ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ทำนา, การ

ภาค : กลาง

ทำนา, การ

ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย คนไทยภาคกลางบริโภคข้าวเจ้าเป็นอาหารประจำวัน และบริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหวาน การทำนาข้าวเจ้าจึงเป็นอาชีพสำคัญของคนไทยภาคกลางมาแต่โบราณ

ข้าวที่นิยมปลูกในเขตกรุงเทพฯ อยุธยา และเมืองที่ลุ่มซึ่งมีน้ำท่วมถึงและตามท้องร่องของสวน เรียกว่า "ข้าวหนัก"หรือ "ข้าวนาปี" ข้าวพันธุ์นี้ปลูกได้เฉพาะในนาที่มีน้ำบริบูรณ์ มีอายุ ๔ เดือน สุกประมาณเดือน ๓ และเดือน ๔ ข้าวชนิดนี้ให้ผลผลิตมาก รวงใหญ่ เมล็ดเดียวสามารถแตกกอได้ตั้งแต่ ๑๐-๒๐ ต้น มีรสดี พันธุ์ต้นเตี้ยเรียกว่า "ข้าวนาสวน" เป็นข้าวที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยงได้ไม่เกิน ๑ เมตร ส่วนพันธุ์ต้นยาวเป็นข้าวเลื้อยเรียกว่า "ข้าวนาทุ่ง" หรือ "นาเมือง" สามารถขึ้นได้ในน้ำที่มีระดับน้ำลึกมากอาจถึง ๓ เมตร มีความสามารถในการยืดปล้องให้ลำต้นยาวขึ้นตามระดับน้ำที่สูงขึ้นได้ข้าวพันธุ์นี้มีคุณภาพต่ำกว่าข้าวนาสวน แต่ปลูกมากในที่ราบลุ่มของภาคกลาง เช่น พิจิตร พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท เป็นต้น

การทำนาในภาคกลางแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ การทำนาหว่านและการทำนาดำ ในสมัยก่อนทำนาหว่านเป็นพื้นอาศัยแด่น้ำฝนหรือน้ำเหนือหลากมาตามธรรมชาติในสมัยหลังเมื่อมีการขุดคูคลองบังคับควบคุมน้ำจากแม่น้ำลำคลองได้ จึงเกิดการทำนาดำมากยิ่งขึ้น

การทำนาหว่าน หรือนาเมือง ต้องอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ ชาวนาจะเริ่มลงมือทำนาตั้งแต่ขึ้นค่ำเดือน ๖ หลังพระราชพิธีจรดพระนัลคัลแรกนาขวัญ หลังจากที่ฝนตกลงมาสัก ๒-๓ คราว พอดินชุ่มชื้นอ่อนตัวดีแล้วชาวนาก็จะเริ่มลงมือทำขวัญข้าวและเอาควายเทียมไถเพื่อไถนาพลิกดินผึ่งแดดให้ดินสุกร่วนซุย เป็นการกำจัดศัตรูข้าว เช่น หนอนแมลง และวัชพืชต่างๆ ให้ตายไปด้วยการไถครั้งแรกเรียกว่า "ไถดะ" จะไถไปตามทางยาวของผืนนา เมื่อไถจนหมดพื้นที่นาของตนแล้ว ต่อไปก็จะเริ่มไถซ้ำครั้งที่ ๒ เรียกว่า"ไถแปร" การไถแปรจะไถขวางผืนนาเพื่อเป็นการย่อยดินให้แตกละเอียด

นาผืนใดเมื่อไถดะแล้วเห็นว่าหญ้าตายหมด ดินผึ่งแดดหลายวันแล้วร่วนซุยดี ชาวนาก็จะนำข้าวที่เก็บไว้ทำพันธุ์ที่เรียกว่า "ข้าวปลูก" ไปหว่านลงในผืนนา เมื่อหว่านข้าวกระจายทั่วนาแล้ว ก็จะไถแปรอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า "ไถกลบ"แต่นาผืนใดเห็นว่าไถดะแล้วผั่งแดดแล้วก็ยังมีหญ้าขึ้นอยู่บ้างและดินก็ยังไม่สุกแตกร่วนซุยพอ ชาวนาจะยังไม่หว่านเมล็ดข้าวลงไปจะต้องทำการไถแปรเสียก่อน ครั้นไถแปรเสร็จ จึงจะนำข้าวปลูกไปหว่านลงในผืนนาที่แปรนั้น เรียกว่า "หว่านหลังขี้ไถ"

