ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ตัวอักษรในภาคกลาง

ภาค : กลาง

ตัวอักษรในภาคกลาง

รูปอักษรที่พบในภาคกลาง ในที่นี้หมายถึงลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏอยู่ในเอกสารโบราณประเภทต่างๆ ได้แก่ จารึกคัมภีร์ใบลาน และหนังสือสมุดไทย ซึ่งคนในอดีตบันทึกจดจารึกไว้ด้วยรูปอักษรและภาษาแต่เก่าก่อน อักษรและภาษาเหล่านั้นจัดเป็นสิ่งสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงลักษณะประจำชาติ แสดงให้รู้ถึงอารยธรรมความเจริญและอิสรภาพทางวัฒนธรรม ที่มีความยืนยาวต่อเนื่องมาจากอดีตถึงปัจจุบันและยังเป็นข้อมูลบ่งบอกให้รู้ถึงความเคลื่อนไหวรวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตระหว่างกลุ่มชนชาติเดียวกันและชาติอื่น ๆที่มีสัมพันธภาพต่อกัน

เอกสารโบราณซึ่งบันทึกรูปอักษรต่างยุคสมัยเหล่านั้นเป็นเอกสารปฐมภูมิที่บันทึกผลงานทางภูมิปัญญาของบรรพชนแสดงถึงอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษที่สามารถสร้างสิ่งอันเป็นมรดกวัฒนธรรม นับแต่อุปกรณ์ที่ใช้บันทึกลายลักษณ์อักษรก็มีลักษณะแตกต่างกันไปตามประเภทของเอกสารโบราณ รูปอักษรและภาษาที่ใช้บันทึกก็เป็นอักษรภาษารุ่นเก่าตั้งแต่ก่อนการก่อตั้งอาณาจักรไทย ซึ่งมีหลักฐานทั้งในทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ปรากฏให้เห็นชัดเจนว่า ก่อนที่คนไทยจะก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยขึ้นในแถบลุ่มแม่น้ำยมนั้นยังไม่มีอักษรไทยปรากฏใช้ในที่ใดเลย แต่เนื่องจากในแผ่นดินแห่งพระราชอาณาจักรไทยปัจจุบัน ได้มีการค้นพบโบราณวัตถุ โบราณสถานศิลปวัตถุ และจารึก ที่แสดงถึงขอบเขตแห่งระยะเวลาของความเจริญความเสื่อมแห่งอารยธรรม ย้อนหลังขึ้นไปจากปีที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์ลายสื่อไทยขึ้นนานมากกว่า ๖ ศตวรรษ ถ้าจัดกลุ่มตามพุทธศิลปะในประเทศไทยช่วงเวลาดังกล่าว ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุลกล่าวไว้ในหนังสือศิลปะในประเทศไทย ได้แก่ สมัยทวารวดีประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ สมัยศรีวิชัย ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ สมัยลพบุรี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ สมัยเชียงแสน ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๒๓ และสมัยสุโขทัย ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ 

ตามหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์รับรองว่าอารยธรรมสมัยทวารวดีที่ปรากฏขึ้นในประเทศไทยระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ นั้น เบื้องแรกได้รับอิทธิพลจากประเทศอินเดีย รวมทั้งรูปอักษรก็ได้รับอิทธิพลจากรูปอักษรในสมัยราชวงศ์ปัลลวะแห่งประเทศอินเดียตอนใต้เช่นเดียวกันในภาคกลางของประเทศไทยปรากฏหลักฐานรูปอักษรปัลลวะที่กล่าวถึงนั้นจำนวนมาก เช่น จารึกฐานรองพระธรรมจักรพบที่จังหวัดนครปฐม จารึกเขารัง พบที่อำเภออรัญประเทศจังหวัดสระแก้ว จารึกเมืองศรีเทพ พบที่อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น กลุ่มจารึกเหล่านั้นมีอายุอยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ใช้รูปอักษรปัลลวะ ซึ่งเป็นรูปอักษรแบบแรกที่ปรากฏขึ้นในภาคกลาง

