จิตรกรรมฝาผนังภาคกลางกับวรรณคดี
การค้นคว้าเรื่องจิตรกรรมฝาผนังภาคกลางกับความสัมพันธ์ระหว่างวรรณคดีและอิทธิพลที่มีต่อความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณี โดยศึกษาจากวัดจำนวน ๒๗๑ วัด และพระราชวัง๒ แห่ง จาก ๑๖ จังหวัดในภาคกลางของประเทศไทย สรุปได้ว่า วรรณคดีที่นำมาใช้ในการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้นเป็นเรื่องราวในพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ เรื่องพุทธประวัติซึ่งนำมาจากพระสุตตันตปิฎกหรือจากเรื่องพระปฐมสมโพธิกถาเรื่องพระเวสสันดรและทศชาติ ซึ่งนำมาจากนิบาตชาดก ส่วนเรื่องอื่น ๆ ได้แก่ ไตรภูมิ สมบัติอมรินทร์ ซึ่งเนื้อหามาจากพระไตรปิฎกทั้งสิ้น ส่วนเรื่องอันเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่มีผู้แต่งขึ้นภายหลัง ได้แก่ เรื่องพระมาลัย นิทานในปัญญาสชาดกและเรื่องสั้นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเช่นกัน ได้แก่ คาถาพาหุง อสุภะ ธุดงควัตร ปริศนาธรรม และประวัติการสังคายนาพระไตรปิฎก สำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาฮินดูที่นำมาเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ได้แก่ เรื่องรามเกียรติ์และนารายณ์สิบปางส่วนวรรณคดีเรื่องอื่นๆ ได้แก่ สามก๊ก และอิเหนา สำหรับเรื่องที่ต่างออกไปซึ่งเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ พระราชพิธีพิธีและเทศกาล ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากพระราชพงศาวดารกฎมณเฑียรบาล ทวาทศมาส นิราศเดือน เป็นต้น ที่ต่างออกไปได้แก่ เรื่องศรีธนญชัย ซึ่งเป็นนิทานท้องถิ่น
พุทธประวัติเป็นเรื่องที่นิยมนำมาเขียนกันมากที่สุดรองลงไป ได้แก่ เรื่องพระเวสสันดร ทศชาติเรื่องอื่นๆนอกจากนั้นได้แก่ไตรภูมิ และพระมาลัย ส่วนเรื่องอื่น ๆ มักจะเป็นส่วนประกอบเท่านั้น
แต่เดิมเรื่องราวที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังนั้นมีความผูกพันกับชีวิตประจำวัน สัมพันธ์กับวรรณคดี และมีอิทธิพลต่อความเชื่อ วัฒนธรรมและประเพณีของคนไทย วัดเคยเป็นศูนย์กลางของชุมชน แต่ต่อมาสังคมเปลี่ยนแปลงไปวัดจึงมีหน้าที่เพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมแก่ประชาชน เรื่องราวในจิตรกรรมฝาผนังห่างไกลจากชีวิตประจำวันของประชาชนและค่อย ๆ หมดความสำคัญไป ในปัจจุบันจึงเป็นเพียงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าทางการศึกษารวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย
ที่มาของจิตรกรรมฝาผนังภาคกลาง
จากการสำรวจข้อมูลจิตรกรรมฝาผนังจำนวน ๒๗๓แห่ง ใน ๑๖ จังหวัดของภาคกลางในประเทศไทย มีวัดจำนวน๒๗๑ แห่งและสถานที่อื่นๆ อีก ๒ แห่ง ดังต่อไปนี้
๑. กรุงเทพฯแห่ง ๖๗ แห่ง
๒. สุพรรณบุรี ๓๒ แห่ง
๓. พระนครศรีอยุธยา ๓๐ แห่ง
๔. เพชรบุรี ๒๕ แห่ง
๕. ราชบุรี ๒๓ แห่ง
๖. ฉะเชิงเทรา ๒๐ แห่ง
๗. สระบุรี ๑๕ แห่ง
๘. ปทุมธานี ๑๕ แห่ง
๙. สิงห์บุรี ๙ แห่ง
๑๐. นนทบุรี ๘ แห่ง
๑๑. สมุทรสาคร ๗ แห่ง
๑๒. อ่างทอง ๖ แห่ง
๑๓. สมุทรสงคราม ๕ แห่ง
๑๔. สมุทรปราการ ๕ แห่ง
๑๕. นครปฐม ๕ แห่ง
๑๖. กาญจนบุรี ๑ แห่ง
แหล่งข้อมูล ๒๗๓ แห่ง จัดแบ่งเป็นกลุ่มวรรณคดีได้ดังนี้
๑. พุทธประวัติ จำนวน ๒๐๕ แห่ง ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติพระพุทธเจ้า พระอดีตพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า อนุพุทธประวัติ เถรีประวัติและอุบาสกอุบาสิกาประวัติ
๒. นิบาตชาดก จำนวน ๑๑๓ แห่ง คือเรื่องราวในนิบาตชาดกทั้งหมด ๕๔๗ เรื่อง และเรื่องที่มักกล่าวแยกออกไปทั้งที่เป็นเรื่องในนิบาตชาดกได้แก่ ทศชาติชาดก โดยเฉพาะเรื่องมหาชาติหรือพระเวสสันดรชาดก
๓. ปัญญาสชาดก จำนวน ๙ แห่ง ได้แก่เรื่องราวชาดกนอกนิบาตประมาณ ๕๐ เรื่อง ที่รู้จักกันดีในภาคกลางได้แก่ สุธนชาดก รถเสนชาดก สุวรรณสังข์ชาดก หลวิชัยคาวีชาดก สุธนูชาดก เป็นต้น
๔. ไตรภูมิ จำนวน ๔๐ แห่ง ได้แก่ เรื่องราวที่ปรากฏในพระไตรปิฎก อรรถกถาและปกรณ์พิเศษ และที่รู้จักกันในวรรณคดีไทย ได้แก่ ไตรภูมิกถา จักรวาฬที่ปนี โลกบัญญัติโลกที่ปนี และไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา เป็นต้น
๕. พระมาลัย จำนวน ๑๖ แห่ง จากเรื่องมาเลยุยสูตรหรือฎีกามาลัย และเป็นที่รู้จักกันในวรรณคดีไทย ได้แก่พระมาลัยคำหลวง และเรื่องพระมาลัยฉบับชาวบ้านที่นำมาแต่งกันมากมาย ได้แก่ มาลัยกลอนสวดในแต่ละท้องถิ่นซึ่งมีหลายสำนวนแต่มีเค้าเรื่องใกล้เคียงกันจิตรกรรมฝาผนังภาคกลางกับวรรณคดี ๑๔๘๔
๖. รามเกียรติ์และนารายณ์สิบปาง จำนวน ๔ แห่งเป็นเรื่องราวในศาสนาฮินดูเรื่องรามายณะ แม้ว่าจะแพร่หลายในวรรณคดีไทย แต่เพิ่งจะนำมาเขียนเป็นภาพในจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์
๗. วรรณคดีเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาจำนวน ๓๖ แห่ง ได้แก่ เรื่องสมบัติอมรินทร์ อันเป็นเรื่องที่มาจากพระไตรปิฎกและปรากฏในวรรณคดีไทย คาถาพาหุงเป็นเรื่องบทสวดคาถาชัยมงคล สุภาษิต ธุดงควัตร อสุภะและเรื่องพระพุทธบาท เรื่องดังกล่าวเพิ่งจะเป็นที่นิยมวาดในสมัยรัตนโกสินทร์และเป็นที่แพร่หลาย
๘. วรรณคดีเรื่องอื่น ๆ จำนวน ๑๑ แห่ง โดยข้อเท็จจริงแล้วมักจะไม่นิยมนำวรรณคดีประโลมโลกมาเขียนเป็นจิตรกรรมฝาผนัง แต่นิยมวาดเมื่อได้รับอิทธิพลตะวันตก เป็นลักษณะภาพประดับเช่นการนำกรอบรูปมาติดไว้ วรรณคดีดังกล่าวเช่นเรื่องสามก๊ก อิเหนา และศรีธนญชัย
๙. วรรณคดีที่เกี่ยวกับการบันทึกเหตุการณ์ ๙ แห่งเป็นเรื่องที่นิยมกันในสมัยหลังจากที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกได้แก่ การนำเอาเรื่องราวในพระราชพงศาวดารมาวาดเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง ได้แก่ เรื่องพระนเรศวรมหาราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช เป็นต้นหรือไม่ก็นำเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่ประทับใจบางตอนมาบันทึกไว้เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง อีกส่วนหนึ่งเป็นการนำพระราชพิธีและพิธีทางศาสนา เทศกาลรื่นเริงต่างๆ มาบันทึกไว้เป็นภาพดังปรากฏในวรรณคดีเรื่องทวาทศมาส นิราศเดือนและพระราชพิธีสิบสองเดือน เป็นต้น
จิตรกรรมฝาผนังในวัดมักจะอยู่ในพระอุโบสถ รองลงมาคือพระวิหาร นอกจากนี้ยังปรากฏในฝาผนังของศาลาการเปรียญ ศาลาราย มณฑป หอสวดมนต์ หอระฆัง และยังปรากฏในผนังกรุของพระปรางค์ ส่วนในพระบรมมหาราชวังก็ปรากฏอยู่ในผนังพระที่นั่งอันเคยเป็นที่ประทับของพระมหา-กษัตริย์