การทำนาดำหรือนาสวน การทำนาดำมีวิธีการมากกว่านาหว่าน และต้องอาศัยน้ำมากกว่า ก่อนอื่นต้องทำเทือกที่จะตกกล้าเสียก่อน "การทำเทือก" ได้แก่ การวิดน้ำขึ้นไปในแปลงนา ทำคันนาป้องไว้ อย่าให้น้ำที่วิดใส่ไว้รั่วออกได้ เมื่อวิดน้ำขึ้นทั่วพื้นดินในแปลงนาดีแล้ว เห็นว่าดินอ่อนตัว ก็ทำการไถเพื่อเป็นการฟื้นดินหรือพลิกดินบนลงล่างให้หญ้าเน่าหมักทิ้งไว้ประมาณ ๗ วัน แล้วใช้ควายเทียมคราดวนไปให้ทั่วแปลงนาและกลับไปกลับมาเพื่อให้ดินแตกละเอียด พร้อมกันนั้นก็คราดเอาหญ้าออกให้หมดด้วย เมื่อคราดดินละเอียดพื้นนาเรียบเสมอกันดีแล้ว ปล่อยทิ้งไว้ให้น้ำใส

ขณะที่ทำเทือกและปล่อยให้น้ำใสนั้น ชาวนาจะเอาข้าวปลูกหรือข้าวทำพันธุ์แช่น้ำไว้หนึ่งคืนแล้วเทน้ำออกอบข้าวทิ้งไว้เพื่อให้เมล็ดข้าวงอก เมื่อเมล็ดข้าวงอกแล้วก็นำไปโปรยในแปลงนาที่เตรียมไว้ให้ทั่ว และสม่ำเสมอ เรียกว่า "ตกกล้า" ปล่อยทิ้งไว้ให้เมล็ดข้าวขึ้นเจริญงอกงามโตเป็นต้นกล้า อย่าให้ขาดน้ำต้องคอยวิดน้ำหล่อไว้เรื่อยๆ ในระหว่างที่ตกกล้าและรอข้าวกล้ากว่าจะโตนั้นชาวนาจะต้องเตรียมผืนนาที่จะนำกล้าไปดำ

การเตรียมพื้นที่ดำนา ต้องวิดน้ำเข้านาพอให้ดินชุ่มแล้วทำการไถดะ เมื่อไถทั่วแล้ว ใช้คราด คราดเอาหญ้าออกและให้ดินแตกละเอียดด้วย ต่อจากนั้นใช้ลูกขุบ ดีดินและหญ้าให้ละเอียดทั่วผืนนาอีกครั้งหนึ่ง จนดินในแปลงนาเป็นเลนแล้วหมักทิ้งไว้อีก ๗ วัน 

เมื่อต้นข้าวกล้าขึ้นยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร จึงถอนข้าวกล้าฟาดโคนกล้าที่มีดินดิดกับเท้าให้ดินหลุดออกแล้วเอาข้าวกล้าตั้งบนแป้นวางข้าวกล้า กระทุ้งให้เสมอกันนำตอกมัดข้าวกล้าเป็นกำๆ ตัด ใบกล้าออกบ้าง

เมื่อมัดเสร็จแล้วใช้ไม้คันหลาว หาบข้าวกล้าไปวางเรียงรายไว้ในผืนนาที่เตรียมไว้แล้วลงมือดำ โดยจับแยกต้นกล้าประมาณ ๓-๔ ต้นรวมกันเข้าเรียกว่า "หนึ่งจับ" เอาหัวแม่มือนำจิ้มปักต้นข้าวลงไป ในดินเลนก่อนถอนมือออกจากต้นข้าว เอานิ้ว ๒ นิ้วบีบเลนฝังต้นข้าวให้แน่น เมื่อดำเสร็จต้องคอยดูอย่าให้น้ำขาดผืนนา ต้องวิดน้ำใส่ไว้เสมอ

โดยปกติคนที่ปักดำจะเป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายจะเป็นผู้ใถ การปักดำมักลงมือกันในระหว่างเดือน ๘ จนถึงเดือน ๙

