จีนในภาคกลาง : สถานภาพและบทบาทในสมัยรัตนโกสินทร์
มีผู้กล่าวว่า หากจะศึกษาประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์เรื่องหนึ่งที่จะต้องศึกษาพิจารณาโดยละเลยไม่ได้คือเรื่องราวเกี่ยวกับชาวจีนอพยพและเชื้อสาย ในสมัยนี้ชาวจีนจำนวนมากจากทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมณฑลก่วงตงหรือกวางตุ้งและมณฑลฝูเจี้ยนหรือฮกเกี้ยน(ชาวจีนแต้จิ๋ว กวางตุ้ง และจีนแคะส่วนหนึ่งมาจากมณฑลกวางตุ้ง ชาวจีนฮกเกี้ยนมาจากมณฑลฮกเกี้ยน ส่วนชาวจีนไหหลำมาจากเกาะไห่หนานหรือไหหลำ ปัจจุบันเกาะไห่หนานได้รับการยกฐานะการปกครองเป็นมณฑลไห่หนาน) ได้หลั่งไหลกันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์มาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพิ่งสิ้นสุดใหม่ ๆเป็นเวลานานต่อเนื่องกันร้อยกว่าปี บางช่วงระยะมีชาวจีนอพยพเข้ามามาก แต่ในบางช่วงก็เข้ามาน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อกระบวนการอพยพ ทั้งปัจจัยผลักดันในประเทศจีนและปัจจัยสนับสนุนในประเทศไทย การที่มีชาวจีนอพยพเข้ามามากทำให้จำนวนชาวจีนในสังคมไทยเพิ่มทวีจากเรือนหมื่นในสมัยอยุธยามาเป็นเรือนล้านในสมัยรัตนโกสินทร์และที่สำคัญก็คือว่าชาวจีนอพยพและเชื้อสายมีบทบาทที่กว้างขวางหลากหลายทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เป็นตัวแสดงสำคัญตัวหนึ่งที่ช่วยเพิ่มสีสันอันมีพลวัตยิ่งแก่ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์
ในด้านปัจจัยผลักดันนั้นเกิดจากความไม่มั่นคงทางการเมืองและสังคม ผสานกับการเกิดอุทกภัยและทุพภิกขภัยจนทำให้พวกชาวจีนระดับล่างประสบความแร้นแค้นในการดำรงชีวิต ต้องเสี่ยงโชคอพยพมาแสวงหาโอกาสและชีวิตที่ดีกว่าในดินแดนโพ้นทะเล อาจสรุปภาพรวมของปัจจัยต่างๆ ที่ผลักดันให้เกิดกระบวนการอพยพที่ยาวนานต่อเนื่องกันร้อยกว่าปีได้ดังนี้
๑. ความไม่มั่นคงทางการเมืองและสังคม หลังจากที่กองทัพแมนจูยึดกรุงปักกิ่งได้และราชวงศ์ชิงได้ปกครองประเทศจีนใน พ.ศ.๒๑๘๗ (ค.ศ.๑๖๔๔) แล้ว ผู้ที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิงได้ต่อต้านรัฐบาลใหม่ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ กลุ่มต่อต้านมีหลายกลุ่ม เคลื่อนไหวดำเนินการอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ กลุ่มต่อต้านที่สำคัญและมีบทบาทเด่นคือ กลุ่มของเจิ้งเฉิงกง หรือที่เอกสารของชาวตะวันตกเรียกว่าโคซิงกา เมื่อรัฐบาลแมนจูปราบกลุ่มของเจิ้งเฉิงกง ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านกลุ่มสุดท้ายที่ยังปฏิบัติการอยู่ได้ราบคาบในพ.ศ.๒๒๒๖ (ค.ศ.๑๖๘๓ ในรัชสมัยจักรพรรดิคังซี) แล้วพวกที่ยังไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจได้รวมกลุ่มกันเป็นสมาคมฟ้าดิน (เทียนตี้ฮุ่ย) หรือที่บางครั้งเรียกว่า สมาคมความกลมกลืนแห่งองค์สาม (ซันเหอฮุ่ย-ความกลมกลืนของฟ้า ดินมนุษย์) เคลื่อนไหวดำเนินการต่อไปอย่างลับๆ พร้อมกับคำขวัญที่ว่าฝ่านชิงฟู่หมิง หรือ ล้มชิง กอบกู้หมิง รัฐบาลแมนจูได้ปราบปรามสมาคมฟ้าดินและสาขาต่างๆ อย่างหนัก จนสมาคมลับหลายสาขาต้องแพแตก สมาชิกของสมาคมต้องลี้ภัยมาอยู่ตามประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุนี้ในทศวรรษแรกๆ ของต้นสมัยรัตนโกสินทร์ (ตรงกับช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ ต่อต้นๆ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๙)จึงมีกระแสการอพยพของพวกสมาคมลับพร้อมๆ กับที่อุดมการณ์ล้มชิง กอบกู้หมิง ได้เจือจางเลือนหายไปกับกาลเวลา
เมื่อกระแสการอพยพจากการแพแตกของพวกสมาคมลับเบาบางลงมาก ปัจจัยผลักดันข้อใหม่เรื่องจีนเผชิญกับจักรวรรดินิยมก็ได้ต่อเนื่องเข้ามา ในช่วงต้นๆ ของครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๔ อังกฤษได้แผ่อิทธิพลทางการค้าและการเมืองเข้ามาในจีน จนนำไปสู่ความขัดแย้ง และบานปลายเป็นสงครามฝิ่นซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.๒๓๘๒-๒๓๘๕หลังจากนั้นเป็นต้นมา จีนก็เผชิญกับการรุกของมหาอำนาจตะวันตกหลายชาติ ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซียรวมทั้งญี่ปุ่นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
ปัญหาที่ตามมาก็คือ ความไม่มั่นคงทางการเมืองและสังคมที่ถูกกระหน่ำซ้ำด้วยความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจ จากภัยธรรมชาติและการที่ที่ดินเพาะปลูกมีไม่เพียงพอกับจำนวนประชากร ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมีทั้งความขัดแย้งกับจักรวรรดินิยมที่แผ่อำนาจเข้ามา จนเกิดสงครามในบางช่วง รวมทั้งการเสียดินแดนและการยอมให้ประเทศจักรวรรดินิยมมีเขตอิทธิพลในจีน การก่อจลาจลต่อต้านปีศาจผมแดงของพวกชาตินิยม (ปีศาจผมแดง-หงเหมากุ่ย หรืออั๊งม้อกุ้ยในภาษาจีนแต้จิ๋ว) การก่อกบฏหลายครั้งของพวกชาวนาเพื่อต่อต้านการกดขี่ข่มเหง ที่สำคัญคือกบฏไท่ผิง (กบฏได้เผ็ง พ.ศ.๒๓๙๓-๒๔๐๗) การปกครองที่ไร้ประสิทธิภาพ การฉ้อราษฎร์บังหลวงในวงราชการ รวมไปถึงความขัดแย้งในการปฏิรูปการปกครองให้มีประสิทธิภาพทันกับสภาพการณ์ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์กับพวกหัวก้าวหน้า ความขัดแย้งในแนวคิดทางการเมืองระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยม ประชาธิปไตย และคอมมิวนิสต์ในช่วงที่จีนเผชิญกับจักรวรรดินิยมในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ต่อเนื่องมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น แนวคิดประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ได้ก่อตัวขึ้นพร้อมกับการดำเนินการของขบวนการปัญญาชนนักปฏิวัติ พวกประชาธิปไตยหรือก๊กมินตั๋งล้มล้างราชวงศ์ชิงได้สำเร็จใน พ.ศ.๒๔๕๔ และได้ปกครองประเทศในท่ามกลางความวุ่นวาย ความขัดแย้งและการแผ่อำนาจของพวกขุนศึก ความไม่มั่นคงทางการเมืองและสังคมจึงเป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ชาวจีนโดยเฉพาะทางตะวันออกเฉียงใต้หลั่งไหลออกไปเสี่ยงโชคแสวงหาโอกาสและชีวิตที่ดีกว่าในดินแดนโพ้นทะเล