ความสัมพันธ์ระหว่างจิตรกรรมฝาผนังกับวรรณคดี
ภาพจิตรกรรมฝาผนังในภาคกลางส่วนใหญ่มีแรงบันดาลใจมาจากวรรณคดีซึ่งช่างได้นำมาสร้างเป็นภาพ เพื่อให้เกิดความศรัทธาน่าเลื่อมใสต่อพุทธศาสนา และเกิดความประทับใจต่อผู้พบเห็น การถ่ายทอดให้ผู้ดูด้วยภาพซึ่ง่ายกว่าการอ่านจากตัวหนังสือ และโดยเฉพาะสามารถทำให้ผู้ที่ไม่ได้รู้หนังสือได้เข้าใจและเกิดความศรัทธาได้อย่างลึกซึ้ง
เนื้อหาในจิตรกรรมที่เกี่ยวกับพุทธประวัติ จิตรกรน่าจะนำมาจากพระไตรปิฎกโดยตรง หรืออาจจะนำมาจากวรรณคดีที่ผ่านการกลั่นกรองมาโดยกวีในแต่ละสมัย ซึ่งกวีได้พยายามถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ส่วนจิตรกรก็ได้ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพเขียนซึ่งเป็นสื่อให้ผู้พบเห็นได้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ อย่างมีศิลปะเช่นกัน
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าวรรณคดีกับจิตรกรรมฝาผนังนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และมีอิทธิพลต่อความเชื่อประเพณีและวัฒนธรรมไทยตั้งแต่อดีตสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจิตรกรรมฝาผนังกับวรรณคดีและอิทธิพลที่มีต่อความเชื่อประเพณีและวัฒนธรรมในภาคกลางของประเทศไทย โดยศึกษาจากวัดและสถานที่สำคัญจำนวน ๒๗๓ แห่ง ใน ๑๖ จังหวัด ซึ่งมีอายุยาวนานกว่า ๕ ศตวรรษ สืบเนื่่องต่อกันมาไม่ขาดสาย คือ ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นจนถึงสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือจากประมาณ พ.ศ. ๒๕๙๓ จนถึงประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๕
การกำหนดอายุโดยถือตัวอย่างจิตรกรรมฝาผนังในคูหาพระปรางค์วัดพระราม ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะวาดขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง (พ.ศ.๑๘๙๓-๑๙๑๒)จนถึงการซ่อมจิตรกรรมฝาผนังรอบระเบียงคดที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งซ่อมโดยจิตรกรสกุลช่างรัตนโกสินทร์ชุดสุดท้ายใน พ.ศ.๒๕๗๒-๒๔๗๕ คราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ๑๕๐ ปี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(พ.ศ.๒๔๖๘-๒๔๗๗) รวมระยะเวลาของจิตรกรรมฝาผนังที่นำมาศึกษา ๕๔๒ ปี โดยประมาณ
ภาพพุทธประวัติ ในจิตรกรรมฝาผนัง หมายรวมถึงภาพที่เกี่ยวกับพระอดีตพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า ประวัติพระพุทธเจ้า ประวัติพระอัครสาวก อนุพุทธประวัติ เถรีประวัติอุบาสกอุบาสิกาประวัติ อันเป็นองค์ประกอบทั้งหมดรวมอยู่ในภาพที่เรียกว่า พุทธประวัติ เพราะการเขียนภาพ การลำดับภาพมีความสัมพันธ์และต่อเนื่องกัน
เรื่องราวที่นำมาใช้ในจิตรกรรมฝาผนังภาคกลางตั้งแต่สุโขทัยได้แก่เรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและเรื่องในนิบาดชาดก ต่อมาในสมัยอยุธยาเรื่องพุทธประวัติและนิบาตชาดกก็ปรากฏเด่นชัดขึ้น ภาพเรื่องพุทธประวัติจะมีรายละเอียดมากขึ้นและแบ่งเป็นตอน ๆ ภาพอดีตพุทธเจ้า พุทธสาวกและภาพเทพชุมนุมก็นิยมวาด พร้อมกันนี้ภาพเรื่องทศชาติที่เริ่มนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องพระเวสสันดร
นอกจากนี้ภาพเรื่องในไตรภูมิหรือเรื่องราวเกี่ยวกับจักรวาล มีรายละเอียดและนิยมกันตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนานั้นปรากฏไม่เด่นชัดจะมีก็เพียงเรื่องรามเกียรติ์ แต่มีลักษณะเป็นภาพประดับมากกว่า
วรรณคดีไทยสมัยสุโขทัยและอยุธยาในส่วนที่เกี่ยวกับพุทธประวัติไม่ปรากฏหลักฐาน จิตรกรรมฝาผนังในสมัยสุโขทัยและอยุธยาน่าจะนำมาจากพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นภาษาบาลีโดยตรงหรือน่าจะนำมาจากอรรถกถาหรือวรรณคดีที่เป็นภาษาบาลี ไม่พบวรรณคดีที่เกี่ยวกับพุทธประวัติที่แต่งเป็นภาษาไทย
เรื่องพุทธประวัติมาจากพระไตรปิฎก ส่วนใหญ่ปรากฏในหมวดทีฆนิกาย มหาวัคค์พระสุดตันตปิฎก เริ่มแต่ตอนต้นเรื่องที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนัง ดังนี้
๑. มหาปทานสูตร เรื่องราวตอนต้นเป็นเรื่องพระอดีตพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ ได้แก่ พระวิปัสสี พระสีขี พระเวสสภูพระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระโคตมะ
ในส่วนที่เป็นประวัติพระโคตมะหรือส่วนที่เรียกว่าพุทธประวัตินั้นเริ่มดังนี้
การจุดิของพระโพธิสัตว์
ลักษณะของพระพุทธมารดา
พระวิปัสสีกุมาร (ผู้รู้แจ้ง) คือพระสิทธัดถะกุมารประสูติประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
ขณะยังทรงเป็นพระราชกุมาร เสด็จราชอุทยานพร้อมสารถี เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตายและนักบวช เห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสังขาร
ตัดสินพระทัยออกผนวชแสวงหาโมกขธรรม
ตรัสรู้ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
การเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอน
๒. มหานิทานสูตร การเผยแพร่พุทธศาสนาเริ่มแต่พระอานนท์พุทธอนุชาเข้าเฝ้า
๓. มหาปรินิพพานสูตร เริ่มแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประทับ ณ เขาคิชฌกูฏในกรุงราชคฤห์
ปลงอายุสังขาร
ปัจฉิมโอวาท
ปรินิพพาน
ถวายพระเพลิง
ในส่วนที่เป็นวรรณคดีบาลีที่น่าจะมีแพร่หลายในสมัยอยุธยา คือ เรื่องปฐมสมโพธิกถา แต่บางแปลเป็นภาษาไทยน่าจะมีมาแต่ครั้งอยุธยาเช่นกัน แต่สูญหายในคราวเสียกรุงปี พ.ศ.๒๓๑๐ จึงได้มีการแปลขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และเชื่อว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัตินั้นน่าจะได้เค้าโครงมาจากพระปฐมสมโพธิกถาเพราะลำดับเรื่องใกล้เคียงกัน
สำหรับประเพณีที่ยืดถือปฏิบัติจากพุทธประวัติได้แก่วันสำคัญทางศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬห-บูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา เป็นต้น วันสำคัญเหล่านี้เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติโดยตรง มีภาพจิตรกรรมฝาผนังบางวัดในภาคกลางที่แสดงให้เห็นประเพณีเหล่านี้ เช่นวัดเขียนเขต จังหวัดปทุมธานี เป็นต้น
ในจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติแบบประเพณีหรือสกุลช่างรัตนโกสินทร์ ได้รับอิทธิพลมาจากสกุลช่างอยุธยา ที่พบในภาคกลางได้ให้ความสำคัญกับภาพปางผจญมารมากที่สุดและมีอิทธิพลมายาวนาน เข้ากับองค์ประกอบของพระอุโบสถพอดี เพราะพระประธานนิยมสร้างในปางมารวิชัย ภาพมารผจญจะปรากฏอยู่บนผนังด้านหน้าพระประธาน มักเป็นภาพเขียนขนาดใหญ่ เป็นเรื่องพญาวสวัดดีมารได้ยกทัพเสนามารพร้อมด้วยอมนุษย์และสัตว์ร้ายมาสำแดงฤทธิ์ รอบ ๆ เกิดอากาศวิปริตเป็นพายุใหญ่ เหล่าเทพที่เฝ้าแหนต่างพากันหลบหนีเหลือแต่พระพุทธองค์ประทับเหนือรัตนบัลลังก์อย่างสงบ พระหัตถ์ข้างขวาพาดไว้ที่พระชงฆ์ ซึ่งเป็นนิมิตหมายอันแสดงสักขีพยานแก่แม่พระธรณี ซึ่งพระแม่ธรณีบิดพระโมฟิเกิดน้ำท่วมหมู่มาร ในที่สุดพญามารยอมแพ้ ต่างละพยศและประนมมือถวายอภิวาท และในที่สุดพระองค์ก็ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนประกอบอื่นๆ ของภาพมารผจญเป็นภาพเทพชุมนุม หรือวิทยาธรต่างๆ ประนมมืออนุโมทนา
ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่แสดงเรื่องพุทธประวัติตั้งแต่ต้นจนจบมีปรากฏตั้งแต่สมัยอยุธยา ได้แก่ ที่วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี วัดเกาะแก้วสุทธาราม จังหวัดเพชรบุรี และในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ปรากฏที่วัดดุสิดาราม วัดสุทัศนเทพวรารามกรุงเทพฯ และที่ได้รับการยกย่องว่าสมบูรณ์และละเอียดลออที่สุดในเรื่องพุทธประวัติ ได้แก่ ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ซึ่งเขียนขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ-พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ราวปี พ.ศ.๒๓๓๘-๒๓๔๐
ในส่วนย่อยที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ เช่น เรื่องพระอดีตพุทธเจ้า ปรากฏในมหาปทานสูตร ทีฆนิกาย มหาวัคค์ ในพระสุตตันตปิฎก ส่วนในเรื่องพระปัจเจกพุทธเจ้า อนุพุทธประวัติพระเถระ พระเถรีและเรื่องพุทธวงศ์ ปรากฏในขุททกนิกาย อปาทาน ภาค ๑ และภาค ๒ ในพระสุตตันตปิฎก
ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระอดีตพุทธเจ้านั้นปรากฏมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นแล้ว เช่น ในกรุพระปรางค์ประธานวัดพระราม วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และในกรุพระปรางค์ วัดมหาธาตุ จังหวัดราชบุรีในสมัยต่อมาเช่นที่วัดชมพูเวก วัดปราสาท วัดกู้ จังหวัดนนทบุรี วัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำหรับในสมัยรัตนโกสินทร์ที่สำคัญได้แก่ที่วัดสุทัศนเทพวราราม วัดบรมสถานสุทธาวาส กรุงเทพฯ เป็นต้น
ภาพพระอดีตพุทธเจ้าปรากฏทั่วไปในวัดในภาคกลางเท่าที่ได้สำรวจพบ ๓๘ วัด กระจายอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ปทุมธานีฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร
สำหรับเรื่องปัจเจกพุทธเจ้า ปรากฏเพียง ๒ วัด คือที่วัดบรมสถานสุทธาวาสและวัดสุทัศนเทพวรารามและเป็นฝีมือช่างรัตนโกสินทร์ และเรื่องอนุพุทธประวัติ พระเถรีประวัติพระอุบาสก พระอุบาสิกา ปรากฏเพียงวัดเดียวเท่านั้นคือ ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์เช่นกัน
นิบาตชาดก ที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังและจิตรกรรมที่ปรากฏบนแผ่นหินหรือพระบฏเป็นเรื่องที่นำมาจากพระไตรปิฎกซึ่งอยู่ในหมวดพระสุตดันตปิฎก ขุททกนิกาย มี ๕๔๗ เรื่องซึ่งเรื่องที่แพร่หลายในประเทศไทย ที่รู้จักกันทั่วไปคือ เรื่องในทศชาติชาดกหรือที่เรียกว่านิบาตชาดก ๑๐ เรื่อง และเป็นที่นิยมกันมาก ได้แก่ เรื่องพระมหาชาติหรือเรื่องพระเวสสันดรอันเป็นพระชาติท้ายสุดของพระโพธิสัตว์ ปรากฏในวรรณคดีไทยที่แต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นคือ มหาชาติคำหลวง ซึ่งต่อมามีการแต่งเป็นคำประพันธ์อื่นๆ เช่น แต่งเป็นคำกาพย์ และเป็นร่ายยาว เป็นต้น และเป็นที่นิยมนำมาเทศน์จนกลายเป็นประเพณีการเทศน์มหาชาติ อันเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและเมื่อมาถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ก็เป็นที่นิยมแพร่หลายกันมากขึ้น จนเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุดในความเชื่อของคนไทยที่ต้องฟังเทศน์มหาชาติ เพราะเกี่ยวโยงกับความเชื่อเรื่องสวรรค์และพระศรีอาริยเมตไตรย
ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องนิบาตชาดกที่มีเรื่องเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ ๕๔๗ เรื่องนั้น ในประเทศไทยมีเพียง ๒ วัดที่จิตรกรจงใจสร้างเรื่องราวในนิบาตชาดกเกือบทั้งหมด คือภาพลายเส้นบนหินชนวนที่วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ในภาคกลาง ๑๖ จังหวัด มีเพียงวัดเดียวเท่านั้น ที่สร้างจิตรกรรมฝาผนังเรื่องนิบาตชาดกทั้งหมด คือที่วัดเครือวัลย์วรวิหาร กรุงเทพฯ เป็นฝีมือจิตรกรสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นวาดเป็นช่อง ช่องละหนึ่งเรื่อง
ส่วนใหญ่แล้วช่างไทยนิยมวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องในนิบาตชาดกเฉพาะ ๑๐ เรื่อง ซึ่งเรียกว่าทศชาติ ได้แก่เรื่องเตมีย์กุมาร มหาชนก สุวรรณสาม เนมิราช มโหสถ ภูริทัตจันทกุมาร พระนารท วิธูรบัณฑิต และเวสสันดร การวาดเรื่องเรียงต่อกันไปส่วนใหญ่เป็นเฉพาะฉากที่ประทับใจจนเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างจะตายตัว และเป็นภาพค่อนข้างใหญ่กว่าภาพประกอบอื่น ดังนี้
เรื่องพระเตมีย์กุมาร เป็นภาพพระเตมีย์ทรงยกราชรถลอยขึ้นเหนือพระเศียรโดยพระหัตถ์เพียงข้างเดียว โดยมีสารถีซึ่งขุดหลุม กำลังอยู่ในท่าตื่นตระหนก
เรื่องพระมหาชนก เป็นภาพเทพธิดากำลังอุ้มพระมหาชนก ด้านล่างภาพเป็นเรือสำเภาใหญ่แตกกลางมหาสมุทรผู้คนที่มากับเรือสำเภาต่างหนีตายกันอลหม่าน
เรื่องพระสุวรรณสาม เป็นภาพพระสุวรรณสาม นักพรตหนุ่มต้องศรปิลยักษ์ล้มลง และถึงแก่ความตายในท่ามกลางกวางรายล้อม
เรื่องพระเนมิราช เป็นภาพแดนสวรรค์อันน่ารื่นรมย์ต่อเนื่องกับแดนนรกอันน่าสะพรึงกลัว โดยมีพระเนมิราชทรงราชรถชมสวรรค์และนรก พระมาตุลีเป็นสารถี
เรื่องมโหสถ เป็นภาพทัพกษัตริย์จุลนีพรหมทัตยกทัพมาล้อมเมืองมิถิลานครของพระเจ้าวิเทหราช แต่ด้วยปัญญาของพระมโหสถทำให้เอาชนะได้
เรื่องพระภูริทัต เป็นภาพพราหมณ์กำลังจับตัวพระภูริทัตซึ่งเป็นพญานาคผู้มั่นคงในศีลจึงไม่ทำร้ายผู้ใดยอมให้เจ็บตัวภายหลังได้ไปเกิดในสวรรค์ด้วยผลบุญที่กระทำนั่นเอง
