ไกรทอง เป็นนิทานพื้นบ้านประเภทนิทานประจำถิ่นของจังหวัดพิจิตรซึ่งเล่าต่อๆ กันมา โดยเชื่อว่ามีเค้าความจริงอาจสืบเนื่องจากในสมัยหนึ่งมีจระเข้ใหญ่มาอาละวาดอยู่แถวเมืองพิจิตร ผู้คนหวาดกลัวกันมากจึงเล่าเรื่องนี้ให้คนรุ่นหลังฟังแล้วมีการแต่งเติมเสริมเรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์เข้าไปจนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ปัจจุบันมีสถานที่ยืนยันประกอบอยู่ คือ มีสถานที่ชื่อ "ดงเศรษฐี" "เกาะวิมาลา" และ "ถ้ำชาละวัน" อยู่ที่จังหวัดพิจิตร และที่ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี มีศาลเจ้าหลังหนึ่งมีศีรษะจระเข้ตั้งอยู่เหนือเครื่องบูชา เข้าใจกันว่าเป็นศีรษะชาละวันและมีผู้เช่นสังเวยอยู่จนบัดนี้ ตรงกันข้ามกับศาลเจ้านั้นมีวัดชื่อ "วัดบางนายไกรนอก" สุนทรภู่กล่าวไว้ใน นิราศพระประธม ว่าเป็นบ้านเดิมของไกรทอง ดังนี้
"บางนายไกรไกรทองอยู่คลองนี้
ชื่อจึงมีมาทุกวันเหมือนมั่นหมาย
ไปเข่นฆ่าชาละวันให้พลันตาย
เป็นเลิศชายเชี่ยวชาญผ่านวิชา"
เนื้อเรื่องเรื่องไกรทองมีดังต่อไปนี้
ที่เมืองพิจิตรมีถ้ำจระเข้อยู่ใต้น้ำแห่งหนึ่ง ในถ้ำมีแก้ววิเศษส่องแสงให้ถ้ำสว่างเหมือนกลางวันอยู่เป็นนิจ จระเข้ตัวใดเข้าไปอยู่ในถ้ำนั้น แก้วก็บันดาลให้กลายเป็นมนุษย์และอิ่มทิพย์โดยไม่ต้องกินผู้คนหรือบริโภคอาหารแต่อย่างใด ท้าวรำไพเป็นพญาจระเข้ปกครองถ้ำนั้น รักษาศีลเป็นสุขมาช้านานท้าวรำไพมีบุตรชื่อท้าวโคจร แต่อยู่มาท้าวโคจรไปมีเหตุวิวาทกับจระเข้ชื่อท้าวแสนตาและพญาพันวัง เลยกัดกันตายทั้งสามตัว จึงเหลือแต่บุตรของท้าวโคจรชื่อพญาชาละวัน ท้าวรำไพเห็นว่าตัวชราแล้วจึงมอบอำนาจให้ชาละวันปกครองบริวารจระเข้ทั้งปวง ชาละวันมีเมียหลวงชื่อนางวิมาลาและเมียน้อยชื่อนางเลื่อมลายวรรณ แต่ชาละวันนั้นมีใจพาลชอบกินคนตามวิสัยจระเข้ มิได้รักษาศีลเหมือนท้าวรำไพผู้เป็นปู่ อยู่มาวันหนึ่งชาละวันอยากกินเนื้อมนุษย์จึงออกจากถ้ำ กลายเป็นจระเข้ว่ายน้ำมาทางหน้าเมืองพิจิตร ขณะนั้นนางตะเภาทองและนางตะเภาแก้วธิดาเศรษฐีเมืองพิจิตรกำลังเล่นน้ำอยู่กับบ่าวไพร่ ชาละวันเห็นนางตะเภาทองก็นึกรักจึงตรงเข้าคาบเอานางตะเภาทองพาลงไปถ้ำแล้วได้นางเป็นเมียอีกคนหนึ่ง นางวิมาลาและนางเลื่อมลายวรรณทราบเรื่องก็พากันมาด่าว่านางตะเภาทองด้วยความหึงหวง แต่ชาละวันห้ามปรามไว้
