ชุดไทยพระราชนิยม
ชุดไทยพระราชนิยม เป็นชื่อเรียกเครื่องแต่งกายแบบไทยของสตรี ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถมีพระราชดำริให้ออกแบบไว้ใช้ในโอกาสต่างๆ เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงโปรดฉลองพระองค์และพระภูษาไทยเช่น ผ้าซิ่นไหม และผ้ายก เป็นต้น แต่ฉลองพระองค์ในระยะแรกๆ นั้น ก็ยังมิได้มีแบบเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติแน่นอนนัก ในปลายปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ ต่อต้นปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ นั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมประเทศใกล้เคียงต่างๆ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย และพม่า ซึ่งมีหมายกำหนดการจะต้องเสด็จพระราชดำเนินสักการะพุทธสถานต่างๆ เช่น พระสถูปบุโรพุทโธ และเจดีย์ชเวดากองเป็นต้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงทรงผ้าสะพักบ้าง ทรงแพรสะพายบ้าง ทรงพระภูษากรอมข้อพระบาทบ้าง เพื่อให้เหมาะควรแก่การตามเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ เมื่อเสด็จนิวัติพระนครจึงมีพระราชดำริถึงความจำเป็นที่จะต้องมีชุดเครื่องแต่งกายประจำชาติของสุภาพสตรีไทย สำหรับใช้เป็นฉลองพระองค์ของพระองค์เอง และเป็นแบบเครื่องแต่งกายของข้าราชบริพารฝ่ายใน ที่จะต้องโดยเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เยือนสหรัฐอเมริกา และประเทศยุโรปต่างๆอย่างเป็นทางการ ในกลางปี พ.ศ.๒๕๐๓
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสอบค้นข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะเครื่องแต่งกายของสุภาพสตรีไทย โดยทรงศึกษาจากพระบรมฉายาลักษณ์ และพระฉายาลักษณ์ อดีตพระบรมวงศ์ฝ่ายในหลายๆ พระองค์ ย้อนไปตั้งแต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา พร้อมกันนั้นได้มีพระราชวินิจฉัยถึงความเหมาะควรต่างๆ ในอันที่จะทรงเลือกนำมาใช้เป็นแบบอย่าง สำหรับฉลองพระองค์ในการโดยเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งนั้น ดังพระราชนิพนธ์ว่า
"เมื่อสมัยสมเด็จฯ พระพันปีหลวง (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ พระพันปีหลวง) ท่านทรงผ้าโจงกระเบนอย่างไทยๆ เราครั้งกระโน้น ฉลองพระองค์เป็นคอปิด แขนหมูแฮม แบบพระราชินีอเล็กซานดรา อันเป็นแบบที่นิยมกันมากของชาวยุโรปในสมัยนั้น ซึ่งข้าพเจ้าจะนำไปใช้ในครั้งนี้หาได้ไม่ เมื่อตอนตามเสด็จสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงไปสิงคโปร์ สมเด็จพระพันปีหลวงก็ทรงชุดฝรั่งอย่างเต็มที่ ต่อมา ข้าพเจ้าได้ให้ช่วยกันค้นหาพระรูปพระมเหสีของรัชกาลก่อนๆ ที่มีอยู่ในวังหลวง และของเจ้านายองค์อื่นๆมาดู สมเด็จพระพันวัสสา (สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) ทรงพระภูษาเยียรบับจีบ สายรัดพระองค์ทอง หัวก็เป็นทองฝังเพชร ทรงฉลองพระองค์พระกรยาว มองผาดๆ เห็นคอฉลองพระองค์ดั้งสูงคล้ายเสื้อราชปะแตนของผู้ชายสมัยนั้น ทรงสะพัก (ผ้าห่มเฉียงป่า)เป็นสไบปักทับฉลองพระองค์ ครั้นดูให้เก่าไปกว่าสมัยรัชกาลที่ ๕ตอนต้นและกลางแผ่นดิน ไปจนถึงสมัยสมเด็จพระเทพฯ (สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ในรัชกาลที่ ๔ ก็เห็นว่าท่านทรงพระภูษาจีบผ้าเขียนทอง หรือไม่ก็ทรงผ้าเยียรบับอย่างผ้าทรงของสมเด็จพระพันวัสสา ทรงสายรัดพระองค์ทองหัวฝังเพชรเช่นเดียวกัน ทรงสะพักปักทับแพรจีบไม่ได้ทรงฉลองพระองค์ ครั้นดูให้ใหม่กว่าสมัยรัชกาลที่ ๔ และที่ ๕ มาถึงรัชกาลที่ ๖ แบบพระวรกัญญาฯ (หม่อมเจ้าวรรณวิมลในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น ๔ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปพงศ์ประพันธ์ ในรัชกาลที่ ๖ ทรงสถาปนาเป็นพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี) ก็คือทรงผ้าซิ่นป้ายส่วนฉลองพระองค์ตามแบบฝรั่งสมัยหลังสงครามโลกครั้งแรกซึ่งถ้าจะนำมาใช้ในสมัยนี้ก็ดูไม่เหมาะ ดีไม่ดีหนังสือพิมพ์ต่างประเทศก็จะวิจารณ์กันยุ่งใหญ่ว่าเสื้อประจำชาติไทยที่พระราชินีทรงนี้แบบไหนกันแน่หนอ ฝรั่งก็ไม่ใช่ไทยก็ไม่เชิง"
นอกจากจะทรงศึกษาค้นคว้าด้วยพระองค์เองแล้ว ยังมีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค (หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค นางสนองพระโอษฐ์ ในขณะนั้น) ประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประเพณีไทย ได้แก่ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน เพื่อศึกษาค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยแบบและสมัยต่าง ๆ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายให้ทอดพระเนตรอีกครั้งหนึ่ง ในการนั้นมีอาจารย์สมศรีสุกุมลนันทน์ (อาจารย์ประจำแผนกวิชาเสื้อผ้า วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ ในขณะนั้น) เป็นผู้ออกแบบร่างตามข้อมูลที่ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค และศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน ได้ร่วมกันค้นคว้า
แบบชุดไทยประยุกต์ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเลือกไว้นั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ คุณไพเราะ พงษ์เจริญ ตัดเป็นฉลองพระองค์ถวายต่อจากนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คุณหญิงอุไร ลืออำรุง (คุณอุไร ลืออำรุง ช่างฉลองพระองค์ในขณะนั้น) ช่วยเลือกแบบต่างๆ และนำมาผสมผสานกันจนเกิดชุดไทยประยุกต์แบบต่างๆ ขึ้นหลายชุด แต่ชุดไทยประยุกต์ที่เกิดมีขึ้นนันยังมิได้มีชื่อเรียกขานเฉพาะแต่อย่างใด