๒. การเกิดอุทกภัยและทุพภิกขภัย ชีวิตเศรษฐกิจในภาคใต้ของจีนมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับลุ่มแม่น้ำฉังเจียงหรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่า แยงซีเกียง แม่น้ำฉังเจียงเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดของจีน และเป็นที่ ๓ ของโลกมีความยาวประมาณ ๖,๓๐๐ กิโลเมตร และมีปริมาณน้ำมากกว่าแม่น้ำหวงเหอ (ฮวงโห) ๒๐ เท่า
ต้นธารน้ำอยู่ที่มณฑลชิงไห่ ไหลผ่านมหานคร มณฑลและภูมิภาคปกครองตนเองรวม ๑๐ แห่ง คือ ชิงไห่ ทิเบต อวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ซื่อชวน (เสฉวน) หูเป่ย หูหนาน เจียงซี (กังไส) อานฮุย เจียงซู และมหานครซั่งไห่ (เซี่ยงไฮ้) แล้วไหลลงสู่ทะเลจีนตะวันออก แม่น้ำฉังเจียงมีแม่น้ำสาขาจำนวนมาก เรียกรวมกันว่า ลุ่มแม่น้ำฉังเจียง ช่วงตอนปลายของแม่น้ำฉังเจียงจากเมืองหยังโจวไปจนถึงปากน้ำที่ออกสู่ทะเลจีนตะวันออกที่มหานครเชี่ยงไฮ้ เรียกกันว่า แม่น้ำหยั่งจื่อเจียง ชาวตะวันตกได้เรียกชื่อแม่น้ำฉังเจียงตามชื่อนี้(Yangtze River) ภาษาไทยได้ถอดเสียงเคลื่อนไปเป็นแม่น้ำแยงซีเกียง ลุ่มแม่น้ำฉังเจียงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนทั้งในด้านการเป็นแหล่งเพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ การคมนาคมขนส่งทางเรือ ทรัพยากรแร่ธาตุและทรัพยากรพลังน้ำ (ภูมิศาสตร์ประเทศจีน พ.ศ.๒๕๓๐ หน้า ๑๑๒-๑๑๖)
แต่ปัญหาสำคัญมีอยู่ว่าช่วงต้นของปลายแม่น้ำฉังเจียงมักเกิดอุทกภัยเสมอเกือบทุกปี และมีสถิติว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่เฉลี่ย ๑๐ ปีครั้ง ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นแสนและเศรษฐกิจเสียหายมาก แม้ว่าแม่น้ำฉังเจียงจะไม่ได้ไหลผ่านมณฑลกวางตุ้งและมณฑลฮกเกี้ยน อันเป็นถิ่นฐานของชาวจีนอพยพจำนวนมาก แต่ทั้งสองมณฑลซึ่งอยู่ใกล้กับลุ่มแม่น้ำฉังเจียงก็ได้รับผลกระทบจากความเสียหายทางเศรษฐกิจด้วย เรื่องอุทกภัยในลุ่มแม่น้ำฉังเจียงที่มักเกิดขึ้นเสมอเป็นข้อมูลที่ได้รับการบันทึกไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ของจีน และมีความเพียรพยายามที่จะแก้ไขด้วยการสร้างเขื่อนกั้นน้ำต่างๆ ซึ่งก็แก้ปัญหาได้พอควร แต่ป้องกันน้ำท่วมใหญ่ไม่ได้ ใน พ.ศ.๒๔๖๐ (ค.ศ.๑๙๑๗) ดร.ซุนยัดเซ็นเคยคิดโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยในลุ่มแม่น้ำฉังเจียง แต่ไม่ได้ดำเนินการเพราะขาดเงินทุนและยังมีข้อมูลการวิจัยไม่พอปัจจุบันรัฐบาลจีนได้สานต่อเป็นโครงการสร้างเขื่อนซานเสีย(ซานเสีย แปลว่า โตรกเขา ๓ โตรก) ใช้เวลาดำเนินการจนแล้วเสร็จ ๑๗ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๖-๒๕๕๒ ด้วยวัตถุประสงค์แก้ปัญหาอุทกภัย ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจำนวนมากลดมลพิษจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงรวมทั้งล้างกรดที่เป็นพิษต่าง ๆ ได้ประโยชน์ด้านการเดินเรือในลุ่มแม่น้ำฉังเจียงและใช้น้ำให้เป็นประโยชน์ยิ่งในด้านชลประทาน (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พ.ศ.๒๕๔๐ ความนำ หน้า ๖๐-๗๑, ๑๒๕-๑๓๒ ตามสถิติล่าสุด ใน พ.ศ.๒๕๓๙ และ พ.ศ.๒๕๔๑ เกิดน้ำท่วมใหญ่ในลุ่มแม่น้ำฉังเจียง ก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจมาก)
ผลกระทบจากอุทกภัยในลุ่มแม่น้ำฉังเจียงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ผสานกับภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแถบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ภัยธรรมชาติเหล่านี้มีอาทิ วาตภัย ภัยตั๊กแตน แผ่นดินไหว โรคระบาดรวมไปถึงการที่พื้นที่เพาะปลูกที่ราบแม่น้ำจูเจียง (แม่น้ำเพิร์ล) และแม่น้ำหานเจียงในมณฑลกวางตุ้งมีไม่เพียงพอกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นต้นมา สภาพดังกล่าวทำให้ความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นบ่อยครั้งและบางครั้งวิกฤติถึงขั้นทุพภิกขภัย ความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจเมื่อถูกกระหน่ำซ้ำด้วยความไม่มั่นคงทางการเมืองและสังคมจากการที่จีนเผชิญกับจักรวรรดินิยมทำให้ชีวิตและอนาคตของชาวจีนระดับล่างในบ้านเกิดเมืองนอนดูริบหรี่ ในท่ามกลางการเอารัดเอาเปรียบของพวกนายทุนรวมทั้งปัญหาความวุ่นวายนานา(ด้วนลี่เซิง พ.ศ.๒๕๓๔ หน้า ๒๐ และ John K. Fairbankand others ๑๙๖๕หน้า ๑๕๕-๑๕๘) ชาวจีนทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศซึ่งมีพื้นที่ติดกับทะเลจีนใต้และเป็นพื้นที่ที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติมานานแล้ว จึงมีลู่ทางและโอกาสที่จะเดินทางออกนอกประเทศได้ง่าย พวกเขาได้เสี่ยงโชคออกมาแสวงหาโอกาสและชีวิตที่ดีกว่าในดินแดนโพ้นทะเลหลายประเทศ
ในด้านปัจจัยสนับสนุนที่เปิดรับต่อกระแสธารการอพยพของชาวจีนนั้นย่อมต่างไปตามสภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศ ปัจจัยร่วมที่เหมือนกันประการหนึ่งก็คือ ความต้องการแรงงานกรรมกรจีนในกิจการต่างๆ ที่เกิดจากการขยายตัวของทุนนิยมโลกที่มาพร้อมกับจักรวรรดินิยม เช่นการสร้างทางรถไฟ การก่อสร้าง งานโยธาต่างๆ การทำไร่ขนาดใหญ่ การทำสวนยางพารา การทำเหมืองแร่ ในกรณีของไทยนั้นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญยิ่งก็คือ การที่รัฐบาลไทยในสมัยรัตนโกสินทร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อน พ.ศ.๒๔๕๓ มีนโยบายตอบรับการอพยพเข้ามาของชาวจีน ส่วนปัจจัยข้ออื่นๆ นั้นอยู่ที่สภาพภูมิศาสตร์ที่เกื้อหนุนความอุดมสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการที่ชาวจีนมีโอกาสและช่องทางอยู่มากที่จะตั้งตนสร้างความมั่นคงในชีวิต
