ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

เลย, เมือง

ภาค : อีสาน

เลย, เมือง

    เมืองเลย ตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๖ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากจะเป็นชื่อของเมือง (หรือจังหวัดเลยในปัจจุบัน) แล้ว ยังเป็นชื่อของแม่น้ำอีกด้วย คำเดิมในสมุดข่อยอ่านออกเสียงว่า "เซเลเลว" ต่อมาเพี้ยนเป็นเซเลย หรือแม่น้ำเลย ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดเลยที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ไหลผ่านตัวจังหวัดเลยลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงคาน

    พื้นที่จังหวัดเลยได้พบหลักฐานทางมานุษยวิทยาโบราณคดีว่ามีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จึงแบ่งประวัติศาสตร์ของเมืองเลยออกเป็น๒ ยุค คือ ยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์

พระธาตุศรีสองรัก ดวงตราประจำจังหวัดเลย

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

    จากการศึกษาทางโบราณคดีบริเวณริมแม่น้ำโขง ในเขตอำเภอเชียงคาน พบหลักฐานเครื่องมือหินกะเทาะแบบหน้าเดียวและกะเทาะสองหน้า ซึ่ง ดอน ที. เบยาร์ด (DonnT. Bayard) นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน เป็นผู้ริเริ่มศึกษาเครื่องมือหินคนหนึ่งในภาคอีสาน ได้สรุปว่า เครื่องมือหินที่พบมีทั้งหินตะกอน หินอัคนีและหินแปรมือายุประมาณ ๙,๐๐๐ ปีมาแล้ว เขาสรุปว่ากลุ่มชนที่อาศัยอยู่แถบนี้ เป็นสังคมก่อนเกษตรกรรมหรือสังคมล่าสัตว์ บริเวณจังหวัดเลยยังได้พบเครื่องมือหินขัดที่ประณีตกว่ายุคก่อนๆ คือ ขวานหินขัดและกำไลหิน ซึ่งพบในท้องที่อำเภอเชียงคาน วังสะพุง ปากชมท่าลี่ และอำเภอเมืองเลย การพบเครื่องมือหินที่ประณีตดังกล่าวแสดงถึงความเจริญของกลุ่มชนที่ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมเกษตรกรรม ซึ่งมีอายุประมาณ ๗,๐๐๐ ปี มาแล้ว หลักฐานทางมานุษยวิทยาโบราณคดีในเขตจังหวัดเลย จึงปรากฏต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคทินจนกระทั่งถึงยุคประวัติศาสตร์

ยุคประวัติศาสตร์

    ชุมชนยุคประวัติศาสตร์ในเขตจังหวัดเลย ได้พัฒนาจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีหลักฐานสำคัญที่พบคือใบเสมาหินทรงสถูปยอดแหลม ประกอบด้วยหม้อน้ำต่อด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งมีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๖จัดอยู่ในสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖) ใบเสมาหินที่สร้างขึ้นในท้องถิ่นจังหวัดเลยและจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานเป็นศิลปะแบบทวารวดีตามคติความเชื่อในพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท (หินยาน) ชุมชนที่มีการสร้างใบเสมาหินหรือมีเสมาหินอยู่ได้แก่ บ้านน้อยนา บ้านนาหลัก บ้านปากเป้ง บ้านเหมืองแบ่งและบ้านกกเกลี้ยง อำเภอวังสะพุง ต่อมาได้มีการย้ายใบเสมาหินบางหลักไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น บางหลักยอดหักหายไป บางหลักยังมีสภาพดีและมีลวดลายงดงาม เช่น ใบเสมาหินที่บ้านปากเป่ง มีการสลักรูปสถูปที่กึ่งกลางใบเสมาตกแต่งรายละเอียดงดงามกว่าที่หมู่บ้านอื่นๆ หลักฐานจากใบเสมาหินแสดงให้เห็นถึงชุมชนในเขตอำเภอวังสะพุงมีการตั้งหมู่บ้านอยู่หนาแน่น และนับถือพุทธศาสนามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๓ หรือประมาณ ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว

ใบเสมาหินรูปแกนสถูปที่วัดพัทธสีมาราม อำเภอวังสะพุง

ใบเสมาหินรูปแกนสถูปที่วัดพัทธสีมาราม อำเภอวังสะพุง

ใบเสมาหินที่วัดพัทธสีมาราม อำเภอวังสะพุง

    ดินแดนเมืองเลยสมัยกรุงสุโขทัย มีตำนานการตั้งเมืองด่านซ้ายจากสมุดข่อยที่เขียนด้วยอักษรธรรม พบที่วัดกู่คำบ้านทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๑จึงทราบว่ามีกลุ่มผู้คนกลุ่มหนึ่ง นำโดยขุนผาเมือง ราชนัดดาของเจ้าสิงหนวัติ ได้อพยพจากแคว้นพางคำ (เวียงพานคำ) ในเขตจังหวัดพะเยาปัจจุบัน เรื่อยลงมาแล้วอพยพข้ามแม่น้ำเหืองมาทางฝั่งขวาของห้วยน้ำหมาน ตั้งบ้านด่านขวา (ในเขตอำเภอด่านช้ายปัจจุบัน) และอีกกลุ่มหนึ่งนำโดยขุนบางกลางหาว ได้ข้ามห้วยน้ำหมานไปตั้งบ้านด่านซ้าย (ในเขตอำเภอด่านช้ายเช่นเดียวกัน) ต่อมาได้เลื่อนขึ้นไปตั้งอยู่ที่บ้านค่ายคู ก่อนที่จะไปตั้งเมืองบางยาง ได้ยกบ้านค่ายคูเป็นเมืองด่านซ้าย (ดูรายละเอียดที่เมืองด่านซ้าย)

    ส่วนขุนผาเมืองซึ่งตั้งอย่ี่้านด่านขวาได้รับอุทกภัยบ่อยๆ จึงอพยพผู้คนไปตั้งอยู่บนยอดภูคั่งซึ่งเป็นยอดเขาสูง(เขตอำเภอภูเรือปัจจุบัน) เรียกว่า เมืองภูคั่ง และในที่สุดได้อพยพไปตั้งเมืองราด ส่วนขุนบางกลางหาวต่อมาได้อพยพไปสร้างเมืองใหม่ เรียกว่า เมืองบางยาง (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก) ต่อมาขุนผาเมืองและขุนบางกลางหาวได้ทำสงครามขับไล่ขอมสมาคโขลญลำพงออกจากเมืองสุโขทัย ขุนผาเมืองซึ่งเข้าเมืองสุโขทัยได้ก่อนได้อัญเชิญขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๗๖๑

    ต่อมาได้มีกลุ่มคนจากแคว้นโยนกอพยพมาตั้งเมืองเซไลเมื่อ พ.ศ.๑๘๙๗ ปกครองโดยหัวหน้าที่อพยพมาแต่ไม่ปรากฏนาม จนถึง พ.ศ.๑๙๓๕ นายบ้านถึงแก่กรรม บุตรชายได้เป็นเจ้าเมืองต่อมาเรียกว่า เจ้าฟ้าร่มขาว เจ้าฟ้าร่มขาวครองเมืองระหว่าง พ.ศ.๑๙๓๕-๒๐๑๕ ท่านได้สร้างวัดใหม่เมื่อ พ.ศ.๑๙๕๑ แทนวัดกู่ที่สร้างสมัยนายบ้านปกครอง (แต่ถูกกระแสน้ำเซไลพัดเซาะพังลงไป) เรียกว่า วัดกู่ตามนามวัดเดิม เจ้าฟ้าร่มขาวมีความสัมพันธ์กับเจ้ามหาชีวิตเมืองหลวงพระบางในสมัยนั้นเป็นอย่างดี ครั้งหนึ่งเจ้ามหาชีวิตได้เสด็จโดยทางเรือเพื่อเยี่ยมเจ้าฟ้าร่มขาว แต่น้ำไหลเชี่ยวทำให้เรือชนฝั่งใกล้พระอุโบสถวัดกู่ประมาณ ๗๐ เมตร เจ้ามหาชีวิตหลวงพระบางสิ้นพระชนม์ที่นั่น เจ้าฟ้าร่มขาวจึงได้สร้างสถูปครอบหัวเรือที่หุ้มด้วยแผ่นทองคำ จึงเรียกว่า พระธาตุกุดเรือคำ ต่อมาเรียกวัดกู่ว่า วัดกู่คำ ตามสถานที่ที่ได้สร้างพระธาตุกุดเรือคำนั่นเอง องค์สถูปยังปรากฏจนถึงปัจจุบันโดยที่ฐานสถูปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๒๐ เมตร สูง ๑.๖๐ เมตรต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๙ ได้มีการสร้างเจดีย์ครอบพระสถูปองค์เดิมไว้ จึงทำให้สถูปองค์เดิมสูญเสียเอกลักษณ์ไป