เมื่อรูปอักษรปัลลวะปรากฏขึ้นแล้ว ได้ใช้สืบต่อมาในพื้นที่ภาคต่างๆ ของประเทศไทย ได้แก่ ภาคกลาง ภาคใต้และเข้าไปถึงภาคอีสานด้วย จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ลักษณะรูปอักษรเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมตามลำดับโดยเป็นไปอย่างเชื่องช้าเฉพาะอักษรบางตัว และมีอักษรอีกบางตัวไม่เปลี่ยนแปลง ลักษณะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมแตกต่างกันไปตามสภาพของสังคมท้องถิ่น ทั้งนี้เพราะลักษณะความเป็นพื้นบ้านของแต่ละภูมิภาคไม่เหมือนกัน ทำให้ลักษณะของรูปอักษรแปลกไปจากกันทั้งๆ ที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ทำให้เกิดรูปแบบอักษรอย่างใหม่ขึ้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ รูปอักษรที่เปลี่ยนไปนั้นมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ชัดเจนขึ้น และยังนิยมใช้กันแพร่หลายในบริเวณภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นบริเวณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ปกครองภายใต้อิทธิพลอาณาจักรกัมพูชา โดยกำหนดใช้ชื่อรูปอักษรนั้นว่า อักษรขอมโบราณ

ถ้าอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์เป็นแนวพิจารณา จะเห็นได้ว่าระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๙ ร่องรอยศิลปกรรมทางสถาปัตยกรรมและประติมากรรมได้เปลี่ยนจากสมัยทวารวดีไปเป็นสมัยลพบุรีแล้ว รวมทั้งรูปแบบอักษรขอมโบราณก็ได้พัฒนาและวิวัฒนาการไปเป็นอักษรอย่างใหม่เรียกว่า อักษรขอม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันเช่นนี้นับว่าเป็นหลักฐานซึ่งรับรองกันได้อย่างเหมาะสมที่สุดดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าอักษรขอมเป็นรูปอักษรแบบที่ ๓ ซึ่งปรากฏใช้ในภาคกลาง และใช้อยู่ตลอดสมัยลพบุรีนานถึง ๕ ศตวรรษเศษ ฉะนั้นจึงเป็นธรรมดาที่รูปอักษรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปสัณฐานไปตามระบบวิวัฒนาการ แต่ยังคงใช้ชื่อว่า รูปอักษรขอม เช่นเดิม

ส่วนบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยปัจจุบัน แหล่งพักอารยธรรมที่สำคัญอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำปิง จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกและคัมภีร์ตำนานทางพระพุทธศาสนาบอกไว้ชัดเจนว่า ในช่วงเวลาระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ มีอาณาจักรใหญ่ครอบครองดินแดนแถบนี้คือ อาณาจักรหริภุญชัยศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน อาณาจักรหริภุญชัยแม้จะไม่ได้รับอิทธิพลรูปอักษรปัลลวะโดยตรง แต่ก็ได้รับอารยธรรมการใช้รูปอักษรที่วิวัฒนาการมาจากรูปอักษรปัลลวะ จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ จึงได้ปรากฏรูปอักษรแบบใหม่ขึ้น เรียกว่า "อักษรมอญโบราณ" ปรากฏหลักฐานในกลุ่มจารึก พบที่จังหวัดลำพูน เช่น จารึกวัดแสนข้าวห่อ จารึกวัดบ้านหลวย เป็นต้น 

ตามหลักฐานข้างต้นจะเห็นได้ว่า ย้อนหลังขึ้นไปในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ระหว่างนั้นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและสุ่มแม่น้ำยมใช้อักษรขอมบันทึกเรื่องราวต่างๆ ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรกัมพูชาเหนือขึ้นไปแถบลุ่มแม่น้ำปิงเคยมีกลุ่มชนใช้อักษรมอญโบราณภายใต้อิทธิพลอาณาจักรหริภุญชัย เมื่อพ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้นนั้น ก็น่าจะได้แนวความคิดมาจากรูปแบบอักษรทั้ง ๒ แบบที่กล่าวถึงคือ อักษรขอมและอักษรมอญซึ่งเป็นรูปอักษรที่มีใช้อยู่แต่เดิมนั่นเอง 

รูปอักษรแบบแรกของไทยคือลายสือไทย พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์ขึ้นในปีพุทธศักราช ๑๘๒๖ ลักษณะรูปสัณฐานของเส้นอักษรและอักขรวิธีที่ใช้เป็นเอกลักษณ์มีปรากฏเฉพาะในจารึกพ่อขุนรามคำแหง ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันเป็นอัจฉริยะที่สูงส่งล้ำเลิศยิ่งของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในการที่พระองค์ได้ทรงศึกษาค้นคว้าด้วยพระวิริยะอุตสาหะ กอปรด้วยพระปรีชาญาณอันลึกซึ้งกว้างไกล ในการที่จะทรงวินิจฉัยปรุงแต่งรูปแบบอักษรให้มีลักษณะบ่งบอกความเป็นไทยอย่างแท้จริงเป็นศรีสง่าแก่ประเทศชาติ เป็นแบบอย่างให้คนในชาติได้เรียนรู้ ศึกษาและใช้สืบทอดต่อไป 