เรื่องพระจันทกุมาร เป็นภาพพระจันทกุมารผู้ชื่อสัตย์ถูกกัณฑทาลพราหมณ์ปุโรหิตวางแผนฆ่า โดยให้พระเจ้าเอกราชจับบูชายัญ ท้าวสักกะแปลงเป็นยักษ์มาช่วยขณะทำพิธีบูชายัญในที่สุดปุโรหิตผู้ฉ้อฉลถูกประชาชนลงทัณฑ์ถึงแก่ชีวิต
เรื่องพระนารท เป็นภาพพระนารทได้จำแลงเป็นพระฤๅษีเหาะลงมาพบพระเจ้าอังคติกษัตริย์ครองกรุงมิถิลาพระนารทหาบสาแหรกเครื่องบริขารทำด้วยทอง ภายในสาแหรกบรรจุก้อนทองคำ พระนารทได้แสดงธรรมให้พระเจ้าอังคดิละจากมิจฉาทิฐิ
เรื่องพระวิธูร เป็นภาพพระวิธูรบัณฑิตเกาะหางม้าและภาพปุณณกยักษ์จับพระวิธูรบัณฑิตโยนลงเหวหมายฆ่าให้ตายแต่ในที่สุดปุณณกยักษ์ยอมแพ้เพราะได้ฟังการแสดงธรรมของพระวิธูรบัณฑิต
ส่วนเรื่องพระเวสสันดรนั้น ถือเป็นพระชาติสุดท้ายและจิตรกรให้ความสำคัญที่สุด เนื้อหาได้แบ่งออกเป็นตอนๆ ๑๓ ตอน ตามเนื้อหาในการเทศน์มหาชาติคือ ๑๓ กัณฑ์ ปรากฏภาพ ดังนี้
ทศพร เป็นภาพท้าวสักกะ กำลังประทานพรแก่นางผุสดี
หิมพานต์ เป็นภาพพระเวสสันดรประทานช้างปัจจัยนาเคนทร์แก่พราหมณ์จากเมืองกลิงคราษฎร์
ทานกัณฑ์ เป็นภาพพระเวสสันดร พระนางมัทรี สองกุมาร และนางผุสดีทรงกรรแสงโศกาอาดูรหลังจากทราบว่าได้ถูกพระเจ้าสญชัยให้เนรเทศออกจากพระนคร และภาพพระเวสสันดรประทานม้า ราชรถ และเสด็จดำเนินด้วยพระบาทพร้อมพระนางมัทรี พระโอรสและพระธิดาทั้งสองได้ถูกอุ้มโดยพระบิดาและพระมารดา
วนประเวศน์ เป็นภาพพระเวสสันดร พระนางมัทรีกัณหาชาลี เสด็จมาถึงเขาวงกต
ชูชก เป็นภาพพวกนางพราหมณีในหมู่บ้านด่าทอนางอมิตดา และการทะเลาะวิวาทของพราหมณ์และภรรยาเพราะนางอมิตดาเป็นต้นเหตุ
จุลพน เป็นภาพพระอัจจุตฤาษีกำลังสนทนาอยู่กับชูชกในอาศรม
มหาพน เป็นภาพพระอัจจุตฤาษีชี้ทาง และพรรณนาถึงป่าเขา สัตว์ป่า และเส้นทางไปเขาวงกตอันคดเคี้ยว
กุมาร เป็นภาพพระเวสสันดร ทรงเรียกสองกุมารคือกัณหาและชาลีที่ซ่อนอยู่ในสระบัวขึ้นมาเพื่อประทานให้แก่ชูชก
มัทรี เป็นภาพเทพยดาจำแลงเป็นราชสีห์ เสือโคร่งและเสือเหลืองนอนขวางทางมิให้พระนางมัทรีเดินทางกลับอาศรมเพื่อจะไปพบลูกทั้งสอง
สักบรรพ ท้าวสักกะแปลงกายมาเป็นพราหมณ์มาทูลขอพระนางมัทรี พระเวสสันดรก็ได้ประทานให้โดยหลั่งน้ำทักษิโณทก เมื่อเสร็จแล้วพราหมณ์กลายเป็นท้าวสักกะและได้คืนพระนางมัทรีให้กับพระเวสสันดร
มหาราช เป็นภาพชูชกนำสองกุมารไปถวายแก่พระเจ้าสญชัยแห่งกรุงสีพีรัฐ และขบวนทัพพระเจ้ากรุงสญชัย พระนางผุสดี พร้อมด้วยกัณหาชาลีเสด็จไปยังเขาวงกตในป่าหิมพานต์เพื่อรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับเมือง
ฉกษัตริย์ เป็นภาพหลังจากที่ 5 กษัตริย์พบกัน ทุกองค์สลบที่อาศรม และบรรดาข้าราชบริพารต่างก็สลบกันทุกคน
นครกัณฑ์ เป็นภาพขบวนทัพเสด็จกลับเมืองสีพีรัฐชาวประชาสุขเกษมเปรมปรีดิ์
ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เกี่ยวกับนิบาตชาดก ตามที่ได้สำรวจวัดในภาคกลาง มี ๑๑๔ วัด เป็นภาพที่เกี่ยวกับนิบาตชาดกครบทั้งห้าร้อยกว่าเรื่องนั้นมีปรากฏที่วัดเครือวัลย์วรวิหารเพียงวัดเดียวและเป็นฝีมือสกุลช่างรัตนโกสินทร์ตอนต้น นอกนั้นเป็นเรื่องทศชาติ เป็นที่น่าสังเกตว่าเรื่องพระเวสสันดรนั้นนิยมวาดกันมากและมีภาพมากที่สุด บางวัดมีเฉพาะเรื่องพระเวสสันดรเท่านั้น จำนวน ๑๐ วัด นอกนั้นมีรวมกันในเรื่องทศชาติแต่ภาพมีจำนวนมากกว่าพระชาติอื่นๆ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าเรื่องพระเวสสันดรมีความสำคัญรองจากเรื่องพุทธประวัติเท่านั้น
จิตรกรรมฝาผนังเรื่องนิบาตชาดกที่น่าสนใจมีวัดเดียวเท่านั้นคือ วัดเครือวัลย์วรวิหาร ซึ่งวาดเป็นช่องๆ เล่าเรื่อง ฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ ๒-๓ ส่วนภาพเล่าเรื่องทศชาติในสมัยอยุธยาที่เด่น ได้แก่ ที่วัดพุทไธสวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดปราสาท จังหวัดนนทบุรี วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรีและวัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี ส่วนในสมัยรัชกาลที่ ๓ถือว่าเป็นยุคทองของภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระมโหสถฝีมือหลวงเจษฎาวิจิตร (ครูทองอยู่) และเรื่องพระเนมิราชฝีมือหลวงเสนีย์บริรักษ์ (ครูคงแป๊ะ) ส่วนตัวอย่างเรื่องทศชาติที่อื่น ๆ ได้แก่ วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดดาวดึงษาราม กรุงเทพฯ เป็นต้น ตัวอย่างภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ได้รับอิทธิพลการเขียนแบบตะวันตก ได้แก่ ที่วัดอ่างแก้ววัดบุปผาราม วัดทองนพคุณ กรุงเทพฯ ส่วนตัวอย่างที่มีภาพเขียนเรื่องพระเวสสันดร ซึ่งเป็นฝีมือสมัยรัตนโกสินทร์ทั้งสิ้นได้แก่ ที่วัดสุวรรณาราม วัดใหม่เทพนิมิตร วัดราชสิทธารามกรุงเทพฯ สำหรับภาพเขียนเรื่องเวสสันดรที่แสดงถึงอิทธิพลตะวันตกที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ภาพในพระอุโบสถวัดราชาธิวาสกรุงเทพฯ ฝีมือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา-นริศรานุวัดติวงศ์
ดังนั้นจะเห็นได้ว่านอกจากจิตรกรรมฝาผนังจะปรากฏภาพเรื่องพระเวสสันดรเป็นจำนวนมากแล้ว ในวรรณคดีไทยกวีก็นำไปแต่งกันแพร่หลายกว่านิบาตชาดกเรื่องอื่นๆ และเรื่องพระเวสสันดรนั้นได้ก่อให้เกิดประเพณีอื่นๆ ขึ้นอีกเช่นประเพณีการเทศน์มหาชาติ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเรื่องพระเวสสันดรเป็นที่แพร่หลายสำหรับพุทธศาสนิกชนในภาคกลาง
เรื่องพระเวสสันดรแพร่หลายในแง่ที่นำมาแต่งเป็นวรรณคดีไทยหลายสำนวน นอกจากจะเป็นฉบับราชสำนักหรือฉบับหลวง เช่น มหาชาติคำหลวง มหาชาติกลอนเทศน์ กาพย์เรื่องมหาชาติ หรือร่ายยาวเรื่องพระเวสสันดรแล้ว ยังมีการแต่งเป็นเฉพาะสำนวนในแต่ละถิ่นด้วย และในขณะเดียวกันก็ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังเป็นจำนวนมากกว่าชาดกเรื่องอื่นๆ
อิทธิพลจากเรื่องพระเวสสันดรทำให้เกิดประเพณีการเทศน์มหาชาติขึ้นและเกิดเพลงประกอบการเทศน์ในแต่ละกัณฑ์ด้วย ความเชื่อในการฟังเทศน์มหาชาติถือว่าสำคัญมากเพราะเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติครบคาถาพันหรือครบ ๑๓ กัณฑ์ จบภายในเวลา ๑ วัน ก็จะได้เกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรยซึ่งเป็นยุคที่บุคคลปรารถนาที่จะไปเกิด เพราะมีแต่ความสุขความสบายก่อนที่จะไปบรรลุถึงพระนิพพานอันเป็นจุดสูงสุดของพุทธศาสนิกชน
ภาพในเรื่องไตรภูมิ ซึ่งปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับจักรวาลรวมถึงภาพสวรรค์ นรกภูมิ และเรื่องเกี่ยวกับพระมาลัย ภาพในส่วนดังกล่าวเกี่ยวเนื่องและกลมกลืนกันไป