    เมื่อเจ้าฟ้าร่มขาวเจ้าเมืองเซไลถึงแก่อนิจกรรมแล้วท้าวหล้าน้ำ บุตรชายเจ้าฟ้าร่มขาวได้เป็นเจ้าเมืองเซไลคนที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ.๒๐๑๕-๒๐๕๑ ในสมัยนี้ได้มีการสร้างวัดเทิ ง(วัดที่สร้างบนเนิน ปัจจุบันอยู่ข้างที่ทำการประปาบ้านทรายขาวตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย) เพื่อให้ชาวเมืองได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลบุญเดือนหก (วิสาขบูชา) เทศกาลเข้าพรรษาและออกพรรษาเป็นต้น

ซากโบราณสถานบริเวณบ้านทรายขาว


พระธาตุกุดเรือคำ

    เจ้าเมืองเซไลคนที่ ๔ คือท้าวศิลา บุตรท้าวหล้าน้ำ ได้ครองเมืองสืบต่อมา ระหว่าง พ.ศ.๒๐๕๑-๒๐๔๖ ในสมัยนี้ได้สร้างวัดทุ่งนาคันทุง (ทุ่งนาที่ปักธงในเทศกาลประจำปีบุญเดือนหก) บุตรชายของท้าวศิลา ซึ่งเกิดจากนางสุขุมชาวหลวงพระบาง ชื่อท้าวสายเดือน ได้ปกครองเมืองเซไล เป็นเจ้าเมืองคนที่ ๕ ครองอยู่ระหว่าง พ.ศ.๒๐๘๖-๒๑๖๒ ในสมัยนี้ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว (หลวงพระบาง) เป็นไปด้วยดี ทั้งสองฝ่ายจึงได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์แห่งสัจจะและมิตรไมตรี ริมฝั่งซ้ายของห้วยน้ำหมาน ใกล้บริเวณปากห้วยน้ำอู ไหลลงน้ำหมานระหว่าง พ.ศ.๒๑๐๓-๒๑๐๖ ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ในระหว่างการสร้างพระเจดีย์ศรีสองรักนั้น ท้าวสายเดือนได้นำประชาชนไปร่วมสร้างพระธาตุและร่วมสมโภชพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนหก พ.ศ.๒๑๐๖ ด้วยต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกแก่พม่าในปี พ.ศ.๒๑๑๒ เมืองเซไลได้ส่งส่วยผ้าขาวครัวเรือนละ ๑วาด้วย จึงมีนามต่อท้ายเซไลว่า เมืองเซไลส่วยขาว