ฉลองพระองค์ชุดไทยประยุกต์ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงในระหว่างตามเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในครั้งนั้น มีความงดงามเป็นที่ชื่นชมของชาวต่างประเทศที่ได้ชมพระบารมีเป็นอย่างมากโดยเฉพาะฉลองพระองค์ชุดที่ทรงในงานพระราชทานเลี้ยงรับรอง ณ โรงแรมเมย์ฟลาวเวอร์ วอชิงตัน เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๓ นั้น ทำให้นักข่าวสังคมของวอชิงตันผู้หนึ่งถวายพระสมัญญาแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถว่า "The Golden Girl" (สุวรรณเทวี) ทั้งนี้เพราะฉลองพระองค์ที่ทรงในคืนนั้น เป็นฉลองพระองค์กระบอกไหมไทยพระภูษาจีบยกไหมมีเชิง สีทองทั้งพระองค์
นอกจากนั้น เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศยุโรป นิตยสาร NEUE ILLUSTRIERTE ซึ่งเป็นนิตยสารชั้นนำของประเทศเยอรมนี ยังอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์ชุดไทยประยุกต์ไปเป็นปกอีกด้วย ส่งผลให้ความงดงามแห่งชุดเครื่องแต่งกายประจำชาติของสตรีไทย เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาสาธารณชนกว้างขวางยิ่งขึ้น
หลังจากเสด็จนิวัติพระนครครั้งนั้นแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ยังทรงฉลองพระองค์ชุดไทยประยุกต์แบบต่างๆ นั้นตามโอกาส จนกระทั่งในปีพุทธศักราช ๒๕๐๗ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชวินิจฉัยเลือกแบบชุดไทยประยุกต์ให้ยุติแน่นอนเป็น ๘ แบบด้วยกัน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นผู้คิดตั้งชื่อชุดให้เหมาะสมกับแบบของชุดไทยต่างๆ นั้น เพื่อนำชุดไทยทั้ง ๘ แบบไปจัดแสดงเผยแพร่ในโอกาสฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี กาชาดสากล วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๗ และเพื่อเป็นชื่อเรียกขานเป็นแบบฉบับเครื่องแต่งกายชุดประจำชาติของสตรีไทยต่อไป
ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ได้นำชื่อพระตำหนักและพระที่นั่งต่างๆ มาใช้เป็นชื่อของชุดไทยประยุกต์ทั้ง ๘ ชุด โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับแบบ ตลอดจนโอกาสในการเลือกใช้ชุดนั้นๆ และโดยเหตุที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถมิได้ทรงกำหนดบังคับให้ชุดไทยประยุกต์ดังกล่าวเป็นแบบแผนเครื่องแต่งกายที่สุภาพสตรีไทยทุกคนต้องแต่งเพียงแต่ทรงมีพระราชนิยมทรงฉลองพระองค์แบบต่างๆ นั้น ประชาชนทั่วไปจึงเรียกขานกันในภายหลังว่า "ชุดไทยพระราชนิยม" ต่อมาเมื่อสุภาพสตรีทั้งหลายนิยมแต่งกายตามเสด็จแพร่หลายกว้างขวางและมีจำนวนมากขึ้น ทางราชการจึงได้กำหนดวางระเบียบการแต่งกายของสตรีไทยเฉพาะเมื่อมีหมายกำหนดการเข้าเฝ้าฯ หรืองานพิธีเป็นทางการเพื่อความเป็นระเบียบและความสวยงาม ซึ่งมีรายละเอียดตามที่หม่อมหลวงปีย์ มาลากุล (เลขานุการสำนักพระราชวังในขณะนั้น) ได้อธิบายไว้ดังต่อไปนี้
๑. แบบไทยเรือนต้น ใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม มีลายริ้วตามขวางหรือตามยาวหรือใช้ผ้าเกลี้ยงมีเชิงซิ่นยาวจรดข้อเท้าป้ายหน้า เสื้อใช้ผ้าสีตามริ้วซิ่นหรือเชิงซิ่น จะตัดกับซิ่นหรือสีเดียวกันก็ได้ เสื้อไทยดุสิต (ภาพด้วยความเอื้อเฟื้อจากบริษัทสยามแกลเลอรี่) คนละท่อนกับซิน แขน ๓ ส่วน กว้างพอสบาย ผ่าอก ดุม ๕ ดุม คอกลมตื้น ไม่มีขอบตั้ง