อนึ่ง การที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์ลายสือไทย (อักษรไทย) ขึ้น น่าจะมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างสิ่งอันเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นเอกราชของคนไทยให้เห็นเด่นชัด โดยให้มีลักษณะแตกต่างไปจากรูปอักษรขอมและอักษรมอญซึ่งมีใช้อยู่แต่เดิมในภูมิภาคนั้น ทั้งยังต้องสามารถใช้ประโยชน์ในการเขียนได้ครบถ้วนตามเสียงและคำศัพท์เพื่อการอ่านได้ถูกต้อง สื่อความหมายได้ชัดเจนกับภาษาไทย และให้มีลักษณะที่เป็นแบบฉบับในการอบรมสั่งสอนอนุชนให้รู้จักใช้บันทึกเรื่องราวด้วยลายสือไทย (อักษรไทย) ตลอดไป ด้วยเหตุนี้พ่อขุนรามคำแหงมหาราชจึงได้ทรงกำหนดให้ลายสือไทยที่ทรงประดิษฐ์ขึ้นมีวิธีการเขียนแบบพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์อยู่ในบรรทัดเดียวกัน มีลักษณะเป็นอักษรตัวตรง คือ เส้นอักษรที่ลากขึ้นลงเป็นเส้นตรง ส่วนเส้นที่ลากขวางโค้งมนเล็กน้อย รูปอักษรจึงอยู่ในทรงสี่เหลี่ยมหรืออาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า "อักษรตัวเหลี่ยม" 

ในการเขียนลายสื่อไทย พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงกำหนดวิธีเขียนอักษรแต่ละตัวเริ่มต้นลากเส้นจากหัวอักษรให้เป็นเส้นโค้งงอเหมือนขอเบ็ดก่อน แล้วลากเส้นต่อเนื่องกันไปจนจบตัวอักษรโดยไม่ต้องยกเครื่องมือเขียนขึ้น แล้วโค้งปลายเส้นอักษรเล็กน้อยด้วย การเขียนอักษรแบบนี้จะแตกต่างกับการเขียนรูปอักษรขอมและอักษรมอญที่มีอยู่เดิม ซึ่งต้องยกเครื่องมือเขียนขึ้นหนึ่งถึงสองหรือสามครั้งจึงจะเขียนรูปอักษรได้จบตัว ส่วนอักขรวิธีที่ใช้ นอกจากจะเป็นอักขรวิธีไทยโดยเฉพาะแล้ว ยังกำหนดให้วางรูปสระเรียงอยู่ในบรรทัดเดียวกับรูปพยัญชนะโดยวางสระ-ะ และ -า ไว้หลังพยัญชนะ -ิ-ี-ึ-ื-ุ-ูเ-แ-ใ-ไ-โ- ไว้ข้างหน้าพยัญชนะ โดยให้ส่วนของเส้นสระกับพยัญชนะตัวที่ใช้สะกดเป็นคำเดียวกันนั้นเขียนชิดกันเพื่อเป็นที่สังเกตด้วย นอกจากนั้นพ่อขุนรามคำแหงมหาราชยังได้ทรงกำหนดเครื่องหมายวรรณยุกต์ขึ้นใช้ประกอบการเขียนคือ วรรณยุกต์เอกและโท โดยกำหนดให้วางเครื่องหมายวรรณยุกต์และนิคหิตไว้เหนือรูปอักษร วรรณยุกต์ที่กำหนดรูปขึ้นนี้ใช้กำกับกับเสียงให้เป็นไปตามรูปคำศัพท์ในภาษาไทยเพื่อการออกเสียงครบถ้วนตามเสียงในภาษาไทย