การดูแลและบำรุงรักษา การทำนาในสมัยโบราณโดยมากมักจะปล่อยไปตามธรรมชาติเป็นส่วนมาก ถ้าเป็นนาหว่านก็อาศัยน้ำฝนหรือน้ำเหนือหลากมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวนอกจากนั้นก็ดูแลถอนต้นหญ้าออกหรือใช้พร้าหวดต้นหญ้าตามคันนาที่ขึ้นลามเข้าไปในนา เพราะจะไปแย่งอาหารของต้นข้าว การใส่ปุ๋ยไม่มี อาศัยตะกอนที่น้ำพามาเป็นปุ๋ยเลี้ยงต้นข้าวเท่านั้น ส่วนนาดำต้องคอยวิดน้ำเข้านาและถอนวัชพืชออก ถ้าข้าวเฝือใบเกินไปก็เกี่ยวออกบ้างแล้วเอาใบข้าวนั้นไปให้ควายกิน นอกจากนี้ก็คอยกำจัดศัตรูของต้นข้าวซึ่งได้แก่หนอน เพลีย ปู ปูนา นก หนู และแมลง ถ้าเป็นหนอนซึ่งมักเกิดในนาขณะที่ต้นข้าวกำลังงอกงามให้ใช้ยาฉุนผสมน้ำประพรมต้นข้าว หากเป็นหนอนกอก็ถอนเผาไฟเสีย ถ้าเพลี้ยลงชาวนาจะใช้ไม้สะแกมาปักคันไว้ เชื่อว่าเพลี้ยกลัวไม้สะแกดังเพลงพื้นบ้านว่า "เพลี้ยเอยอย่ามาหยอกมาแหย่ นางสะแกจะเฝ้านา" ถ้าเป็นปูนาซึ่งชอบกัดโคนต้นข้าวขณะที่ยังอ่อนให้ใช้วิธีจับใส่ตะข้องเอามาสับเลี้ยงเป็ดไก่ ส่วนนกเช่นนกอีลุ้ม จะหักด้นข้าวทำรังและกินเมล็ดข้าวเป็นอาหาร ชาวนาจะใช้แร้วหรือข่ายดัก หรือใช้ไม้คันเบ็ดยาวๆ เข้าโอบล้อมพอนกตกใจบินขึ้นก็จับมาเป็นอาหารโดยนำมาผัดพริกกับสายบัวชาวนาอ่างทองมีข้อห้ามว่า ปีหนึ่งให้จับกินได้เพียง ๓ ตัวหรือเอาไปขายได้เงิน ถ้าเป็นหนูพุกก็ใช้กรงดัก เอาฉมวกแทงหากเป็นนกระจาบหรือนกพิราบจะลงกินข้าวเป็นฝูงต้องทำหุ่นไล่กามีเชือกผูกชักให้มีเสียงดัง นกตกใจจะบินหนี หรือใช้แหครอบจับทำอาหาร

การทำขวัญข้าว คนไทยเชื่อว่าข้าวมีวิญญาณสิงสู่ เรียกว่า "แม่ขวัญข้าว" หรือ "แม่โพสพ" ด้วยเหตุที่เมล็ดข้าวมีบุญคุณหล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์จึงมีการแสดงความกตัญญูต่อแม่โพสพด้วยการทำขวัญ เช่นสรวงบูชาเพื่อบำรุงขวัญข้าวไม่ให้หนีหาย ในตำราปลูกข้าวกล่าวไว้ว่า "...อันแม่พระโพสพนี้ขวัญอ่อนนักมักตกใจอย่าดูหมิ่น..." ด้วยเหตุนี้ชาวนาจึงต้องทำพิธีเรียกขวัญกันอยู่เสมอเพื่อให้ต้นข้าวงอกงาม

พิธีทำขวัญข้าวในสมัยก่อนนิยมทำกัน ๔ ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ ๑ 

ตอนลงมือไถและหว่านข้าวลงในผืนนาครั้งแรก

ครั้งที่ ๒ ตอนข้าวเริ่มตั้งท้อง

ครั้งที่ ๓ ตอนเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วขนข้าวเข้าสู่ลานบ้าน

ครั้งที่ ๔ ก่อนขนข้าวเข้ายุ้ง (ดูเพิ่มเติมในคำทำขวัญข้าว)