    เจ้าเมืองเซไลคนที่ ๖ คือ ท้าวเดือนสุข บุตรท้าวสายเดือน ได้เป็นเจ้าเมืองเซไลส่วยขาว ระหว่าง พ.ศ.๒๑๖๒-๒๒๑๕ สมัยท้าวเตือนสุขครองเมืองเซไลส่วยขาว บ้านเมืองเกิดทุพภิกขภัย บรรดาชาวเมืองได้อพยพไปหาที่ตั้งบ้านเรือนใหม่ท้าวเดือนสุขได้อพยพขึ้นไปทางเหนือแล้วตั้งอยู่บริเวณริมห้วยน้ำหมาน ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำเซไล (แม่น้ำเลย) ตั้งหมู่บ้านเรียกว่า "บ้านแห่" (หรือบ้านแฮ่) ซึ่งหมายถึงชาวเมืองเซไลอพยพแห่แหนตามท้าวเดือนสุขนั่นเอง (เอกสารบางแห่งเรียกบ้านเซไลตามชื่อเมืองเดิม) ท้าวเดือนสุขได้สร้างวัดศรีภูมิ และหล่อพระมิ่งมงคล เพื่อเป็นสิริมงคลแก่หมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่เมื่อสิ้นสมัยท้าวเตือนสุขแล้วได้มีนายบ้านปกครองบ้านแห่ ซึ่งต่อมาเรียกบ้านเชไล (หรือเลย) สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจนถึงสมัยท้าวคำแสนเป็นนายบ้านในสมัยรัชกาลที่ ๔

พระมิ่งมงคล วัดศรีภูมิ อำเภอเมืองเลย

หมายเหตุ

    แต่อย่างไรก็ตาม ต้นฉบับสมุดข่อยวัดกู่คำนี้ ยังไม่มีหลักฐานอื่นๆ สนับสนุน อีกทั้งยังพบต้นฉบับเพียงฉบับเดียวและยังเป็นการบันทึกเหตุการณ์ย้อนหลังอีกด้วย แต่กระนั้นก็ตามสมุดข่อยดังกล่าวก็ได้บันทึกเนื้อหาที่น่าสนใจไว้มาก

    ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาท้ายน้ำออกไปสำรวจดินแดนระหว่างเมืองหล่มสักกับเมืองด่านซ้าย พิจารณาเห็นว่าบ้านแห่หรือบ้านเซไล เป็นชุมชนใหญ่ จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ขอให้ท้าวคำแสนเป็นเจ้าเมือง ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๓๙๖ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวคำแสนเป็นหลวงศรีสงครามเจ้าเมือง และตั้งเมืองใหม่ตามชื่อแม่น้ำว่า เมืองเลย ขึ้นกับเมืองหล่มสักต่อมาขึ้นกับเมืองเพชรบูรณ์ จนถึง พ.ศ.๒๔๔๓ จึงโอนไปขึ้นกับมณฑลอุดร (เมื่อ ร.ศ.๑๑๙) หลวงศรีสงคราม (ท้าวคำแสน) เจ้าเมืองเลยคนแรกได้สร้างจวนเจ้าเมือง (หอโฮงกลาง) ริมฝั่งซ้ายของห้วยน้ำหมาน หลวงศรีสงครามครองเมืองเลยได้ ๒๐ ปีก็ถึงแก่อนิจกรรม ท้าวคำเหง้าน้องชายหลวงศรีสงคราม (ท้าวคำแสน) ได้เป็นเจ้าเมืองต่อมา ในราชทินนามเดียวกับเจ้าเมืองคนแรกคือหลวงศรีสงคราม เจ้าเมืองคนที่ ๒ ได้เป็นเจ้าเมืองเลยต่อมาไม่นาน เมื่อท่านได้เดินทางออกจากเมืองไปทางเหนือแล้วได้หายไปโดยไม่ปรากฏหลักฐาน

    ในปี พ.ศ.๒๔๑๙ หลวงราชภักดี (เอกสารการแต่งตั้งเรียกหลวงราชาภักดี : สนธิ์) ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นพระศรีสงคราม ตำแหน่งเจ้าเมืองเลยคนที่ ๓ พระศรีสงครามเจ้าเมืองเลย (ในหลักฐานแต่งตั้งเรียกว่า ผู้ว่าราชการเมืองเลย)เป็นเจ้าเมือง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งมาจากส่วนกลางเป็นเจ้าเมืองมาจนถึงแก่อนิจกรรม (ไม่ปรากฏว่าปีใด) ต่อมาหลวงวิเศษจางวางได้เป็นผู้รักษาการเจ้าเมืองแทน ในขณะนั้นไทยได้เกิดกรณีพิพาทดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงกับฝรั่งเศส รวมทั้งบริเวณเมืองเชียงคานด้วย ฝรั่งเศสได้เข้ายึดบ้านนาอ้อไว้ แล้วเตรียมการที่จะเข้ายึดเมืองเลย หลวงวิเศษจางวางได้ร่วมกับกองทหารจากมณฑลอุดร ได้โจมตีทหารฝรั่งเศสจนทหารฝรั่งเศสแตกหนีไปทางเมืองเชียงคาน (หรือเมืองใหม่เชียงคานทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง) จนถึงเวียงจันทน์