เรื่องของจักรวาลปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฎก กล่าวถึงกำเนิดของโลก จักรวาลและเทหวัดถุทั้งหลาย เช่น ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ ดาวพระเคราะห์ หลายพวกที่อาศัยอยู่ในโลกและจักรวาล ส่วนหนึ่งของความรู้ทางจักรวาลที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เช่น การกล่าวถึงกำเนิดของสิ่งมีชีวิตและลักษณะตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นความรู้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ใช้ทิพยจักษุเป็นเครื่องมือในการหยั่ร้
ความรู้เกี่ยวกับจักรวาลหรือจักรวาลวิทยา มีความรู้ ๒ แบบ แบบแรกเป็นความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์คือความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์ สัตว์ พืชและบางส่วนเป็นความรู้เกี่ยวกับกำเนิดของโลก รวมทั้งข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ ในการอธิบายถึงกำเนิดของโลกและธรรมชาติ คำอธิบายบางเรื่องมีลักษณะเป็นตำนาน แต่ก็มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องวิวัฒนาการของธรรมชาติ คือ โลกมีการเกิดขึ้นก็ย่อมจะมีการทำลาย และกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นซ้ำกันอีก ระยะกาลของกระบวนการนี้ไม่อาจกำหนดแน่นอนและทำนายได้ ในเรื่องกำเนิดของชีวิตนั้น พุทธปรัชญาถือว่าคนมีความสำคัญต่อสิ่งอื่น และคนกลุ่มแรกที่มาอยู่ในโลกนี้มาจากอาภัสสรพรหม ซึ่งดีความได้ว่า คนสืบเนื่องมาจากธรรมชาติที่ดีในระดับหนึ่งหรือคนมาจากคนและชีวิตของพวกเขาต่อมาหลังจากตายในชาติต่อๆ ไป ก็เป็นไปตามการจัดสรรของกรรมใหม่ในโลกนี้ ความรู้ทางดาราศาสตร์บางประการที่
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้นั้น สามารถเทียบเคียงกับความรู้ทางดาราศาสตร์ในปัจจุบัน และก็มีความรู้บางประการที่ยังไม่อาจไปเทียบเคียงได้กับความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน เพราะวิทยาศาสตร์ด้านนี้ยังทำการตรวจสอบอยู่ อาทิเช่น การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าในโลกธาตุอื่นที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนั้นมีสิ่งมีชีวิตอาศัยเช่นเดียวกับโลกของเรา และต่างมีนรกสวรรค์เป็นของตนเอง มีทวีป มีมหาสมุทร สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่นเดียวกับพื้นพิภพที่มนุษย์อาศัยอยูนี้
ความรู้ในอีกแบบหนึ่งเป็นความรู้ที่ได้มาจากการหยั่งรู้ของพระพุทธเจ้าด้วยทิพยจักษุวิญญาณ คือเรื่องภูมิต่างๆ ซึ่งมีการพรรณนาสภาพของอบายภูมิอันน่าสะพรึงกลัวและความรื่นรมย์ในสุคติภูมิ และเน้นว่ากำเนิดของชีวิตมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องกรรมอย่างละเอียด แนวทางนี้มีประโยชน์ในการจูงใจให้บุคคลอยู่ในศีลธรรมอันดีโดยมีความหวังว่าผลแห่งความประพฤติกุศลกรรมในปัจจุบันทำให้ไปเกิดในสุคดิภพได้ และผลแห่งการประพฤติกุศลกรรมในปัจจุบันชาติก็เป็นแรงผลักดันให้ไปสู่ทุคติภพได้เช่นเดียวกัน
ภาพที่เป็นนรกและสวรรค์บางทีจะเห็นภาพของพระสงฆ์องค์หนึ่งถือตาลปัตรเหาะล่องลอยอยู่ในอากาศ น่าจะเป็นพระมาลัย แต่บางท่านกล่าวว่าภาพนรกก็มีในนิบาตชาดกเรื่องเนมิราช ในส่วนที่เป็นภาพพระมาลัยปรากฏครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ และวรรณคดีเรื่องพระมาลัยแม้จะเป็นที่แพร่หลายทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานในภาพจิตรกรรมฝาผนัง
ในสมัยรัตนโกสินทร์ วรรณคดีเรื่องพระมาลัยเป็นที่แพร่หลายมากกว่าแต่ก่อน เรื่องพระมาลัยเป็นเรื่องที่ใช้เทศน์กันในวันสุกดิบก่อนการเทศน์มหาชาติหนึ่งวัน แต่ปัจจุบันคงมีเพียงในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้นที่ยังปฏิบัติกันอยู่ ขณะที่ในภาคกลางนั้นได้นำมาใช้สวดในงานแต่งงาน และต่อมาก็ปรากฏว่านำมาใช้ในการสวดหน้าศพเท่านั้นและการสวดมาลัยก็เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์และมีสวดเฉพาะวัดราษฎร์เท่านั้น
จากการสำรวจพบวัดที่ปรากฏเรื่องพระมาลัยเพียง ๑๖วัดเท่านั้น ส่วนเรื่องในไตรภูมินั้นมีปรากฏมากมาย และเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในพุทธประวัติ อย่างไรก็ตาม ประชาชน
ในภาคกลางในปัจจุบันต่างก็ยังเชื่อกันว่าพระมาลัยได้ไปนรกและสวรรค์ และเป็นผู้นำข่าวสารจากนรกและสวรรค์มาให้ชาวโลกทราบว่าญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วอยู่ที่ไหน และจะส่งผลบุญอะไรไปให้
ปัญญาสชาดก นั้นโดยแท้ที่จริงแล้วปรากฏอยู่ในภาพจิตรกรรมฝาผนังในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาก่อน (แต่ก็เป็นภาพเขียนที่มีอายุไม่เกินสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้นที่ยังปรากฏเป็นหลักฐาน) ไม่ปรากฏในสกุลช่างภาพเขียนของภาคกลางโดยเฉพาะในจิตรกรรมไทยประเพณี สาเหตุที่เรื่องในปัญญาสชาดกมาปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังในภาคกลางทั้งในสกุลช่างราชสำนักและสกุลช่างพื้นบ้านโดยสาเหตุ ๒ ประการ คือ
๑. ปัญญาสชาดกในสกุลช่างพื้นบ้าน
ชาวลาวทั้งลาวล้านนาและลาวล้านช้างได้ถูกกวาดด้อนเข้ามาในดินแดนไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นด้นมา ด้วยสาเหตุของสงครามเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะความจำเป็นในการใช้ไพร่พลและแรงงานแต่จำนวนไม่มากมายนัก มาในสมัยกรุงธนบุรีลาวล้านช้างได้ถูกกวาดต้อนมาเป็นจำนวนนับหมื่นคนนำมาไว้ในหัวเมืองชั้นในเช่นสระบุรีและเพชรบุรี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยุคต้นๆ ทั้งลาวล้านนาและลาวล้านช้างก็ถูกกวาดต้อนมาไว้ในหัวเมืองชั้นในเช่นเดิม จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ขบถเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ลาวล้านช้างได้ถูกกวาดต้อนมามากมายและต่อเนื่อง เช่น นำไปไว้ที่เมืองเพชรบุรี ฉะเชิงเทรา สระบุรีนครชัยศรี อินทรบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง พนมสารคาม ลพบุรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรปราการ รวมถึงบางส่วนได้นำมาไว้ในเขตพระนครด้วย และส่วนหนึ่งได้ถูกถวายให้เป็นข้าวัดในพระนครด้วย
จิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏนิทานในปัญญาสชาดก ได้แก่นิทานเรื่องสมุทรโฆษ จันทโครบ พระสุธน สังข์ทอง หลวิชัยเป็นต้น ในวัดที่สร้างโดยชุมชนลาวที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานและได้นำเอาวัฒนธรรมประเพณีมาปฏิบัติเป็นของตนเองสืบมาโดยเฉพาะเรื่องราวจากนิทานพื้นบ้าน นิทานจากปัญญาสชาดกและประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิต
ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับปัญญาสชาดกในสกุลช่างพื้นบ้านที่เกิดขึ้นจากช่างของชุมชนลาวที่อพยพเข้ามาในสมัยรัตนโกสินทร์มีลักษณะการวาดค่อนข้างจะเสรี ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวเช่นสกุลช่างหลวง อันมีลักษณะการเขียนแบบเดียวกับภาพเขียนในสกุลช่างล้านช้าง
ตัวอย่างภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มาจากปัญญาสชาดกในสกุลช่างพื้นบ้านลาว ได้แก่ สมุทรโฆษ ที่วัดสมุหประดิษฐาราม จังหวัดสระบุรี จันทโครบ ที่วัดหนองยาวสูง จังหวัดสระบุรีพระสุธนที่วัดเขียน จังหวัดอ่างทอง สังข์ทองที่วัดใหญ่อ่างทองจังหวัดอ่างทอง หลวิชัยคาวี ที่วัดหนังราชวรวิหาร บางขุนเทียนกรุงเทพฯ และที่วัดสมุหประดิษฐาราม จังหวัดสระบุรี
การวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องปัญญาสชาดกในสกุลช่างพื้นบ้านลาวที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองรอบนอกพระนครนั้น แม้บางส่วนจะได้รับอิทธิพลจากภาพเขียนฝีมือจิตรกรรัตนโกสินทร์ในส่วนที่เป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นปราสาทราชวังและการแต่งกายของบุคคลชั้นสูง ส่วนองค์ประกอบของภาพและส่วนอื่น ๆ เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ใกล้เคียงกับภาพจิตรกรรมฝาผนังของลาวล้านนาและลาวล้านช้าง และสะท้อนภาพสังคมสมัยนั้นอย่างชัดเจน ได้แก่ ลักษณะจิตรกรลาวล้านนาที่วัดหนองยาวสูง วัดสมุหประดิษฐาราม จังหวัดสระบุรีสะท้อนภาพชีวิตของชาวลาวล้านนาออกมาอย่างชัดเจน ไม่ว่าลักษณะการแต่งกายและลักษณะทางสถาปัตยกรรม และภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเมืองกาย จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งขึ้นโดยชาวล้านช้างที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
ตามประวัติกล่าวว่าวัดเมืองกายสร้างขึ้นโดยชนกลุ่มน้อยเชื้อสายลาวในสมัยรัชกาลที่ ๓ และวัดก็ตั้งชื่อตามชื่อวัดเดิมในประเทศลาว ภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่ในอุโบสถเป็นเรื่องพุทธประวัติ มีเรื่องพุทธเจ้าประทับนั่งและมีพระอัคร-สาวกอยู่ ๒ ข้าง เบื้องหลังประดับด้วยประภามณฑล ภาพเรื่องพุทธประวัติเขียนอยู่ด้านบนรอบทั้ง ๔ ด้าน ภาพช่วงล่างเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดร ลักษณะการจัดภาพและองค์ประกอบเป็นลักษณะช่างล้านช้างพื้นบ้าน มีอายุในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๓๖๗-๒๔๕๓) นอกจากภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพของสังคมสมัยนั้นแล้ว ภาพที่แสดงถึงอิทธิพลตะวันตกอย่างชัดเจน เป็นภาพเรือสำเภาฝีจักรข้าง ซึ่งเป็นเรือที่วิ่งอยู่ในลำน้ำมิสซิสซิปปี้ สหรัฐอเมริกาลักษณะน้ำเขียนเป็นลักษณะภาพไทยประเพณี ส่วนตัวอย่างภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีลักษณะลาวล้านนาหรือไทยยวน(โยนก) ในจังหวัดสระบุรี ได้แก่ วัดจันทบุรี เป็นภาพพุทธ-ประวัติและเรื่องทศชาติ วัดสมุหประดิษฐาราม มีเรื่องราวทศชาติและปัญญาสชาดกเรื่องหลวิชัยและคาวี สำหรับภาพเขียนที่มีลักษณะพิเศษคือที่วัดหนองโนเหนือ ในพระอุโบสถมีภาพพุทธประวัติ พระเวสสันดร และปัญญาสชาดกเรื่องจันทโครบ แม้ลักษณะภาพชาวบ้านจะเป็นลักษณะของท้องถิ่นแต่ภาพและวิธีการเขียนแสดงถึงอิทธิพลของช่างหลวงสกุลช่างรัตนโกสินทร์
๒. ปัญญาสชาดกในสกุลช่างรัตนโกสินทร์หรือช่างหลวง
ปัญญาสชาดกที่สกุลช่างหลวงนำเอาเรื่องมาเขียนเป็นจิตรกรรมฝาผนังนั้น ต่างจากปัญญาสชาดกที่ปรากฏในสกุลช่างพื้นเมือง ช่างหลวงนำมาเขียนเป็นรูปแบบของสกุลช่างแบบประเพณี และเป็นลักษณะรูปประดับในส่วนย่อยของอาคารมากกว่า ในขณะที่ภาพรวมในตัวผนังอาคารยังเป็นแบบประเพณีหรือสกุลช่างหลวง ทั้งวิธีการเขียนก็แตกต่างกันไปอย่างชัดเจน ดังเช่นภาพเรื่องสมุทรโฆษ รถเสน พระสุธนสังข์ทอง ที่วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเนื้อหาก็น่าจะนำมาจากวรรณคดีในปัญญาสชาดกในราชสำนักซึ่งแพร่หลายอยู่ทั่วไป
ภาพจิตรกรรมฝาผนังจากปัญญาสชาดกในเรื่องสมุทรโฆษ หลวิชัยคาวี รถเสน สุธนูและสังข์ทอง เป็นการเขียนแบบสกุลช่างรัตนโกสินทร์หรือช่างหลวง ทั้งองค์ประกอบของภาพตัวละคร การแต่งกาย สถาปัตยกรรม และภาพทิวทัศน์เป็นลักษณะของจิตรกรรมฝาผนังแบบประเพณีสกุลช่างรัตนโกสินทร์อย่างแท้จริง แม้จะเป็นเรื่องราวของลาวล้านนาหรือลาวล้านช้างก็ตาม
สำหรับวรรณคดีเรื่องอื่น ๆ ที่เห็นได้ชัดว่าผู้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังนำมาจากเนื้อหาในวรรณคดีโดยตรง ได้แก่รามเกียรติ์และนารายณ์สิบปาง ซึ่งเฉพาะที่พระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ มีรายละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบน่าจะเป็นการเสริมสร้างบารมีของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เชื่อว่าเป็นอวตารของพระนารายณ์ ส่วนที่วัดอื่นๆ มีประปรายเป็นภาพประดับมากกว่า ได้แก่ เรื่องรามเกียรติ์ที่วัดระฆัง-โฆสิตาราม วัดนางนองวรวิหาร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามกรุงเทพฯ นอกจากนี้พบี่วัดพุทไธสวรรย์ วัดใหญ่เทพนิมิตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดหนองยาวสูง จังหวัดสระบุรี
ส่วนเรื่องอิเหนาและสามก๊กก็เป็นเช่นเดียวกัน เพราะแพร่หลายในลักษณะวรรณคดีมาก่อนจนเป็นที่รู้จักทั่วไป ช่างจึงนำมาบันทึกไว้เป็นภาพบนจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องอิเหนาปรากฏเพียง ๒ วัด เรื่องสามก๊ก มีเพียง ๓ วัด ทั้งหมดอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และเป็นที่น่าสังเกตว่าแม้แต่เรื่องศรีธนญชัย มีที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหารเพียงวัดเดียวเท่านั้นซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการนำเรื่องราวมาบันทึกไว้ในจิตรกรรมฝาผนังเป็นเพียงต้องการเล่าเรื่องเพื่อความบันเทิงเท่านั้น มิใช่ต้องการส่งเสริมศีลธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะศรีธนญชัยเป็นเรื่องการเอาตัวรอดโดยใช้กลโกง ไหวพริบแต่ขาดคุณธรรม