การที่รัฐบาลในสมัยรัตนโกสินทร์ก่อน พ.ศ.๒๕๔๓มีนโยบายที่เปิดกว้างตอบรับต่อการหลั่งไหลเข้ามาของชาวจีนอพยพนั้น เพราะได้ประโยชน์จากการใช้พวกชาวจีนในกิจการต่างๆ ทางเศรษฐกิจ ซึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นเศรษฐกิจแบบพอยังชีพผสานกับเศรษฐกิจแบบตลาด (market economy) ในภาคกลางและหัวเมืองชายทะเลตะวันออก หลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงใน พ.ศ. ๒๓๙๘ แล้ว เศรษฐกิจไทยได้พัฒนามาเป็นเศรษฐกิจเงินตรา (money economy)ชาวจีนอพยพเหล่านี้มีบทบาทในเศรษฐกิจรัตนโกสินทร์ช่วงสังคมจารีตต่อเนื่องมาจนเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ ตั้งแต่การเป็นแรงงานกรรมกร แรงงานฝีมือ เกษตรกร ชาวประมง เจ้าภาษีนายอากรซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นนายทุนในเศรษฐกิจทุนนิยมของไทย ขุนนางหรือเจ้าหน้าที่ในกรมกองที่เกี่ยวกับการค้าพนักงานเดินเรือสำเภาค้าขาย เจ้าหน้าที่ในบริษัทต่างชาติพ่อค้าย่อย พ่อค้าล่องข้าว พ่อค้าสำเภา พวกพ่อค้าสำเภาได้พัฒนาต่อมาเป็นนายทุนในเศรษฐกิจไทยแข่งขันกับนายทุนตะวันตกในกิจการค้าข้าว โรงสี โรงเลื่อย เหมืองแร่ และการค้าเครื่องอุปโภคบริโภค มีข้อน่าสังเกตว่าก่อนการยกเลิกระบบไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ แรงงานชาวจีนเป็นแรงงานรับจ้างอิสระที่ทำงานโยธาแทนพวกไพร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระบบไพร่ที่ต้องยืดหยุ่นผ่อนคลายไปตามความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ นโยบายของไทยเรื่องการเปิดกว้างตอบรับชาวจีนอพยพได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มประชาธิปไตยในจีน เพื่อบรรลุอุดมการณ์ปฏิวัติประชาธิปไตย ปัญญาชนนักปฏิวัติได้ปลุกเร้าเรื่องชาตินิยมศักดิ์ศรี เกียรติภูมิแห่งชาติมหาอำนาจในอดีต และแนวคิดประชาธิปไตยในหมู่ชาวจีนรวมทั้งชาวจีนโพ้นทะเล เหตุผลหนึ่งในการดำเนินการในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลก็เพื่อระดมแรงสนับสนุนและเงินทุนมาใช้ในการปฏิวัติ ชาวจีนอพยพบางกลุ่มในประเทศไทยจึงเริ่มบทบาททางการเมืองเพื่อมาตุภูมิของตนและดำเนินการต่อมา แม้เมื่อพวกก๊กมินตั๋งได้เป็นรัฐบาลแล้วด้วยพลังร้อนแรงแห่งความรักชาติที่จะช่วยบ้านเกิดเมืองนอนต่อต้านจักรวรรดินิยม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นพวกชาวจีนอพยพไม่สนใจและไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ มาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดใหม่ๆ จึงต้องปรับนโยบายการเปิดกว้างตอบรับชาวจีนอพยพและนโยบายการควบคุมปกครองชาวจีนให้เหมาะสมสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ชาวจีนซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุดในสังคมไทยและมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจได้อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์กับชาวไทย ในช่วงนี้ยังมีชาวจีนจำนวนมากหลั่งไหลกันอพยพเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจัยผลักดันในจีนทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ชาวจีนรุ่นนี้มีข้อจำกัดในการอพยพมากกว่าในรุ่นก่อน พ.ศ.๒๔๕๓ เช่น จะต้องมีใบสำคัญแสดงสัญชาติจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าเมือง จะต้องทำใบต่างด้าว (เริ่มพ.ศ.๒๔๗๙) มีการกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้อพยพ และมีข้อปฏิบัติอื่น ๆ อีกหลายประการ (ภูวดล ทรงประเสริฐ พ.ศ.๒๕๑๙)
หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งสิ้นสุดใน พ.ศ.๒๔๘๘ สงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีนดำเนินไปอย่างเข้มข้น และจบลงด้วยชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ.๒๔๙๒ รัฐบาลก๊กมินตั๋งถอยร่นไปอยู่ที่เกาะไต้หวัน ส่วนรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้ปกครองจีนแผ่นดินใหญ่และปิดประเทศพัฒนาตามอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ชาวจีนจึงไม่สามารถอพยพออกนอกประเทศ นอกจากลักลอบหนีออกมาให้ได้ซึ่งก็ทำได้ลำบาก ส่วนในด้านปัจจัยแวดล้อมระหว่างประเทศนั้น สังคมโลกได้เกิดสภาพสงครามเย็นหรือสงครามอุดมการณ์ ระหว่างค่ายประชาธิปไตยซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำและค่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งมีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ สภาพแวดล้อมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทำให้ไทยเลือกอยู่ในค่ายประชาธิปไตย รัฐบาลไทยได้เปลี่ยนมาใช้นโยบายสกัดกั้นชาวจีนอพยพ ใน พ.ศ.๒๔๙๓ ได้ออกกฎหมายจำกัดจำนวนคนเข้าเมืองได้สัญชาติละไม่เกิน ๒๐๐ คนต่อปี กฎหมายนี้มุ่งเน้นการสกัดกั้นชาวจีนมิให้อพยพเข้ามา นอกจากนั้นยังมีการห้ามนำหนังสือพิมพ์จีนเข้าประเทศ จำกัดการสอนภาษาจีนในโรงเรียนจีน และมาตรการอื่น ๆ อีกหลายประการ เพื่อควบคุมชาวจีนในสังคมไทยเข้มงวดขึ้นพร้อม ๆ กับการดำเนินนโยบายผสมกลมกลืนลูกหลานชาวจีนอพยพให้เป็นคนไทย กระแสธารชาวจีนอพยพที่หลั่งไหลเข้ามาเมืองไทย ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์และต่อเนื่องกันมาจึงสิ้นสุดลงในช่วงต้นๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นับเป็นเวลายาวนานต่อเนื่องกันร้อยกว่าปี
ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยในกระแสธารที่ต่อเนื่องกันมาหลายระลอกนั้นได้กระจายไปดั้งหลักแหล่งตามเมืองต่างๆ ชาวจีนอพยพในรุ่นแรกๆ มักตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯหัวเมืองต่าง ๆ บนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง หัวเมืองชายทะเลตะวันออก หัวเมืองแถบลุ่มแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลองและภาคใต้ ส่วนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก จึงมีชาวจีนขึ้นไปตั้งหลักแหล่งอยู่ไม่มากนัก ชาวจีนเริ่มอพยพไปอยู่แถบนี้มากเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๔๐ เป็นต้นมา เพราะมีการสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ และดินแดนเหล่านี้ ทำให้การคมนาคมสะดวกขึ้น ส่วนปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือกรรมกรจีนเป็นแรงงานหลักในการสร้างทางรถไฟในพื้นที่แถบนี้เมื่อการสร้างทางรถไฟแล้วเสร็จ พวกกรรมกรชาวจีนส่วนหนึ่งได้ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ (Skinner ๑๙๕๗ หน้า ๗๙-๘๐, ๘๔-๙๐)
สภาพความอุดมสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจและการคมนาคมที่สะดวกทำให้ดินแดนภาคกลางซึ่งในที่นี้รวมไปถึงภาคตะวันตกและหัวเมืองชายทะเลตะวันออกตามการแบ่งทางภูมิศาสตร์ด้วย ดึงดูดชาวจีนอพยพรุ่นแรกๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานภาคกลางจึงเป็นแหล่งชุมชนจีนเก่าแก่ที่บางเมืองมีร่องรอยความเป็นมาของชุมชนย้อนหลังไปถึงสมัยอยุธยา เช่น กรุงเทพฯอยุธยา บางปลาสร้อย (ชลบุรี) จันทบุรี ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเปิดกว้างแก่ชาวจีนอพยพในระลอกหลังๆ ที่ความหวัง โอกาส และพื้นที่ในภาคกลางถูกชาวจีนอพยพรุ่นแรกๆ ยึดกุมไปก่อนแล้ว
ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้นสมัยรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งนายอำเภอจีน จางวางจีนหรือจางวางอำเภอจีนปลัดจีน และกงสุลจีนในบังคับสยาม เท่าที่มีเหลืออยู่ในหอวชิรญาณและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ประสานกับข้อมูลที่ได้จากหนังสือ เล่าเรื่องกรุงสยาม ของสังฆราชปาลเลกัวซ์นิราศเมืองแกลง นิราศสุพรรณ ของสุนทรภู่ และนิราศพระปฐมของมหาฤกษ์ ทำให้รู้ว่ามีชุมชนชาวจีนในเมืองต่างๆเรียงตามลำดับอักษรดังนี้ กรุงเทพฯ กาญจนบุรีหรือปากแพรกจันทบุรี ฉะเชิงเทราหรือแปดริ้ว ชลบุรีหรือบางปลาสร้อย ชัยนาทตราดหรือทุ่งใหญ่ ธนบุรี นครชัยศรี (ในจังหวัดนครปฐม)นครนายก นครสวรรค์ บางละมุง (ในจังหวัดชลบุรี) ปราจีนบุรีปรานบุรี (ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) พรหมบุรี (ในจังหวัดสิงห์บุรี) พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เมืองสรร (ในจังหวัดชัยนาท)ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรสงครามหรือแม่กลอง สมุทรสาครหรือสาครบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา และอุทัยธานี ข้อมูลที่ได้จากเอกสารชั้นต้นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการหลั่งไหลเข้ามาของชาวจีนอพยพและชุมชนชาวจีนในภาคกลางที่แผ่กว้างไปหลายเมือง (ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล พ.ศ.๒๕๓๑ หน้า๘๗-๘๙ สังฆราชปาลเลกัวซ์ พ.ศ.๒๕๒๐ หน้า ๖๗, ๗๓-๗๔,๘๐-๔๓, ๘๗, ๙๒-๙๕, ๑๐๐, ๑๑๑-๑๑๒ สุนทรภู่ มปป.และ พ.ศ.๒๔๙๓ หน้า ๑๗, ๓๙๙, ๔๐๔ และมหาฤกษ์พ.ศ.๒๔๙๔ หน้า ๑๕)
มีข้อน่าสังเกตว่า ชาวจีนอพยพในภาคกลางมักตั้งถิ่นฐานในตัวเมือง หรือในที่ที่ติดต่อกับตัวเมืองได้สะดวกหรือในริมลำน้ำที่ไปมาสัญจรทางเรือได้ หรือในที่ที่เพาะปลูกได้ดี ในตลาดที่เป็นแหล่งชุมนุมกันซื้อขาย ในย่านชุมชน "พวกชาวจีนเขาไม่อยู่หรอก ในป่าเขา ในดง พวกเขาอยู่ในที่ที่ทำมาหากินได้มาก" (คำบอกเล่าของชาวบ้านจากการสำรวจพื้นที่และสัมภาษณ์ในฉะเชิงเทราและอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีพ.ศ.๒๕๒๒ ในนครสวรรค์และอุทัยธานี พ.ศ.๒๕๓๕)
ชาวจีนอพยพในภาคกลางซึ่งกระจายไปอยู่ตามเมืองต่าง ๆ หลายเมืองนั้น ได้เข้ามามีส่วนร่วมที่หลากหลายในเศรษฐกิจรัตนโกสินทร์ตั้งแต่ยังอยู่ในสังคมจารีตจนเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ ในช่วงสังคมจารีตที่พื้นฐานการปกครองและสังคมอยู่ที่ระบบมูลนาย-ไพร่นั้น เนื่องจากชาวจีนอพยพไม่ได้ถูกควบคุมด้วยระบบไพร่ จึงมีอิสระในแรงงานของตน และสามารถเคลื่อนย้ายไปประกอบอาชีพตามที่ต่างๆ ได้อย่างเสรีตามความสามารถและความชำนาญที่มีอยู่ ชาวจีนอพยพในภาคกลางได้เข้าเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจไทยช่วงนี้ในระดับต่างๆตั้งแต่การเป็นแรงงานรับจ้างทำงานโยธาแทนพวกไพร่ ในระบบการควบคุมกำลังคนที่ต้องยืดหยุ่นไปตามความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นแรงงานสำคัญในการผลิตเพื่อส่งออกในเศรษฐกิจแบบตลาดที่ก่อตัวขึ้นในภาคกลางและหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ในขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมยังอยู่ในโครงสร้างของเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ ชาวจีนอพยพในภาคกลางเป็นบุคลากรหลักในกิจการทางเศรษฐกิจเพื่อส่งออกซึ่งมีอยู่หลายอย่าง เช่น อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายที่สาครบุรี นครชัยศรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี (บางปลาสร้อย)อุตสาหกรรมต่อเรือสำเภาที่กรุงเทพฯ จันทบุรี อุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุกที่ราชบุรี กาญจนบุรี (ปากแพรก) อุตสาห-กรรมเหมืองแร่เหล็กที่เมืองสรร อุทัยธานี นครสวรรค์ พิษณุโลกนอกจากนั้นมีการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก เช่น ฝ้ายที่กาญจนบุรี สุพรรณบุรี พริกไทยที่จันทบุรี ตราด (ทุ่งใหญ่)ชลบุรี นครชัยศรี ยาสูบที่จันทบุรี ชลบุรี อ้อยที่สาครบุรีนครชัยศรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นนทบุรี รวมทั้งมีการทำนาเกลือและการประมงที่ชลบุรี สมุทรสงคราม และการต้มกลั่นสุราในเมืองต่างๆ หลายเมือง (ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล พ.ศ.๒๕๓๓หน้า ๗๐-๗๔, ๘๕, ๙๐, ๙๒-๙๓)
