ล้านนา (ประวัติศาสตร์) 
ดินแดนล้านนา
หมายถึงอาณาบริเวณที่ประกอบด้วยเมืองกลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติหรือทางวัฒนธรรม
ในอดีตรัฐโบราณไม่มีอาณาเขตชัดเจน
แต่ในสมัยที่อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรืองเคยมีอิทธิพลแผ่ออกไปอย่างกว้างขวางไปถึงดินแดนเชียงรุ่ง
สิบสองพันนา และรัฐฉานตอนใต้
อย่างไรก็ตาม
ดินแดนส่วนสำคัญของล้านนาอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย
ประกอบด้วยเมืองใหญ่น้อยแบ่งตามสภาพภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ออกเป็นสองกลุ่มคือ
กลุ่มเมืองล้านนาตะวันตกซึ่งเป็นแกนสำคัญมีเชียงใหม่ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา
เนื่องจากถูกผนวกเข้าด้วยกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น
ครั้นในสมัยราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน
กลุ่มเจ้านายเชื้อสายเจ้าเจ็ดตนได้แยกย้ายกันปกครองเมืองต่างๆ
ดังนั้นเมืองด้านล้านนาตะวันตกจึงมีความสัมพันธ์ร่วมกัน ส่วนกลุ่มล้านนาตะวันออกมีเมืองแพร่และเมืองน่านทั้งสองเมืองมีประวัติความเป็นมาคล้ายกัน
คือ ในสมัยแรกเริ่มต่างมีฐานะเป็นรัฐอิสระ มีราชวงศ์ของตนเอง
มีความใกล้ชิดกับอาณาจักรสุโขทัย
และรัฐอาณาจักรล้านนาเพิ่งผนวกดินแดนแพร่และน่านได้ในสมัยพระเจ้าติโลกราชและอยู่ในอาณาจักรล้านนาได้ไม่นานนัก
อาณาจักรล้านนาก็ล่มสลายลง ในสมัยพม่าปกครองก็ใช้วิธีแบ่งแยกเมืองต่างๆ
ครั้นในสมัยฟื้นฟูบ้านเมืองยุครัตนโกสินทร์
เจ้าผู้ครองเมืองแพร่และเมืองน่านเป็นเจ้านายคนละสายกับเจ้าเจ็ดดน
จากประวัติศาสตร์ที่ไม่เกาะเกี่ยวกันนัก เป็นเงื่อนไขให้เมืองแพร่และน่านไม่ค่อยมีความผูกพันกับล้านนาเชียงใหม่
ด้วยเหตุผลดังกล่าว
การศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนาจึงมีศูนย์กลางการศึกษาอยู่ที่เชียงใหม่เมืองหลวงแห่งล้านนา
ส่วนเมืองแพร่และน่านมีการกล่าวพาดพิงไปถึงบ้าง
การก่อรูปอาณาจักรล้านนาเริ่มในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙
เมื่อสถาปนานครเชียงใหม่ พ.ศ.๑๘๓๙ นับถึงปัจจุบันเชียงใหม่มีอายุกว่า ๗๐๐ ปีแล้ว
นครเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางความเจริญมาช้านาน
โดยผ่านประวัติศาสตร์มาหลายยุคหลายสมัยการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนาแบ่งตามพัฒนาการดังนี้
สมัยแว่นแคว้น-นครรัฐ
ก่อนกำเนิดอาณาจักรล้านนาในพุทธศตวรรษที่ ๑๙
ดินแดนล้านนามีรัฐต่างๆ กระจายตัวตามที่ราบระหว่างหุบเขาในภาคเหนืออยู่แล้ว เช่น
แคว้นหริภุญชัยในเขตแม่น้ำปิงตอนบน แคว้นโยนหรือโยนกในเขตที่ราบลุ่มน้ำกก
เขลางคนครในเขตลุ่มน้ำวัง เมืองแพร่ในเขตลุ่มน้ำยม เมืองปัวในเขตลุ่มน้ำน่าน
และเมืองพะเยาในเขตลุ่มน้ำอิง
แว่นแคว้น-นครรัฐแต่ละแห่งมีลักษณะการตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ดามที่ราบระหว่างหุบเขา
โดยมีเทือกเขาปิดล้อม จากการตั้งถิ่นฐานมาช้านานของรัฐใหญ่น้อยต่างๆ
ก่อนกำเนิดอาณาจักรล้านนา ทำให้แต่ละรัฐต่างมีประวัติศาสตร์เป็นของตนเอง
แว่นแคว้นสำคัญซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรล้านนาคือแคว้นหริภุญชัยและแคว้นโยน
ส่วนรัฐเล็กรัฐน้อย ได้แก่เมืองเขลางคนคร เมืองพะเยา
เมืองแพร่และเมืองปัว-น่านเป็นรัฐที่ผนวกตามมา
กรณีนี้จะให้ความสำคัญต่อแคว้นหริภุญชัยและแคว้นโยน
แคว้นหริภุญชัย ในเขตชุมชนที่ราบลุ่มน้ำปิงดอนบนเป็นดินแดนที่พัฒนาความเจริญได้ก่อนชุมชนอื่นๆ
ในล้านนาแคว้นหริภุญชัยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม
มาตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ แล้ว
ความเจริญของหริภุญชัยเป็นพื้นฐานของอาณาจักรล้านนาที่จะก่อรูปเป็นรัฐอาณาจักร
ก่อนกำเนิดรัฐหริภุญชัย ในบริเวณแอ่งเชียงใหม่-ลำพูนมีพัฒนาการเป็นรัฐขนาดเล็กหรือรัฐชนเผ่าเกิดขึ้นแล้ว
พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าโบราณ ๒ กลุ่มคือ ลวะและเม็ง
ลวะ ชาวพื้นเมืองในกลุ่มมอญเขมร
ตั้งถิ่นฐานกระจายทั่วไปในภาคเหนือเลยไปถึงเมืองเชียงดุง เมืองยองและหุบเขาต่างๆ
ทางตอนบนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชนเผ่าลวะมีมากมายหลายเผ่า
ชนเผ่าอันหลากหลายนี้มีระดับความเจริญต่างกันมาก
พวกที่อยู่บริเวณใกล้ที่ราบลุ่มแม่น้ำมีการคมนาคมสะดวกจะวิวัฒน์ได้เร็วกว่าพวกที่อยู่ในเขตป่าเขา
ดังตัวอย่างกลุ่มลวะบริเวณที่ราบลุ่มน้ำปิงจะพัฒนาเป็นรัฐชนเผ่า ปรากฏชื่อพระญาลวะ
เช่น ขุนหลวงวิลังคะ ฤาษีวาสุเทพ กลุ่มลวะในเขตที่ราบลุ่มน้ำกกและน้ำแม่สาย ได้แก่
กลุ่มปู่เจ้าลาวจกส่วนลวะพวกที่อยู่ห่างไกลในเขตป่าเขาจะรับความเจริญได้ช้าดังนั้นแม้ในปัจจุบันก็ยังมีชาวลวะอยู่ในบริเวณแนวตะเข็บของจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน
ชนเผ่าลวะในแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน
เป็นชนเก่าแก่อยู่มาช้านานก่อนที่ชนกลุ่มอื่นจะเข้ามา
ในตำนานล้านนากล่าวถึงบริเวณเชิงดอยสุเทพเป็นศูนย์กลางของชนเผ่าลวะ
มีหลักฐานว่าชุมชนลวะนับถือดอยสุเทพ
เพราะเป็นที่สิงสถิดของผีปู่แสะย่าแสะผีบรรรพบุรุษของชาวลวะ
ชาวลวะนับถือผีปู่แสะย่าแสะผู้พิทักษ์ดอยสุเทพและรักษาเมืองเชียงใหม่
จึงมีพิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะเป็นประจำทุกปี ร่องรอยความเชื่อนี้ยังมีสืบมา
เรื่องราวการอยู่อาศัยมาช้านานของชาวลวะในบริเวณเชิงดอยสุเทพไปถึงริมน้ำปิงเป็นที่รับรู้กันแพร่หลาย
การยอมรับว่าลวะคือชนเก่าแก่ที่อยู่มาก่อนกลุ่มคนไทยวนแสดงออกอย่างชัดเจนในพิธีราชาภิเษก
กษัตริย์เชียงใหม่จะให้ลวะจูงหมานำขบวนเสด็จเข้าเวียง
ชนเผ่าลวะในเขตที่ราบลุ่มน้ำปิง
มีความเจริญในระดับก่อรูปเป็นรัฐเล็กๆ แล้ว
ลักษณะทางสังคมมีความแตกต่างระหว่างชนชั้นแต่ยังไม่ซับซ้อน
คือแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มกว้างๆ เป็นกลุ่มผู้ปกครองและกลุ่มสามัญชนหรือไพร่
กลุ่มผู้ปกครองมีหัวหน้าเผ่าที่สืบเชื้อสายกันต่อมาเรียกว่า่า ชะมังในตำนานเรียก
ซะมัง ว่าขุน ดังเช่น
ตำนานจามเทวีวงศ์เรียกหัวหน้าชนเผ่าลวะที่ต่อสู้กับพระนางจามเทวีว่า ขุนหลวงวิลังคะหรือวิรังคะ
ลักษณะการนำกองทัพของขุนหลวงวิลังคะที่ตำนานมูลสาสนา อ้างว่ามีไพร่พลถึง ๘๐,๐๐๐ คน
ตัวเลขนี้บอกนัยว่าคงมีการจัดตั้งทางสังคมดีพอสมควร จึงสามารถระดมพลขนาดนั้นได้
ปริมาณประชากรชาวพื้นเมืองที่มีมากมายและการจัดตั้งทางสังคมดังกล่าวสะท้อนว่า
ขุนหลวงวิลังคะเป็นกษัตริย์ของรัฐชนเผ่านี้
เรื่องราวการแตกสลายของชนเผ่าลวะ
เป็นผลมาจากการขยายความเจริญรุ่งเรืองจากเมืองละโว้มาสู่การสร้างเมืองหริภุญชัย
พระนางจามเทวีเสด็จมาครองเมืองหริภุญชัยในบริเวณอิทธิพลของชนเผ่าลวะ
จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างพระนางจามเทวีกับขุนหลวงวิรังคะหรือวิลังคะ
ผลจากการต่อสู้ขุนหลวงวิรังคะพ่ายแพ้
รัฐชนเผ่าลวะเชิงดอยสุเทพสลายลงลวะคงกระจัดกระจายไปตามป่าเขาและตามที่ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม
รัฐชนเผ่าลวะยังคงมีในบริเวณชายขอบของแคว้นหริภุญชัย
เม็ง ชาติพันธุ์มอญโบราณที่ตั้งถิ่นฐานในภาคเหนือมาช้านานแล้วและเป็นกลุ่มเดียวกับมอญในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตำนานจามเทวีวงศ์เรียกว่า
"เมงคบุตร" ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน มักกระจายอยู่ตามที่ราบลุ่มน้ำปิง
จึงพบคำเก่าแก่เรียกแม่น้ำปิงว่า แม่ระมิง หรือแม่น้ำเม็ง หมายถึงแม่น้ำที่มีชาวเม็งอาศัยอยู่
เม็งและลวะเป็นชนเผ่าโบราณที่เคยอยู่ในที่ราบลุ่มน้ำปิงด้วยกัน ตำนานจามเทวีวงศ์ หน้า ๑๗๑
กล่าวถึงเม็งและลวะ หรือละว้าพร้อมๆ กัน ดังความว่า
...เรื่องราวของพระราชาผู้ประเสริฐของคนป่ามีพวกเม็ง เป็นต้น แลละว้าลูกชาวป่า...