ลายสือไทย หรือรูปอักษรไทยแบบที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงคิดประดิษฐ์ขึ้น ได้พบหลักฐานในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง (จารึกหลักที่ ๑) จารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๘๓๕ เพียงหลักเดียว ส่วนจารึกหลักอื่นๆ ที่สร้างในสมัยหลังต่อมา แม้จารึกขึ้นในสมัยสุโขทัยเช่นเดียวกัน แต่รูปแบบอักษรและอักขรวิธีที่ใช้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาณาจักรสุโขทัยเมื่อก่อตั้งขึ้นแล้วก็ได้เจริญขึ้นและรุ่งเรืองสืบมาตลอดศตวรรษเศษๆ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๐ รูปอักษรไทยที่ใช้อยู่ในอาณาจักรสุโขทัยหรือที่เรียกว่า อักษรไทยสุโขทัยนั้นได้เข้าไปปรากฏในอาณาจักรล้านนา การได้พบจารึกวัดพระยืนที่จังหวัดลำพูนนับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันได้ว่า กลุ่มชนคนไทยแถบลุ่มแม่น้ำปิงใช้อักษรไทยสุโขทัยในระหว่างปีพุทธศักราช ๑๙๑๓ ฉะนั้นอักษรไทยสุโขทัยในจารึกวัดพระยืนจึงน่าจะเป็นรูปอักษรไทยแบบแรกที่พบในอาณาจักรล้านนา

อย่างไรก็ดี รูปอักษรที่ใช้อยู่ในอาณาจักรสุโขทัยมิได้มีเฉพาะอักษรไทยเท่านั้น ยังมีการใช้อักษรขอมซึ่งคนไทยในยุคสมัยนั้นยอมรับว่าเป็นรูปอักษรของไทยอีกแบบหนึ่งที่ใช้เขียนได้กับภาษาบาลี กับทั้งยังดัดแปลงมาใช้เขียนภาษาไทยตามแบบอย่างอักขรวิธีไทยด้วย อีกประการหนึ่ง รูปแบบอักษรขอมที่ใช้ในยุคนั้น ยังจัดเป็นรูปอักษรที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองซึ่งแตกต่างไปจากรูปแบบอักษรขอมร่วมสมัยที่ใช้อยู่ในอาณาจักรกัมพูชา ด้วยเหตุนี้รูปอักษรขอมที่ใช้อยู่ในอาณาจักรสุโขทัยช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ นั้น จึงได้กำหนดเป็น รูปอักษรขอมสุโขทัย นับเป็นรูปอักษรอีกแบบหนึ่งที่คนไทยในอาณาจักรสุโขทัยใช้ควบคู่กันไปกับอักษรไทยสุโขทัย และในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ นี้ ก็ยังปรากฏหลักฐานการใช้รูปแบบอักษรธรรมล้านนาในอาณาจักรสุโขทัยอีกด้วย

อักษรธรรมล้านนาที่พบในอาณาจักรสุโขทัยปรากฏอยู่ ในจารึกลานทองสมเด็จพระมหาเถรจุฑามุณี จารึกขึ้นในปีพ.ศ.๑๙๑๙ จารึกชิ้นนี้นอกจากจะเป็นหลักฐานบ่งบอกความสัมพันธ์ของอาณาจักรสุโขทัยกับอาณาจักรล้านนาแล้ว ยังทำให้ได้ทราบว่าในระหว่างต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ นั้น รูปอักษรธรรมล้านนามีใช้อยู่แล้วในอาณาจักรล้านนา และยังได้นำมาใช้กับภาษาบาลีแทนอักษรขอมในอาณาจักรสุโขทัยด้วย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอักขรวิธีของอักษรธรรมล้านนามีรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับใช้กับภาษาบาลีมากกว่าอักษรไทย หรืออาจมีเจตนาเพื่อการหลีกเลี่ยงที่จะใช้อักษรขอม จึงนำอักษรธรรมล้านนามาใช้แทนนั่นเอง

ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ประวัติศาสตร์ระบุไว้ชัดเจนว่า อาณาจักรสุโขทัยมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรศรี-อยุธยาอย่างมีชั้นเชิงในทางได้เปรียบเสียเปรียบกันด้านการเมืองและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอารยธรรมการใช้รูปอักษรต้องยกให้อาณาจักรสุโขทัยเป็นผู้นำ พิจารณาจากการปรากฏรูปอักษรไทยในจารึกแผ่นดีบุก พบในห้องกรุองค์พระปรางค์วัดมหาธาตุจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จารึกขึ้นระหว่าง พ.ศ.๑๙๑๒-๑๙๑๓ เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเป็นรูปอักษรที่ได้รับอิทธิพลมาจากอักษรไทยสุโขทัย และยังเป็นต้นแบบของรูปอักษรไทยอยุธยาในสมัยต่อมาด้วย

