นางกวัก : เครื่องราง
นางกวัก เป็นเครื่องรางชนิดหนึ่ง ทำขึ้นเป็นรูปผู้หญิงแต่งกายแบบโบราณขนบนิยมคือ นุ่งผ้าจีบหน้า ห่มสไบ ไว้ผมยาวประบ่า ประดับสร้อยถนิมพิมพากรณ์ตามสมควร จัดให้นั่งพับเพียบบนแท่นเดี้ย ๆ แขนข้างขวายกปลายแขนงอตั้งขึ้นส่วนมือทำอาการกวักเข้าหาตัว แสดงความหมายว่า "กวักเงินกวักทอง" มาเข้าถุงที่วางอยู่บนตักข้างซ้าย ส่วนแขนข้างซ้ายทอดลงตรงข้างตัวทำอาการเท้าแขน
เชื่อกันว่ารูปนางกวัก ซึ่งผ่านการลงคาถาและเสกเป่าด้วยอาคมตามอุปเท่ห์ในการทำเครื่องรางชนิดนี้แล้ว จะมีความขลังในทางเมตตามหานิยม อาจบันดาลหรือเกื้อหนุนแก่ผู้เป็นเจ้าของถือครองนางกวักนั้น ให้ทำมาค้าขึ้นหรือซื้อง่ายขายคล่องนางกวักจึงเป็นเครื่องรางที่บรรดาพ่อค้าแม่ขายรายย่อย หรือ ผู้ประกอบการพาณิชยกรรมรายใหญ่ ๆ นับถือและนิยมหามาไว้สำหรับร้านหรือประจำห้างหอเพื่อบูชา โดยปรารถนาในความขลังของนางกวักช่วยอุดหนุนให้ค้าง่ายขายคล่อง หรืออำนวยโชคลาภตามปรารถนา
รูปนางกวักซึ่งได้ทำขึ้นตามขนบนิยมกันมาแต่กาลก่อนส่วนมากมักทำด้วยไม้ นำไม้ที่ต้องด้วยตำราระบุไว้มาแกะสลักขึ้นเป็นรูปนางกวัก มีลักษณะและรูปพรรณดังได้อธิบายไว้แล้วแต่ข้างต้น ภายหลังมีผู้คิดทำรูปนางกวักด้วยดินบ้าง ทำด้วยโลหะหล่อก็มี สำหรับขนาดของรูปนางกวักมีทั้งขนาดใหญ่สูงประมาณ ๑ ศอกก็มี ขนาดย่อมสูงประมาณ ๓ นิ้วถึง ๑ คืบก็มี กับชนิดที่ทำขนาดเล็ก ๆ สูงประมาณ ๓ กระเบียดถึง ๑ นิ้วก็มี รูปนางกวักขนาดเล็กๆ นี้นอกจากชนิดที่ทำด้วยไม้แล้วยังนิยมทำด้วยงาช้างนำมาแกะทำเป็นรูปนางกวักก็มี นางกวักขนาดเล็กมักใส่ไว้ในตลับสีผึ้งสำหรับสีปากเพื่อให้เป็นเสน่ห์แก่ผู้ใช้และเมื่อเจรจาก็จะเป็นที่ถูกหูถูกใจแก่ผู้ฟังนางกวักขนาดเล็ก ๆ นี้ยังมีผู้นิยมเลี่ยมทองสำหรับห้อยกับสร้อยคล้องคอก็มี กับยังได้ทำเป็นรูปดิดไว้ที่สันไม้ควักปูนชนิดที่ทำด้วยทองเหลืองก็มี โดยเชื่อกันว่า พลูที่ป้ายปูนด้วยไม้ควักปูนซึ่งมีรูปนางกวักติดอยู่ที่สันไม้ควักปูนแล้ว ความขลังของนางกวักจะช่วยให้ผู้ที่กินพลูนั้นสามารถพูดจามีเสน่ห์ เป็นที่น่าฟังเป็นที่พึงพอใจ หรือเกิดความเห็นชอบตามแก่ผู้ที่รับฟังคำพูดนั้น