ม็งเป็นพวกอาศัยอยู่ริมน้ำ มีปริมาณประชากรสร้างเมืองหริภุญชัย
(ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดจามเทวี อำเภอเมือง ลำพูน)น้อยกว่าลวะ
ส่วนลวะกระจายตัวทั่วไปทั้งที่ราบและบนดอยลวะจึงเป็นประชากรพื้นฐานสำคัญ
ลวะและเม็งมีลักษณะด่างคนต่างอยู่ไม่ใกล้ชิดกัน
แต่ก็ยอมรับความเป็นชนต่างชาติพันธุ์เม็งค่อยๆ หายไปจากดินแดนล้านนา
คงเหลือร่องรอยหมู่บ้านเม็งเก่าแก่ไม่กี่แห่ง
เพราะได้รับการผสมกลมกลืนให้เป็นคนไทยเช่นเดียวกับชนเผ่าลวะและชนเผ่าอื่นๆ
เมืองหริภุญชัยสร้างราว พ.ศ.๑๓๑๐-๑๓๑๑ โดยฤาษีวาสุเทพ
แล้วได้เชิญพระนางจามเทวีเสด็จจากละโว้มาครองราชย์ เมืองหริภุญชัย
เงื่อนไขของการกำเนิดเมืองหริภุญชัยเป็นผลมาจากการขยายตัวทางการค้าจากเมืองท่าชายฝั่งเข้ามาสู่ดินแดนตอนในคาบสมุทร
เมืองหริภุญชัยซึ่งอยู่ตอนในทำการค้าของป่ากับเมืองดอนล่างโดยอาศัยแม่น้ำปิง
เมืองหริภุญชัยจึงเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญและสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าจนเป็นเมืองที่มั่งคั่งการเกิดขึ้นของหริภุญชัยก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแอ่งเชียงใหม่-ลำพูนอย่างมาก
เพราะเป็นการก้าวจากรัฐชนเผ่าสู่รัฐแบบนคร
เปลี่ยนจากสังคมขนาดเล็กมาเป็นสังคมเมือง ซึ่งจัดระเบียบสังคมซับซ้อนขึ้นมาก
การกำเนิดเมืองหริภุญชัยนับเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่
ซึ่งนำความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในดินแดนล้านนา
พัฒนาการของรัฐหริภุญชัยแบ่งได้เป็น ๒ ช่วง
คือยุคหริภุญชัยตอนต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖
ยุคนี้ได้สร้างบ้านแปลงเมืองหริภุญชัยและขยายออกไปสู่ที่ราบลุ่มน้ำวังบริเวณโดยรอบเมืองหริภุญชัย
พบแหล่งโบราณคดีมีร่องรอยวัฒนธรรมหริภุญชัยประเภทเครื่องปั้นดินเผาลายขูดขีดไม่เคลือบศิลปะหริภุญชัย
เช่น ที่วัดสันริมปิง บ้านศรีย้อย
บ้านวังม่วงเมืองโบราณที่คาดว่าเริ่มต้นเดิบโตในยุคนี้ คือเวียงมโน
อยู่ห่างจากเมืองลำพูนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว ๘
กิโลเมตรซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางมาก
นอกจากนั้นตามลำน้ำปิงตลอดถึงเมืองฮอดมีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณสมัยหริภุญชัย
ดังปรากฏหลักฐานเมื่อพระนางจามเทวีเสด็จจากละโว้มาตามลำน้ำปิงได้สร้างเมืองตามรายทาง
ยุคหริภุญชัยตอนปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗
ถึงด้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙
เป็นช่วงที่รัฐหริภุญชัยมีความเจริญรุ่งเรืองการตั้งถิ่นฐานเดิบโตขึ้นมาก ดังพบว่า
มีการขยายออกไปทางตอนเหนือแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน
ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่ของชาวพื้นเมือง นอกจากนั้นในทางตอนใต้พบว่า เวียงท่ากานและเวียงเถาะขยายตัว
โดยเฉพาะเวียงท่ากานเป็นชุมชนใหญ่ที่สำคัญรองจากหริภุญชัย
ในช่วงนี้แคว้นหริภุญชัยมีความเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองสงบปราศจากสงคราม
มีการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เช่น สร้างวัดและกัลปนาคนหรือที่ดินให้ไว้กับวัด
กษัตริย์ที่สำคัญในสมัยนี้ คือ พระญาอาทิตตราชและพระญาสววาธิสิทธิ
หลังจากสิ้นสมัยพระญาสววาธิสิทธิแล้วหริภุญชัยก็มีกษัตริย์ปกครองต่อมาจนถึงสมัยพระญายืบาหริภุญชัยก็สลายลง
ใน พ.ศ.๑๘๓๕ เพราะพ่ายแพ้แก่พระญามังราย
รัฐหริภุญชัยสร้างความเข้มแข็งโดยอาศัยวิธีการ ๓ ประการ
ประการแรก ความเชื่อพระพุทธศาสนา
เป็นความเชื่อสากลที่รัฐหริภุญชัยนำมาใช้หล่อหลอมจิตใจของชุมชนต่าง ๆเข้าด้วยกัน
พระนางจามเทวีสถาปนาพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงในแคว้นหริภุญชัยและกษัตริย์พระองค์ต่อๆ
มา ในราชวงศ์จามเทวีต่างสนับสนุนพระพุทธศาสนา ดังปรากฏมีวัดมากมายในเมืองลำพูน จนถือได้ว่าความโดดเด่นของแคว้นหริภุญชัยอยู่ที่พระพุทธศาสนา
กษัตริย์หริภุญชัยอาศัยการทำนุบำรุงพุทธศาสนาเป็นสื่อผ่านความคิดสู่ประชาชนในรัฐให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
การจัดระเบียบสังคมในรัฐอาศัยการหล่อหลอมจากพุทธศาสนา
ความเชื่อในพระพุทธศาสนาคือสิ่งที่ค่อยๆ เข้ามาแทนที่ความเชื่อ
ซึ่งหลากหลายไปตามท้องถิ่นจากความเชื่อร่วมกันในพระพุทธศาสนาทำให้เมืองต่างๆ
ในรัฐหริภุญชัยด่างสร้างวัดและศิลปะวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในลักษณะศิลปะที่มีเอกลักษณ์
ศิลปะหริภุญชัย มีสกุลช่างหริภุญชัยที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง
ประการที่สอง การจัดตั้งชุมชนเมือง
รัฐหริภุญชัยสร้างความเปลี่ยนแปลงในที่ราบลุ่มน้ำปิง
โดยกำเนิดสังคมเมืองแทนที่สังคมระดับหมู่บ้านที่มีมาแต่ยุคชนเผ่า
การจัดตั้งชุมชนเมืองสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในตำนานที่กล่าวถึงการเดินทางจากละโว้มาสู่หริภุญชัยของพระนางจามเทวี
เพราะพระนางได้สร้างบ้านแปลงเมืองมาตามรายทางบนสายลำน้ำปิง
เมืองหริภุญชัยเป็นเมืองแรกสุด หลังจากนั้นได้สร้างเมืองต่างๆ ตามที่ราบลุ่มน้ำปิง
การจัดตั้งชุมชนเมืองเป็นการส่งเสริมให้ผู้คนตามที่ต่างๆ
เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่รวมกัน เกิดการรวมตัวเป็นหน่วยการเมืองที่ใหญ่ขึ้น
จุดนี้คือการสร้างความเข้มแข็งแก่รัฐ
รัฐหริภุญชัยสร้างเมืองโดยอาศัยชุมชนระดับหมู่บ้านที่มีมาแต่เดิมแล้ว
หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าหรือการคมนาคมจะมีความเคลื่อนไหวทางสังคมสูง
จึงมีโอกาสก่อรูปเป็นชุมชนเมือง
ประการที่สาม การสร้างเครือข่ายทางวัฒนธรรมและการค้า
รัฐหริภุญชัยสร้างรูปแบบวัฒนธรรมของรัฐเป็นวัฒนธรรมหริภุญชัยที่มีเอกลักษณ์
ชุมชนต่างๆ ในรัฐมีรูปแบบวัฒนธรรมร่วมกันเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรม
นอกจากเครือข่ายทางวัฒนธรรมแล้ว
รัฐหริภุญชัยยังสร้างเครือข่ายทางการค้าโดยอาศัยชุมชนเมืองที่จัดตั้งขึ้นตามที่ราบลุ่มริมน้ำเป็นหน่วยหรือสถานีการค้า
การค้าจึงใช้วิธีเชื่อมต่อกันตามเมืองและชุมชนต่างๆ
ด้วยวิธีการสร้างเครือข่ายวัฒนธรรมและการค้า
ทำให้รัฐหริภุญชัยมีความเจริญและมั่งคั่ง
แคว้นโยนหรือยวน ในเขตชุมชนที่ราบลุ่มน้ำกกเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของกลุ่มคนไทยวน
เรื่องราวเก่าแก่ของชุมชนได้รับการเล่าขานเป็นตำนานเชียงแสนหรือตำนานสิงหนวัติกุมารหรือสิงหนดิ
โดยกล่าวถึงการเคลื่อนย้ายเข้ามาสร้างเวียงโยนกในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกก
กลุ่มคนไทยที่เวียงโยนกได้รับความทุกข์ยากจากการรุกรานของกรอม (ขอม) ซึ่งมีอิทธิพลในแถบนี้มาก่อน
พระญาพรหมเป็นผู้ที่ขับไล่กรอมออกไปได้เวียงโยนกมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อมาอีกหลายองค์
ในที่สุดตำนานเชียงแสนอธิบายถึงการสิ้นสุดของเวียงโยนกว่า
เวียงนี้ล่มจมเป็นหนองน้ำ
เวียงโยนกที่ล่มนี้เข้าใจกันว่าอยู่ตรงบริเวณเวียงหนองในเขตอำเภอเชียงแสน
จังหวัดเชียงราย
การที่ตำนานเชียงแสนใช้สัญลักษณ์ว่าเมืองล่มนี้
อาจหมายถึงการสิ้นสุดของวงศ์ผู้นำคนเดิม
เพราะเมื่อเวียงล่มแล้วก็จะมีคนกลุ่มใหม่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแถบลุ่มแม่น้ำกกแทนที่
โดยสร้างเมืองเงินยางขึ้น
ลักษณะการเล่าของตำนานเชียงแสนเป็นนิยายปรัมปราที่เล่าถึงอดีตที่ห่างไกลจนไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนได้ประกอบกับยังไม่สามารถนำหลักฐานอื่นมาตรวจสอบความถูกต้องจึงมีผู้มองว่าตำนานเชียงแสนเป็นเรื่องไร้สาระหาความจริงไม่ได้เลย
สำหรับผู้เขียนเข้าใจว่าตำนานเชียงแสนเป็นความทรงจำของชาวล้านนาที่พยายามอธิบายความเป็นมาของดินแดนที่เขาอยู่
และเมื่อวิเคราะห์ตำนานเชียงแสนแล้วก็พบว่า
แก่นของตำนานเรื่องนี้คือการสะท้อนให้เห็นเรื่องราวการขยายตัวของกลุ่มคนไทยจากบริเวณตอนใต้ของจีน
เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำกก
ส่วนเวียงโยนกอาจมีจริงก็เป็นได้ เพราะชื่อโยนก หรือโยน
เป็นชื่อที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ในยุคคลาสสิกของดินแดนบริเวณทางตอนบนของล้านนายิ่ง
ดังจะเห็นได้จากเมื่อพระญามังรายทรงรวบรวมเมืองด่างๆ
ในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำกกเข้าด้วยกันแล้ว พระองค์ทรงตั้งเป็นแคว้นเรียกว่าแคว้นโยน
ฉะนั้นอาณาจักรของพระญามังรายในระยะแรกอาจเรียกว่าแคว้นโยนหรือโยนกก็ได้
ชื่อโยนหรือโยนกที่พระญามังรายทรงตั้งขึ้นมีความหมายถึงเวียงโยนก
และสะท้อนถึงความสำคัญของเวียงโยนกที่ยังอยู่ในความทรงจำของชาวล้านนาจนถึงต้นพุทธศตวรรษที่
๑๙
หลังจากที่กลุ่มผู้นำของเวียงโยนกสลายตัวไปแล้วเวลาต่อมาพบหลักฐานว่าชุมชนในที่ราบลุ่มแม่น้ำกกได้พัฒนาการเป็นรัฐขนาดใหญ่และเป็นศูนย์กลางของเมืองต่างๆ