ส่วนอักษรขอมสุโขทัยก็ได้ให้อิทธิพลแก่อาณาจักรศรีอยุธยาเช่นเดียวกัน ปรากฏหลักฐานในจารึกแผ่นทองคำและแผ่นเงิน พบที่วัดส่องคบ จังหวัดชัยนาท และในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ กับวัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นกลุ่มจารึกใช้ อักษรขอมอยุธยา รุ่นแรก สร้างขึ้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๐ อย่างไรก็ดี การใช้อักษรขอมบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ด้วยภาษาบาลีและภาษาไทยก็ยังปรากฏสืบมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ซึ่งระหว่างนั้นยังไม่พบหลักฐานการใช้อักษรไทยเขียนภาษาบาลีจนตลอดสมัยอยุธยา

รูปอักษรในสมัยอยุธยาเปลี่ยนแปลงลักษณะเส้นอักษรไปรวดเร็วมาก ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากในสมัยอยุธยาไม่นิยมจารึกอักษรบนแผ่นศิลาซึ่งเป็นวัตถุธรรมชาติที่แข็งหนาและหนักมากโดยได้เปลี่ยนไปนิยมใช้วัตถุแผ่นบาง มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาเช่น แผ่นดีบุก แผ่นทองและเงิน เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงวัสดุรองรับการเขียน รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้เขียนรูปอักษรเป็นปัจจัยสำคัญทำให้รูปสัณฐานของเส้นอักษรเปลี่ยนแปลงไปตามวัสดุที่ใช้อีกด้วย การเขียนอักษรด้วยวัสดุดังกล่าวสามารถประดิษฐ์หรือดัดแปลงรูปอักษรได้หลายวิธี คือ การเขียนอักษรตัวบรรจง เป็นลักษณะรูปอักษรที่เขียนเพื่อรักษาแบบฉบับ การเขียนอักษรตัวหวัด เป็นลักษณะรูปอักษรที่เขียนให้เร็ว การเขียนอักษรตัวย่อหรือตัวประดิษฐ์ เป็นลักษณะที่เขียนให้งดงามเป็นลวดลายเพื่ออวดฝีมือ

หลักฐานรูปอักษรไทยสมัยอยุธยาพบจำนวนน้อยมากแต่โชคดีที่ยังได้ตัวอย่างเอกสารซึ่งชาวต่างประเทศเก็บรวบรวมไว้ ที่สำคัญและน่าจะได้กล่าวถึงในที่นี้คือ หนังสือออกพระจอมเมืองศรีราชโกษา กรมการเมืองตะนาวศรีอนุญาตให้พ่อค้าเดนมาร์กเข้ามาค้าขายยังประเทศไทย เมื่อวัน ๒ ฯ ๑ ค่ำ ปีระกา ตรีศก จ.ศ.๙๘๓ (ตรงกับวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๑๖๔) เอกสารชิ้นนี้เป็นหลักฐานการปรากฏรูปอักษรไทยเขียนบนแผ่นกระดาษเป็นครั้งแรก ลักษณะรูปอักษรเอียงไปทางขวาเล็กน้อยประมาณ ๗๐-๖๐ องศา ลักษณะเช่นนี้ต่างไปจากแบบเดิมซึ่งเป็นอักษรตัวตรง เส้นที่ลากขวางเคยเขียนเป็นเส้นโค้งมนเล็กน้อยก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นเส้นหักมุมลักษณะคล้ายจั่วลักษณะดังกล่าวเป็นต้นแบบของรูปอักษรในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่งนิยมเขียนรูปอักษรเอียงไปทางขวามากยิ่งขึ้นประมาณ ๔๐-๕๐ องศา ตัวอย่างเช่น หนังสือออกพระวิสุทสุนธร พ.ศ.๒๒๓๑ จำนวน ๒ ฉบับ เป็นหนังสือเขียนบนกระดาษ ฉบับที่อย่างอักษรตัวบรรจง รูปอักษรแบบนี้ปัจจุบันนิยมเรียกว่าอักษรไทยย่อ ส่วนฉบับที่ ๒ เป็นรูปอักษรที่เขียนอย่างเร็วแบบตัวหวัด ความแตกต่างของรูปอักษรในหนังสือทั้ง ๒ ฉบับทำให้ทราบว่ารูปอักษรไทยที่ใช้อยู่ในกรุงศรีอยุธยาช่วงพุทธ-ศตวรรษที่ ๒๓ นั้นมีไม่น้อยกว่า ๒ รูปแบบอักษรลักษณะรูปอักษรสวยงามเป็นระเบียบ