มีตำราว่าด้วยการทำนางกวัก เป็นตำราโบราณตำรับหนึ่งแสดงสาระการสร้างและเสกนางกวักทำเป็นเครื่องราง มีเนื้อความเนื่องด้วยคติความเชื่ออย่างเก่า อันเป็นประโยชน์ควรทราบดังนี้
ในชั้นต้นให้หาไม้อันต้องตามตำรา เป็นต้นว่าไม้กาฝากต้นมะเดื่อ รากไม้รักซ้อนก็ได้ สุดแท้แต่ความประสงค์ของผู้เป็นเกจิอาจารย์ผู้ที่จะทำและปลุกเสก เมื่อได้ไม้มาแล้วจึงตั้งการแกะรูป ทั้งนี้ต้องดูวันและฤกษ์ที่จะทำให้ได้วันและฤกษ์ที่ดี ผู้จะแกะรูปนางกวักจะต้องชำระร่างกายให้สะอาด นุ่งห่มผ้าขาวจัดตั้งบายศรีพร้อมเครื่องบูชาสำรับหนึ่ง ไหว้คำนับครูบาอาจารย์เสียก่อนจึงลงมือแกะทำรูปนางกวักเป็นลำดับไป อนึ่งถ้าจะให้ขลังต้องแกะทำรูปนางกวักให้สำเร็จภายในวันเดียวดังความในตำราโบราณดังนี้
"สิทธิการิยะ ถ้าบุคคลผู้ใดจะกระทำนางกวัก ท่านให้เอารากรักซ้อนก็ได้ ว่านนางกวักก็ได้ กาฝากไม้มะเดื่อก็ได้ แกะเป็นนางกวักใส่ถุงเงินไว้ เมื่อจะแกะนั้นให้ผู้ที่จะแกะนุ่งขาวห่มขาว แกะให้แล้วในวันเดียว ดูฤกษ์ให้จงดีตั้งบายศรีสำรับหนึ่ง"
เมื่อแกะไม้ทำเป็นรูปนางกวักสำเร็จแล้ว ต้องนำมาลงคาถาและเสกเป่าด้วยอาคมตามอุปเท่ห์เพื่อให้เกิดความขลังต่อไป การลงคาถาและปลุกเสกนางกวักก็ต้องดูวันและฤกษ์ที่ดีและต้องตั้งบายศรีพร้อมเครื่องบูชาครูสำรับหนึ่ง ซึ่งผู้ทำพิธีต้องคำนับบูชาครูเสียก่อนจึงจะลงคาถาและปลุกเสกนางกวัก
การลงคาถาสำหรับนางกวัก ผู้ทำพิธีใช้เหล็กจารเขียนตัวอักขระขอมเป็นภาษาบาลีลงตามส่วนต่างๆ บนรูปนางกวักเป็นลำดับตามที่ระบุไว้ในตำรับ ต่อไปนี้
"ให้ลงคาถา ธะนัง โภคัง ทุสะมะนิ เสียก่อน จึงให้ลงทุสะที่หน้าผาก มะนิ ลงที่หลัง ธะนัง ลงแขนขวา โภคังลงแขนซ้าย"
เมื่อลงคาถาเป็นตัวอักขระตามตำแหน่งที่ระบุไว้ในตำรับครบถ้วนแล้ว ให้เสกด้วยคาถาว่า "ธะนะ โภคัง ทุสะมะนิ" ลงที่ตัวนางกวักให้ได้ ๑๐๘ คาบ เป็นเสร็จพิธี
ตำราทำนางกวักได้ระบุคุณวิเศษของนางกวักไว้ให้ทราบ ดังนี้
"ผู้ใดได้นางกวักไว้ให้บูชาอย่าได้ขาด เอาแม่นางกวักใส่ถุงเงินไว้ ถ้าไปค้าขายแห่งใดประเทศใด เอาดินประเทศนั้นมาประสมกับดินบ้านเราอยู่นั้น จักมั่งคั่งเป็นเศรษฐีแลฯ"
อนึ่ง ตำราสำหรับทำรูปและปลุกเสกนางกวักดังได้อ้างถึงในที่นี้ มีความเป็นเชิงตำนานบอกเล่าที่มาของตำราทำนางกวัก แสดงไว้ข้างท้าย ต่อไปนี้