แถบนี้คือเมืองเงินยาง จึงเรียกสมัยนี้ว่า สมัยเงินยาง
ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงการก่อตั้งเมืองเงินยางโดยปู่เจ้าลาวจงหรือลาวจกหรือลวจังกราช
ซึ่งเป็นปฐมวงศ์แห่งราชวงศ์ลวจังกราช หรือราชวงศ์ลาว
กษัตริย์ในราชวงศ์นี้จะใช้คำนำหน้าว่า "ลาว"
ปู่เจ้าลาวจงจึงมีฐานะเป็นผู้นำชุมชนซึ่งตามตำนานระบุว่า
ปู่เจ้าลาวจงเนรมิตบันไดเงินเสด็จลงมาจากสวรรค์พร้อมบริวาร เพื่อลงมาสร้างบ้านแปลงเมือง
ปู่เจ้าลาวจงจึงมีลักษณะกึ่งเทวะ โดยที่กษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาไม่มีผู้ใดมีฐานะเป็น
"ปู่เจ้า" เลย สังคมของกลุ่มคนไทยในเวลานั้นมีอาชีพทำนา
ตั้งบ้านเรือนบนสองฟากฝั่งแม่น้ำกก
ชุมชนต่างๆ
ที่เกิดขึ้นโดยมีเมืองเงินยางเป็นศูนย์กลางนั้นเข้าใจว่าสังคมในชุมชนมีลักษณะความผูกพันแบบเครือญาติโดยกษัตริย์ส่งราชบุตรไปสร้างบ้านแปลงเมืองตามที่ต่างๆ
เกิดเป็นเมืองหรือชุมชนแห่งใหม่เกิดขึ้น
ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการส่งเสริมกันมากในสมัยราชวงศ์ลาว
และผลที่เกิดขึ้นประการหนึ่งคือ ราชวงศ์ลาวเป็นต้นวงศ์ของเมืองต่างๆ
ที่เกิดขึ้นมากมายทั่วไปในล้านนา และอาจเลยไปถึงสิบสองพันนาด้วย
ราชวงศ์ลาวมีกษัตริย์สืบต่อมา ๒๕ พระองค์
มีพระญามังรายเป็นลำดับที่ ๒๕
ซึ่งต่อมาพระองค์ได้ก่อตั้งอาณาจักรล้านนาและก่อตั้งราชวงศ์มังรายขึ้น
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เมืองเงินยางมีฐานะเป็นศูนย์กลางที่สำคัญและมีอำนาจทางการเมืองสูง
อาจเป็นเพราะเมืองเงินยางยังใช้วิธีการสร้างอำนาจทางการเมืองโดยการอภิเษกสมรสกับเมืองต่างๆ
ที่มีความสำคัญ เช่น
พระญาลาวเม็งแห่งเมืองเงินยางอภิเษกสมรสกับนางอั้วมิ่งจอมเมือง
(นางเทพคำข่ายหรือคำขยาย) ธิดาท้าวรุ่งแก่นชาย เมืองเชียงรุ่ง เขตสิบสองพันนา
ซึ่งเป็นไทลื้อการอภิเษกสมรสครั้งนี้ได้ให้กำเนิดพระญามังรายขึ้น
ล้านนาสมัยรัฐอาณาจักร (ราชวงศ์มังราย พ.ศ.๑๘๐๔-๒๑๐๑)
ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙
ดินแดนล้านนาได้พัฒนาการจากแว่นแคว้น-นครรัฐมาสู่รัฐแบบอาณาจักร
มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง รัฐแบบอาณาจักรสถาปนาอำนาจโดยรวบรวมแว่นแคว้น-นครรัฐมาไว้ด้วยกัน
อาณาจักรล้านนาเริ่มก่อรูปโดยการรวมแคว้นโยนและแคว้นหริภุญชัย
หลังจากนั้นก็ขยายอาณาจักรไปสู่ดินแดนใกล้เคียง ได้แก่ เมืองเชียงตุง
เมืองนายในเขตรัฐฉาน และขยายสู่เมืองเขลางคนคร เมืองพะเยา ในยุคที่อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรืองสามารถขยายอำนาจไปสู่เมืองแพร่และเมืองน่าน
ตลอดจนรัฐฉานและสิบสองพันนาในพุทธศตวรรษที่ ๑๙
เกิดปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาคนี้
คือการสลายตัวของรัฐโบราณที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน ดังเช่น กัมพูชา ทวารวดี หริภุญชัย
และพุกาม การเสื่อมสลายของรัฐโบราณเปิดโอกาสให้เกิดการสถาปนาอาณาจักรใหม่ของชนชาติไทยที่ผู้นำ
ใช้ภาษาและวัฒนธรรมไทย อาณาจักรใหม่ที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ที่สำคัญคือ
ล้านนา สุโขทัย และอยุธยา
อาณาจักรทั้งสามมีความเชื่อในพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทนิกายลังกาวงศ์เช่นเดียวกัน ความเชื่อดังกล่าวสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการแข่งสร้างบุญบารมีของกษัตริย์
จึงนำไปสู่การทำสงครามระหว่างอาณาจักร รัฐสุโขทัยสลายลงก่อน โดยถูกผนวกกับอยุธยา
หลังจากนั้นสงครามระหว่างอยุธยาและล้านนามีอย่างต่อเนื่อง
สงครามครั้งสำคัญอยู่ในสมัยของพระเจ้าติโลกราชและพระบระ
ประวัติศาสตร์ล้านนาในสมัยรัฐอาณาจักรแบ่งตามพัฒนาการเป็น
๓ สมัย คือสมัยสร้างอาณาจักร สมัยอาณาจักรเจริญรุ่งเรือง สมัยเสื่อมและการล่มสลาย
๑. สมัยสร้างอาณาจักร (พ.ศ.๑๘๓๙-๑๘๙๘)
การก่อตั้งอาณาจักรล้านนา เป็นผลจากการรวมแคว้นหริภุญชัยกับแคว้นโยน
แล้วสถาปนาเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางอาณาจักรพระญามังรายปฐมกษัตริย์เริ่มขยายอำนาจตั้งแต่
พ.ศ.๑๘๐๔ซึ่งเป็นปีแรกที่เสวยราชย์ในเมืองเงินยาง
ปีแรกที่พระญามังรายครองเมืองเงินยางนั้น ปรากฏว่าเมืองต่างๆ
ในเขตลุ่มแม่น้ำกกแตกแยกกัน มีการแย่งชิงพลเมืองและรุกรานกันอยู่เสมอ
สร้างความเดือดร้อนแก่คนทั่วไป
พระญามังรายจึงรวบรวมหัวเมืองน้อยมาไว้ในพระราชอำนาจ
โดยอ้างถึงสิทธิธรรมที่พระองค์สืบเชื้อสายโดยตรงจากปู่เจ้าลาวจง
และพระองค์ได้รับน้ำมุรธาภิเษกและได้เครื่องราชาภิเษกเป็นต้นว่า ดาบไชย หอกและมีดสรีกัญไชย
สิ่งเหล่านี้เป็นของปู่เจ้าลาวจง ซึ่งตกทอดมายังกษัตริย์ราชวงศ์ลาวทุกพระองค์
พระญามังรายอ้างว่าเจ้าเมืองอื่นๆ นั้นสืบสายญาติพี่น้องกับราชวงศ์ลาวที่ห่างออกไป
ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสผ่านพิธีมุรธาภิเษกและได้เครื่องราชาภิเษกเหมือนพระองค์
วิธีการที่พระญามังรายรวบรวมหัวเมืองมีหลายวิธี
เช่นยกทัพไปดี ในกรณีที่เจ้าเมืองนั้นไม่ยอมสวามิภักดิ์ ได้แก่เมืองมอบ เมืองไล่
เมืองเชียงคำ เมืองเหล่านี้เมื่อตีได้ จะให้ลูกขุนปกครอง
ส่วนเมืองที่ยอมสวามิภักดิ์ พระญามังรายคงให้เจ้าเมืองปกครองต่อไป
นอกจากนั้นยังใช้วิธีเป็นพันธมิตรกับพระญางำเมือง
ซึ่งพระญางำเมืองได้มอบที่ให้จำนวนหนึ่ง มี ๕๐๐ หลังคาเรือน เป็นต้น
หลังจากรวบรวมหัวเมืองใกล้เคียงเมืองเงินยางได้แล้วพระญามังรายก็ย้ายศูนย์กลางลงมาทางใต้
โดยสร้างเมืองเชียงรายใน พ.ศ.๑๘๐๕ และสร้างเมืองฝาง พ.ศ.๑๘๑๖ จากนั้นพระญามังรายได้รวบรวมเมืองต่างๆ
บริเวณต้นแม่น้ำกกแม่น้ำอิงและริมแม่น้ำโขง พระญามังรายสามารถรวบรวมเมืองต่างๆ
(ซึ่งต่อมาคือเขตดอนบนของอาณาจักรล้านนา) สำเร็จประมาณ พ.ศ.๑๘๓๐
ซึ่งเป็นปีที่พระญามังราย พระญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง ทำสัญญามิตรภาพต่อกัน
ผลของสัญญามี ๒ ประการ
ประการแรกคงมีส่วนทำให้พระญามังรายมั่นใจว่าการขยายอำนาจลงสู่แม่น้ำปิงเพื่อผนวกแคว้นหริภุญชัยจะไม่ได้รับการขัดขวางจากพระญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหงประการที่สอง
สามกษัตริย์ร่วมมือกันป้องกันภัยอันตรายจากมองโกลซึ่งกำลังขยายอำนาจลงมาในภูมิภาคนี้
เมื่อพระญามังรายรวบรวมเมืองต่างๆ
ในเขตทางตอนบนแถบลุ่มแม่น้ำกกได้แล้ว
จากนั้นพระองค์ก็ขยายอำนาจลงสู่เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน
โดยยึดครองแคว้นหริภุญชัยได้ในราว พ.ศ.๑๘๓๕ พระญามังรายประทับที่หริภุญชัยเพียง ๒
ปี ก็พบว่าไม่เหมาะที่จะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร พระญามังรายจึงทรงย้ายมาสร้างเวียงกุมกาม
พ.ศ.๑๘๓๗ พระองค์ประทับอยู่เพียงช่วง ๒ ปี ก็ย้ายมาสร้างเวียงเชียงใหม่
เนื่องจากเชียงใหม่มีทำเลที่ตั้งเหมาะสมกว่ากุมกาม ความเหมาะสมของนครเชียงใหม่
คือตัวเมืองตั้งอยู่ระหว่างที่ราบลุ่มน้ำปิงและดอยสุเทพ พื้นที่ลาดเทจากดอยสุเทพสู่น้ำปิง
ทำให้สายน้ำจากดอยสุเทพไหลมาหล่อเลี้ยงเมืองเชียงใหม่ตลอดเวลา
เมืองเชียงใหม่จึงมีน้ำอุดมสมบูรณ์
การก่อตั้งเมืองเชียงใหม่หรือนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ใน
พ.ศ.๑๘๓๙ มีเป้าหมายเพื่อให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความสืบเนื่อง
ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา ทั้งทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ
สังคมและวัฒนธรรมด้วยเหตุนี้จึงให้ความสำคัญต่อเมืองเชียงใหม่เป็นพิเศษ
นับตั้งแต่พยายามเลือกทำเลที่ตั้ง การวางผังเมือง และการสร้างสิทธิธรรม
การสร้างเมืองเชียงใหม่ถือเป็นความสำเร็จอย่างสูงเพราะเชียงใหม่ได้รับการยอมรับในฐานะศูนย์กลางดินแดนล้านนาตลอดมา
แม้ว่าอาณาจักรล้านนาจะสลายต้วลงในช่วงที่พม่าปกครอง
ครั้นฟื้นฟูบ้านเมืองได้ในสมัยราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนพระเจ้ากาวิละซึ่งตั้งมั่นอยู่ที่เวียงป่าซาง
๑๔ ปี ก็ยังเลือกเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางล้านนา โดยกลับมาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ให้เจริญรุ่งเรืองต่อมา
เชียงใหม่จึงเป็นศูนย์กลางความเจริญในภาคเหนือสืบมาถึงปัจจุบัน
การสร้างเมืองเชียงใหม่
พระญามังรายเชิญพระญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมาร่วมกันพิจารณาทำเลที่ตั้ง
พระญาทั้งสองก็เห็นด้วยและช่วยดูแลการสร้างเมืองเชียงใหม่
ด้วยเหตุที่พ่อขุนรามคำแหงมาร่วมสร้างเมืองเชียงใหม่
ทำให้ผังเมืองเชียงใหม่ได้รับอิทธิพลจากสุโขทัย
เมื่อแรกสร้างกำแพงเมืองมีขนาดกว้าง ๙๐๐ วา ยาว ๑,๐๐๐ วา และขุดคูน้ำกว้าง ๔ วา
กำแพงเมืองเชียงใหม่ปรับเปลี่ยนไปตามกาลสมัย ปัจจุบันเป็นรูปสี่เหลี่ยมยาวด้านละ ๑,๖๐๐เมตร
ในสมัยสร้างอาณาจักรเป็นช่วงสร้างความเข้มแข็งอยู่ในสมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น