การเก็บเกี่ยว

เมื่อข้าวแตกรวงจนเป็นเมล็ดแก่ในช่วงเดือน ๑๒ เดือนอ้ายข้างขึ้น ข้าวจะโน้มรวงลงมาและเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองทอง ชาวนาจะลงมือเกี่ยวข้าวในนาแรกที่ปลูกไว้ก่อนเพื่อเป็นข้าวปลูกหรือข้าวทำพันธุ์ต่อไป ต่อจากนั้นถึงจะขอแรงลงแขกเกี่ยวข้าว

การเกี่ยวข้าวจะเกี่ยวแต่เช้าโดยเกี่ยวเรียงกันเป็นหน้ากระดานเมื่อเอามือรวบด้นข้าวและเกี่ยวได้เป็นกำหนึ่งจะผูกมัดกำแล้วหอบไว้ในอุ้งแขนหรือนำไปวางกองรวมกัน เมื่อเกี่ยวได้แนวจดคันนาจะหยุดพักทีหนึ่งเพื่อรอคนที่ยังเกี่ยวมาไม่ถึงช่วงนี้บางท้องถิ่นจะมีการเล่นเพลงเกี่ยวข้าวหรือเต้นกำรำเคียวเย้าแหย่กัน

เชือกมัดฟ้อนข้าวทำจากซังข้าวฟั่นเป็นเกลียวเรียกว่า "เขน็ด" เจ้าของนาจะจัดมัดเป็นฟ้อน ๆ เพื่อให้ขนหาบสะดวกถ้าบ้านอยู่ไกลมากก็ต้องใช้เกวียนบรรทุกไปที่ลานนวดข้าว

สำหรับท้องถิ่นที่มีน้ำท่วมถึง เช่น แถบปทุมธานี ตอนเกี่ยวข้าวน้ำยังไม่แห้ง ต้องใช้วิธี "สุ่มซัง" คือ เกี่ยวข้าวเป็นกำๆโหย่งตอซังขึ้นให้พ้นน้ำ แล้ววางกำข้าวผึ่งบนตอซังไม่ให้ถูกน้ำ

เมื่อผึ่งกำข้าวไว้บนตอข้าวประมาณ ๓ วัน ข้าวแห้งพอสมควรแล้ว ก็จะเก็บข้าวใส่เรือบรรทุกขึ้นไปกองบนลานที่เตรียมไว้ นาตอนไหนน้ำน้อยเรือเข้าไม่ได้ ก็จะใช้เลื่อน เก็บข้าวบรรทุกเลื่อนแล้วใช้ควายลากเลื่อนไปยังลานแล้วขนกำข้าวลงกองเรียงให้สูงเรียกว่า "ลอมข้าว" ครั้นขนกำข้าวให้นาหมดแล้ว ก็เตรียมนวดข้าว

วิธีเตรียมลาน ก่อนที่ข้าวในนาจะเริ่มสุก ชาวนาผู้ชายจะจัดแจงเตรียมลานสำหรับนวดข้าวโดยปราบดินที่เป็นลานให้เรียบราบยึดกันแน่น ลานทั่วไปกว้างราว ๑๕ เมตร ทำเป็นรูปวงกลม เมื่อเอาจอบถากเรียบดีแล้ว ก็เอาน้ำพรมให้ทั่วเอาควาย ๔-๕ ตัว ผูกติดกันเป็นพวง คนถือเชือกดึงควายให้เดินเป็นวงกลมเพื่อย่ำลานให้แน่น ควายจะย่ำอยู่ประมาณ๔-๕ วัน เมื่อเห็นว่าลานแน่นเรียบดีแล้ว ชาวนาจะนำขี้ควายสดๆ มาละลายน้ำละเลงทาลานให้ทั่ว ตากแดดให้แห้ง การที่ต้องย่ำลานให้แน่นและเอาขี้ควายยาลานก็เพื่อกันไม่ให้เมล็ดข้าวจมลงไปในดินเวลานวดนั่นเอง

การทำขวัญลานของพวกทำนาหว่านตกในราวปลายเดือน ๓ ถึงเดือน ๔ ส่วนพวกทำนาดำจะตกในราวปลายเดือน ๑๒ เมื่อทำขวัญลานเสร็จแล้วชาวนาจะเริ่มลงมือลงแขกนวดข้าวมีการร้องเพลงโต้ตอบกันในลานอย่างสนุกสนาน