"ตำราทำนางกวักนี้วิเศษนักแล ได้เชื่อถือมามากแล้วได้ต่อ ๆ กันมาหลายชั่วคนแล้ว หลวงเพชรบุรีด้าขายจนไม่รู้จักน่าใดตำรานี้วิเศษนักท่านได้มาแต่ พระมหาสุทัด อยู่วัดเมืองพิมาย ให้แก่สองคนผัวเมีย บูชาด้วยเครื่องทั้งปวง ให้ตั้งไว้ที่ควร ให้ใช้นางกวักอันอยู่ในถุงเงินนั้นเถิด หลวงคเชนทร ย่าบุนนาก เป็นทาสเขาอยู่ แล้วกลับได้ดี เพราะตำรานี้แลฯ"
รูปนางกวักที่ได้รับการลงคาถาและเสกเป่าด้วยอาคมปลุกให้ขลังแล้วนั้น คนแต่ก่อนเชื่อกันว่ามีภูตเพศหญิงเข้าสิงประจำอยู่ในรูปนางกวักนั้น การที่จะพึ่งพาหรืออาศัยไหว้วานนางกวักให้ช่วยซื้อง่ายขายคล่อง หากินไม่ผืดเคือง ก็จะต้องคำนับบูชานางกวักด้วยข้าวปลาผลาหารและน้ำกินตั้งไว้ในที่อันควรเป็นประจำและสม่ำเสมออย่าให้ขาดคราวได้ ผู้เป็นเจ้าของนางกวักบางรายสบโอกาสมั่งคั่งโภคทรัพย์ขึ้นจากการค้าขายอาจจัดหาเครื่องนุ่งห่มบ้าง เครื่องประดับสำหรับผู้หญิงใช้บ้างเป็นของคำนับบูชาแก่นางกวักหรือตอบแทนคุณนางกวักก็มี
การบูชานางกวักในโอกาสให้ข้าวให้น้ำ หรือคำนับบูชาเมื่อจะไปค้าไปขาย หรือขอโชคลาภจากนางกวักนั้น มีคาถาผูกขึ้นมีความว่าดังนี้
"โอม มหาสิทธิโชคอันอุดม โอมปู่เจ้าเขาเขียว มีลูกคนเดียว ชื่อว่าแม่นางกวัก ชายเห็นหญิงรัก รู้จักทั่วทุกตำบลคนรักทุกถ้วนหน้า โอมพระภัตรา พานิชพากูไปค้าเมืองแมน กูค้าหัวแหวน ได้แสนทะนาน กูค้าสารพัดการกูจะค้าเงินก็ได้เต็มกอง กูจะค้าทองๆ ก็ได้เต็มหาบมา วันนี้สารพัด กูก็ได้เต็มหาบมาเรือน สามเดือนเลื่อนเป็นเศรษฐีสามปีกูจะค้าสำเภา โอมปู่เจ้าเขาเขียว ประสิทธิให้กูคนเดียวสวาหะฯ"
คาถาสำหรับบูชานางกวัก ดังบทที่ได้คัดมาแสดงไว้นี้มีความตอนหนึ่งกล่าวถึงประวัติส่วนตัวของนางกวักว่า นางเป็นลูกสาวคนเดียวของ "ปู่เจ้าเขาเขียว" ตัวของนางเองชื่อว่า "นางกวัก"
เนื้อความท่อนหนึ่งใน "โองการไหว้ครูช่าง" ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่มาแต่โบราณ ฉบับของพลเรือเอกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๕ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ซึ่งเนื้อความสำคัญท่อนหนึ่งในโองการไหว้ครููช่างได้กล่าวถึง นางเทพธิดาผู้มีฤทธิ์เดชอาจบันดาลให้เกิดโชคลาภทรัพยศฤงคารให้บังเกิดมีขึ้นแก่ผู้ที่คำนับบูชา หรือพลีกรรมถวายแก่นาง โดยเนื้อความต่อไปนี้