๒. แบบไทยจิตรลดา ใช้ผ้าไหมเกลี้ยงมีเชิง หรือเป็นยกดอกทั้งตัวก็ได้ ตัดแบบเสื้อคนละท่อนกับซิ่น ซิ่นยาวป้ายหน้า เสื้อแขนยาว ผ่าอกคอกลม มีขอบตั้งน้อยๆ
๓. แบบไทยอมรินทร์ใช้ผ้ายกไหมที่มีทองแกม หรือยกทองทั้งตัว เสื้อคนละท่อนกับซิ่น ไม่มีเข็มขัด ถ้าเป็นผู้สูงอายุจะใช้คอกลมกว้างๆ ไม่มีขอบตั้ง แขน ๓ ส่วนก็ได้
๔. แบบไทยบรมพิมาน ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทองมีเชิงหรือยกทั้งตัว ตัดแบบติดกัน ซิ่นจีบข้างหน้า มีชายพก ยาวจรดข้อเท้า คาดเข็มขัดไทย เสื้อแขนยาว คอกลมมีขอบตั้ง ผ่าด้านหลังหรือด้านหน้า ใช้เครื่องประดับตามสมควร
๕. แบบไทยจักรี ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัว มีจีบยกข้างหน้า มีชายพก ใช้เข็มขัดไทยคาด ท่อนบนเป็นสไบจะเย็บให้ติดกับซิ่นเป็นท่อนเดียวกัน หรือจะมีสไบห่มด่างหากก็ได้ เปิดบ่าข้างหนึ่งชายสไบคลุมไหล่ทิ้งชายด้านหลังยาวพอสมควร
๖. แบบไทยดุสิต ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทองอย่างแบบไทยอมรินทร์ ไทยบรมพิมาน และไทยจักรี ตัวซิ่นยาวมีจีบยกข้างหน้าและชายพก ใช้เข็มขัด ผิดกันตรงตัวเสื้อ คือเป็นเสื้อไม่มีแขน คอด้านหน้าและหลังคว้านต่ำเล็กน้อย ผ่าด้านหลังตัวเสื้อ ปักเป็นลวดลายด้วยไข่มุกลูกปัดหรือเลื่อม ฯลฯ ใช้ในงานพระราชพิธีที่กำหนดให้แต่งกายเต็มยศ
๗. แบบไทยจักรพรรดิ ตัวซิ่นใช้ผ้าไหมหรือยกทอง เอวจีบ ข้างหน้ามีชายพก ห่มแพรจีบแบบไทย สีตัดกับผ้านุ่งเป็นชั้นที่หนึ่งก่อน แล้วใช้ผ้าห่มปักอย่างสตรีบรรดาศักดิ์สมัยโบราณห่มทับแพรจีบอีกชั้นหนึ่ง
๘. แบบไทยศิวาลัยชิ่นใช้ผ้าไหมหรือยกทอง เอวจีบ มีชายพก ตัวเสื้อใช้ ผ้าสีทองเหมือนสีเนื้อ ตัดแบบแขนยาว คอกลมผ่าหลัง เย็บติดกับผ้าซิ่นคล้ายแบบไทยบรมพิมาน ห่มผ้าปักลายไทยอย่างแบบไทยจักรพรรดิโดยไม่ต้องมีแพรจีบรองพื้นก่อน
การแต่งกายเมื่อหมายกำหนดการให้แต่งเครื่องแบบเต็มยศ ครึ่งยศและปกติ
เต็มยศ แต่งแบบไทยบรมพิมาน หรือไทยอมรินทร์ ในงานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำที่เป็นงานเต็มยศ ถ้าอากาศเย็นควรแต่งแบบไทยศิวาลัย ถ้าอากาศไม่เย็น จะแต่งแบบไทยจักรีก็ได้
ครึ่งยศ แต่งแบบไทยบรมพิมานหรือแบบไทยอมรินทร์
ปกติ แต่งแบบไทยเรือนต้น
นอกจากนี้ เพื่อความเป็นสากล สำนักพระราชวังยังอนุโลมให้ใช้ชุดกระโปรงยาวแบบตะวันตกในงานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำได้ด้วย กำหนดเรียกชุดดังกล่าวนี้ว่า "ชุดราตรีสโมสร"
ด้วยพระอัจฉริยปัญญาปรีชาญาณเห็นการณ์ไกล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงทรงฉลองพระองค์ชุดไทยประยุกต์แบบต่างๆ อย่างสม่ำเสมอทั้งในการส่วนพระองค์ การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎร การพระราชกุศลตลอดจนงานพระราชพิธี และเพื่อให้ชาวต่างชาติได้ประจักษ์ในความงามของชุดไทยพระราชนิยม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมักใช้ชุดไทยพระราชนิยมเป็นฉลองพระองค์ในพระราชพิธีต้อนรับราชอาคันตุกะจากนานาอารยประเทศอีกวโรกาสหนึ่งด้วย