อย่างไรก็ดี ช่วงปลายสมัยอยุธยาถึงต้นสมัยรัตนโกสินทร์หรือระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๔ รูปอักษรจะปรากฏอยู่ในเอกสารโบราณประเภทคัมภีร์ใบลานและหนังสือสมุดไทยเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะของรูปอักษรที่ปรากฏคลี่คลายรูปแบบมาจากรูปอักษรสมัยอยุธยาตอนต้น โดยเฉพาะอักษรไทยมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ ส่วนปลายเส้นอักษรจะลากให้ยาวเลยขึ้นไปสูงกว่าหัวอักษร ขณะเดียวกันก็ยังคงเขียนเส้นตัวอักษรเอียงไปทางขวา และเส้นที่ลากขวางเป็นเส้นโค้งหักมุมแหลมชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี ความนิยมในการลากปลายเส้นอักษรให้ยาวเลยหัวอักษรขึ้นไปปรากฏใช้อยู่ไม่นาน ต่อจากนั้นเส้นดังกล่าวก็สั้นลงเสมอเส้นหัวอักษร ขณะเดียวกันเส้นตัวอักษรก็เริ่มตั้งตรงขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างเอกสารประเภทจดหมายเหตุกรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่างพุทธศักราช ๒๓๖๙-๒๔๕๐ 

ตามที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้นแล้วว่า ภาคกลางของประเทศไทยเป็นแหล่งรวมอารยธรรมของชาติโดยเฉพาะในช่วงต้น สมัยรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นยุคแรกตั้งบ้านสร้างเมือง มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มชน การโยกย้ายถิ่นของประชากรจากทิศทางพยัญชนะ ตัวเลขตัวอักษรแบบอาลักษณ์ เป็นอักษรไทยแบบมาตรฐานใช้เขียนเอกสารทางราชการต่าง ๆ จำนวนมากเกือบทุกพื้นที่ และก็เป็นธรรมดาที่กลุ่มชนเหล่านั้นจะต้องนำสิ่งต่างๆ อันเป็นของท้องถิ่นเดิมติดตัวมาด้วยถึงแม้ว่าจะสร้างขึ้นในที่ใหม่ก็ยังคงรักษาลักษณะดั้งเดิมไว้เช่น นามสถานที่ ขนบธรรมเนียมประเพณี รวมทั้งอักษรภาษาก็เช่นเดียวกัน มีตัวอย่างปรากฏให้เห็น เช่น พื้นที่ในแถบจังหวัดนครนายกช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นป่า ไม่มีชุมชนอาศัยอยู่ สมัยนั้นส่วนราชการบ้านเมืองได้กำหนดให้ชาวลาวเมืองโคราช ลาวพวน และมอญเป็นต้น อพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยสร้างเป็นหมู่บ้านนานวันเข้าก็ได้ขยายออกเป็นชุมชนขนาดใหญ่ตั้งเป็นเมืองขึ้นชื่อตำบล หรือหมู่บ้าน และแม้แต่ขนบธรรมเนียมประเพณี ชาวบ้านก็ยังคงเรียกขานและเชื่อถือปฏิบัติตามแบบเดิมอยู่ตัวอย่างเช่น ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายกเดิมชื่อตำบลบ้านใหญ่ลาว ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อว่าตำบลบ้านใหญ่ ชาวบ้านในเขตนี้ยังนับถือประเพณีการทำบุญข้าวจ ถึงเทศกาลเทศน์มหาชาติยังคงมีการเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสนเช่นเดียวกับประเพณีที่ปฏิบัติกันอยู่ในภาคอีสานและยังมีวัดนามอญ ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดนาบุญ" เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๐ นี้เอง ชาวบ้านรอบๆ วัดยังถือประเพณีผลัดเปลี่ยนกันจัดอาหารถวายพระมื้อเพลทุกวัน เรียกว่า "แกงเวร" ประเพณีแกงเวรอย่างนี้ชาวมอญที่อำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรี ยังถือปฏิบัติกันอยู่จนถึงปัจจุบัน เป็นต้น

ส่วนอักษรภาษาในเอกสารโบราณที่ตกค้างอยู่ตามวัดต่างๆ ในเขตจังหวัดนครนายก พบว่ามีเฉพาะหนังสือสมุดไทยและคัมภีร์ใบลาน บันทึกเรื่องราวต่างๆ ด้วยอักษรภาษาที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมของชุมชน และมีอายุไม่เก่าเกินไปกว่าสมัยรัตนโกสินทร์ คืออยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นส่วนใหญ่ อักษรภาษาที่พบในเอกสารโบราณเหล่านั้นปรากฏว่ามีจำนวน ๕ กลุ่ม คือ 