มีกษัตริย์ปกครอง ๕ พระองค์ได้แก่ พระญามังราย พระญาไชยสงคราม พระญาแสนพูพระญาคำฟู
และพระญาผายู การสร้างความเข้มแข็งในช่วงต้นนี้ สรุปได้ ๓ ประการ
ประการแรก การขยายอาณาเขตและสร้างความมั่นคงในอาณาจักร
ในสมัยพระญามังรายได้ผนวกเขลางคนครเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร
เนื่องจากเขลางคนครมีความสัมพันธ์กับเมืองหริภุญชัยในฐานะบ้านพี่เมืองน้อง
เมื่อยึดครองหริภุญชัยสำเร็จก็จำเป็นต้องรุกคืบต่อไปยังเขลางคนคร
หลังจากนั้นความคิดขยายอาณาเขตไปทางด้านตะวันออกสู่เมืองพะเยาซึ่งเกิดขึ้นในสมัยพระญามังรายแล้ว
แต่ติดขัดที่เป็นพระสหายกับพระญางำเมือง
เมืองพะเยาและเชียงใหม่มีความสัมพันธ์ในฐานะเครือญาติในวงศ์ลวจังกราช
เมืองพะเยาซึ่งเป็นรัฐเล็กต่อมาจึงถูกยึดครองสำเร็จในสมัยพระญาตำฟู (พ.ศ.๑๘๗๗-๑๘๗๙)
การยึดครองพะเยาได้เป็นผลดีต่ออาณาจักรล้านนาเพราะนอกจากเมืองเชียงรายจะปลอดภัยจากพะเยาแล้ว
เมืองพะเยายังเป็นฐานกำลังขยายไปสู่เมืองแพร่และเมืองน่านต่อไปความคิดขยายอำนาจสู่เมืองแพร่มีในสมัยพระญาคำฟูแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
แสดงให้เห็นว่าการรวมหัวเมืองล้านนาตะวันออก
ซึ่งเป็นรัฐในหุบเขาไม่ใช่จะกระทำได้โดยง่าย
เพราะกว่าจะรวมเมืองแพร่และเมืองน่านสำเร็จก็อยู่ในช่วงอาณาจักรล้านนามีความเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าติโลกราช
การสร้างความมั่นคงในเขตทางตอนบนของอาณาจักรเด่นชัดในสมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น
ดังปรากฏว่าเมื่อสิ้นสมัยพระญามังราย พระญาไชยสงครามครองราชย์ต่อมา
ได้เสด็จไปประทับที่เมืองเชียงราย
ส่วนเมืองเชียงใหม่ให้โอรสครองเมืองลักษณะเช่นนี้มีสืบมาในสมัยพระญาแสนพู
และพระญาตำฟูโดยสมัยพระญาแสนพูสร้างเมืองเชียงแสนในบริเวณเมืองเงินยางการสร้างเมืองเชียงแสนก็เพื่อป้องกันศึกทางด้านเหนือ
เพราะเมืองเชียงแสนดั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ใช้แม่น้ำโขงเป็นคูเมืองธรรมชาติ
มีตัวเมืองกว้าง ๗๐๐ วา ยาว ๑,๕๐๐ วา มีป้อมปราการ ๘ แห่ง
ที่ตั้งเมืองเชียงแสนคุมเส้นทางการคมนาคมเพราะเป็นช่องทางไปสู่เมืองต่างๆ เช่น
เมืองเชียงดุง เมืองเชียงรุ่ง เมืองนาย เมืองยอง
เมืองเชียงแสนจึงเป็นศูนย์กลางของเมืองตอนบน หลังจากสร้างเมืองเชียงแสนแล้ว
พระญาแสนพูประทับที่เชียงแสนสืบต่อมาถึงสมัยพระญาตำฟู
สถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้นเมื่อผนวกพะเยาเข้ากับอาณาจักรล้านนาในสมัยพระญาคำฟู
ส่วนเมืองเชียงตุงพระญาผายูสถาปนาอำนาจอันมั่นคง
โดยส่งเจ้าราชบุตรเจ็ดพันตูไปปกครองและพระญาผายูสร้างความผูกพันโดยอภิเษกกับธิดาเจ้าเมืองเชียงของ
การสร้างความมั่นคงเขตตอนบนมีเสถียรภาพพอสมควรในสมัยพระญาผายูจึงย้ายมาประทับที่เชียงใหม่
ให้เมืองเชียงรายเชียงแสนเป็นเมืองสำคัญทางตอนบน
ประการที่สอง การปกครองมีโครงสร้างแบ่งเป็น
๓ เขต
๑. บริเวณเมืองราชธานี
ประกอบด้วยเมืองเชียงใหม่และลำพูน
เนื่องจากทั้งสองเมืองตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบเดียวกันและอยู่ใกล้กัน
กษัตริย์จึงปกครองโดยตรง
๒. บริเวณเมืองข้าหลวง
อยู่ถัดจากเมืองราชธานีออกไปกษัตริย์จะแต่งตั้งข้าหลวงไปปกครอง
เจ้าเมืองซึ่งเป็นข้าหลวงนี้ส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์
ขุนนางที่ไม่ใช่เชื้อเจ้าก็มีบ้าง แต่เป็นส่วนน้อย
เมืองสำคัญจะปกครองโดยเจ้าเชื้อพระวงศ์ที่ใกล้ชิดเช่น เมืองเชียงราย
กษัตริย์มักส่งโอรสหรือพระอนุชาไปปกครองเมืองอุปราช ส่วนเมืองที่สำคัญรองลงมาจะส่งเชื้อพระวงศ์ที่ห่างออกไปปกครอง
เจ้าเมืองมีอำนาจสูงในการจัดการภายในเมืองของตน เช่น
การแต่งตั้งขุนนางตำแหน่งต่างๆ การจัดตั้งพันนา การค้าภายในเมือง
การควบคุมกำลังไพร่
ความสัมพันธ์ระหว่างข้าหลวงและกษัตริย์เป็นเพียงความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เมื่อเปลี่ยนรัชกาล
ความสัมพันธ์ก็อาจเปลี่ยนไปด้วย
๓. บริเวณเมืองประเทศราช เป็นเขตเจ้าต่างชาติต่างภาษา
ปกครองตนเองตามประเพณีท้องถิ่น เมืองประเทศราชเป็นรัฐตามชายขอบล้านนา เช่น
เมืองเชียงตุง เมืองนายเมืองยอง
เนื่องจากเมืองประเทศราชอยู่ห่างไกลจึงผูกพันกับเมืองราชธานีน้อยกว่าเมืองข้าหลวง
ครั้นมีโอกาสเมืองประเทศราชมักแยกตนเป็นอิสระหรือไปขึ้นกับรัฐใหญ่อื่น
ๆความสัมพันธ์ระหว่างเมืองราชธานีกับเมืองประเทศราชเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่อาจอาศัยระบบเครือญาติหรือการเกื้อกูลกันภายใต้การปกครองที่อาศัยความสัมพันธ์ทางเครือญาติของรัฐโบราณ
เจ้าเมืองมักเป็นเชื้อพระวงศ์ที่กษัตริย์ส่งไปปกครองเมืองต่างๆ
ลักษณะเช่นนี้คลี่คลายมาจากธรรมเนียมการสร้างบ้านแปลงเมืองซึ่งเกิดขึ้นในช่วงแรกเมื่อรัฐขยายตัวการปกครองแบบนี้เป็นการรวมตัวอย่างหลวม
ๆ ของเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของอาณาจักรล้านนา
เพราะลักษณะทางกายภาพอาณาจักรล้านนาเป็นรัฐในหุบเขา เมืองต่าง ๆ
จะตั้งถิ่นฐานอยู่ตามหุบเขาซึ่งกระจายตัว
ดังนั้นรัฐล้านนาจำเป็นต้องสร้างเสถียรภาพตลอดมา โดยให้เมืองต่างๆ
ที่กระจายตัวตามหุบเขายอมรับอำนาจศูนย์กลาง
ความพยายามจะปรับการปกครองรัฐในหุบเขาจากการใช้ระบบข้าหลวงหรือระบบเครือญาติ
ซึ่งพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลไปสู่ระบบข้าราชการที่เป็นสถาบันไม่ประสบความสำเร็จในล้านนา
ปัญหาโครงสร้างรัฐแบบหลวมๆ
นี้เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่นำไปสู่ความเสื่อมของอาณาจักรล้านนา
ประการที่สาม การรับวัฒนธรรมความเจริญจากหริภุญชัยแคว้นหริภุญชัยมีความเจริญรุ่งเรืองในเขตที่ราบลุ่มน้ำปิงมาช้านาน
เมื่อพระญามังรายยึดครองหริภุญชัยสำเร็จ ได้นำความเจริญต่างๆ
มาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาต่อไป เชื่อกันว่าอิทธิพลจากหริภุญชัยมีหลายอย่าง เช่น
กฎหมายล้านนาอย่างมังราย-ศาสตร์คงรับความคิดมาจากกฎหมายธรรมศาสตร์ของมอญหริภุญชัย
อย่างไรก็ตามหลังจากรับมาแล้ว รัฐล้านนาได้พัฒนาต่อไปมากเป็นลักษณะเฉพาะท้องถิ่น
โดยเฉพาะตัวอักษรธรรมล้านนา หรือตัวเมืองมีต้นแบบมาจากอักษรมอญโบราณ
ส่วนด้านศิลปวัฒนธรรมหริภุญชัยพบว่าได้รับรูปแบบสถาปัตดยกรรมเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม และเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม
ซึ่งมักสร้างในสมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น เช่น เจดีย์กู่คำ
เวียงกุมกามรับอิทธิพลจากกู่กุด
อิทธิพลที่ชัดเจนมาก
คือพระพุทธศาสนาของหริภุญชัยเพราะพระพุทธศาสนานิกายเดิมรับจากหริภุญชัยมีบทบาทในล้านนาสูง
นับตั้งแต่พระญามังรายยืดครองหริภุญชัย ได้รับพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทหริภุญชัย
จนถึงสมัยพระญากือนามีความคิดจะสถาปนานิกายรามัญวงศ์
โดยอาราธนาพระสุมน-เถระจากสุโขทัยเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนาในล้านนา
และในสมัยพระญาสามฝั่งแกนได้เกิดนิกายสิงหล
หรือลังกาวงศ์ใหม่มาจากลังกาอีกระลอกหนึ่ง พระพุทธศาสนาในล้านนาจึงมี
๓นิกายด้วยกัน
อย่างไรก็ตามนิกายเดิมหรือนิกายพื้นเมืองมีปริมาณพระภิกษุมากกว่านิกายอื่น
พระพุทธศาสนาแนวหริภุญชัยมีบทบาทในล้านนาอย่างน้อยจนถึงสิ้นราชวงศ์มังราย
๒. สมัยอาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง (พ.ศ.๑๘๙๘-๒๐๖๘)
ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาพัฒนาการขึ้นอย่างเด่นชัดในราวกลางราชวงศ์มังราย
นับตั้งแต่สมัยพระญาคือนา (พ.ศ.๑๘๙๘-๑๙๒๘) เป็นต้นมา
และเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าติโลกราชและพระญาแก้วหรือพระเมืองแก้ว
ซึ่งเป็นช่วงยุคทอง หลังจากนั้นอาณาจักรล้านนาก็เสื่อมลง
ตั้งแต่สมัยพระญากือนา
กิจการในพุทธศาสนาได้รับการสนับสนุนมาก
เห็นได้จากการรับนิกายรามัญจากสุโขทัยเข้ามาเผยแผ่ในล้านนา
ทรงสร้างวัดสวนดอกให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของเมืองทางตอนบน
จึงมีพระสงฆ์จากเมืองต่างๆ เดินทางมาศึกษา เช่น เชียงแสน เชียงรุ่งเชียงตุง
หลังจากนิกายรามัญแพร่หลายในล้านนาแล้ว
พระสงฆ์ชาวล้านนาได้ให้ความสนใจศึกษาพระพุทธศาสนามากขึ้นตามลำดับ
ซึ่งนำไปสู่การศึกษาที่ลึกซึ้ง
โดยในสมัยพระญาสามฝั่งแกนมีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งไปศึกษาพระพุทธศาสนาในลังกาแล้วกลับมาตั้งนิกายสิงหลหรือลังกาวงศ์ใหม่
มีศูนย์กลางที่วัดป่าแดงในเมืองเชียงใหม่
พระสงฆ์กลุ่มนี้ได้ไปเผยแผ่ศาสนายังเมืองต่างๆ ภายในอาณาจักรล้านนา
ตลอดจนขยายไปถึงเชียงตุง เชียงรุ่ง สิบสองพันนา
พระสงฆ์ในนิกายรามัญและนิกายสิงหลขัดแย้งกันในการตีความพระธรรมวินัยหลายอย่าง
แต่ก็เป็นแรงผลักดันน้ำไปสู่การศึกษาค้นคว้า
โดยเฉพาะพระสงฆ์ในนิกายสิงหลเน้นการศึกษาภาษาบาลี ทำให้ศึกษาพระธรรมได้ลึกซึ้ง
