ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

นเรศวรมหาราช, สมเด็จพระ

ภาค : กลาง

นเรศวรมหาราช, สมเด็จพระ

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๑๙ แห่งอาณาจักรอยุธยา ในราชวงศ์สุโขทัย ทรงเป็นพระโอรสของพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิกษัตริย์ พระราชธิดาของพระมหาจักรพรรดิแห่งราชวงศ์สุพรรณบุรี มีพระพี่นาง ๑ องค์ คือ พระสุพรรณกัลยา หรือพระสุวรรณเทวี และมีพระอนุชา ๑ องค์คือ พระเอกาทศรถ

สมเด็จพระนเรศวรฯ ประสูติเมื่อ พ.ศ.๒๐๙๔ ที่เมืองพิษณุโลก ขณะนั้นพระราชบิดาทรงครองเมืองพิษณุโลกอยู่ เมื่อพระชนมายุได้ ๙ พรรษา ทรงถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่เมืองพะโคหรือกรุงหงสาวดี เนื่องจากเวลานั้นพม่ายึดเมืองพิษณุโลกได้และต้องการตัวประกันความจงรักภักดี สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงได้รับการเลี้ยงดูในฐานะราชบุตรบุญธรรมเป็นเวลา ๗ ปีจน พ.ศ.๒๑๑๒ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า พระเจ้าหงสาวดีสถาปนาพระมหาธรรมราชาเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองขึ้นของกรุงหงสาวดี และอนุญาตให้สมเด็จพระนเรศวรฯ กลับกรุงศรีอยุธยาได้แต่ให้นำพระสุวรรณเทวีมาเป็นตัวประกันแทน

เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรฯ พระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ทรงได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลกในตำแหน่งอุปราช เมื่อเสด็จมากรุงศรีอยุธยาจะทรงประทับที่วังจันทรเกษมหรือวังหน้า ในขณะที่ทรงดำรงตำแหน่งอุปราชนั้น สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงต้องทำสงครามกับเขมรหลายครั้งและยังมีส่วนร่วมในการทำสงครามกับพม่า ภายหลังพระเจ้าหงสาวดีระแวงว่าไทย "จะเอาใจออกห่าง" จึงวางแผนให้พระยาเกียรติ พระยาราม ขุนนางมอญ วางแผนกำจัดสมเด็จพระนเรศวรฯ ขณะกำลังเสด็จพระราชดำเนินมางานพระบรมศพพระเจ้านันทบุเรงแต่ขุนนางมอญทั้งสองกลับนำความลับนี้มากราบทูลฯ ให้ทรงทราบ สมเด็จพระนเรศวรฯ จึงทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงซึ่งเป็นเมืองระหว่างเส้นทางเมื่อ พ.ศ.๒๑๒๗ รวมเวลาที่กรุงศรีอยุธยาตกอยู่ใต้การปกครองของพม่าเป็นเวลา ๑๕ ปี

หลังการประกาศอิสรภาพ สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงต้องทำสงครามกับพม่าอีกหลายครั้งเพื่อป้องกันพระนครในช่วงตลอดปลายรัชสมัยพระธรรมราชา (พ.ศ.๒๑๒๘-๒๑๓๐) นอกจากนี้ยังทรงให้กวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองฝ่ายเหนือมาไว้ที่กรุงศรีอยุธยาเพื่อเป็นกำลังในการต่อต้านข้าศึก

ใน พ.ศ.๒๑๓๓ สมเด็จพระมหาธรรมราชาสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรฯ ขณะนั้นมีพระชนมายุ ๓๕ พรรษาจึงเสด็จขึ้นครองราชย์แทนและทรงสถาปนาพระเอกาทศรถพระอนุชาขึ้นเป็นพระมหาอุปราช มีพระเกียรติยศสูงเสมอพระเจ้าแผ่นดิน พระราชภารกิจหลักของพระองค์ยังคงเป็นการทำสงครามเพื่อป้องกันและขยายพระราชอาณาเขต โดยเฉพาะการสงครามกับพม่าครั้งสำคัญคือสงครามยุทธหัตถีใน พ.ศ.๒๑๓๕ ที่ตำบลหนองสาหร่าย สมเด็จพระนเรศวรฯทรงมีชัยชนะอย่างเด็ดขาด พระมหาอุปราชาของพม่าสิ้นพระชนม์ด้วยพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรฯ การกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะถือว่าเป็นพระเกียรติยศสูงสุด เป็นวีรกรรมสุดยอดของกษัตริย์ แม้กษัตริย์ที่ทรงแพ้ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักรบแท้ หลังจากสงครามครั้งนี้กรุงศรีอยุธยาไม่ถูกรุกรานจากชาติใดเลยเป็นเวลายาวนานร่วม ๑๕๐ ปี สมเด็จพระนเรศวรฯ จึงทรงมีโอกาสขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางทั้งแคว้นล้านนา ล้านช้าง ไทใหญ่ และกัมพูชา และยังรุกรานไปในพม่า ครั้งสุดท้ายคือการยกกองทัพไปตีเมืองอังวะใน พ.ศ.๒๑๔๘ แต่ระหว่างการเดินทัพนั้นสมเด็จพระนเรศวรฯ ประชวรและสวรรคตที่เมืองหาง เมื่อวันจันทร์เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีมะเส็ง พระชันษาได้ ๕๐ ปี เสวยราชสมบัติได้ ๑๕ ปี 

จากพระราชภารกิจอันใหญ่หลวงที่สมเด็จพระนเรศวรฯทรงกระทำเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยของชาติ จึงทรงเป็นวีรกษัตริย์ ที่ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้กอบกู้เอกราชให้แก่ กรุงศรีอยุธยาและสร้างอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้อีกครั้ง ประชาชนชาวไทยจึงยกย่องพระองค์ให้เป็น "มหาราช" พระองค์หนึ่ง

เอกสารอ้างอิง

พระราชพงศาวดารพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๔. รอง ศยามานนท์ และคณะ. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ถึงแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๕.

วราภรณ์ จิวชัยศักดิ์ เรียบเรียง