นอกจากนั้นชาวจีนในภาคกลางที่มีความชำนาญในงานช่างต่างๆ ก็ได้ประกอบอาชีพเป็นช่างฝีมือ เช่น ช่างเหล็กช่างไม้ ช่างทาสี ช่างปูน ช่างเขียน และช่างทำรองเท้า ในขณะที่ชาวจีนอพยพบางกลุ่มเป็นพ่อค้าย่อยขึ้นล่องซื้อขายสินค้าตามหัวเมืองต่างๆ บางกลุ่มที่มีความสามารถและโอกาสเอื้ออำนวยให้ก็ได้เข้ารับราชการในกรมท่าซ้าย ดำเนินการค้าสำเภาให้กับพระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนางผู้ใหญ่รวมทั้งทำการค้าสำเภาของตนเอง บางคนก็เป็นเจ้าภาษีนายอากรประมูลเก็บภาษีอากรผูกขาดให้รัฐ
เมื่อเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงมาเป็นเศรษฐกิจเงินตราหลังการทำสนธิสัญญาบาวริง และสังคมจารีตของไทยพัฒนามาเป็นสังคมสมัยใหม่ พวกชาวจีนอพยพซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ขยันขันแข็ง มานะ อดทน อดออม และกระตือรือร้นสนใจการเรียนรู้สามารถปรับตัวพัฒนาตนเองเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีพลวัต พวกที่เคยเป็นเจ้าภาษีนายอากร พ่อค้าสำเภา หรือมีทุนรอนสะสมไว้ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นนายทุนค้าขายทำกิจการแข่งกับนายทุนตะวันตก กิจการที่นายทุนจีนลงทุนประกอบการมีอาทิ โรงสี โรงเลื่อย การทำเหมืองดีบุก การเดินเรือโรงรับจำนำ โรงบ่อน การต้มกลั่นสุรา การค้าข้าว การค้าทองและการค้าเครื่องอุปโภคบริโภค ในขณะที่ชาวจีนที่เป็นช่างฝีมือพ่อค้าย่อย ก็ได้พัฒนามาเป็นแรงงานฝีมือในเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นพวกล่องข้าวรวบรวมซื้อข้าวเปลือกมาขายให้โรงสี เป็นพ่อค้าย่อยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นพ่อค้าคนกลางช่วยเชื่อมห้างร้านของชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ ให้มีเครือข่ายการค้าแผ่ขยายไปยังหมู่บ้านต่างๆ ในชนบทหรือเป็นพนักงานในบริษัทของนายทุนตะวันตก ส่วนพวกชาวจีนที่ปลูกผัก ทำสวนผลไม้ทำประมง ทำนาเกลือก็ยังทำต่อมา ในด้านชาวจีนที่ไม่มีความสามารถความชำนาญทางงานช่างหรือเป็นชาวจีนที่อพยพเข้ามาในระลอกหลังๆ ที่โอกาสและลู่ทางการทำมาหากินมีน้อยลงก็มีอาชีพเป็นกรรมกรในกิจการต่างๆ ที่ดำเนินการในระบบทุนนิยม
ชาวจีนอพยพในภาคกลางก็เฉกเช่นเดียวกับชาวจีนอพยพในภูมิภาคอื่นๆ ของไทยที่ได้เข้ามาเกี่ยวพันมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นเฟืองจักรเปี่ยมพลังที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ซึ่งย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวม มีข้อน่าสังเกตดว่า ทุนนิยมท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆ ของไทยมีความสัมพันธ์อย่างมากกับศักยภาพในการสะสมทุนและความสามารถในการประกอบกิจการต่างๆ ทางเศรษฐกิจของพวกชาวจีนอพยพในท้องถิ่นในมุมกลับกันชาวจีนอพยพก็เป็นส่วนอันสำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์แรงงานในเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่เป็นแรงงานรับจ้างทำงานโยธาแทนพวกไพร่ จนมาเป็นกรรมกรในเศรษฐกิจทุนนิยมระยะแรกต่อเนื่องมาจนถึงต้นทศวรรษ ๒๕๐๐พวกกรรมกรจีนจึงได้เลื่อนหายไป พวกกรรมกรจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยได้เข้ามาแทนที่ พวกกรรมกรจีนได้ไปเป็นพ่อค้าย่อย ช่างฝีมือพื้นฐานและอาชีพอื่นๆ ที่มีอนาคตดีกว่า
ภาษาจีนกลางเรียกพวกชาวจีนอพยพที่ไปอยู่ตามประเทศต่างๆ โพ้นทะเลว่า หัวเฉียว และเรียกเชื้อสายของพวกชาวจีนอพยพว่า หัวอี้ ลูกหลานของชาวจีนอพยพหรือหัวอี้ได้กลืนกลายมาเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในกระแสวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมจีน และเมื่อมีการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ก็ได้รับวัฒนธรรมตะวันตกผสานเข้ามาด้วย ไทยและจีนมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องยาวนานมานับพันปี แม้ว่าในช่วงหนึ่งความสัมพันธ์ของทั้ง ๒ ประเทศจะหยุดชะงักไปจากปัจจัยแวดล้อมภายในของทั้ง ๒ ประเทศและปัจจัยแวดล้อมระหว่างประเทศ แต่ก็ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการใหม่ใน พ.ศ.๒๕๑๘ และมีความสัมพันธ์ที่ดีมาจนถึงปัจจุบัน ก่อน พ.ศ.๒๕๑๘ ปัจจัยระหว่างประเทศเรื่องสงครามเย็นมีผลต่อการปกครองควบคุมชาวจีนอพยพในสังคมไทยในเชิงเข้มงวดมากขึ้น แต่รัฐบาลไทยก็ประสบความสำเร็จในการกลืนกลายลูกหลานชาวจีนอพยพมาเป็นคนไทยและหลังจาก พ.ศ.๒๕๑๘ เป็นต้นมาความเข้มงวดที่เคยมีอยู่บ้างก็หมดสิ้นไป พร้อม ๆ กับที่จำนวนชาวจีนอพยพได้เหลือน้อยลงๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป เพราะกระแสธารการอพยพได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ช่วงต้นๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่เหลืออยู่คู่กับสังคมไทย คือ คนไทยเชื้อสายจีนหรือหัวอี้ ซึ่งปัจจุบันประกอบอาชีพหลากหลายทั้งในภาคเอกชนและภาคราชการเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีส่วนช่วยสร้างสรรค์ความเจริญแก่มาตุภูมิ
แม้ว่าชาวจีนอพยพจะเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีมากที่สุดในสังคมไทย และมีหลักฐานว่ามีชุมชนชาวจีนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่การศึกษาค้นคว้าเรื่องชาวจีนอพยพในด้านต่างๆนั้นยังมีอยู่ไม่มาก องค์ความรู้ที่มีอยู่ยังเป็นระดับมหภาค มิได้ลงลึก สาเหตุหนึ่งมาจากการขาดข้อมูลทางด้านเอกสาร การศึกษาค้นคว้าด้วยการสำรวจภาคสนาม การวิจัยด้วยวิธีประวัติศาสตร์บอกเล่า ข้อมูลจากวรรณกรรม วัตถุสิ่งของ อาคารสถานที่และอื่น ๆ จะช่วยให้ได้ข้อมูลมากขึ้น สถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่นที่มีชุมชนชาวจีนอพยพจะมีบทบาทในการศึกษาค้นคว้าให้ได้องค์ความรู้ใหม่ ๆ ในระดับลึก ที่จักช่วยเสริมให้เข้าใจประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ได้กระจ่างชัดขึ้น
