารทคล้อย คืนไกล
เชิญบิดรมารดา พร่ำพร้อง
ถวายคิดจำหน่ายใน บัวบาท พระนา
แลบเห็นน้องน้อง เมื่อใด"
ในลิลิตพระลอ กล่าวิ่ง "บัวบาท" โดยหมายถึงพระมหากษัตริย์ ปรากฏตอนที่พี่เลี้ยงทั้งสี่กล่าวถึงพระลอ และพระเพื่อน พระแพง ความว่า
"พี่เลี้ยงทั้งสี่ไหว้ สามกษัตริย์
เชิญบาทบงกชรัตน์ อยู่เกล้า
เสด็จยังผธมสวัสดิ์ ไสยาสน์ พระเอย
เยียวเหนื่อยพระองค์เจ้า พี่น้องทั้งสามฯ
ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่นางเอกในวรรณคดีไทยถือกำเนิดขึ้นโดยใช้ดอกบัวเพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์และความสูงส่งของตัวละครเอกฝ่ายหญิง ทั้งนี้เพื่อให้มีชาติกำเนิดที่สูงส่งเหมาะสมคู่ควรกับพระเอกซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระมหากษัตริย์ เช่น ในลักษณวงศ์ ของสุนทรภู่ นางเอกของเรื่องคือนางทิพเกสรเกิดจากดอกบัวหรือในอุณรุท นางอุษานางเอกของเรื่องก็ถือกำเนิดมาจากดอกบัว ดอกบัวจึงเป็นสิ่งแสดงความบริสุทธิ์และความสูงส่งของนางเอกในวรรณคดีไทย และเป็นคติที่รับอิทธิพลจากชาดก
ความสำคัญของดอกบัวในทางภาษา ปรากฏการนำดอกบัวมาใช้ในสุภาษิตและสำนวนไทย ดังนี้
- บัวไม่ซ้ำ น้ำไม่ขุ่น หรือ บัวไม่ให้ซ้ำ น้ำไม่ให้ขุ่นหมายถึงการรู้จักผ่อนปรนเข้าหากัน รู้จักถนอมน้ำใจไม่ให้ขุ่นเคืองกัน
- เห็นกงจักรเป็นดอกบัว หมายถึง การเห็นผิดเป็นชอบตัดบัวไม่เหลือใย หมายถึง การทำอะไรอย่างหักหาญรุนแรง โดยไม่คิดจะติดต่อสัมพันธ์กันอีก
- บัวใต้น้ำ หมาย บุคคลที่ไม่อาจจะขัดเกลาให้ดีได้
- ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด หมายถึง การพยายามปกปิดความผิดร้ายแรงที่คนรู้ทั่วกันแล้ว ไม่อาจทำได้
- น้ำกลิ้งบนใบบัว หมายถึง คนที่มีจิตใจรวนเรไม่แน่นอน
- แม่สายบัวแต่งตัวค้าง หมายถึง คนที่แต่งตัวเตรียมพร้อมที่จะออกจากบ้านแต่ไม่ได้ไป
- บัวบังใบ หมายถึง เห็นไม่ชัดเจน เห็นเพียงรำไร
- เด็ดบัวไม่ไว้ใย หมายถึง การตัดขาด ตัดญาติขาดมิตรกันเด็ดขาด มักใช้เข้าคู่กับ "เด็ดดอกไม่ไว้ขั้ว"
สุภาษิตและสำนวนไทยเหล่านี้ยังคงใช้ในปัจจุบัน
ดอกบัวในวัฒนธรรมการกินอยู่ของไทย อาจกล่าวได้ว่า ทุกส่วนของดอกบัวใช้ทำประโยชน์ได้หมด ทั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการกินอยู่ของไทยแทบทั้งสิ้น เหง้าบัวใช้เป็นอาหาร เมล็ดบัวใช้รับประทาน ใบอ่อนใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริกรากบัวใช้เชื่อมน้ำตาลทำขนม ไหลบัวใช้แกงส้ม แกงเลียง หรือดองใส่ขวดส่งขายต่างประเทศ ใบบัวใช้ห่ออาหาร เกสรตากแห้งใช้ทำยาและเป็นสมุนไพร ทั้งยังใช้เป็นส่วนประกอบของยาหอมต่างๆ กลีบดอกบัวใช้มวนบุหรี่ ต้นบัวใช้ตากแห้งจุดกันยุงฝักบัวใช้จัดดอกไม้ เปลือกฝักบัวแห้งใช้ทำเชื้อเพลิงและทำเชื้อเพาะเห็ดฟาง ทำุ๋ยหมักและจุดไล่ยุง ใบบัวตากแห้งแล้วสามารถส่งขายต่างประเทศ หัวบัวเผื่อนและบัวผันใช้รับประทานบัวหลวงยังเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าสูง มีสรรพคุณในการรักษาอาการและโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี (ดูเพิ่มเติมใน"บัวหลวง") ทั้งหมดนี้จึงแสดงให้เห็นว่าดอกบัวมีความสำคัญยิ่งในวัฒนธรรมการกินอยู่ของไทย
ความงดงามและคุณประโยชน์นานัปการของดอกบัวทำให้ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่สำคัญและมีบทบาทในศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี มีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทยตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน
เอกสารอ้างอิง
ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์, ประชุมวรรณคดีไทย ภาคพิเศษ ทวาทศมาสโคลงตั้นพร้อมทั้งพระวิจารณ์ของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร. โรงพิมพ์ศิริมิตรการพิมพ์, ๒๕๑๒.
แดนบีช แบรดเลย์. อักขราภิธานศรับท์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว ๒๕๑๔.
น. ณ ปากน้ำ, พจนานุกรมศิลป์, ฉบับปรับปรุงใหม่ พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๓o.
โบราณวัตถุจากมหาเจดีย์ ๔ รัชกาล วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม, วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จัดพิมพ์ในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วันอังคารที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๑.
ปทุมวนา. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน พุทธศักราช ๒๕๕๒ และการทอดผ้าป่าสามัคคีวันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ณ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร
ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕,กรุงเทพฯ : บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด, ๒๕๓๙,
ฤดีรัตน์ กายราศ. บัว : องค์ประกอบประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทยกรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์ชมรมเด็ก จำกัด, ๒๕๔๐,
ลิลิตพระลอ. ธนบุรี : สำนักพิมพ์บรรณาคาร, ๒๕๑๔. สันติ เล็กสุขุม. กระหนกในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน๒๕๓๙,
สันติ เล็กสุขุม, เจดีย์ : ความเป็นมาและคำศัพท์เรียกองค์ประกอบเจดีย์ในประเทศไทย, ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๕.
เสฐียรโกเศศและนาคะประทีป. กามนิต. กรุงเทพฯ : อมรการพิมพ์, ๒๕๑๕.
อนุมานราชธน, พระยา, ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาลตรุษ-สารท หมวดขนบธรรมเนียมประเพณี เล่มที่ ๕. กรมศิลปากร องค์การค้าของคุรุสภาและมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป จัดพิมพ์เนื่องในวาระครบ ๑๐๐ ปี ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน พิมพ์เผยแพร่
สุภัด มหาวรากร เรียบเรียง