การนวดข้าว คือการทำให้เมล็ดข้าวเปลือกหลุดออกจากรวง การนวดมี ๒ วิธี วิธีแรกใช้ไม้นวดข้าว ๒ วิธีที่ซึ่งนิยมใช้ในภาคกลางมากกว่าคือใช้วัวควายเหยียบข้าวโดยปัก เสาสูงกลางลาน เรียกว่า "เสาเกียด" ปลายเสาผูกกิ่งพุทราหรือรวงข้าว นำฟ้อนข้าวมาวางล้อมเสาเกียดโดยเอาหัวฟ้อนขึ้นบน ฟ้อนอื่นที่อยู่ถัดไปสลับเอารวงข้าวขึ้นตั้งต่อจากนั้นเอาวัวหรือควายผูกรอบกับเสาเกียดเรียงเป็นหน้ากระดานแล้วต้อนให้วิ่งรอบๆ เสาเกียดเหยียบย่ำไปบนฟ้อนข้าวเปลือกหลายรอบจนกว่าเมล็ดข้าวส่วนใหญ่จะร่วงหลุดจากรวงข้าว

ชาวนาจะใช้คันฉายหรือขอฉายงัดดึงฟางข้าว เรียกว่า "สงฟาง" ให้เมล็ดข้าวร่วงหลุดออกมา ต่อจากนั้นก็พานฟางเอาฟางออกไปกองไว้นอกลาน ช่วงนี้ในสมัยก่อนหนุ่มสาวจะร้องเพลงโต้ตอบชุดสงฟางพานฟางเป็นที่ครึกครื้น

การสาดข้าว เมื่อนำฟางออกไปจากลานหมดแล้ว คงเหลือเมล็ดข้าวร่วงหล่นอยู่ในลาน ตอนนี้ชาวบ้านจะสาดข้าวการสาดข้าวเป็นการทำความสะอาดเมล็ดข้าวแยกเศษผงและข้าวลีบออกโดยยืนเรียงเป็นหน้ากระดาน ถือไม้พลั่วดักข้าวสาดขวางทางลมเพื่อให้ลำพวน (ละอองข้าว) ปลิวไปตามลมโดยที่เมล็ดข้าวตกลงกลางลาน ในบางถิ่นมีผู้ชายทำหน้าที่พัดวีละอองและข้าวลีบโดยนำลำแพนซึ่งเป็นแผงสานด้วยไม้ไผ่รูปร่างคล้ายพัดขนาดใหญ่พัดรำ ลมจะพัดเอาข้าวลีบและเศษผงออกไปทางหนึ่ง เมล็ดข้าวดีมีน้ำหนักจะร่วงกองอยู่กับพื้นชาวนาจะใช้แผ่นไม้เรียกว่า "กระดานโกยข้าว" บางท้องที่เช่นราชบุรี นครปฐม แผ่นไม้นี้จะมีเชือกร้อยสองข้าง หนุ่มสาวจะชักกระดานโกยข้าวรวมเป็นกองตอนนี้จะมีการร้องเพลงชักกระดานโต้ตอบกันด้วย ถ้าเป็นข้าวกองเล็กก็จะใช้ไม้กระดานแผ่นเล็กด้ามยาวเรียกว่า "สัดทา" หรือ "ทัตทา" ส่วนฟางข้าวที่เมล็ดร่วงแล้วชาวนาจะขนไปรวมเป็นลอมฟางสำหรับเลี้ยงวัวควายต่อไป

การตากข้าว ถ้าข้าวเปลือกยังไม่แห้งจะใช้สัดทาลากข้าวไปให้ทั่วลานเพื่อตากข้าวให้แห้งสัก ๒-๓ แดด ในระหว่างที่ตากอยู่นั้น จะต้องกลับข้าวให้เมล็ดข้าวข้างล่างขึ้นข้างบนโดนแดดบ้าง จะได้แห้งทั่วกัน การกลับข้าวจะเดินเอาเท้าลุยข้าวให้ทั่วลาน "ลุยข้าว" คือการกลับข้าวเอาข้าวล่างขึ้นข้างบนเพื่อให้ถูกแดดทุกเมล็ดนั่นเอง

การเก็บข้าว ในระหว่างตากข้าวอยู่นั้น ชาวนาจะเตรียมที่เก็บข้าว โดยทั่วไปชาวนาในภาคกลางสมัยก่อน จะเก็บข้าวไว้เหมือน ๆ กัน คือ

