ถลาง, กลอนเพลงยาวนิราศ
กลอนเพลงยาวนิราศถลาง เป็นบทประพันธ์ของหมื่นพรหมสมพัดสร (มี) วัตถุประสงค์เพื่อพรรณนาเหตุการณ์ในการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเมืองถลาง เวลาที่แต่งไม่ปรากฏ
นิราศกลางเริ่มด้วยการลานาง ลาเมือง ลาพระมหากษัตริย์ แล้วออกเดินทางโดยเรือในวันพฤหัสบดียามรุ่งเช้าจากนั้นก็เริ่มบทนิราศมาตลอดระยะทาง กวีมักจะคร่ำครวญแสดงความอาลัยในการต้องจากนางอันเป็นที่รัก โดยเทียบกับสถานที่แต่ละแห่งที่ผ่านตามทางอยู่ตลอดเวลา
เริ่มจากท่าวัดโพธิ์ ผ่านตลาดน้ำระกำหวาน สามปลื้มสำเพ็ง คอกควาย สำเหร่ ดาวคะนอง วัดราชบูรณะ บางผึ้งบางขมิ้น บางยอ ช่องนนทรี ศาลเจ้าพระประแดง พระโขนง สำโรง นครเขื่อนขันธ์ บางหัวเสือ เมืองสมุทรปราการ อ่าวอกเต่า เกาะสีชัง บ้านแหลม บางแก้ว โตนดหลวง สามร้อยยอด ภูเขามองไล่ ชมปลาต่างๆ เช่น ฉนาก ตะเพียนทอง ปลาวาฬ ราหู ฉลาม โลมา จากนั้นก็ชมเกาะและสถานที่ ตำบลต่างๆ ต่อไปคือ เกาะเศียรปลาวาฬ เกาะแม่รำพึง บางสะพาน เมืองรมวารี บางสน ช่วงนี้กวีอธิษฐานขอให้นางเมขลาซึ่งเป็นเทวดารักษามหาสมุทรช่วยนำความคิดถึงไปบอกนางผู้เป็นที่รักด้วย จากนั้นกวีก็เดินทางต่อไป ผ่านปากน้ำเมืองชุมพร หลังสวน ไชยา จากนั้นก็เข้าไปทางแม่น้ำผ่านบ้านดอน เลยไปได้สี่ห้าคุ้งก็นำเรือเข้าจอดท่า เปลี่ยนเป็นเรือเล็กเดินทางต่อไป ผ่านท่าข้าม พบสัตว์ต่างๆ เช่น จระเข้ ลิง ผ่านบางงอน วัดถ้ำ วัดฆ้อง บ้านพระแสง ขึ้นฝั่งที่ปากพนม ต้องเช่าช้างเข้าป่าต่อไปอีกในการเดินทางทางบกเป็นช้างสิบห้าเชือกค่าเช่าสิบเก้าตำลึง ระหว่างทางกวีชมความงามของป่าและสัตว์ป่าต่างๆ เทียบกับอารมณ์ความรู้สึกรักอาลัยในตัวนางที่รักอยู่ตลอดเวลา เช่น กล่าวถึงด้นรัง ประยงค์บุนนาก พยอม มะปราง ปริง ประดู่ นกเปล้า นกแอบนกจากพราก นกเขาไฟ ชะนี เรไร จักจั่น จากนั้นก็เดินทางผ่านทุ่งคาเนียง เดินทางได้สามวันก็เข้าเมืองถลาง ผ่านเขานางหงส์ พักอยู่ที่วัดร้างริมฝั่งน้ำเป็นเวลาหลายเดือน ชมเมืองชมตลาด จากนั้นก็เดินทางไปนมัสการรอยพระบาท ต้องไปทางทิศตะวันตก ผ่านป่าเขาหนองห้วย บรรยายถึงต้นไม้ และสัตว์ป่าต่างๆ เช่น ปลา จระเข้ เหรา ปลาวาฬ งู กุ้ง กัง หอยเบี้ยสีต่างๆ ป่าเตย ป่าสน ต้นพิกุลแก้ว เกด กุ่ม ชุมแสง จวงแจง ไม้กฤษณา ปริง ประยงค์ ประดู่ กระดังงา ว่านกระสือนกกระดั้ว นกกระเด็น นกกระสา นกเค้าแมว นกโนรี นกยูง กระต่าย หมี หมาใน วัวป่า แล้วก็มาถึงพระพุทธบาท ประดิษฐาน "ที่กลางหาดเนินทรายชายสิงขร" พรรณนาถึงรอยมงคลร้อยแปด มีการสมโภชพระบาทด้วยการรำเต้น พิณพาทย์บรรเลงจากปาก ตีกรับขับเสภา จากนั้นก็นอนค้างอยู่ที่พระบาทเป็นเวลาหลายวัน แต่ละวันบางคนก็เที่ยวไปเก็บว่านยาศักดิ์สิทธิ์ หาแร่ศักดิ์สิทธิ์ตามลายแทง หรือเล่นน้ำ เมื่อนมัสการพระบาทเสร็จแล้วก็กลับ ตอนท้ายของนิราศถลางลงไว้ว่า
"ฉันเป็นศิษย์สุนทรยังอ่อนศักดิ์
พิไรรักมิ่งมิตรกนิษฐา
ประโลมโลกโศกศัลย์พรรณนา
ยุติกาจบกันเท่านั้นเอย"
(หน้า ๓๖๖)
ลักษณะเด่นของนิราศถลางของหมื่นพรหมสมพัตสรอยู่ที่การพรรณนาความอาลัยในแต่ละช่วงใช้คำง่ายแต่กินความลึกซึ้ง บางตอนก็เล่นเสียงเล่นคำ ชวนให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์เศร้าโศกไปกับกวีด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อกวีผ่านเกาะมองไล่