ดังนั้นหลังจากการสถาปนานิกายใหม่แล้ว พระพุทธศาสนาในล้านนาเจริญเติบโตอย่างมาก
โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าติโลกราชถึงสมัยพระญาแก้ว ดังปรากฏการสร้างวัดวาอารามทั่วไปในล้านนาและผลจากภิกษุล้านนามีความรู้ความสามารถสูง
จึงเกิดการทำสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๐๒๐
สิ่งที่สำคัญในระยะนี้ คือการเขียนคัมภีร์ต่างๆทางพุทธศาสนามากมาย
จนอาจกล่าวได้ว่าในพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางการเขียนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
คัมภีร์จากล้านนาได้แพร่หลายไปสู่ดินแดนใกล้เคียง เช่นล้านช้าง พม่า อยุธยา
งานเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ในล้านนาประเภทตำนาน แพร่หลายตามท้องถิ่นต่างๆ
โดยอาศัยสำนึกประวัติศาสตร์ที่เป็นจารีตเดิม
ประกอบกับได้รับอิทธิพลจากงานเขียนจากสำนักลังกาที่พระสงฆ์นำเข้ามา
งานเขียนประวัติศาสตร์สกุลตำนานในยุคนี้มีมากมาย เช่น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่
พื้นเมืองน่าน ตำนานพระธาตุลำปางหลวงตำนานมูลสาสนา จามเทวีวงศ์ และชินกาลมาลีปกรณ์
เป็นต้น
ผลงานวรรณกรรมพุทธศาสนาของพระสงฆ์ล้านนาที่สำคัญ ได้แก่
พระโพธิรังสี แต่งจามเทวีวงศ์ และสิหิงคนิทาน
รัตนปัญญาเถระ แต่งชินกาลมาลีปกรณ์
เป็นงานเขียนที่มีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา
พระสิริมังคลาจารย์ แต่งวรรณกรรมหลายเรื่อง
เช่นเวสสันตรที่ปนี จักรวาลที่ปนี สังขยาปกาสกฎีกา และมังคลัตถที่ปนี
พระพุทธญาณเจ้าและพระพุทธพุกาม แต่งตำนานมูลสาสนา
นอกจากนั้นยังมีปัญญาสชาดก (ชาดก ๕๐ เรื่อง)
ซึ่งไม่ปรากฏนามผู้แต่ง เข้าใจว่าแต่งในสมัยพระญาแก้ว
ปัญญาส-ชาดกเป็นงานวรรณกรรมพุทธศาสนาที่แต่งทำนองเลียนแบบชาดกในพระไตรปิฎก
แต่มีเนื้อเรื่องไม่เหมือนกัน เพราะเป็นชาดกนอกไตรปิฎก
ปัญญาสชาดกเป็นต้นกำเนิดของวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เช่น สมุททโฆสชาดก
(นำมาแต่งเป็นสมุทรโฆษคำฉันท์) สุธนชาดก
(นำมาแต่งเป็นบทละครเรื่องมโนราห์)ปัญญาสชาดกแพร่หลายมากไปถึงพม่า
มีการแปลเป็นภาษาพม่าในสมัยของพระเจ้าโพธพระยา เมื่อ พ.ศ.๒๒๒๔
พม่าเรียกปัญญาสชาดกว่า ซิมแม่ปัณณาสชาดก (เชียงใหม่ปัณณาสชาดก)
ในช่วงสมัยรุ่งเรืองนี้พระพุทธศาสนาเจริญยิ่งดังปรากฏการสร้างวัดแพร่หลายทั่วไปในดินแดนล้านนา
ตามหมู่บ้านต่างๆได้สร้างวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน และตามเมืองมีวัดหนาแน่นดังพบว่า
เขตเมืองเชียงใหม่มีวัดนับร้อยแห่ง
ปริมาณวัดที่มากมายในยุครุ่งเรืองนั้นมีร่องรอยปรากฏเป็นวัดร้างมากมายในปัจจุบัน
ความเจริญในพุทธศาสนายังได้สร้างถาวรวัดถุในพุทธศาสนา
ซึ่งมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมล้านนา วัดสำคัญ ได้แก่วัดเจ็ดยอด วัดเจดีย์หลวง
วัดพระสิงห์ วัดสวนดอก วัดบุพพา-ราม เป็นต้น
การสร้างวัดมากมายนอกจากแสดงความเจริญในพระพุทธศาสนาแล้ว
ยังสะท้อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของล้านนาในยุครุ่งเรืองด้วย
ในยุคเศรษฐกิจรุ่งเรือง
ล้านนามีความมั่งคั่งด้วยความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
มีพัฒนาการร่วมไปกับความเจริญรุ่งเรืองโดยรวมของรัฐ
เพราะพบว่านับตั้งแต่สมัยพระญากือนาเป็นต้นมา
การค้าระหว่างรัฐมีเครือข่ายกว้างขวางไปไกล
ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ได้สะท้อนการค้าว่า
มีหมู่พ่อค้าเมืองเชียงใหม่ไปค้าขายถึงเมืองพุกาม
ในยุคนั้นเมืองเชียงใหม่มีฐานะเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ เพราะตำแหน่งที่ตั้งเมืองนั้นคุมเส้นทางการค้า
คือ เมืองต่างๆ ที่อยู่ตอนบนขึ้นไป เช่น รัฐฉานสิบสองพันนา
เชียงแสนจะนำสินค้าผ่านสู่เมืองเชียงใหม่แล้วจึงผ่านไปเมืองอื่นๆ
ที่อยู่ทางใต้และทางตะวันตก ดังนั้น
จึงพบหลักฐานกล่าวถึงพ่อค้าจากทุกทิศมาค้าขายที่เชียงใหม่มีทั้งเงี้ยว ม่าน เม็ง
ไทย ฮ่อ กุลา เมืองเชียงใหม่คงมีผลประโยชน์จากการเก็บภาษีสินค้าสูงทีเดียว
สินค้าออกเชียงใหม่สู่ตลาดนานาชาติคือของป่า
เมืองเชียงใหม่ทำหน้ารวบรวมสินค้าของป่าจากเมืองต่างๆ
ทางตอนบนแล้วส่งไปขายยังเมืองท่าทางตอนล่างในดินแดนกรุงศรีอยุธยาและหัวเมืองมอญกษัตริย์มีบทบาทในการค้าของป่า
โดยอาศัยการเก็บส่วยจากไพร่และให้เจ้าเมืองด่างๆ ในอาณาจักรส่งส่วยให้ราชธานี
ด้วยพระราชอำนาจจึงออกกฎหมายบังคับให้ทุกคนในอาณาจักรนำส่วยสินค้าของป่ามาถวาย
รูปแบบการค้าของป่า คือกษัตริย์จะส่งข้าหลวงกำกับดูแลสินค้าชนิดต่างๆ เพราะพบตำแหน่งแสนน้ำผึ้ง
ข้าหลวงดูแลการค้าส่วยน้ำผึ้ง
และมีพ่อค้าจากอยุธยาเดินทางเข้าซื้อสินค้าในเมืองฮอด
ในยุคที่อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง
รัฐมีความเจริญทางการค้ามากและสภาพเศรษฐกิจดี จึงมีกองกำลังที่เข้มแข็งดังพบว่า
ในยุคนี้อาณาจักรล้านนามีอำนาจสูงได้แผ่อิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวาง เช่น
เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ่ง เมืองยอง เมืองนาย เมืองน่าน
และยังขยายอำนาจลงสู่ชายขอบรัฐอยุธยา
โดยทำสงครามติดต่อกันหลายปีระหว่างพระเจ้าติโลกราชและพระบรมไตรโลกนาถ
ซึ่งในครั้งนั้นทัพล้านนาสามารถยึดครองเมืองศรีสัชนาลัยได้
๓. สมัยเสื่อมและอาณาจักรล้านนาล่มสลาย (พ.ศ.๒๐๖๘-๒๑๐๑)
ความเสื่อมของอาณาจักรล้านนาเกิดขึ้นในช่วงปลายสมัยราชวงศ์มังราย
นับตั้งแต่พระญาเกศเชษฐราชขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.๒๐๖๘
จนกระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าใน พ.ศ.๒๑๐๑ ช่วงเวลา ๓๓ ปี
ในช่วงเวลานั้นมีระยะหนึ่งที่ว่างเว้นไม่มีกษัตริย์ปกครองถึง ๔ ปี
(พ.ศ.๒๐๙๑-๒๐๙๔)เพราะขุนนางขัดแย้งกันตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็นกษัตริย์กษัตริย์สมัยเสื่อมจะครองเมืองระยะเวลาสั้น
ๆ การสิ้นรัชสมัยของกษัตริย์เกิดจากขุนนางจัดการปลงพระชนม์ หรือขุนนางปลดกษัตริย์
หรือกษัตริย์สละราชสมบัติ
ปัจจัยความเสื่อมสลาย
เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐในหุบเขา ที่ทำให้เมืองต่างๆ
ในอาณาจักรมีโอกาสแยกตัวเป็นอิสระ
เมืองราชธานีจึงพยายามสร้างเสถียรภาพให้ศูนย์กลางมีความเข้มแข็งตลอดมา
โดยกษัตริย์อาศัยการสร้างสายสัมพันธ์กับเจ้าเมืองต่างๆ ในระบบเครือญาติ
ซึ่งระบบนี้ใช้ได้ในระยะแรก
ในที่สุดเมื่อรัฐขยายขึ้นจำเป็นต้องสร้างระบบราชการที่มีประสิทธิภาพแทนที่ระบบเครือญาติ
อาณาจักรล้านนาสถาปนาระบบราชการไม่ได้ รัฐจึงอ่อนแอและเสื่อมสลายลง
ในช่วงนี้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอลง ขุนนางมีอำนาจเพิ่มพูน นอกจากนั้นขุนนางยังขัดแย้งกัน
โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือขุนนางเมืองราชธานีและขุนนางหัวเมือง แย่งชิงความเป็นใหญ่
ต่างสนับสนุนคนของตนเป็นกษัตริย์
ปัญหาการเมืองภายในล้านนาที่แตกแยกอ่อนแอมีผลต่อเศรษฐกิจ
เพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจตกต่ำมากความเสื่อมภายในล้านนาเป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญ
และมีปัจจัยภายนอกคือการขยายอำนาจของราชวงศ์ตองอูเป็นตัวเร่งให้อาณาจักรล้านนาล่มสลายลง
ใน พ.ศ.๒๑๐๑
ล้านนาสมัยพม่าปกครอง (พ.ศ.๒๑๐๑-๒๓๑๗)
นับเป็นยุคแห่งความอ่อนแอของล้านนา
ในช่วงเวลาดังกล่าวส่วนใหญ่พม่าปกครอง
แต่จะมีบางช่วงที่อยุธยายกทัพขึ้นมายึดเชียงใหม่ได้ เช่น
สมัยพระนเรศวรและสมัยพระนารายณ์นอกจากนั้นมีบางช่วงที่เชียงใหม่และเมืองต่างๆ
แยกเป็นรัฐอิสระ เช่น ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔
เนื่องจากเป็นช่วงที่พม่าประสบปัญหาการเมืองภายในเมื่อพม่าแก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้วจะยกทัพมาปราบล้านนาดังนั้นจึงควรเข้าใจว่าอำนาจพม่าในล้านนาไม่สม่ำเสมอ
แต่ด้วยเหตุผลที่ช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนใหญ่พม่าปกครองล้านนา
จึงเรียกสมัยนี้ว่าสมัยพม่าปกครอง
ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นพม่าตั้งแต่สมัยพระเจ้าบุเรงนอง (พ.ศ.๒๑๐๑) จนถึง
พ.ศ.๒๓๑๗สมัยพระเจ้าตากสิน ล้านนาจึงตกเป็นเมืองประเทศราชสยามล้านนาในสมัยพม่าปกครองเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานถึง
๒๑๖
ปีนโยบายของพม่าที่ปกครองล้านนาได้ปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขการเมืองภายในของพม่าและปรับตามสภาพการเมืองในท้องถิ่นล้านนา
ประวัติศาสตร์ในช่วงนี้แบ่งตามพัฒนาการเป็นสองสมัย
สมัยแรก ระหว่าง
พ.ศ.๒๑๐๑-๒๒๐๗ คือประมาณร้อยปีแรก
ช่วงนี้ล้านนามีฐานะเป็นมณฑลหนึ่งของราชอาณาจักรพม่า
เนื่องจากล้านนามีความแตกต่างกับพม่าทางชาติพันธุ์คือการต่อสู้กับพม่าเพื่อกอบผู้เมืองเชียงใหม่
(ภาพที่ฐานอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ)และวัฒนธรรม คนต่างชาติต่างภาษา