๑. เก็บไว้ในถังไม้ขนาดใหญ่จุข้าวเปลือกได้ประมาณ๑ เกวียน ใช้ไม้กระดานตีเป็นรูปถัง ๔ เหลี่ยม ก่อนจะนำข้าวมาเก็บในถัง จะเอาขี้ควายใหม่ๆ กำลังเปียกผสมน้ำนิดหน่อยยาตามตะเข็บถังข้าวให้ทั่ว เพื่อกันเมล็ดข้าวลอดออกมาและขี้ควายยังช่วยป้องกันมอดได้อีกด้วย เมื่อขี้ควายที่ยาแห้งแล้วก็นำข้าวเปลือกมาใส่

๒. ทำเป็นร้านแยกพื้นสูงประมาณ ๑ เมตร มีเสาตอหม้อค้ำไม้คาน วางตรงบนคานให้ถี่ ปูกระดานพื้น ตอกตาปูปรับให้เรียบและมีไม้ดีปิดแนวร่องพื้นไม่ให้เมล็ดข้าวลอดออกได้แล้วเอาเสียมที่สานขัดด้วยไม้ไผ่ เอาขี้ควายยาภายในให้ทั่วมาวางบนพื้น เรียกว่า "ยุ้งข้าว" ส่วนมากยุ้งหนึ่งจุข้าวเปลือกไม่เกิน ๑๐ เกวียน

๓. "ฉางข้าว" คือยุ้งข้าวขนาดใหญ่ ส่วนมากจะเก็บข้าวเกิน ๑๐ เกวียนขึ้นไป

๔. ส่วนที่เก็บข้าวเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ใส่กระบุงกระบาย และใส่พ้อมไว้

เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา

๑. สัตว์ที่นำมาใช้ไถนา เนื่องจากนาในภาคกลางปลูกข้าวเจ้าเป็นหลัก พวกที่ทำนาในที่ลุ่มจะใช้ควายช่วยในการทำนาส่วนนาในที่ดอนนิยมใช้วัว

๒. ไถ เป็นเครื่องมือที่พรวนดินด้วยแรงสัตว์ นาที่มีพื้นที่เป็นทรายหรือฝุ่น ดินร่วนซุยคุ้ยง่าย นิยมใช้ไถนาเดี๋ยว ซึ่งทำจากไม้เล็กๆ และเบา ส่วนไถสองขา ใช้สำหรับนาดินเหนียว ทำจากไม้แก่น ไถ จำแนกเป็น ๒ ชนิด คือไถเดี่ยว และไถคู่ ถ้าเป็นไถโคใช้ไถคู่ ไถควายใช้ไถเดี่ยวหมายความว่า ใช้ควายลากไถเพียงตัวเดียว

ไถเป็นไม้โค้งสูงเสมอเข่า ประกอบด้วย

คันไล เป็นไม้โค้งสูงเสมอเอว ส่วนใหญ่ทำจากไม้แดงไม้ประดู่ และไม้ชิงชัน ปลายคันไถมัก ทำรูปดอกบัวตูม เจาะรูส่วนปลายเพื่อร้อยเชือกหนังมัดกับแอกน้อยให้ควายลาก

แอกน้อย เป็นไม้ท่อนสั้น เจาะรูกึ่งกลางเพื่อร้อยเชือกปลายทั้งสองข้างควั่นรอยลึกสำหรับผูกเชือกคร่าว ให้ควายดึงไถไปข้างหน้า

หางยาม เป็นไม้ส่วนที่เข้าเดือยกับคันไถ โคนไม้หางยามจะเข้าเดือยกับหัวหมู ส่วนปลายถาก และเหลาเล็กลงใช้จับเวลาไถนา

หัวหมู เป็นไม้ส่วนฐานของไถตอนหน้า มีรูปร่างเหมือนหัวหมู ที่ปลายด้านหน้าถากเป็นเดือยสอดเข้ากับผาล ซึ่งเป็นเหล็กรูปสามเหลี่ยมโตเท่าฝ่ามือ ตอนบนเป็นแผ่นยืนลาด สูงขึ้นไปสำหรับเบิกหรือพลิกดิน เรียกว่า "ใบหัวหมู"