ต่อมา ในพุทธศักราช ๒๕๐๘ เมื่ออาภัสรา หงสกุล นางสาวไทยประจำปีนั้นจะเดินทางไปประกวดนางงามจักรวาล ณ สหรัฐอเมริกา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเลือกชุดไทยพระราชนิยม ๕ แบบ พระราชทานให้อาภัสรา หงสกุล นำไปใช้เป็นเครื่องแต่งกายชุดประจำชาติ เป็นผลให้เมื่ออาภัสรา หงสกุลได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาล ชุดไทยพระราชนิยมจึงปรากฏแก่สายตาสาธารณชนในต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง
พุทธศักราช ๒๕๓๑ ความงดงามของชุดไทยพระราชนิยมก็ได้รับการยกย่องในระดับโลกอีกเมื่อภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ได้รับรางวัลเครื่องแต่งกายชุดประจำชาติสวยงามและได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาล ในการประกวดปีนั้นด้วย
นับตั้งแต่งานพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปีเป็นต้นมา ประชาชนชาวไทยได้มีโอกาสเห็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงฉลองพระองค์ชุดไทยประยุกต์แบบใหม่ ๆ หลายลักษณะด้วยกัน ชุดดังกล่าวในระยะหลังนี้มีวิวัฒนาการด้านรูปแบบอันคลี่คลายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและยังไม่มีชื่อเรียกขานเฉพาะ แต่สามารถจัดเป็นกลุ่มตามลักษณะที่ทรงได้ ๕ กลุ่ม คือ
๑. ลักษณะที่ทรงพระภูษาโจงกระเบนแทนพระภูษาจีบหน้านางหรือพระภูษาป้าย
๒. ลักษณะที่ทรงฉลองพระองค์ลูกไม้ ปล่อยชาย และทรงพระภูษาป้าย
๓. ลักษณะที่ทรงฉลองพระองค์กระบอก พระศอกลมและทรงพระภูษาจีบหน้านางทับชายฉลองพระองค์ ทรงสไบปักสะพักพระอังสาบ้าง ไม่ทรงบ้าง
๔. ลักษณะที่ทรงฉลองพระองค์สำเร็จรูปตัดเย็บทิ้งชายคล้ายทรงสไบ และทรงพระภูษาจีบหน้านาง ทับชายฉลองพระองค์
๕. ลักษณะที่ทรงสไบกรองเหน็บทิ้งชายยาวด้านหน้าและทรงพระภูษาจีบหน้านาง
ด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม กอปรกับพระอัจฉริยปัญญาปรีชาญาณเห็นการณ์ไกล และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเอาพระทัยใส่และทรงรับเป็นพระราชภาระในอันที่จะกำหนดวางแบบแผนเครื่องแต่งกายสตรีไทยให้ยุติแน่นอน ทรงเกลี่ยแก้เก่ากับใหม่ให้กลมกลืนโดยอาศัยทรัพยากรชีวภาพที่มีอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ ยังผลให้ผ้าไทยและเครื่องแต่งกายสตรีแบบไทยหวนกลับมาเป็นที่นิยมแพร่หลายอีกคำรบหนึ่ง ชุดไทยพระราชนิยมตามแนวพระราชดำริ ตลอดจนการสร้างงานสืบสานลายและผ้าไทยของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นที่ชื่นชมทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา เรียบเรียง
ไทยเรือนต้น
ไทยจิตรลดา
ไทยอมรินทร์
ไทยบรมพิมาน(ภาพด้วยความเอื้อเฟื้อจากบริษัทสยามแกลเลอรี่)
ไทยจักรี
ไทยดุสิต(ภาพด้วยความเอื้อเฟื้อจากบริษัทสยามแกลเลอรี่)
ไทยจักรพรรดิ
ไทยศิวาลัย(ภาพด้วยความเอื้อเฟื้อจากบริษัทสยามแกลเลอรี่)