พม่าจึงกำหนดให้เป็นเขตที่มีการปกครองตนเองได้ในระดับหนึ่ง
คือคงให้เจ้าเมืองคนเดิมสามารถปกครองดนเองได้
โดยยอมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกษัตริย์พม่า ดังพบว่า
บุเรงนองแต่งตั้งให้พระเมกุฏิกษัตริย์เชียงใหม่ปกครองตนเองตามเดิม
แต่ต้องส่งส่วยเป็นช้าง ม้า และแพรพรรณต่างๆ ทุกปี และในราชการสงครามต้องส่งกำลังร่วมรบต่อมาพม่าเข้ามาจัดการควบคุมเข้มงวดยิ่งขึ้นเพราะในสงครามระหว่างพม่ากับอยุธยา
พ.ศ.๒๑๐๖ พระเมกุฏิไม่ได้ช่วยพม่ารบอยุธยาอย่างจริงจัง
บุเรงนองจึงปลดพระเมกุฏิออกใน พ.ศ.๒๑๐๗
แล้วแต่งตั้งพระนางวิสุทธิเทวีซึ่งเป็นพระชายา ซึ่งมีเชื้อสายราชวงศ์มังรายเป็นกษัตริย์
เมื่อพระนางวิสุทธิเทวีสิ้นพระชนม์ พ.ศ.๒๑๒๑
พม่าก็เข้ามาปกครองโดยตรงโดยแต่งตั้งเจ้ามังนรธาช่ออ
โอรสของบุเรงนองกับพระนางวิสุทธิเทวี เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่
จึงเป็นการสิ้นสุดของการปกครองเชียงใหม่ โดยเชื้อสายของราชวงศ์มังราย
อย่างไรก็ตามเชื้อสายมังนรธาช่อ ปกครองต่อมา ๒ องค์
หลังจากนั้นพม่าส่งข้าหลวงมาประจำการที่เชียงใหม่ ส่วนตำแหน่งเจ้าเมืองอื่น ๆ
ในล้านนาพม่าควบคุม โดยการแต่งตั้งโยกย้ายถอดถอนและปูนบำเหน็จความดีความชอบ
ข้าหลวงพม่าที่เชียงใหม่จะทำหน้าที่ปกครองเชียงใหม่ และดูแลเมืองอื่น ๆ ในล้านนา
ในส่วนการปกครองภายในของล้านนา
คงปฏิบัติไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของตน พม่าจะควบคุมนโยบายที่สำคัญคือ
ตำแหน่งเจ้าเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในรูปการเกณฑ์แรงงานและการส่งส่วยไปให้พม่า
อย่างไรก็ตามการปกครองของพม่ามีการควบคุมที่เข้มงวด
โดยเฉพาะการเกณฑ์แรงงานทำสงครามและการส่งส่วย
สมัยที่สอง ระหว่าง
พ.ศ.๒๒๐๗-๒๓๑๗ ประมาณ ๑๑๐ ปีหลัง ฐานะของล้านนาเปลี่ยนไป
คือถือเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรพม่า
โดยกษัตริย์พม่าส่งขุนนางชาวพม่ามาปกครองร่วมกับชาวล้านนา
กำหนดให้ขุนนางพม่ามีตำแหน่งสำคัญและมีอำนาจอย่างแท้จริง
ส่วนขุนนางล้านนาอยู่ในกำกับของขุนนางพม่า นอกจากนั้นใน พ.ศ.๒๒๔๔
พม่าใช้วิธีแยกเชียงแสนออกเป็นเขตสำคัญ เพื่อทอนกำลังของเชียงใหม่ลง
เนื่องจากเชียงใหม่เป็นแหล่งเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านพม่า
เมืองเชียงแสนเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพม่าจนกระทั่งพม่าหมดอำนาจในล้านนา ใน
พ.ศ.๒๓๔๗
อย่างไรก็ตาม ในสมัยพระเจ้าฉินบูชินหรือมังระ
(พ.ศ.๒๓๐๖-๒๓๑๙) แห่งราชวงศ์คอนบอง ปกครองล้านนาได้เพียง ๑๑ ปี (พ.ศ.๒๓๐๖-๒๓๑๗)
เชียงใหม่ก็หันไปสวามิภักดิ์ต่อสยาม
นโยบายพม่าช่วงสุดท้ายนี้ปกครองอย่างเฉียบขาดมากขึ้นโดยส่งโป่แม่ทัพมาปกครองแทนเมียวหวุ่น
ซึ่งโป่มักจะใช้อำนาจขูดรีดเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มาเป็นของตนอย่างมากและใช้อำนาจตามอำเภอใจสร้างความทุกข์ยากแก่ราษฎรนอกจากนั้น
ข้าหลวงพม่าขัดแย้งกับขุนนางท้องถิ่น
เพราะโป่ดึงอำนาจและผลประโยชน์จากส่วยและเกณฑ์แรงงานไพร่ไปจากท้องถิ่น
โดยที่ขุนนางท้องถิ่นเสียผลประโยชน์จากส่วยและยังถูกข่มเหงอีกด้วย
ความขัดแย้งระหว่างโปกับขุนนางท้องถิ่นนำไปสู่การสู้รบ ดังพบว่าพระญาจ่าบ้าน
(บุญมา)
รบกับโป่หัวขาวพระญาจ่าบ้านมีกำลังไม่พอจึงชักชวนพระเจ้ากาวิละร่วมกันสวามิภักดิ์พระเจ้าตากสิน
กองทัพพระเจ้าตากสินและร่วมกับผู้นำชาวล้านนาช่วยกันขับไล่พม่าไปจากเชียงใหม่สำเร็จเมื่อพ.ศ.๒๓๑๗
นับตั้งแต่นั้นมา เชียงใหม่จึงมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของไทย
น่าสังเกตในสมัยพม่าปกครองมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองตอบโต้พม่าอย่างต่อเนื่อง
พม่าก็ใช้วิธียกทัพมาปราบกันเป็นระยะๆ
การต่อต้านพม่าของชาวล้านนามีข้อจำกัดเพราะความเป็นรัฐในหุบเขาเป็นเงื่อนไขทำให้ความร่วมมือกันทำได้ยาก
ดังนั้นแต่ละเมืองมักต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวและพม่าคงพบข้อจำกัดนี้
จึงใช้วิธีแบ่งแยกแล้วปกครองโดยแบ่งแยกเมืองต่างๆ ออกจากกัน ให้ทุกเมืองขึ้นกับพม่า
การต่อต้านอำนาจพม่าได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์คือช่วงแรก
ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ เมื่อพม่ายึดครองล้านนาใหม่ ๆ
ลักษณะการต่อต้านอยู่ในกลุ่มเจ้านครรัฐต่างๆ เจ้านครรัฐที่ต่อต้าน เช่น พระเมกุฏิ
หรือท้าวแม่กุ เจ้าเมืองเชียงแสนเจ้าเมืองเชียงราย เจ้าเมืองน่าน เจ้าเมืองลำปาง
โดยมีพระไชยเชษฐา จากล้านช้างเป็นผู้นำ กองทัพพม่าได้ยกมาปราบปรามสำเร็จ
สาเหตุที่เจ้านครรัฐต่อต้านเพราะพม่าได้ดึงผลประโยชน์จากท้องถิ่นไปพม่า
คือการให้ส่งบรรณาการและส่วย และเกณฑ์กำลังคน
ดังนั้นแม้เจ้านครยังมีหน้าที่ปกครองตามจารีตของตนเอง แต่อยู่ในฐานะเสียผลประโยชน์
ในระยะหลังคือปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่
๒๔กลุ่มการเมืองท้องถิ่นต่อต้านพม่ามีความหลากหลายมากขึ้น เช่นมีกลุ่มพระสงฆ์
ตนบุญ มีกลุ่มไพร่ตั้งเป็นกองโจร และกลุ่มเจ้านครรัฐ แต่ละกลุ่มกระทำกันไปตามลำพัง
เพราะพม่าพยายามเข้าควบคุมที่ตำแหน่งเจ้าเมืองมากขึ้น
คือตำแหน่งเจ้าเมืองสำคัญเป็นชาวพม่า
ส่วนเมืองระดับเล็กนั้นอาจเป็นชาวพม่าหรือไทใหญ่
หากเป็นชาวพื้นเมืองก็ต้องภักดีต่อพม่าลักษณะเช่นนี้ทำให้การเคลื่อนไหวลงสู่ระดับล่างมากขึ้น
สถานการณ์ในล้านนาในช่วงปลายสมัยพม่าปกครองจึงเกิดรัฐบาลท้องถิ่นกระจายตัวอยู่ทั่วไป
ซึ่งบางครั้งก็สู้รบกันเอง บางครั้งก็สู้รบกับพม่า
บ้านเมืองล้านนามีสภาพระส่ำระสาย
ล้านนาสมัยเป็นเมืองประเทศราชของไทย (พ.ศ.๒๓๑๗-๒๔๒๗)
หลังจากเสร็จสงครามขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ พ.ศ.๒๓๑๗
แล้ว พระเจ้าตากสินทรงตอบแทนความดีความชอบโดยโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระญาจ่าบ้าน
(บุญมา) เป็นพระยาวิเชียรปราการครองเมืองเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิละครองเมืองลำปาง
และทรงมอบอาญาสิทธิ์แก่เจ้าเมืองทั้งสองให้ปกครองบ้านเมืองตามธรรมเนียมเดิมของล้านนา
อย่างไรก็ตามปัญหาพม่ายังไม่หมดไป
พม่ายังพยายามยึดเชียงใหม่กลับคืน โดยยกกองทัพเข้ามาหลายครั้ง (ครั้งแรก พ.ศ.๒๓๑๘)
พระญาจ่าบ้านป้องกันเมืองเชียงใหม่อย่างเข้มแข็งแต่ในที่สุดก็รักษาเมืองไว้ไม่ได้
เพราะผู้คนในเมืองเชียงใหม่มีน้อยและอยู่ในสภาพอดอยากมาก
พระญาจ่าบ้านจึงถอยไปตั้งมั่นที่ท่าวังพร้าวและลำปาง เมื่อกองทัพพม่ากลับไป
พระญาจ่าบ้านก็จะกลับไปตั้งเมืองเชียงใหม่อีกในช่วงเวลาสั้นๆ
จึงมีลักษณะกลับไปกลับมา ในช่วงปลายสมัยธนบุรีเชียงใหม่ถูกปล่อยให้เป็นเมืองร้าง
รวมทั้งเมืองอื่นๆ ในล้านนาด้วย จะมีแด่เมืองลำปางที่เป็นแหล่งที่มั่นของฝ่ายไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นครองราชย์
ทรงโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งพระเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่แทนพระญาจ่าบ้านซึ่งเสียชีวิตลงในปลายสมัยธนบุรี
และทรงโปรดเกล้าฯ
ให้น้องของพระเจ้ากาวิละดำรงตำแหน่งสำคัญในเมืองเชียงใหม่และลำปาง เพื่อร่วมกันสร้างความเป็นปีกแผ่นแก่ล้านนา
พระเจ้ากาวิละจึงทำหน้าที่สร้างบ้านแปลงเมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง
และโดยที่เชียงใหม่อยู่ในอิทธิพลของพม่า
พระเจ้ากาวิละไม่สามารถตั้งเมืองเชียงใหม่ได้ทันทีจึงเริ่มด้วยการตั้งมั่นที่เวียงป่าซางใน
พ.ศ.๒๓๒๕ ก่อน และตั้งมั่นอยู่ที่นั้นถึง ๑๔ ปี
จึงสามารถเข้าตั้งเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ.๒๓๓๙ ซึ่งเป็นปีที่เชียงใหม่มีอายุครบ
๕๐๐ ปี ส่วนอิทธิพลของพม่าในล้านนาถือว่าสิ้นสุดลงในสงครามขับไล่พม่า พ.ศ.๒๓๔๗
โดยกองทัพชาวล้านนาร่วมกับกองทัพไทยยกไปดีเมืองเชียงแสนที่มั่นของพม่าได้สำเร็จ
พระเจ้ากาวิละได้ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่โดยการ
"เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง"
หรือรวบรวมพลเมืองเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงใหม่
โดยใช้วิธีการกวาดต้อนชาวเมืองที่หลบหนีเข้าป่าและกวาดต้อนผู้คนจากสิบสองพันนาและรัฐฉานมาเชียงใหม่เชียงใหม่จึงพ้นจากสภาพเมืองร้างและยังได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางอีกด้วย
นอกจากนั้นพระเจ้ากาวิละได้ฟื้นฟูเชียงใหม่ในรูปแบบต่างๆ เช่น ราชประเพณี
โดยกระทำพิธีราชาภิเษกสถาปนาราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ในลักษณะเดียวกับราชวงศ์มังราย
การสร้างกำแพงเมืองขึ้นใหม่ การสร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก และการทำนุบำรุงพุทธศาสนา
เป็นต้น
เชียงใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละจึงมีความเจริญมั่นคงเป็นปีกแผ่นและเป็นศูนย์กลางของล้านนาที่เข้มแข็ง