๓. คราด เป็นเครื่องมือปรับดินที่ไถแล้วให้ก้อนดินแตกย่อยลงไปอีกโดยใช้ควายหรือวัวเทียมทั้งยังช่วยสางต้นหญ้าให้หลุดออกจากดิน คราดทำด้วยไม้เนื้อแข็งเช่นเดียวกับไถประกอบด้วยแม่คราด ลูกคราด มือคราด และคันคราด ส่วนที่เป็นลูกคราดคือแถวไม้เป็นซี่ ๆ ยาวประมาณ ๓๐0 เซนติเมตรราวๆ ๑๕ ซี่

๔. ขุบหรือลูกขลุบ เป็นเครื่องย่อยดิน ใช้ตีก้อนดินให้ละเอียดตอนเตรียมดินก่อนดำนา ชาวบ้านมักใช้ขุบในแปลงนาที่พึ่งหักร้างถางพงหรือมีตอไม้มีหญ้าขึ้นอยู่มาก ส่วนมากที่ทำมานานแล้ว มักใช้แค่คราดขุบทำจากไม้เนื้อแข็งทั้งท่อนยาวประมาณ ๒ เมตรทำเป็นเพียง ๗ เฟือง เฟืองเหล่านี้จะทำหน้าที่ย่อยดินเมื่อวัวหรือควายลากขุบจะหมุนดีดิน ชาวนาจะตีขุบไปเรื่อย ๆจนกว่าดินเหลวพอทำนาได้

๕. คานหลาวหรือไม้คันหลาว เป็นไม้ไผ่ยาวประมาณ ๒ เมตร เสียบปลายหัวท้าย ใช้หาบกล้าไปปักดำหรือหาบฟ้อนข้าวมารวมไว้เป็นกองข้าว

๖. ไม้ส้อมข้าวหรือหัวตะโหงก เป็นไม้ไผ่ยาวประมาณเข่า เสียบโคนแหลมมีแขนยื่นจากข้อไผ่เพื่อสะดวกในการจับ ใช้เป็นไม้นำในการปักดำกล้า

๗. ระหัด เป็นเครื่องชักน้ำเข้านาทำด้วยไม้สักเป็นรางใช้มือหมุนหรือใช้เท้าถีบ ประกอบด้วยรางน้ำ ใบระหัด เพลาและมีอหมุนในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเครื่องสูบน้ำแทน

๘. เคียว เป็นเครื่องมือสำหรับเกี่ยวข้าว มีหลายแบบ เช่น เคียวกระสาสำหรับเกี่ยวข้าวซึ่งใช้วิธีปักดำ เคียวกระยางใช้เกี่ยวข้าวนาดำและนาหว่าน

๙. ไม้นวดข้าวหรือไม้ตีข้าว เป็นเครื่องมือสำหรับรัดฟ้อนข้าวเพื่อตีรวงข้าวที่มัดอยู่ในฟ้อนให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวง ไม้นวดข้าวเป็นไม้ ๒ ท่อน ยาว ๕๐ เซนติเมตรทำจากไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็งที่ปลายไม้ทั้ง ๒ ท่อน เจาะรูใช้เชือกร้อยเข้าด้วยกัน

๑๐. เลื่อน เป็นพาหนะที่ใช้บรรทุกฟ้อนข้าวจากแปลงนาไปยังลานนวดข้าวทำจากไม้ไผ่สีสุกเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส

๑๑. ไม้คันฉายหรือขอฉายหรือกระดองหาย เป็นเครื่องมือในการสงฟางยาวนวดข้าว ทำจากลำไม้ไผ่เล็กๆยาว ๒ เมตร ปลายมีแขนงโค้งและแข็งแรงดัดเป็นขอหรือใช้ขอเหล็กแทนก็ได้

๑๒. ลำแพนหรือวีหรือกาวี เป็นแผงสานด้วยไม้ไผ่ขนาดใหญ่คล้ายพัด ใช้พัดละอองข้าวเศษผงเศษฟางต่างๆออกจากเมล็ดข้าวเปลือก ตอนนวดข้าว

๑๓. พลั่ว เป็นเครื่องมือใช้สาดข้าวเปลือกเพื่อแยกเมล็ดข้าวลีบ เศษผง เศษฟางอื่นออกไป ทำจากไม้สักยาว ๒ เมตร หนา ๑๕ เซนติเมตร

๑๔. กะโห้ เป็นไม้สำหรับชักดึงเมล็ดข้าวเปลือกให้มากองรวม ด้ามทำจากไม้รวกยาว ๒ เมตร ตัวกะโห้เป็นแผ่นไม้กระดานยาว ๓๐ เซนติเมตร สูง ๑๕ เซนติเมตร