ในส่วนที่เป็นเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาที่เป็นส่วนย่อยและเรื่องจากประวัติศาสตร์พระราชพงศาวดารได้แก่ เรื่องประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ สมบัติอมรินทร์ คาถาพาหุงธุดงควัตร อสุภะ การสังคายนาพระไตรปิฎก สุภาษิต พระพุทธบาท เรื่องวันสำคัญทางพุทธศาสนาและเรื่องสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่นิยมกันตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น่าจะเป็นอิทธิพลตะวันตกซึ่งเป็นแรงบันดาลใจมาจากแผ่นภาพวาดและภาพถ่าย เมื่อนำมาถ่ายทอดเป็นจิตรกรรมฝาผนังต้องการให้เป็นภาพเล่าเรื่องและนำมาประดับเพื่อความสวยงาม มิได้เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาหรือตามประเพณีที่เคยนิยมมาแต่เดิม
วิเคราะห์จากภาพรวมของจิตรกรรมฝาผนังในภาคกลาง
ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏบนผนังมิได้แยกเนื้อหาออกอย่างเด็ดขาด เพราะแม้จะเป็นคนละเรื่องกันแต่จิตรกรก็ได้พยายามสร้างภาพให้ต่อเนื่องและไม่ขัดแย้งกัน ตัวอย่างเช่นในพระอุโบสถ ภาพเรื่องไตรภูมิซึ่งนิยมวาดไว้ด้านหลังพระประธาน เขาพระสุเมรุ อยู่ตรงกลาง สองข้างเป็นภาพภูเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้ง ๗ ลูกมีรูปวงแหวนล้อมรอบเขาพระสุเมรุบนยอดเขามีภาพวิมานลอยอยู่เหนือยอดเขา ระหว่างภูเขาจะมีนทีสีทันดร ภาพถัดลงมาจะเป็นแดนมนุษยโลกอันประกอบด้วยทวีปทั้ง ๔ และไกลออกไปเป็นขอบกำแพงจักรวาล
ภาพเหนือเขาสัตตบริภัณฑ์เป็นภาพวิมาน พระอาทิตย์พระจันทร์ ส่วนบนยอดเขาพระสุเมรุมีปราสาทไพชยนต์อันหมายถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งเป็นที่ประทับของพระอินทร์ ในส่วนกลางของภาพเป็นเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติ พระเวสสันดรและภาพชีวิตชาวบ้านกลมกลืนกันไป ส่วนล่างจะเป็นเรื่องเมืองนรกบางครั้งมีภาพพระมาลัยโปรดสัตว์อยู่ท่ามกลางสัตว์นรก
ในจุดที่สำคัญหรือสะดุดตามากที่สุด เช่น ผนังตรงข้ามกับพระประธาน เป็นตอนมารผจญซึ่งเป็นภาพขนาดใหญ่แสดงให้เห็นถึงตอนที่น่าสนใจ ประทับใจ สะเทือนใจ และให้ความโกลาหลมากที่สุด บางทีก็มีภาพตอนโปรดพุทธมารดาและเสด็จลงจากดาวดีึงส์ เป็นภาพแทรกขนาดใหญ่กลมกลืนอยู่กับภาพไตรภูมิ ส่วนภาพประดับมักเป็นภาพเทพชุมนุมอดีตพุทธประวัติ เจดีย์ ลวดลายประดับ เช่น กระบวนจีน ลายดอกไม้ร่วง ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือลายพันธุ์พฤกษา ในสมัยหลังๆ นิยมภาพที่เกี่ยวกับพระราชพงศาวดาร พระราชพิธีพิธีต่างๆ ไม่ก็เป็นภาพนิทานต่างๆ เช่น จากเรื่องในปัญญาส-ชาดก เช่น สมุทรโฆษ สังข์ทอง พระสุธน หลวิชัยคาวี จันท-โครบ ส่วนจากวรรณคดีที่แปลมาได้แก่ เรื่องสามก๊กและอิเหนา
แม้ภาพจะลานตาเต็มฝาผนัง แต่โดยความสามารถของช่างเขียนที่พยายามจัดภาพ การใช้สี การใช้เส้น ให้ผู้ชมได้รู้จักลักษณะแตกต่างและดูภาพเป็น สามารถเข้าใจเรื่องราวได้เป็นการสร้างความเพลิดเพลินและเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา ให้สร้างความดีและละจากความชั่ว อีกทั้งบางภาพก็สร้างความประทับใจ ความบันเทิงและความขบขันได้เป็นอย่างดี
เมื่อวิเคราะห์เนื้อหาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังจะเห็นได้ว่าเนื้อหาส่วนรวมล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงปรัชญาและแนวคิดของพุทธศาสนาแบบชาวบ้านอย่างชัดเจน ซึ่งเน้นการทำความดีและความชั่ว และทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
พิจารณาจากพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีคุณลักษณะพิเศษหลายประการโดยเฉพาะคำสอนมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ แสดงความเป็นจริงตามธรรมชาติ เป็นคำสอนที่นำมาปฏิบัติให้เกิดความรู้ ความเข้าใจอย่างมีเหตุผลด้วยสติปัญญาและความสามารถของตนเองได้ มิใช่ประพฤติปฏิบัติเพราะกลัวการลงโทษหรือหวังเอาใจเทพเจ้าเพื่อหวังผลตอบแทนจากเทพเจ้าหรืออำนาจเบื้องบนต่างๆ ทั้งสิ้น มิให้หลงใหลในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โชคลาภ ดวงชะตาหรือเครื่องลางของขลังต่างๆ และคำสอนนั้นก็มิได้ส่งเสริมให้ติดอยู่กับเทพเจ้าบนสวรรค์ ปรัชญาที่เกี่ยวกับคำสอนมีอยู่สามขั้นตอนอย่างต่ำก็เพื่อปฏิบัติให้คนมีมารยาทดีหรือมีศีลธรรมให้สมกับความเป็นคนในโลกนี้ ส่วนขั้นตอนที่สองเพื่อประพฤติให้ดีงามสำหรับเป็นทางสุคติในภพหน้า และขั้นตอนที่สามเพื่อฟอกจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ถึงซึ่งความดับทุกข์ หรือหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์อย่างสิ้นเชิงคือได้บรรลุซึ่งพระนิพพาน
นิพพานในพระพุทธศาสนาเถรวาทคือภาวะทางจิตใจที่บรรลุถึงความจริงอันสูงสุด ที่ทำให้สิ่งที่เป็นมายาหายไป เป็นผลของการเห็นแจ้งสิ่งทั้งปวงในฐานะเป็นอนัตตาและสุญญดาเป็นการข้ามพ้นประสบการณ์โลกิยะเข้าถึงประสบการณ์โลกุตร-นิพพาน จึงเป็นการมองโลกตามความเป็นจริง เป็นการเปลี่ยนแปลงทางญาณวิทยาหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะทางจิตใจให้สูงขึ้น เป็นการประเมินค่าหรือดีค่าสิ่งทั้งหลายในโลกเสียใหม่ เป็นผลให้กิเลสตัณหาอุปาทานสิ้นไป
นิพพานจึงไม่มีสิ่งใดที่จะสูญเสีย นอกจากความเข้าใจผิดหรือหลงผิดตามพุทธวัจนะว่าสิ่งที่สูญเสียคือราคะ โทสะโมหะ เท่านั้น อย่างอื่นไม่มีอะไรสูญเสีย ดังนั้นนิพพานจึงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เมื่อจิตใจของคนเราได้เข้าถึงความจริงสูงสุดเรียกว่าตรัสรู้ ส่วนนิพพานสองอย่างที่คัมภีร์กล่าวไว้ก็เพียงการบรรยายเหตุการณ์ของผู้ที่บรรลุนิพพานและยังมีชีวิตอยู่การบรรลุนิพพานแล้วสังขารร่างกายได้ดับไปเท่านั้น
ในส่วนที่เกี่ยวกับพุทธประวัติ ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลธรรมดา เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ได้ตั้งปณิธานมุ่งบำเพ็ญบารมีมาแต่ในอดีตชาติ ในฐานะพระโพธิสัตว์เพื่อจะตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีถึงขั้นที่จิดมุ่งมั่นต่อพุทธภูมิก็จะได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งที่ได้ตรัสรู้ในอดีตจากนั้นพระโพธิสัตว์ก็จะบำเพ็ญบารมีต่อมาจนกระทั่งได้ตรัสรู้และเข้าถึงภาวะการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้คือ อริยสัจ ๔ อันเป็นแนวทางให้ผู้ปฏิบัติตามสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ได้
พิจารณาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังจากเรื่องพุทธประวัติแล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงกฤษฎาภินิหารของพระพุทธเจ้าในฐานะผู้มีบุญบารมี และมักจะเกี่ยวข้องกับสวรรค์ เทพเจ้า เทวดาและความเร้นลับ เช่น ภาพตอนทูลเชิญพระโพธิสัตว์ในสวรรค์ชั้นดุสิตเป็นภาพท้าวสักกะทูลเชิญพระโพธิสัตว์ให้มาจุติในโลกมนุษย์ ภาพดอนประสูติ มีภาพพระอินทร์ พระพรหม เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์และทวยเทพห้อมล้อมอยู่รอบๆ เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งกำลังเสด็จพระดำเนินไปได้เจ็ดก้าวมีดอกบัวเจ็ดดอกรองรับ
ภาพตอนมหาภิเนษกรมณ์ แสดงให้เห็นภาพเทวทูตทั้งสี่และภาพกลุ่มเทวดานำเจ้าชายสิทธัตถะขี่ม้าเหาะไปกลางอากาศ ได้มีท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่จับเท้าม้า ถัดไปเป็นภาพสมณสิทธัตถะบำเพ็ญความเพียรเพื่อความหลุดพ้น มีภาพพระอินทร์ดีดพิณสามสายให้ฟัง
ภาพตอนมารผจญ ซึ่งนิยมวาดเป็นภาพขนาดใหญ่พระพุทธเจ้าประทับนั่งเหนือบัลลังก์มีฉัพพรรณรังสี ตอนล่างมีพระแม่ธรณีบีบมวยผม มีน้ำอุทกธาราไหลออกมาเป็นทะเลมีปลา สัตว์ประหลาดเด็มไปหมด ทั้งสองข้างภาพเป็นรูปมารยกทัพมาล้อมพระพุทธเจ้า ภาพแสดงการเคลื่อนไหวโกลาหลและแสดงถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่
ภาพดอนเสวยวิมุติสุข เป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งเหนือพญานาคมุจลินทร์ พญานาคแผ่พังพานเป็นพุทธบัลลังก์พระอินทร์เฝ้าถวายไม้สีพระทนต์และผลสมอ
ภาพตอนเสด็จโปรดพุทธมารดา เป็นภาพสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธเจ้าประทับนั่งเทศนาโปรดพุทธมารดา มีภาพพระอินทร์ พระพรหม และเหล่าเทวดาอยู่ในท่าประทับนั่งประนมมือ ถัดไปเป็นภาพตามเสด็จจากดาวดึงส์ลงมาสู่มนุษยโลกมีภาพบันไดพาดลงมาจากสวรรค์ และพระอินทร์และเทวดาตามเสด็จโดยมีพระพรหมเป็นผู้กางฉัตรถวาย
ภาพตอนเสด็จปรินิพพาน เป็นภาพพญามารนั่งคุกเข่าประนมมือทูลเดือนให้พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน และภาพถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ มีภาพพระอินทร์เหาะลงมาจากสวรรค์เพื่อนำพระสารีริกธาตุไปประดิษฐานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
จะเห็นได้ว่าภาพที่เกี่ยวกับพุทธประวัตินั้นได้เน้นเรื่องที่เกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ อภินิหาร เทพเจ้า เทวดา สวรรค์อันน่ารื่นรมย์สะท้อนให้เห็นความเชื่อในพุทธศาสนาแบบชาวบ้านที่มิได้ผ่านการกลั่นกรองภาพ หรือดีความในแง่สัญลักษณ์เชิงปรัชญา
ส่วนภาพเรื่องอื่น ๆ เช่น ทศชาติหรือพระเวสสันดรแสดงความเชื่อเรื่องบุญบารมี การทำความดีละความชั่ว ภาพไตรภูมิและพระมาลัยที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลเขาพระสุเมรุ สวรรค์และนรก เน้นให้เห็นถึงผู้กระทำความดีย่อมไปสวรรค์ ส่วนผู้กระทำความชั่วย่อมไปนรกเมื่อตายไปนั้นทำให้ผู้ชมภาพจิตรกรรมฝาผนังเกิดความกลัวเกรงและไม่กระทำบาปซึ่งพระสงฆ์จะเป็นผู้เทศนาสั่งสอนดอกย้ำอีกครั้งหนึ่งและในขณะเดียวกันก็ได้รู้จักสิ่งเหล่านี้จากวรรณคดีด้วย
ลักษณะพุทธศาสนาแบบชาวบ้านและการสั่งสอนของพระสงฆ์ที่มีต่อชาวบ้านนั้น เป็นการล่อใจโดยเอานรกเข้าขู่และเอาสวรรค์เข้าล่อ โดยข้อเท็จจริงแล้วเป็นการเบื่ยงเบนคำสั่งสอนที่แท้จริงของคำสอนในพุทธศาสนา ซึ่งความจริงแล้วธรรมในพุทธศาสนามี ๒ จุดใหญ่คือ โลกุตรธรรมและโลกียธรรม
สำหรับโลกุตรธรรม คือการสอนให้เห็นถึงเหตุแห่งทุกข์และทางแห่งการดับทุกข์ ซึ่งเหตุแห่งทุกข์คืออริยสัจอันเป็นรากฐานแห่งโลกุตรธรรมได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติธรรมคือเป็นเรื่องของการดับทุกข์ ไปสู่นิพพานในที่สุด เพราะคำสอนในพุทธศาสนาถือว่าไม่มีอะไรเป็นตัวเรา ไม่มีอะไรเป็นของเรา การเกิดเป็นทุกข์ ถ้าเราไม่มีทุกข์ก็เกิดไม่ได้ ฉะนั้นต้องกระทำที่ถูกที่ชอบคือการดับทุกข์
ส่วนโลกียธรรม คือการสอนทำใจให้บริสุทธิ์ยึดมั่นในศีลธรรม คือศีล ๕ ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกเมียของผู้อื่น ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มสุรายาเมา พร้อมทั้งยืดมั่นในธรรม ๕ ได้แก่ มีเมตตา อาชีพที่สุจริต ความพึงใจในสามีภรรยาของตนเอง การอยู่ในสัจจะและการตั้งอยู่ในสติ
จะเห็นได้ว่าโลกียธรรม เป็นศีลธรรมของฆราวาสที่เน้นการกระทำความดี ละเว้นจากความชั่ว ทำใจให้บริสุทธิ์การกระทำต่างๆ ย่อมเกิดผลคือทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งสามารถศึกษาได้จากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา ซึ่งจิตรกรได้สะท้อนความคิดไว้ในจิตรกรรมฝาผนังและอย่างชัดเจน
ประทีป ชุมพล เรียบเรียง
พุทธประวัติ ตอนเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เวสสันดรชาดก ตอนพระเวสสันดรให้ทานสองกุมาร พระอุโบสถวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร
เรื่องไตรภูมิ วัดราชสิทธาราม กรุงเทพมหานคร
เนมิราชดก ตอนนำชมนรกและสวรรค์ พระอุโบสถวัดนายโรง กรุงเทพมหานคร
เตมียชาดก ตอนพระเตมีย์ทรงยกราชรถ พระอุโบสถวัดนายโรง กรุงเทพมหานคร
มหาชนกชาดก ตอนสำเภาล่ม พระอุโบสถวัดนายโรง กรุงเทพมหานคร
มโหสถชาดก ตอนสงครามระหว่างกรุงมิถิลากับกษัตริย์จุลนีพรหมทัต พระอุโบสถวัดนายโรง กรุงเทพมหานคร
จันทกุมารชาดก ตอนท้าวสักกะลงมาทำลายพิธีบูชายัญ พระอุโบสถนายโรง กรุงเทพมหานคร
ภูริทัตชาดก ตอนนาคภูริทัตถูกจับทรมาน พระอุโบสถวัดนายโรง กรุงเทพมหานคร
นารทชาดก ตอนพระนารทเหาะมาแสดงธรรมให้แก่พระเจ้าอังคติ พระอุโบสถวัดนายโรง กรุงเทพมหานคร
สุวรรณสามชาดก ตอนสุวรรณสามถูกลูกศรของปิลยักษ์ พระอุโบสถวัดนายโรง กรุงเทพมหานคร
วิธูรบัณฑิตชาดก ตอนวิธูรบัณฑิตเกาะหางม้าของปุณณกยักษ์ พระอุโบสถวัดนายโรง กรุงเทพมหานคร
เวสสันดรชาดก ตอนประทานช้างปัจจัยนาเคนทร์แก่พราหมณ์จากเมืองลิงคราษฎร์ พระอุโบสถวัดนายโรง กรุงเทพมหานคร
เวสสันดรชาดก ตอนฉกกษัตริย์ วัดหนองโนเหนือ จังหวัดสระบุรี
รามเกียรติ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร
รามเกียรติ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร
ไตรภูมิ วัดราชสิทธาราม กรุงเทพมหานคร