ในส่วนเสริมเพิ่มเติมตอนท้ายนี้จะนำภาพชาวจีนอพยพในภาคกลางที่พรรณนาในนิราศสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นและข้อมูลร่วมสมัยจากงานเขียนของชาวต่างประเทศ รวมทั้งจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ ในหอวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติตัดตอนมาให้อ่านเพียงบางส่วน เพื่อจะได้เห็นข้อมูลและภาพชีวิตของชาวจีนอพยพที่มีอยู่ในเอกสารชั้นต้นและเป็นเอกสารร่วมสมัย โดยจะเน้นภาพที่พรรณนาในนิราศ
นิราศเป็นวรรณคดีประเภทที่กวีมุ่งรำพันถึงความทุกข์โศกอันเนื่องมาจากความอาลัยรัก เมื่อต้องเดินทางจากบ้านจากนางอันเป็นที่รักของตน ผู้หญิงในนิราศนั้นมีจริงบ้าง เป็นจินตนาการของกวีบ้าง การพรรณนาความเกี่ยวกับผู้หญิงในนิราศจึงมักบรรยายตามขนบนิยม การเดินทางในสมัยก่อนต้องใช้เวลานานส่วนใหญ่เดินทางโดยเรือ อาจมีการเดินทางทางบกโดยพาหนะจำพวกเกวียนบ้าง ผู้ที่มีความสามารถเชิงกวีนิพนธ์จึงนิยมแต่งนิราศ และบันทึกภาพตามรายทางที่ตนได้พบเห็นไว้ในงานของตน ดังที่สุนทรภู่ได้กล่าวไว้ในนิราศเมืองเพชรว่า
"จึงจดหมายรายทางตามสังเกต ถิ่นประเทศแนวทางกลางวิถี"
จดหมายเหตุหรือบันทึกของกวีในนิราศมีหลากเรื่องหลายประเด็น เป็นคุณค่าเกิดผลพลอยได้ในการศึกษาเรื่องอื่น ๆ ที่ต่างไปจากการศึกษาเชิงวรรณศิลป์ พวกเจ๊กหรือชาวจีนอพยพในภาคกลางเป็นข้อมูลหนึ่งที่มีอยู่ในนิราศ ดังจะได้ตัดตอนมาให้อ่านดังนี้
"บางเลนเป็นที่หลุ้ม แหล่งปลา
แปลงปลักคลั่กคงคา ขุ่นข้น
ไทยเจ๊กเด็กใหญ่พา พวกซ่อน ช้อนเอย"
(นิราศสุพรรณ หน้า ๓๘๙)
"เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล
ดูเรือแพแต่ละลำล้วนโปะโหละ
พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสียงโหลเหล
บ้างลุยเลนล้วงปูดูโซเซ
สมคะเนใส่ข้องเที่ยวมองคอย"
(นิราศเมืองแกลง หน้า ๑๖)
"สำประทิวงิ้วง้าวสล่าง กร่างไกร
ถิ่นท่าป่ารำไร ไร่ฝ้าย
เจ๊กอยู่หมู่มอญไทย ทำถั่ว รั้วเอย
ปลูกผักฟักกล้วยกล้าย เกลื่อนข้างทางจร"
(นิราศสุพรรณ หน้า ๓๙๙)
"บ้านไร่ไทยเจ๊กตั้ง ทั้งทวาย
กล้วยไข่ไร่เรียงราย เรียกซื้อ"
(นิราศสุพรรณ หน้า ๔๐๔)
ภาพย่านตลาดที่พรรณนาในนิราศนั้น ส่วนใหญ่อุดมสมบูรณ์ การค้าสะพัดดี พวกชาวจีนเป็นพ่อค้าย่อยในตลาดด้วย
"เที่ยวชำเลืองแลชมตลาดเรียง
เป็นสองแถวแนวถนนคนสะพรั่ง
บ้างยืนบ้างนั่งร้านประสานเสียง
ดูรูปร่างนางบรรดาแม่ค้าเคียง
เห็นเกลี้ยงเกลี้ยกล้องแกล้งเป็นอย่างกลาง
ขายหอยแครงแมงภู่กับปูม้า
หมึกแมงดาหอยดองรองกระถาง
พวกเจ๊กจีนสินค้าเอามาวาง
มะเขือคางแพะเผือกผักกาดดอง
ที่ขายผ้าหน้าถังก็เปิดโถง"
(นิราศเมืองแกลง หน้า ๑๗)
การต้มกลั่นเหล้าเป็นอีกอาชีพหนึ่งของพวกชาวจีนอพยพและทำกันในหลายๆ เมือง
"ถึงปากน้ำลำคลองที่ท้องทุ่ง
เจ็กเขาหุงเหล้ากลั่นควันโขมง
มีรางรองสองชั้นทำคันโพง
ผูกเชือกโยงยืนชักคอยตักเดิม"
(นิราศพระประธม หน้า ๒๒)
ภาพชาวจีนที่ปรากฏในนิราศมีตั้งแต่กลุ่มที่เป็นแรงงานรับจ้าง ไปจนถึงกลุ่มที่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ค้าขายและเป็นเจ้าภาษีนายอากร ชาวจีนอพยพที่เป็นแรงงานรับจ้างมีฐานะยากจน ใช้แรงงานรับจ้างทำงานทั่วๆ ไป เช่น รับจ้างแจวเรือในย่านการคมนาคมทางน้ำที่มีเรือผ่านไปมามาก ในนิราศสุพรรณ นายมีได้นั่งเรือมาจนถึงคลองแคบๆ พอดีเป็นช่วงน้ำลด เรือแล่นไปไม่ได้ จึงต้องจ้างชาวจีนมาช่วยโยงเรือนายมีได้บรรยายไว้ดังนี้
"รำพันพลางทางเลื่อนมาหลายเคี้ยว
ดูลดเลี้ยวเหลือแล้วแจวไม่ไหว
คลองก็แคบคดเคี้ยวลดเลี้ยวไป
ทั้งกิ่งไม้เกะกะระประทุน
เจ๊กลูกจ้างแจวเรือก็เหลือเล่ห์
ดูเกเรหัวท้ายเที่ยวย้ายหมุน
พอน้ำขึ้นตามน้ำค่อยค้ำจุน
ชุลมุนมาตะบึงจนถึงโยง"
(นิราศสุพรรณ-นายมี หน้า ๘)
จีนอีกกลุ่มประกอบอาชีพการเกษตร ทั้งการเพาะปลูกการประมง หรือเป็นพ่อค้าย่อยขายผลผลิตต่างๆ ดังที่ได้ยกตัวอย่างให้เห็นแล้ว จีนกลุ่มนี้มีฐานะดีกว่ากลุ่มแรงงานรับจ้างนอกจากนั้นนิราศยังแสดงภาพชีวิตของพวกเจ็กอีกระดับหนึ่งที่ฐานะมั่นคง การงานอาชีพดี มีเงินมีทอง
"ลุดลชนบทบ้าน ขนมจีน
โรงเจ๊กตั้งริมตีน ท่าน้ำ
นั่งนับทรัพย์สิ่งสีน สยายเพ่า เล่าแฮ
เมียข้างสางสลวยล้ำ สลับผู้หูหนาง"
(นิราศสุพรรณ หน้า ๓๙๒)
"หูหนาง" ในโคลงบทนี้คือ "หางหนู" หมายถึงหางเปียของชาวจีนผู้มั่งคั่งมีความสุข มีเวลานั่งให้ภรรยาสยายผมสางผมเปีย
ในนิราศเมืองเพชรกล่าวถึงชาวจีนอพยพที่ประกอบอาชีพขายหมู มีฐานะทางเศรษฐกิจดี กวีสร้างภาพที่สะท้อนความรู้สึกแทนคนไทยในเชิงด้อยด้านเศรษฐานะ ทำนองว่าถ้ามีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้
"ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก
ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข
เมียขาวๆ สาวสวยล้วนรวยโป
หัวอกโอ้อายใจมิใช่เด็ก
ไทยเหมือนกันครั้นว่าขอเอาหอห้อง
ต้องขัดข้องแข็งกระด้างเหมือนอย่างเหล็ก
เอาเงินงัดคัดง้างเหมือนอย่างเจ๊ก
ได้กินเล็กกินน้อยอร่อยใจ"
(นิราศเมืองเพชร หน้า ๒)
ชาวจีนอพยพกลุ่มที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดเห็นจะได้แก่พวกที่ประกอบอาชีพเป็นเจ้าภาษีนายอากร ชาวจีนพวกนี้จะเป็นขุนนางและมีฐานะร่ำรวยทุกคน ในนิราศพระปฐม มหาฤกษ์กล่าวถึงความมั่งมีของพวกเจ้าภาษีนายอากร พร้อมทั้งพรรณนาความรู้สึกเจ็บใจแทนคนไทยว่า บางคนร่ำเรียนมาเสียเปล่า ไม่สามารถจะร่ำรวยแข่งกับพวกจีนเจ้าภาษีได้
"ถึงโรงเจ้าภาษีฆ้องตีดัง
ตั้วโผนั่งแจ่มแจ้งด้วยแสงเทียน