"โอ้มองไล่ไล่โศกเราเสียบ้าง
ให้เสื่อมส่างโศกาน้ำตาไหล
มาเถิดมามาไล่เสียให้ไกล
เรียกเท่าไรเกาะก็นิ่งพี่ยิ่งตรอม
พี่ยิ่งตรึกนึกถึงคะนึงนาฏ
คะนึงนุชสุดสวาทจนซูบผอม
จนซูบผิดรูปร่างหมองหมางมอม
ให้หมองมัวมืดพร้อมทั้งอกใจ"
(หน้า ๓๔๕)
ความงามในนิราศถลางอีกประการหนึ่งอยู่ที่การเล่นคำพ้อง โดยใช้ชื่อสถานที่ ต้นไม้ สัตว์ต่างๆ พ้องกับคำแสดงความรู้สึกคิดถึง อาลัยอาวรณ์ในนางผู้เป็นที่รักของกวี เช่น
"สามร้อยยอดยอดอะไรไม่ประจักษ์
หรือยอดรักเรียมอยู่บนภูเขา
มองเขม้นก็ไม่เห็นยอดรักเรา
เห็นภูเขายอดเยี่ยมเทียมอัมพร"
(หน้า ๓๔๔)
"พี่แลเห็นกอจากสองฟากน้ำ
ยิ่งโศกซ้ำเสียใจอาลัยหวน
ด้วยจากชมจากชิดสนิทนวล
มาจวนจวนจากกอระย่อใจ
โอ้ต้นจากคนตัดแล้วลัดยอด
เป็นทางทอดอยู่กับท่าชลาไหล
ไม่จากที่เหมือนหนึ่งเราที่เศร้าใจ
เราจากไกลนุชนางมาค้างแรม"
(หน้า ๓๕๑)
ในบางช่วงกวีจะนำเหตุการณ์ที่พบเห็นมาเขียนเป็นเชิงให้ข้อคิดเดือนใจแก่ผู้อ่าน เช่น ตอนที่กวีเห็นสัตว์ที่ถูกล่าเพื่อมาทำเป็นอาหาร ได้แสดงความคิดเป็นเชิงปรัชญาว่า
"โอ้สัตว์ป่าน่าที่จะหนีพ้น
ยังให้คนกินได้น่าใจหาย
จะว่าไปใครเลยจะพ้นตาย
อันร่างกายเกิดมาย่อมสาธารณ์
ประเดี๋ยวสัตว์กินคนคนกินสัตว์
ช่างเปลี่ยนผลัดกันกินทุกถิ่นฐาน
ถึงเรื่งอิทธิฤทธิ์เวทวิเศษฌาน
ไม่แก่นสารคงตายทำลายไป"
(หน้า ๓๕๖)
สภาพของป่าที่กวีเดินทางผ่านยังมีความสมบูรณ์อยู่มากเมื่อเทียบกับปัจจุบัน เช่น
"ได้วันครึ่งมาถึงบ้านพระแสง
เป็นเขตแขวงบ้านป่าพนาสีห์
เขาว่าเสือชุมนักมักราวี
ดูสองฟากนที่เป็นป่าดอน"
(หน้า ๓๕๓)
"เห็นศาลเจ้าเขาสร้างไว้ข้างขวา
หัวกุมภาพิงถวายไว้หลายหัว
จระเข้เป็นเห็นว่ายอยู่หลายตัว
แลดูทั่วท่าข้ามก็คร้ามจริง"
(หน้า ๓๕๒)
ลักษณะที่น่าศึกษาอีกประการหนึ่งได้แก่ การศึกษาสภาพท้องถิ่นผ่านสายตาของกวี ดังที่กวีได้เล่าให้เห็นสภาพสังคม ผู้คน และภาษาท้องถิ่นของประชาชนเมืองถลางไว้อย่างน่าสนใจว่า
"ตลาดบกนั่งเบียดกันเสียดแทรก
ดีบุกแลกเงินเหรียญเที่ยวเวียนขาย
พวกไทยเจ๊กแขกชวาขายผ้าลาย
มาตั้งขายเรียงพับสลับกัน
บ้างขายแสแพรสีมีต่างด่าง
ชาวถลางนุ่งห่มดูคมสัน
เห็นสาวสาวรูปร่างสำอางครัน
พี่หวั่นหวั่นหวาดหวาดไม่อาจดู
........................................
........................................
พูดเป็นเสียงชาวนอกไม่ออกอรรถ
ฟังไม่ชัดเจนแจ้งทุกแห่งหน
พี่พาชายชาวในออกไปปน
ที่ลางคนชอบจิตพูดติดพัน
ชาวถลางช่างฉอเลาะจนเพราะหู
ได้เป็นคู่เชยชมภิรมย์ขวัญ
ผู้หญิงเกี้ยวผู้ชายก็ตายมัน
หลงอยู่นั่นมากมายชายชาวใน
(หน้า ๓๖๑)
นิราศถลางดังกล่าวมาจึงมิได้ให้แต่รสแห่งความโศกเศร้าเนื่องจากการจากพรากแต่ประการเดียว แต่ให้ความรู้ในด้านภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อมในอดีต และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับท้องถิ่นเมืองถลางในสมัยก่อนได้อย่างน่าสนใจและน่าติดตามอ่านเป็นอย่างยิ่ง
เรียบเรียงจาก มรกต (นามแฝง) นิราศของสุนทรภู่ กรุงเทพฯ :ศิลปาบรรณาคาร, ๒๕๒๗.
มนต์จันทร์ อินทรจันทร์ เรียบเรียง