๑. อักษรธรรมล้านนา ภาษาไทย และภาษาบาลี

๒. อักษรธรรมอีสาน ภาษาไทย และภาษาบาลี 

๓. อักษรไทยน้อย (อักษรไทยอีสาน) ภาษาไทย 

๔. อักษรไทย ภาษาไทย 

๕. อักษรขอม ภาษาไทย และภาษาบาลี

รูปอักษรทั้ง ๕ กลุ่มข้างต้นถือว่าเป็นส่วนรูปอักษรที่พบในภาคกลางเช่นเดียวกัน แม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็เป็นหลักฐานบ่งบอกถึงภูมิหลังของวัฒนธรรมและอารยธรรมในพื้นที่ส่วนหนึ่งของภาคกลาง

ในสมัยรัตนโกสินทร์ ภาคกลางของประเทศ นอกจากจะมีรูปอักษรไทยและอักษรขอมใช้กันเป็นพื้นแล้ว ยังได้พบคัมภีร์ใบลานเขียนอักษรด้วยเส้นชุบ มีทั้งอักษรขอมย่อและอักษรพม่าย่อ อักษรทั้ง ๒ แบบ เป็นอักษรประดิษฐ์เขียนด้วยพู่กัน และยังมีรูปอักษรอริยกะ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอม-เกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะนำแบบอย่างอักษรโรมันมาอนุวัตดัดแปลงประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้พระภิกษุสามเณรผู้เป็นศิษย์ในพระองค์ได้ใช้แทนอักษรขอม โดยให้ใช้เขียนได้ทั้งภาษาไทยและภาษาบาลี ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว อักษรอริยกะก็ไม่ได้ใช้อีกต่อไป

นับตั้งแต่การศึกษาของชาติได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยเป็นระบบสากลมากขึ้น ทุกภูมิภาคของประเทศใช้รูปอักษรที่เป็นมาตรฐานอย่างเดียวกัน และยังมีการเพิ่มลักษณะการเขียนรูปอักษรให้มีทั้งอักษรตัวพิมพ์และอักษรประดิษฐ์แบบต่างๆ มากขึ้น อย่างไรก็ดี แม้ปัจจุบันอักษรไทยจะมีหลากหลายรูปแบบ แต่ก็ยังคงมีรูปอักษรไทยแบบมาตรฐานใช้เขียนเอกสารทางราชการคือ รูปอักษรแบบอาลักษณ์ เป็นรูปอักษรที่ใช้เขียนประกาศนียบัตร เป็นต้น รูปอักษรแบบอาลักษณ์ที่กล่าวถึงนี้เป็นอักษรตัวตรง เส้นอักษรที่ลากขึ้นลงเป็นเส้นตรงเส้นที่ลากขวางหักมุมเป็นรูปสามเหลี่ยม ดังตัวอย่างรูปอักษรแบบอาลักษณ์ของแผนกอาลักษณ์ กองการประกาศิต สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีรูปอักษรที่พบในภาคกลางแม้มีจำนวนมากแบบ แต่รูปอักษรไทยก็ยังคงมีแบบฉบับที่เป็นเอกลักษณ์เช่นเดิม ทั้งๆ ที่อุปกรณ์และเทคนิคอันเป็นองค์ประกอบการเขียนการพิมพ์จะทำให้รูปอักษรมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและแม้จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงนั้น

เอกสารอ้างอิง

กำธร สถิรกุล, ลายสือไทย ๗๐๐ ปี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๒๖

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, ตำนานพระพุทธเจดีย์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ศิวพร, ๒๕๐๓.

นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา และดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, สาส์นสมเด็จลายพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ๒๗ เล่ม. พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๒๕. เล่ม ๒๒.

ศิลปากร, กรม. การวิจัยเอกสารโบราณเบื้องต้น โดย คงเดช ประพัฒน์ทอง.กรุงเทพฯ, ๒๕๒๐.

จารึกโบราณรุ่นแรกพบที่ลพบุรีและใกล้เคียง, กรุงเทพฯ, ๒๕๒๔

๗๐๐ ปีลายสื่อไทย (อักขรวิทยาไทย ฉบับย่อ) เรียบเรียงโดยก่องแก้ว วีระประจักษ์, กรุงเทพฯ, ๒๕๒๐.