และหลังจากสมัยพระเจ้ากาวิละแล้วก็มีเจ้าเมืองปกครองต่อมา
ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนรวมทั้งสิ้นมี ๙ องค์
นโยบายและวิธีการปกครองดินแดนหัวเมืองประเทศราชล้านนา
ประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่านมีลักษณะระมัดระวัง
ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ล้านนาเคยอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าถึง ๒0๐
กว่าปีย่อมมีความใกล้ชิดกับพม่ามาก รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ
เกรงว่าล้านนาจะหันกลับไปหาพม่า และในขณะเดียวกันพม่าก็พยายามแย่งชิงล้านนากลับคืนไปอีก
รัฐบาลกลางจึงปกครองล้านนาโดยไม่เข้าไปกดขี่อย่างที่พม่าเคยทำกับล้านนา
แต่กลับใช้วิธีการปกครองแบบผูกใจเจ้านายเมืองเหนือ
โดยยอมผ่อนผันให้เจ้าเมืองมีอิสระในการปกครองภายใน เศรษฐกิจ การศาล การต่างประเทศ
และขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนยกย่องให้เกียรติแก่เจ้าเมืองในโอกาสอันควร
โครงสร้างทางการเมืองการปกครองภายในล้านนาเป็นรูปแบบที่แต่ละเมืองประกอบด้วยตำแหน่ง
"เจ้าขันทั้งห้า"หรือเจ้าผู้มีพานเป็นเครื่องประกอบยศ คือ เจ้าขัน ๕ ใบ
ได้แก่เจ้าเมือง พระยาอุปราช พระยาราชวงศ์ พระยาราชบุตรและพระยาบุรีรัตน์
ตามทฤษฎีดำแหน่งเจ้าขัน ๕ ใบนี้ รัฐบาลกลางเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอน
แต่ในทางปฏิบัติเจ้านายชั้นสูงในล้านนาจะเสนอผู้ที่เห็นสมควรจะได้รับตำแหน่ง
ซึ่งทางรัฐบาลกลางมักจะแต่งตั้งไปตามที่เสนอมา
นับว่าการเมืองภายในล้านนามีอิสระอยู่มาก นอกจากตำแหน่งเจ้าขัน ๕
ใบแล้วยังมีคณะกรรมการที่เรียกว่า "เค้าสนามหลวง" จำนวน ๓๒
คนเค้าสนามหลวงมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของเจ้าเมืองและช่วยในการบริหารบ้านเมือง
ส่วนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจภายในล้านนาในช่วงก่อนรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางนั้น
รัฐบาลกลางจะถือว่าเจ้าเมืองมีสิทธิที่จะแสวงหารายได้และจับจ่ายใช้สอยได้อย่างอิสระ
นอกจากนั้นด้านการศาลก็ใช้กฎหมายท้องถิ่นและใช้การตัดสินไปตามประเพณีของบ้านเมือง
อย่างไรก็ตามวิธีการปกครองดังกล่าว
มิได้หมายความว่าล้านนาจะเป็นอิสระเสียทีเดียว เพราะรัฐบาลกลางได้ควบคุมทางอ้อม
เช่น การแต่งตั้งดำแหน่งเจ้าเมืองและขุนนางระดับสูงการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
การส่งต้นไม้ทองเงินและเครื่องราชบรรณาการ ส่วย
การเกณฑ์สิ่งของและการเกณฑ์ในราชการสงคราม เป็นต้น วิธีการควบคุมเมืองต่างๆ
ในล้านนาในฐานะเมืองประเทศราชดังกล่าว
แม้จะไม่รัดกุมเท่าไรนักก็ตามแต่ก็เหมาะสมกับสภาวการณ์ในสมัยนั้น
ซึ่งรัฐบาลกลางมีกำลังน้อย ควบคุมไม่ถึง การคมนาคมก็ไม่สะดวก
ในส่วนเจ้าเมืองก็ต้องการมีสิทธิในการปกครองตนเองตามสมควรนับว่ารูปแบบการปกครองขณะนั้นไม่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างใดต่อรัฐบาลกลาง
การเปลี่ยนแปลงในรูปที่รัฐบาลต้องเข้าไปควบคุมกิจการภายในหัวเมืองประเทศราชล้านนามากขึ้นตามลำดับ
จนกระทั่งในที่สุดก็ผนวกเอาล้านนาเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของไทยนั้นเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่
๕ ซึ่งเป็นยุคแห่งการปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตก
ด้านการปกครองหัวเมืองมีการยกเลิกระบบการปกครองเมืองประเทศราช ซึ่งเคยปฏิบัติกันมาช้านานโดยจัดตั้งการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นแทน
มีข้าหลวงเทศาภิบาลซึ่งรัฐบาลกรุงเทพฯ ส่งไปปกครองและขึ้นสังกัดกระทรวงมหาดไทย
ระบบมณฑลเทศาภิบาลที่จัดตั้งขึ้นจึงเป็นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติรัฐ
ซึ่งมีอำนาจรวมศูนย์ที่องค์พระมหากษัตริย์
สาเหตุที่ทำให้รัฐบาลกรุงเทพฯ
ต้องเข้าไปจัดการหัวเมืองล้านนา
เกิดจากการเข้ามาของคนอังกฤษและคนในบังคับอังกฤษ(พวกมอญ พม่า)
ในล้านนาซึ่งเพิ่มมากขึ้นในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ (พ.ศ.๒๓๙๙-๒๔๑๓)
และสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ (พ.ศ.๒๔๑๖-๒๔๓๙) โดยเฉพาะคนในบังคับอังกฤษได้เช่าทำสัมปทานป่าไม้จากเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นจำนวนมาก
นอกจากนั้นตามหัวเมืองชายแดนระหว่างเชียงใหม่กับพม่าเกิดความวุ่นวาย
มีโจรผู้ร้ายปล้นคนในบังคับอังกฤษที่เดินทางติดต่อค้าขายระหว่างพม่ากับล้านนา
ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้ฝ่ายอังกฤษเสียผลประโยชน์ รัฐบาลไทยในสมัยรัชกาลที่
๕ จึงเริ่มแทรกอำนาจในล้านนา
ซึ่งนับเป็นดินแดนแห่งแรกในประเทศที่เกิดปัญหาก่อนที่อื่นๆ
สมัยรวมหัวเมืองประเทศราชล้านนาเข้ากับส่วนกลาง
(พ.ศ.๒๔๒๗-๒๔๗๖)
การรวมหัวเมืองประเทศราชล้านนาเข้ากับส่วนกลางรัฐบาลกลางวางเป้าหมายของการปฏิรูปการปกครองเพื่อสร้างเอกภาพแห่งชาติ
ซึ่งมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมอำนาจเพียงแห่งเดียว
ในการดำเนินการจะต้องกระทำสิ่งสำคัญ ๒ประการ คือประการแรก
ยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราชที่เป็นมาแต่เดิม
โดยจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลส่งข้าหลวงมาปกครอง ขณะเดียวกันก็พยายามยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองเสีย
โดยรัฐบาลกลางลิดรอนอำนาจของเจ้าเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ซึ่งในที่สุดตำแหน่งเจ้าเมืองก็สลายตัวไปประการที่สอง
การผสมกลมกลืนชาวล้านนาให้มีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทยเช่นเดียวกับพลเรือนส่วนใหญ่ของประเทศกล่าวคือให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในชาติซึ่งแต่เดิมมีความรู้สึกแบ่งแยกเป็นคนละพวก
คนทางใต้เข้าใจว่าชาวล้านนาเป็นลาวไม่ใช่ไทย
รัฐบาลกลางใช้วิธีจัดการปฏิรูปการศึกษาโดยจัดระบบโรงเรียนหนังสือไทยแทนการเรียนอักษรพื้นเมืองในวัด
และกำหนดให้กุลบุตรกุลธิดาต้องศึกษาเล่าเรียนภาษาไทยซึ่งประสบผลสำเร็จ
ชาวเชียงใหม่และล้านนาต่างถูกผสมกลมกลืนจนมีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทย
การดำเนินการมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการปกครองการศาล
การภาษีอากร การคลัง การศึกษา การสาธารณสุขและอื่นๆ
โดยจัดเป็นระบบเดียวกับกรุงเทพฯ ในทุกด้าน ระหว่างการปฏิรูปการปกครองในช่วงก่อนจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล
(พ.ศ.๒๔๒๗-๒๔๔๒) ตรงกับสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ ๗
(พ.ศ.๒๔๑๖-๒๔๓๙) ซึ่งนับว่าเป็นเจ้าเมืององค์สุดท้ายที่มีอำนาจปกครองบ้านเมือง
เพราะเป็นช่วงแรกของการดำเนินงานรัฐบาลกลางมีนโยบายไม่ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองในทันที
ยังคงให้ดำรงตำแหน่งอย่างมีเกียรติแต่ขณะเดียวกันก็พยายามลดอำนาจและผลประโยชน์ทีละน้อยรัฐบาลกลางได้ส่งข้าหลวงจากกรุงเทพฯ
ขึ้นมาจัดการปกครองในเมืองเชียงใหม่
ในลักษณะที่ร่วมกันปกครองกับเจ้าเมืองและเจ้านายบุตรหลาน โดยที่ข้าหลวงพยายามแทรกอำนาจลงไปแทนที่
ส่วนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจซึ่งได้แก่รายได้จากการเก็บภาษีอากรส่วนหนึ่งต้องส่งกรุงเทพฯ
นอกจากนั้นป่าไม้ซึ่งแต่เดิมเป็นของเจ้าเมืองและเจ้านายบุตรหลานได้ถูกโอนเป็นของรัฐใน
พ.ศ.๒๔๓๙ ซึ่งเป็นช่วงก่อนการพิราลัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ และหลังจากสิ้นสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์แล้วรัฐบาลกลางให้เจ้าอุปราชรั้งเมืองอยู่หลายปี
จนกระทั่งเห็นว่าให้ความร่วมมือกับรัฐบาลกลางเป็นอย่างดี
จึงมีการแต่งตั้งให้เจ้าอุปราชเป็นเจ้าอินทวโรรสุริยวงศ์
เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ ๘ (พ.ศ.๒๕๔๔-๒๔๕๒)
หลังจากการดำเนินงานช่วงแรก (พ.ศ.๒๔๒๗-๒๔๔๒)
ประสบความสำเร็จ รัฐบาลกลางได้ดำเนินการขั้นต่อมาโดยจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๔๗๖)ซึ่งเป็นการยกเลิกฐานะเมืองประเทศราชของล้านนา
โดยถือว่าหัวเมืองประเทศราชล้านนาผนวกเป็นส่วนหนึ่งของพระราช-อาณาจักรอย่างแท้จริง
อำนาจการปกครองจะเป็นของข้าหลวงประจำเมืองต่างๆ
โดยที่เจ้าเมืองไม่มีหน้าที่ปกครองบ้านเมืองโดยตรง
ได้แต่ยกย่องให้เกียรติแต่เพียงในนามเท่านั้น ดังนั้นทั้งเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์
และเจ้าแก้วนวรัฐจึงยังมีฐานะเป็นประมุขของเมืองเชียงใหม่
ในด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลเข้าควบคุมมากขึ้น
โดยกำหนดให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ต้องเสียภาษีที่ดินเช่นเดียวกับราษฎรทั่วไป
นอกจากนั้นยังจัดสรรรยได้ของเจ้าเมืองเป็น ๓ ส่วน คือ ๑. เงินเดือน ๒.