"อนึ่ง ไซร้ข้าขอเคารพ นบนางนามปรากฏ นิลบรรพตเทพสุดา กวักมาซึ่งสุวรรณรัตน์ สรรพสมบัติโอฬาร จงแจ้งการพิธี มารับพลีทั้งหลายไซร้ แล้วให้พรศรีสวัสดิ์ปัดสรรพภัยทุกประการ นำศฤุงคารโภคาทั่วทุกสิ่งมาเพิ่มพูนประมูลมากธนสาร มานมาโดยเนื่องนิตย์ ประสิทธิ์แด่ปวงข้าพเจ้า ตามขนบเค้าแบบบรรพ์"
ความในโองการไหว้ครูท่อนที่ยกมาแสดงไว้นี้ อ้างถึงนางเทพธิดาชื่อว่า "นิลบรรพตเทพสุดา" ชื่อนี้แปลได้ความว่า "ลูกสาวของเทพยดาแห่งเขาเขียว" การแปลเอาความเช่นนี้อาจเป็นที่กังขาสำหรับบางคนซึ่งไม่อาจทำความเข้าใจได้ว่า "นิล" นั้นคือพลอยชนิดซึ่งปรกติเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือดำบ้างก็มีคนไทยแต่ก่อนมักเรียก "สีน้ำเงิน" ว่า "สีเขียว" คำว่า "นิลบรรพต" คือภูเขาสีน้ำเงินเข้มหรือสีครามแก่ ทั้งนี้เห็นจะเป็นด้วยภูเขานั้นสูงมากจนกระทั่งแลเห็นเป็นสีเช่นนั้น กระนั้นก็ตามคนส่วนมากแต่ก่อนกลับนิยมเรียกภูเขาที่เป็นเช่นนั้นว่า ภูเขาเขียวหรือเขาเขียวเสียมากกว่า
ในเบื้องแรกได้กล่าวแล้วว่านางกวักนั้น เป็นลูกสาวคนเดียวของปู่เจ้าเขาเขียว กรณีเช่นนี้หากเทียบเคียงกับฐานะของนางนิลบรรพต ซึ่งเป็นนางเทพธิดาที่เป็น "ลูกสาวของเทพยดาแห่งเขาเขียว" น่าจะลงรูปเป็นเรื่องเดียวกันหรือเป็นนางเดียวกันได้ ทั้งนี้ขอให้สังเกตอาการของนางนิลบรรพตที่ได้ระบุขึ้นไว้ในโองการไหว้ครูช่างว่า "นิลบรรพตเทพสุดากวักมาซึ่งสุวรรณรัตน์ สรรพสมบัติโอฬาร" นางนิลบรรพดกับนางกวักน่าจะเป็นไปได้ว่าเป็นนางเดียวกัน โดยคำว่า "นิลบรรพตเทพสุดา" เป็นชื่อแท้สำหรับตัว ส่วนคำว่า "นางกวัก" เป็นสมญานามสำหรับเดชที่นางพึงบันดาลให้บังเกิดได้ความเชื่อในเรื่องนางกวัก จัดเป็นคตินิยมตามความเชื่อระดับหนึ่งของผู้คนในสังคมแต่อดีตและยังเป็นมรดกทางคติความเชื่อที่มีอิทธิพลตกมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีผู้คนจำนวนไม่น้อยยอมรับนับถือ บูชา ปรากฏให้เห็นมีอยู่ทั่วไป
จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ เรียบเรียง