ภาษาและวรรณคดีกรุงรัตนโกสินทร์, (จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี), กรุงเทพฯ, ๒๕๒๕.

วิเคราะห์ศิลาจารึกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัยจำปา เยื้องเจริญ อ่านแปล เทิม มีเต็ม คัดสรุป คงเดช ประพัฒน์ทองเรียบเรียง, กรุงเทพฯ, ๒๕๒๒.

ศิลาจารึก. จารึกสมัยสุโขทัย, กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๗. 

จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑-๕. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๙

สุภัทรดิศ ดิศกุล, หม่อมเจ้า, ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ถึง พ.ศ.๒๐๐๐ .กรุงเทพฯ : สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๒๒.

ศิลปะในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๘.

ก่องแก้ว วีระประจักษ์ เรียบเรียง


ตัวอักษรในคัมภีร์ใบลานและสมุดไทย 

 



ตัวอักษรปัลลวะที่ปรากฎในจารึกเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒

 



อักษรขอมโบราณที่ปรากฎในจารึกหวลระลมทิม จังหวัดสระแก้ว สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๕

 



อักษรไทยสุโขทัย ในจารึกวัดบางสนุก ประมาณพุทธศักราช ๘๘๒

 



อักษรไทยสุโขทัย ปรกฎในจารึกเขาสุมนกูฎ พุทธศักราช 1912 

 



อักษรขอมสุโขทัย ปรากฎในจารึกคาถาป้องกัน อสนีบาต จังหวัดพิษณุโลก พุทธศตวรรษที่ ๒๐

 



อักยรขอม พุทธศักราช ด๗ตอ จารึกบนกรอบ คันฉ่องสัมฤทธิ์ พบที่เมืองพระรถ จังหวัดปราจีนบุรี

 



อักษรไทย แม่อักษรขอมสมัยรัตนโกสินทร์ ในหนังสือสมุดไทย พบที่วัดท่าข่อย อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 

 



อักยรขอมย่อ เส้นชุบ ในจารึกลานเงินกรุพระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ วัดพระเชตุพนวิมลมัคลาราม เรื่องพระอภิธรม ๗ คัมภีร์ พ.ส.๒๕๓๙ 

 



อักษรขอมรัตนโกสินทร์ ในคัมภีร์ใบลาน เรื่องพระมหาสมัยสูตรเผด็จ ผูก ๑ พุทธศตวรรษที่ ๒๔

 



อักษรขอมรัตนโกสินทร์ ในคัมภีร์ใบลาน เรื่องพระมหาสมัยสูตรเผด็จ ผูก ๑ พุทธศตวรรษที่ ๒๔

 



อักษรขอมโบราณ ในจารึกเพนียด ๒ พุทธศตวรรษที่ ๑๕ 

 



อักษรขอมในจารึกสด็กก๊อกธม 2 จังหวัดสระแก้ว พุทธศตวรรษที่ ๑๖

 



อักษรไทยสุโขทัย (ลายสือไทย) ในจารีกพ่อขุนรามคำแหงจังหวัดสุโขทัย พ.ศ.ด๘๓๕ 

 



อักษรมอญโบราณ ในจารึกวัดบ้านหลวย จังหวัดลำพูน พุทธศตวรรษที่ 17

 



อักษรมอญโบราณ ในจารึกวัดบ้านหลวย จังหวัดลำพูน พุทธศตวรรษที่ 17 

 



อักษรไหยอยุธย (อักษรไทขย่อ) ใหม้งสื่อออกพระวิสุทสุนธร ฉบับที่ ๑ พ.ศ.๒๒๓๑

 



อักษรไทยอยุธา ในหนังสือออกพระวิสุทสุนธร ฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๒๓๐

 



อักษรขอมอยุธยา จำลองจากจารึกแผ่นทอง จารึกเจ้าเถรพุทรสาคร ๒ จังหวัดพิจิตร พ.ศ.๒๐๔๗

 



อักษรไทยรัตนโกสินทร์ ในจารึกวัดเทพอุรุมภังค์พุทธศักราช ๒๓๔

 



อักษรไทยรัตนโกสินทร์ ในหนังสือสมุดไทย 

 



ตัวอักษรแบบอาลักษณ์ เป็นอักษรไทยแบบมาตรฐานใช้เขียนเอกสารทางราชการ

 



อักษรอริยกะ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเข้าอยู่หัว ทรงประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้เขียนภาษาบาลีและภาษาไทยในระหว่าง พ.ศ.๒ต๖๗-๒๓๙๔