    ในปี พ.ศ.๒๔๔๖ สมัยที่พระศรีสงคราม (มณี เหมาภา)เป็นเจ้าเมืองเลย ไทยได้ทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส เมื่อวันที่๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๖ (ร.ศ.๑๒๒) ทำให้ไทยต้องเสียเมืองด่านซ้ายให้แก่ฝรั่งเศส ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๔๙ (ร.ศ.๑๒๕) ไทยได้ทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสอีก ผลของสัญญานี้ไทยต้องเสียเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ เพื่อแลกกับเมืองด่านซ้าย เมืองตราด และเกาะทั้งหลายที่อยู่ใต้แหลมสิงห์ลงไปมาเป็นของไทย

    เมื่อทางราชการได้แบ่งการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาลในปี พ.ศ.๒๕๕๐ โดยแบ่งส่วนราชการในมณฑลออกเป็นบริเวณ เมือง และอำเภอ ตามลำดับ มณฑลอุดรได้แบ่งออกเป็น ๕ บริเวณ คือ

    ๑. บริเวณหมากแข้ง ตั้งที่ทำการอยู่ที่เมืองอุดรธานีพระรังสรรค์สรกิจ (เลื่อน) เป็นข้าหลวงบริเวณ ตั้งที่ทำการข้าหลวงที่เมืองอุดรธานี พระปทุมเทวาภิบาล (เสือ) เป็นผู้ว่าราชการเมือง

    ๒. บริเวณธาตุพนม พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์(เลื่อง) เป็นข้าหลวงบริเวณ ตั้งที่ทำการข้าหลวงบริเวณที่เมืองนครพนม พระยาพนมนครานุรักษ์ (กา) เป็นผู้ว่าราชการเมือง

    ๓. บริเวณสกลนคร หลวงวิสัยสิทธิกรรม (จีน) เป็นข้าหลวงบริเวณตั้งที่ทำการข้าหลวงบริเวณที่เมืองสกลนครพระประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) เป็นผู้ว่าราชการเมือง ตั้งที่ทำการบริเวณที่เมืองสกลนคร

    ๔. บริเวณพาชี ขุนผดุงแคว้นประจันต์ (ช่วง) เป็นข้าหลวงบริเวณ ผู้ว่าราชการเมืองยังไม่ตั้งใครในระยะนั้น (ต่อมาตั้งที่ทำการข้าหลวงบริเวณที่เมืองขอนแก่น)

    ๕. บริเวณน้ำเหือง พระรามฤทธิ์ (สอน) เป็นข้าหลวงบริเวณ พระศรีสงคราม (มณี เหมาภา) เป็นผู้ว่าราชการเมืองตั้งที่ทำการข้าหลวงบริเวณที่เมืองเลย

    เมืองเลยในปี พ.ศ.๒๕๕๐ แบ่งการปกครองออกเป็น๓ อำเภอ คือ อำเภอเมืองเลย อำเภอท่าลี่ และอำเภออาฮี(ปัจจุบันเป็นตำบลอาฮี ขึ้นอำเภอท่าลี่) และในปีเดียวกันนี้ได้โอนอำเภอด่านซ้าย อำเภอวังสะพุง จากเมืองหล่มสัก (ขึ้นกับเมืองพิษณุโลก) มาขึ้นกับเมืองเลย ต่อมาทางราชการได้โอนอำเภอเชียงคานจากเมืองพิชัย มณฑลพิษณุโลก มาขึ้นกับเมืองเลยในปี พ.ศ.๒๔๕๔ อำเภอดังกล่าวได้ขึ้นอยู่กับการปกครองของจังหวัดเลยมาจนถึงปัจจุบัน