๑๕. สัดทาหรือทัดทา เป็นกระดานสำหรับโกยข้าวเปลือกให้มากองรวมกันเหมือนกะโห้ แต่มีขนาดใหญ่กว่า จึงต้องใช้คนชักลากไม่ต่ำกว่า 5 คน สัดทาเป็นไม้สักยาว ๑ เมตร กว้าง ๓๐ เซนติเมตร หนา ๕ เซนติเมตร

ความเชื่อในการทำนา ในตำราปลูกข้าวของโบราณได้กล่าวถึงเวลาอันเป็นมงคลในการทำนาไว้ว่าต้องดูผีเสื้อข้าวตามเดือนข้างขึ้น-แรม

ข้างขึ้นที่ดี ได้แก่ ขึ้น ๓ ค่ำ ๔ ค่ำ ๕ ค่ำ ๖ ค่ำ ๘ ค่ำ ๙ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ

ข้างแรมที่ดี ได้แก่ แรม ๑ ค่ำ ๔ ค่ำ ๕ ค่ำ ๘ ค่ำ ๙ ค่ำ ๑๒ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ

ส่วนคนเกิดปีใดควรแรกนาวันใด ตำรากล่าวว่า

 ปีชวด, มะแม, ระกา    ให้แรกนาวันพฤหัสบดี

ปีฉลู, มะเมีย, วอ        ให้แรกนาวันพุธ

ปีขาล                       ให้แรกนาวันศุกร์

ปีเถาะ, จอ                 ให้แรกนาวันจันทร์

ปีมะโรง, กุน               ให้แรกนาวันอาทิตย์

ปีมะเส็ง                     ให้แรกนาวันอังคาร

วันที่เหมาะแก่การทำกิจกรรมต่างๆ

วันอาทิตย์, อังคาร         ให้แรกไถนาจะดี

วันศุกร์                        ให้แรกนาหว่านข้าว

วันจันทร์, พุธ                ให้เกี่ยวข้าว, ทำขวัญข้าว,ทำร้านข้าว, ทำโรงข้าว

วันพฤหัสบดี                 ให้เข้าหัวผาล หัวขวาน หัวจอบ

วันเสาร์                        ให้เอาข้าวขึ้นยุ้ง

วันจันทร์, เสาร์               ตัดไม้ดี

วันพุธ                          ทำคราด

วันศุกร์                         แรกเข้าคันไถ

วันจันทร์                       เข้าคันคราด

วันจันทร์, พุธ, พฤหัสบดี ให้ถากลาน

เอกสารอ้างอิง

พิชิตปรีชากร, กรมหลวง "เรื่องทำนา" ในลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : สำนักพิม์บรรณาคาร, ๒๕๑๕.

ตำราปลูกข้าวของโบราณ. (เอกสารอัดสำเนา) มปท., มปป. สนม ครุฑเมือง, สารานุกรมของใช้พื้นบ้านไทยในอดีต, กรุงเทพฯ : บริษัทต้นอ้อ, ๒๕๓๔.

เสฐียรโกเศศ. ชีวิตชาวนา, สำนักพิมพ์แม่คำผาง, ๒๕๓๑.

สุกัญญา ภัทราชัย เรียบเรียง


เจ้านายทำนาที่ทุ่งพญาไท สมัยรัชกาลที่ ๕ (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 



ชาวนาในอดีต (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 



ในที่ดอนนิยมใช้โคคู่ไถนา

 



ถอนกล้าเพื่อนำไปปักดำ

 



การดำนาเป็นหน้าที่ของหญิง

 



ส่วนประกอบของไถ

 



เฉลว สัญลักษณ์ของการเริ่มแรกดำนา

 



ใช้ควายลากเลื่อนบรรทุกข้าวในลานนวดข้าว (ภาพจากอดีต)

 



ไถนา

 



คันไถ

 



กระบุงใช่ใส่ข้าว

 



คอม ใช้วางพาดคอควายหรือวัว

 



กระบุงปากบาน

 



ไม้คันหลาว

 



ไม้ส้อมขาวหรือหัวตะโหงก

 



ขอฉายหรือกระดองทาย ไม้ส้อม ไม้คันหลาว

 



สัดทาและพลั่ว