ไว้หางเปียเมียสาวขาวสล้าง
เป็นจีนต่างเมืองมาแต่พาเหียร
ที่ความรู้สิ่งไก่ไม่เรียน
ยังพากเพียรมาได้ถึงใหญ่โต
เห็นดีแน่แต่วิชาขาหมูใหญ่
เราเป็นไทยนึกมาน่าโมโห
มิได้ทำอากรแลบ่อนโป
มาอดโซสู้กรรมทำอะไร"
(นิราศพระปฐม หน้า ๓๕)
ผู้ที่เป็นนายอากรบ่อนเบี้ยมักได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ขุนพัฒน์" ผู้ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ขุนพัฒน์" จึงมีอยู่หลายคน และมีอยู่ในหลาย ๆ เมืองในนิราศพระปฐมกล่าวถึงขุนพัฒน์นายบ่อนจัดละครฉลองพระปฐมเจดีย์ แสดงถึงฐานะอันร่ำรวยและความเป็นคนกว้างขวางของขุนพัฒน์
"เรือมาตามคามนิยมชมสถาน
ดูเรือนบ้านแน่นหนาสินค้าของ
พอถึงพระปฐมด้วยสมปอง
เรือทั้งสองฝั่งฟากดูมากมี
จะหลีกลัดเข้าใกล้ไม่ตลอด
ต้องแวะจอดที่ท่าหน้ากงสี
ขุนพัฒน์ใหญ่ใส่บ่อนละครมี
เสียงเขาตีพิณพาทย์ระนาดรัว
เห็นเกลื่อนกล่นผู้คนออกพรูพรั่ง
เรือประดังจอดก่ายทั้งท้ายหัว"
(นิราศพระปฐม หน้า ๔๓)
ส่วนสุนทรภู่ก็ได้กล่าวถึงความร่ำรวยของขุนพัฒน์ไว้ในลักษณะประชดนิดๆ ในนิราศพระประธม ดังนี้
"น่าชมบุญขุนพัฒน์ไม่ขัดข้อง
มีเงินทองทำทวีภาษีเสริม
เมียน้อยน้อยพลอยเป็นสุขไรจุกเจิม
ได้พูนเพิ่มวาสนาเสียกว่าไทย"
(นิราศพระประธม หน้า ๒๒)
เอกสารจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕ ในหอวชิรญาณและหอจดหมายเหตุแห่งชาติเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ปกครองชาวจีนตำแหน่งต่างๆ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองในภาคกลางที่มีชุมชนชาวจีนและการทำมาหากินของพวกชาวจีนไว้บ้าง ดังจะได้ตัดตอนจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ บางฉบับมาให้อ่านดังนี้
"...เมืองฉะเชิงเทราเขตแดนกว้างขวาง จีนฮกเกี้ยนจีนแต้จิ๋ว จีนไหหลำ ตั้งโรงหีบเคี่ยวน้ำตาลทราย แลตั้งบ้านทำไร่อ้อย ทำสวน ทำนา ค้าขายสับสนปนกันอยู่หลายพวกหลายภาษา." (จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ เลขที่ ๓๗ จ.ศ.๑๒๒๕)
"...แต่เมืองสรรเขตแดนก็กว้างขวาง พวกจีนไหหลำแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน เข้ามาตั้งโรงถลุงแร่เหล็ก แลทำไร่นาค้าขายทำมาหากินก็มีมาก..." (จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ เลขที่ ๑๗ จ.ศ.๑๒๒๗)
"...แต่เมืองอุทัยธานีเขตแดนกว้างขวาง พวกจีนไหหลำแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ก็เข้ามาตั้งโรงหีบอ้อยแลทำไร่นาค้าขาย ทำมาหากินเป็นที่ประชุมอยู่มาก ยังหาได้จัดนายอำเภอจีนไว้ดูแลพวกจีนไม่ แลจีนน้อยก็ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านท่าซุง เป็นคนกว้างขวาง ทั้งพวกจีนก็รักใคร่นับถือ สัตย์ซื่อมั่นคง เห็นพอจะเป็นที่จางวางอำเภอจีนได้ จึงตั้งให้จีนน้อยเป็นที่หลวงพินิจภาษาจางวางอำเภอจีน...." (จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ เลขที่ ๔ จ.ศ.๑๒๒๗)
ส่วนหนังสือเล่าเรื่องกรุงสยามของสังฆราชปาลเลกัวซ์ ได้ให้รายชื่อเมืองต่างๆ ในภาคกลางที่พวกชาวจีนไปตั้งถิ่นฐานประกอบอาชีพ ข้อมูลที่ได้สอดคล้องกับข้อมูลในเอกสารจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕ แต่ข้อมูลจากหนังสือเล่าเรื่องกรุงสยามให้ภาพที่มีสีสันกว่า ดังจะได้ตัดตอนมาเฉพาะบางเมืองที่มีชาวจีนอยู่มาก ดังนี้...ขึ้นไปเหนือชัยนาท ๑๕ ลิเออ จะถึงท่าซุงอันเป็นเมืองคนจีนล้วนๆ ตั้งอยู่ที่ปากน้ำซึ่งไหลมาจากทางทิศตะวันตกพวกจีนได้ตั้งโรงต้มกลั่นสุราขึ้นอีกแห่งหนึ่ง กับมีเดาหล่อราว๑๒ เตาสำหรับหล่อเหล็กซึ่งมีอยู่เป็นอันมากในแถวแถบนั้นเหล็กหลอมที่ได้จากเตาเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะพอใช้ในราชอาณาจักรเท่านั้น ยังเหลือส่งเป็นสินค้าขาออกอันสำคัญได้อีกด้วย..."
(สังฆราชปาลเลกัวซ์ หน้า ๘๓)
"...ข้าพเจ้าได้เห็นเหล็กที่ท่าซุง ซึ่งคนจีนทำอยู่และได้ผลเป็นอันมาก ได้คาร์บอเนทของเหล็กเป็นก้อนๆ ที่เดียวในอาณาบริเวณที่ราบอันกว้างใหญ่ คนไทยเอาเรือไปบรรทุกแล้วนำเอาไปขายด้วยราคาถูกๆ ให้แก่โรงถลุงเหล็กของคนจีนซึ่งทำงานกันทั้งกลางวันกลางคืน มีคนงานตั้ง ๕๐๐ ถึง ๖๐๐คน หล่อเป็นแท่งหนาๆ ส่งเข้ามาบางกอกทุกวัน..."
(สังฆราชปาลเลกัวซ์ หน้า ๑๑๒)
"..เมืองนี้ (บางปลาสร้อย) ตั้งอยู่ชายเนินในอ่าวอันมีปลาชุกชุม ฉะนั้นการจับปลาจึงทำกันได้มากอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว....พลเมืองทั้งไทยจีนรวมกัน ๖,๐๐๐ คน เป็นพ่อค้าและชาวประมง จังหวัดนี้มีการเพาะปลูกอันอุดมสมบูรณ์มากมีข้าว น้ำตาล ยาสูบชนิดดี ผลไม้และผักอเนกอนันต์ มีนาเกลือและเปลือกหอยอย่างไม่รู้หมดสิ้น ซึ่งพวกคนจีนนำเอาไปผลิตเป็นปูนขาว..."
(สังฆราชปาลเลกัวซ์ หน้า ๗๓-๗๔)
"...ถึงเมืองแปดริ้วที่นี่มีกำแพงเชิงเทิน อันภายในเป็นที่ตั้งจวนของเจ้าเมือง ส่วนราษฎรนั้นอยู่เรียงรายกันไปทั้งสองฝั่งฟากแม่น้ำ มีพลเมืองรวมทั้งสิ้นราว๑๐,๐๐๐ คน ทั้งจังหวัดเป็นที่ราบใหญ่ อุดมไปด้วยนาข้าว สวนผลไม้ และไร่อ้อยมีโรงหีบอ้อยไม่ต่ำกว่า ๒๐ โรง ซึ่งเจ้าของเป็นคนจีน."
(สังฆราชปาลเลกัวซ์ หน้า ๗๔)
"..พลเมืองของแม่กลอง (สมุทรสงคราม) มีราว๑๐,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่เป็นคนจีนซึ่งประกอบการค้าและการประมงคนไทยมักทำไร่ซึ่งพื้นดินอุดมดีมาก...จังหวัดนี้มีนาเกลือและผลิตเกลือเลี้ยงทั้งประเทศ..."
(สังฆราชปาลเลกัวซ์ หน้า ๙๒)
"... ไร่อ้อยเป็นจำนวนมากทั้งสองฝั่งฟากแม่น้ำแจ้งให้เรารู้ว่าเรากำลังเข้าไปใกล้เขตจังหวัด นครชัยศรี เข้ามามากแล้วไม่ช้าก็เห็นโรงหีบอ้อยตั้งเรียงรายอยู่เป็นระยะไม่ขาดสายข้าพเจ้านับได้กว่า ๓๐ โรง ซึ่งแต่ละโรงใช้กุลีคนจีนราว ๒๐๐ถึง ๓๐๐ คน จังหวัดนี้มีพื้นดินที่ได้รับการปรับปรุงแล้วและอุดมมาก นอกจากข้าวสาร น้ำตาล ก็มีคราม ข้าวโพด มันเทศและผักพรรณต่างๆ.."