เงินส่วนแบ่งค่าตอไม้ ๓.เงินส่วนแบ่งค่าแรงแทนเกณฑ์ ซึ่งรวม ๓ ส่วนแล้ว
ปีหนึ่งเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์จะต้องมีรายได้ไม่น้อยนัก คือประมาณ ๒๔๐,๒๗๗ บาท
แต่รายได้นี้ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินค่าตอไม้และเงินแทนเกณฑ์
ซึ่งเก็บได้ไม่แน่นอนและมีแนวโน้มลดลงทุกปี ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๕๕๑
เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์จึงขอพระราชทานผลประโยชน์เป็นเงินเดือนประจำเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท
จึงมีฐานะเหมือนข้าราชการทั่วไปและนับเป็นความสำเร็จที่จะนำไปสู่การยกเลิกดำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่ในเวลาต่อมา
ในสมัยรัชกาลที่ ๗
ได้มีการกำหนดเป็นนโยบายการยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองฝ่ายเหนือทุกองค์
โดยถือว่าตั้งแต่พ.ศ.๒๔๖๔ เป็นต้นไป หากตำแหน่งเจ้าเมืองใดว่างลง จะไม่โปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งขึ้นอีก ส่วนเจ้าเมืองต่างๆ
ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ก็ได้เงินเดือนตลอดไปจนถึงแก่พิราลัย ซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐ
เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัยใน พ.ศ.๒๔๘๒
จึงเป็นการสิ้นสุดดำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่โดยปริยาย หลังจากนั้นเจ้านายฝ่ายเหนือผู้สืบสายสกุล
ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน ณลำปาง และ ณ น่าน
ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเมืองซึ่งแสดงถึงอดีตดินแดนล้านนาเคยมีเจ้านาย
และคนเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น ยังเรียกเจ้านายบุตรหลานชั้นสูงว่า
"เจ้า"และเจ้านายฝ่ายเหนือได้รับเกียรติให้เข้าร่วมในพิธีกรรมสำคัญของบ้านเมืองเสมอ
นโยบายดึงอำนาจสู่สถาบันกษัตริย์ดังกล่าว
ทำให้กลุ่มเจ้านายเสียอำนาจอย่างมหาศาล
ดังนั้นเมื่อเริ่มการปฏิรูปเจ้านายเมืองเหนือส่วนหนึ่งพยายามขัดขวางในรูปแบบต่างๆ
เช่นสำแดงกิริยาผ่านทางม้าขี่ (คนทรงเจ้า) การทำหนังสือกราบบังคมทูล แต่ไม่เป็นผล
ต่อมาจึงสนับสนุนกบฏพระญาผาบที่เชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๓๒ และกบฏไทใหญ่ที่แพร่
พ.ศ.๒๕๔๕ปฏิกิริยาของเจ้านายดังกล่าวคือความพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานะใหม่
เมื่อเจ้านายไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้
จากสภาพฐานะการเมืองและเศรษฐกิจที่หดหายไป ทำให้เจ้านายต้องแสวงหารายได้ เช่น
ทำป่าไม้ บุกเบิกขุดเหมืองทำฝายเพื่อให้เช่าที่นา สร้างตลาด และทำธุรกิจอื่นๆ
ตลอดจนเข้ารับราชการ
ล้านนาสมัยปัจจุบัน
หลังจากคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ แล้ว
ต่อมา พ.ศ.๒๔๗๖ รัฐบาลได้ปรับปรุงระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคใหม่
โดยหน่วยการปกครองระดับมณฑลเทศาภิบาลจำนวน ๑๘ แห่งทั่วประเทศถูกยุบลง
เหลือหน่วยการปกครองระดับจังหวัดเป็นหน่วยสูงสุด มณฑลพายัพสลายเป็นจังหวัดต่างๆ
อยู่ตอนบนของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันประกอบด้วย ๘ จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง
เชียงรายแพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน
ดินแดนภาคเหนือ ช่วง พ.ศ.๒๔๗๖-๒๕๐๔
เป็นสภาวะคลี่คลายจากนโยบายรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ในระยะนั้น
ดินแดนภาคเหนือถูกอำนาจรัฐส่วนกลางแทรกเข้าไปในระดับจังหวัดและอำเภอแล้ว
แต่ในท้องถิ่นระดับล่าง อำนาจรัฐยังจำกัด อย่างไรก็ตามหลัง พ.ศ.๒๕๐๔ แล้ว
อำนาจรัฐจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ กล่าวได้ว่า
ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงประมาณ พ.ศ.๒๕๐๔
อำนาจรัฐลงไปในล้านนาเป็นระลอกแรก ส่วนตั้งแต่
พ.ศ.๒๕๐๔จนถึงปัจจุบันเป็นระลอกที่สอง
ซึ่งในครั้งหลังนี้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมาก เพราะกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม
วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวล้านนาที่สั่งสมกันมาหลายร้อยปีก่อนหน้านั้น
ภายใต้นโยบายพัฒนาประเทศ
โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ ๑ เริ่ม พ.ศ.๒๕๐๔
จนเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ (พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๔๔)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ฉบับที่ ๑-๓ (พ.ศ.๒๕๐๔-๒๕๑๙) เน้นพัฒนาการโครงสร้างพื้นฐาน
เช่น การสร้างทางหลวงเชื่อมกรุงเทพมหานครกับจังหวัดเชียงใหม่
ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ
และเร่งรัดสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดและอำเภอต่างๆ เพื่อเป็นเส้นทางการขนส่งผลผลิตการเกษตรจากชนบทเข้าสู่เมือง
และนำสินค้าอุตสาหกรรมจากกรุงเทพมหานครเข้าสู่ชนบท
นอกจากนั้นระยะนี้ยังทำเขื่อนขนาดใหญ่
และโครงการชลประทานขนาดกลางเพื่อพัฒนาการเกษตร
โดยมีเป้าหมายการผลิตเพื่อสนองต่อความต้องการของตลาด
ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตชาวบ้านมาก
เพราะต้องเร่งผลผลิตตามความต้องการตลาด มิใช่เพื่อบริโภคในครัวเรือนดังอดีต
ในที่สุดการผลิตแบบทุนนิยมทำให้ชาวนาพึ่งตนเองไม่ได้ผลจากการใช้แผนพัฒนาในระยะช่วงแรกก่อให้เกิดความยากจนในชนบท
คนในชนบทมีรายได้ต่างกับคนในเมืองหลวงมาก และเมืองหลวงกับเมืองในภูมิภาคก็แตกต่างกันมาก
จากความเจริญเติบโตของกรุงเทพมหานครที่รวดเร็วทำให้กลายเป็นเมืองโตเดี่ยว
นโยบายของรัฐที่จะแก้ไขปัญหาเมืองโตเดี่ยวของกรุงเทพมหานคร
คือการกระจายความเจริญออกไปยังเมืองหลักตามภูมิภาค คือภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้โดยกำหนดให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลักในภาคเหนือ
ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๔ (พ.ศ.๒๕๒๐-๒๕๒๔)
ดังนั้นรัฐจึงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับความเจริญเติบโต เช่น ถนน สะพาน
ทางระบายน้ำ ฯลฯ เพื่อให้เชียงใหม่เป็นแหล่งจ้างงานและแหล่งบริการแก่พื้นที่โดยรอบนโยบายให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางความเจริญในภูมิภาคนี้ประสบความสำเร็จมาก
เพราะโดยพื้นฐานแล้วเชียงใหม่มีศักยภาพสูงในฐานะราชธานีอาณาจักรล้านนามาก่อน
จึงมีขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ประกอบกับมีภูมิประเทศสวยงาม
จึงดึงดูดนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ข้าราชการและผู้คนหลากหลาย
จากต่างถิ่นสู่เชียงใหม่ทั้งมาเที่ยวชมและมาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร
เมืองเชียงใหม่เติบโตอย่างมากหลังจากนโยบายเมืองหลักโดยเฉพาะตั้งแต่ประมาณ
พ.ศ.๒๕๓๐ เป็นต้นมา เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางภาคเหนือในทุกๆ ด้าน
และเจริญเติบโตแตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ
ทั้งนี้ มีรายนามกษัตริย์และเจ้าเมืองเชียงใหม่
(ยกเว้นช่วงที่พม่าปกครอง) ดังนี้
๑. พระญามังราย
(พ.ศ.๑๘๐๔-๑๘๕๔)
๒. พระญาไชยสงคราม
(พ.ศ.๑๘๕๔-๑๘๖๘)
๓. พระญาแสนพู
(พ.ศ.๑๘๖๘-๑๘๗๗)
๔. พระญาฅำฟู
(พ.ศ.๑๘๗๗-๑๘๗๙)
๕. พระญาผายู
(พ.ศ.๑๘๗๙-๑๘๙๘)
๖. พระญากือนา
(พ.ศ.๑๘๙๘-๑๙๒๘)
๗. พระญาแสนเมืองมา
(พ.ศ.๑๘๙๘-๑๙๒๘)
๘. พระญาสามฝั่งแกน
(พ.ศ.๑๙๔๕-๑๙๘๔)
๙. พระญาติโลกราช
(พ.ศ.๑๙๘๔-๒๐๓๐)
๑๐. พระญายอดเชียงราย
(พ.ศ.๒๐๓๐-๒๐๓๘)
๑๑. พระญาเมืองแก้ว
(พ.ศ.๒๓๐๘-๒๐๖๘)
๑๒. พระญาเมืองเกษเกล้า
ครั้งที่ ๑
(พ.ศ.๒๐๖๘-๒๐๘๑)
ครั้งที่ ๒
(พ.ศ.๒๐๘๖-๒๐๘๘)
๑๓. ท้าวซายคำ
(พ.ศ.๒๐๘๑-๒๐๘๖)
๑๔. พระนางจิรประภา
(พ.ศ.๒๐๘๘-๒๐๘๙)
๑๕. พระไชยเชฏฐา
(พ.ศ.๒๐๘๙-๒๐๙๐)
๑๖. ท้าวแม่กุ (พระเมกุฏิ)
(พ.ศ.๒๐๙๔-๒๑๐๗)
๑๗. พระนางวิสุทธิเทวี
(พ.ศ.๒๑๐๗-๒๑๒๑)
เจ้าเมืองเชียงใหม่สมัยราชวงศ์กาวิละ (เจ้าเจ็ดตน)
๑. พระเจ้ากาวิละ (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๕๖)
๒. พระญาธัมมลังกา (เจ้าเชียงใหม่ช้างเผือก)
(พ.ศ.๒๓๕๔-๒๓๖๕)
๓. พระญาคำฝั้น (เจ้าหลวงเศรษฐี) (พ.ศ.๒๓๖๖-๒๓๖๘)
๔. พระญาพุทธวงศ์ (เจ้าหลวงแผ่นดินเย็น)
(พ.ศ.๒๓๖๙-๒๓๘๙)
๕. พระเจ้ามโหตรประเทศ (พ.ศ.๒๓๙๐-๒๓๙๗)
๖. พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ (เจ้าชีวิตอ้าว) (พ.ศ.๒๓๙๙-๒๔๑๓)
๗. พระเจ้าอินทวิชยานนท์ (พ.ศ.๒๔๑๖-๒๔๓๙)
๘. พระเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ (พ.ศ.๒๔๔๔-๒๔๕๒)
๙. เจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ.๒๔๕๔-๒๔๘๒)

ทำเลที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ (ที่มา : สรัสวดี อ๋องสกุล ประวัติศาสตร์ล้านนา พ.ศ.๒๕๓๙) อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งเมืองหริภุญชัย

ฤาษีวาสุเทพ (แลสุกทันตฤาษี) สร้างเมืองหริภุญชัย (ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดจามเทวี อำเภอเมือง ลำพูน)

ชาวลวะ หรือ ลัวะ ชาวพื้นเมืองเก่าแก่ในพื้นที่แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน พระธาตุหริภุญชัย อำเภอเมือง ลำพูน

ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อำเภอเชียงแสน เชียงราย

ปู่เจ้าลาวจก หรือ ลวจังกราช เสด็จลงบันไดเงินจากสวรรค์ (ภาพจิตรกรรมที่พระตำหนักดอยตุง)


วัดปู่เปี้ย โบราณสถานในเขตเวียงกุมกาม อำเภอสารภี เชียงใหม่
อนุสาวรีย์สามกษัตริย์กลางเมืองเชียงใหม่ (พระญางำเมือง พระญษมังราย และพระญาร่วง)

กู่คำหลวง หรือเจดีย์เหลี่ยม วัดเจดีย์เหลี่ยม เวียงกุมกาม เชียงใหม่

ภาพการฟื้นม่าน คือการต่อสู้กับพม่าเพื่อกอบกู้เมืองเชียงใหม่ (ภาพที่ฐานอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ)

อนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ

พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

วัดเจ็ดยอด เชียงใหม่ สถานที่สังคายนาพระไตรปิฎก ในสมัยพระเจ้าติโลกราช

"กู่" หรือสถูปบรรจุอัฐิเจ้านายเชียงใหม่ ที่วัดสวนดอก เชียงใหม่

จวนข้าหลวงใหญ๋เมืองเชียงใหม่ (ภาพจากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชจักรีวงศ์กับนครเชียงใหม่)

พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐฯ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์สุดท้าย (นั่งกลางแถวหน้า) และพระญาติ