(สังฆราชปาลเลกัวซ์ หน้า ๙๕)
".ถึงกาญจนบุรีหรือปากแพรก อันเป็นเมืองที่มีกำแพงล้อมอีกเหมือนกัน เป็นเมืองด่านที่สำคัญทางภาคตะวันตก จังหวัดนี้มีไม้ฝาง ไม้เต็ง ไม้ไผ่เนื้อดี และไม้อย่างอื่นที่ใช้ในการปลูกสร้างบ้านเรือน คนจีนทำไร่ยาสูบ มันหูเสือและมันเทศ..."
(สังฆราชปาลเลกัวซ์ หน้า ๙๓-๙๔)
"...ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การให้สัมปทานผูกขาด (สินค้าบางอย่าง) ก็เพิ่มพูนขึ้นทุกปี คนไทยกับคนจีนช่วงชิงกรรมสิทธิ์ในการรับสัมปทานกันในการประมูลหรือขายทอดตลาดแต่สุดท้ายคนจีนก็ได้รับไปหมด และครองความเป็นใหญ่ในตลาดการค้าได้ตลอดมา..."
(สังฆราชปาลเลกัวซ์ หน้า ๒๘๗)
"..ภายในประเทศการค้ามักจะดำเนินไปด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเสียเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะพวกคนจีนระบาดไปตามทุ่งท่าและป่าเขา นำเอาผ้า เครื่องถ้วยชามรามไหและของใช้เบ็ดเตล็ดจากเมืองจีน ไปแลกข้าว ฝ้าย และผลิตผลอย่างอื่นๆ จากจังหวัดต่างๆ ที่ตนผ่านไป.."
(สังฆราชปาลเลกัวซ์ หน้า ๓๐๕)
นอกจากนั้น หนังสือพิมพ์บางกอกกาเลนเดอร์ของหมอบรัดเลย์ งานเขียนของนีล และเอกสารของครอว์ฟอร์ดได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชาวจีนอพยพภาคกลางไว้บ้าง จึงขอตัดตอนมาให้อ่านบางส่วน ปิดท้ายส่วนเสริมเพิ่มเติมของคำนี้
"...พวกชาวจีน ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมากนั้นแผ่กระจายอยู่ทั่วประเทศ..ส่วนใหญ่จะพบพวกชาวจีนได้ในบริเวณศูนย์กลางการค้า อุตสาหกรรม มีอาชีพทางด้านถลงและผลิตเหล็ก ปลูกพริกไทย อ้อย ทำน้ำตาล และประกอบการค้า....สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแพร้านค้าของชาวจีนเรือเหล่านี้ (เรือสำเภา) มีชาวจีนเป็นกัปตัน จะมีที่มิได้เป็นชาวจีนก็เพียงไม่กี่ลำ"
(เอกสารของครอว์ฟอร์ด หน้า ๙๖, ๑๐๘)
"ชาวจีนหลายคนที่แต่งงาน ได้ตั้งหลักฐานร่ำรวยจากไร่อ้อยที่เขาปลูกอยู่ทางตอนกลางของประเทศ บ้างก็ทำการปลูกใบยาและฝ้ายชนิดอื่นๆ มีบางส่วนก็ไปเก็บยางไม้ที่ใช้ประโยชน์ได้มาก เช่น รง ต้นฝาง หรือพืชผลที่มีราคาอย่างอื่นๆ..."
(เฟรเดอริค อาร์เธอร์ นีล หน้า ๖๕-๖๖)
"...ตามสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณที่ผ่านตัวเมืองกรุงเทพฯ นั่น เรียงรายไปด้วยเรือนแพซึ่งมีระยะทางยาวประมาณ๔-๕ ไมล์ ขนาดของเรือนแพเหล่านี้ใกล้เคียงกันเป็นส่วนมากคือ ประมาณ ๓๐-๔๐ ตารางฟุต เป็นเรือนแฝดชั้นเดียวฝาขัดแตะ และหลังคามุงจาก ซึ่งเรือนแพเหล่านี้เกือบทั้งหมดมีเจ้าของเป็นชาวจีน..."
(D.B.Bradley หน้า ๑๑๑-๑๑๒)
เอกสารอ้างอิง
หอวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ, จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔. เลขที่ ๓๗ จ.ศ.๑๒๒๕ ร่างสารตราถึงเมืองฉะเชิงเทราตั้งนายอำเภอจีนเข้ารีด
หอวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ, จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔. เลขที่ ๔ จ.ศ.๑๒๒๗ ร่างสารตราถึงพระยาไชยวิชิตกรุงเก่า ถึงพระยาอุทัยธานี
หอวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ, จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔. เลขที่ ๑๗จ.ศ.๑๒๒๗ ร่างสารตราถึงเมืองพรหมบุรี และเมืองสรรบุรี
ครอว์ฟอร์ด, จอห์น เอกสารของครอว์ฟอร์ด แปลโดย ไพโรจน์ เกษแม่นกิจกรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๑๕.
ต้วนลี่เชิง "การค้นคว้าขั้นต้นเกี่ยวกับเรื่องเมืองท่าจางหลินของอำเภอเฉิงห่ายเรือหัวแดงและการอพยพไปอยู่สยามของคนจีนแด้จิ๋ว" ชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยและในภูมิลำเนาเดิมที่เฉาซัน สมัยที่หนึ่ง ท่าเรือจางหลิน (๒๓๑๐-๒๓๙๓) กรุงเทพฯ : สถาบันเอเชียศึกษา, ๒๕๓๔.
เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ เย็นสบายชายน้ำ กรุงเทพฯ :อมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์, ๒๕๔๐.
นายมี นิราศสุพรรณ กรุงเทพฯ : พระจันทร์, ๒๕๐๔.
นีล, เฟรเดอริค อาร์เธอร์ ชีวิตความเป็นอยู่ในกรุงสยามในทัศนะของชาวต่างประเทศระหว่าง พ.ศ.๒๓๘๓-๒๓๘๔ แปลโดยเรือเอกหญิงลินจง สุวรรณโภคิน กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๕.
ปาลเลกัวซ์, สังฆราช เล่าเรื่องกรุงสยาม แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร กรุงเทพฯ : ก้าวหน้า, ๒๕๒๐.
ภูมิศาสตร์ประเทศจีน เป่ยจิง : สำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ, ๒๕๓๐.
ภูวดล ทรงประเสริฐ "นโยบายของรัฐบาลที่มีต่อชาวจีนในประเทศไทย(พ.ศ.๒๕๗๕-๒๕๐๐)" วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๑๙.
มหาฤกษ์ นิราศพระปฐม กรุงเทพฯ : ราษฎร์เจริญ, ๒๔๙๔.
ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล "การควบคุมชาวจีนในสมัยรัตนโกสินทร์ก่อนการปฏิรูปการปกครอง (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๓๕)" วารสารเอเชีย ปริทัศน์ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๓ กันยายน-ธันวาคม ๒๕๓๑.
ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล "เศรษฐกิจไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๙๘)" เอกสารการสอนชุดวิชาเศรษฐกิจไทย นนทบุรี :สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๓.
สุนทรภู่ นิราศพระประธม กรุงเทพฯ : ราษฎร์เจริญ, ๒๔๙๔.
สุนทรภู่ นิราศเมืองแกลง กรุงเทพฯ : ราษฎร์เจริญ, ๒๔๙๓.
สุนทรภู่ นิราศเมืองเพชร กรุงเทพฯ : ราษฎร์เจริญ, ๒๔๙๔.
สุนทรภู่ นิราศสุพรรณ มปท. : มปป.
Bradley, D.B. The Bangkok Calendar Bangkok : American Missionary Association, 1871.
Fairbank, John.K. and others. East Asia : The Modern Transformation Boston : Houghton Mifflin Company, 1964.
Skinner, G. William Chinese Society in Thailand : An Analytical History New York : Cornell University Press, 1957.
ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล เรียบเรียง