ฝ่ายเศรษฐีบิดานางตะเภาทองทราบว่าจระเข้คาบเอาลูกสาวไปก็ให้บ่าวไพร่เที่ยวค้นหาศพแต่ไม่พบ จึงให้สินบนพวกหมอจระเข้ให้จับจระเข้ที่กินลูกสาว มีหมอจระเข้มารับอาสาจำนวนมากแต่ถูกชาละวันขบกัดตายเสียสิ้น จนผู้คนหวาดกลัวไม่มีใครกล้ารับสินบนของเศรษฐี เศรษฐีจึงประกาศว่าถ้าใครจับชาละวันได้จะยกนางนางตะเภาแก้วลูกสาวคนเล็กให้เป็นเมียและจะแบ่งทรัพย์สมบัติให้กึ่งหนึ่ง ขณะนั้นไกรทองซึ่งเป็นชาวเมืองนนทบุรีคุมเรือขึ้นไปค้าขายเมืองพิจิตร ได้เล่าเรียนวิชาอาคมกับพระครูวัดหน้าพระธาตุจนเชี่ยวชาญ ครั้นได้ยินข่าวก็คิดอยากรับอาสาเศรษฐี พระครูวัดหน้าพระธาตุจึงมอบหอกสัตตโลหะและเครื่องรางให้ไกรทอง เพราะชาละวันมีเขี้ยวแก้วกายสิทธิ์ใช้ศัสตราวุธอื่นฆ่าไม่ตาย
ขณะที่ไกรทองปลูกโรงพิธี ชาละวันหลับอยู่ในถ้ำฝันว่า ไฟไหม้ถ้ำ แล้วมีเทวดาองค์หนึ่งถือพระขรรค์เข้าไปฟาดฟันตนสาวไส้ให้แร้งกากินและตัดศีรษะไป นางวิมาลาแนะนำให้ชาละวันไปขอให้ท้าวรำไพแก้ฝัน ท้าวรำไพทำนายว่าชาละวันฝันร้ายนัก จะมีศัตรูลงมาทำร้ายถึงในถ้ำที่อยู่ ให้ระมัดระวังตัวให้จงดี ชาละวันจึงสั่งให้บริวารขนเอาศิลามาถมปิดปากถ้ำ หมายจะซ่อนตัวอยู่ในถ้ำจนสิ้นเคราะห์ แต่เมื่อไกรทองอ่านอาคมเรียกชาละวันทนอำนาจมนต์ไม่ได้ก็ผลุนผลันทำลายศิลาที่ปิดปากถ้ำ กลายเป็นจระเข้ว่ายน้ำมาที่โรงพิธี พอเห็นไกรทองอยู่ในแพก็รู้ว่าเป็นศัตรู จึงตรงเข้าเกยแพหมายจะขบกัดเสียให้ตาย แต่ไกรทองมีวิทยาคมป้องกันตัว ชาละวันไม่อาจทำร้ายได้ กลับถูกไกรทองแทงบาดเจ็บสาหัส ชาละวันเห็นว่าสู้ไม่ได้จึงหนีไป ขอให้ท้าวรำไพช่วยเหลือ ท้าวรำไพปฏิเสธเพราะเห็นว่าชาละวันทำชั่วไม่อยู่ในศีลสัตย์ ชาละวันน้อยใจก็กลับมายังที่อยู่ ฝ่ายไกรทองเห็นชาละวันดำน้ำหนีไปก็ลงมาตามถึงถ้ำทอง สู้รบกับชาละวันจนชาละวันสิ้นกำลัง ไกรทองจึงจับตัวมัดไว้แล้วไปค้นหานางตะเภาทองในถ้ำ เมื่อพบแล้วก็พาขึ้นขี่หลังชาละวันมาส่งต่อเจ้าเมืองและกรรมการเมืองพิจิตร เศรษฐีเห็นนางตะเภาทองเป็นใบ้ก็อ้อนวอนขอให้ไกรทองช่วยแก้ไข ไกรทองจึงมอบหอกสัตตโลหะให้ชาวเมืองช่วยกันฆ่าชาละวัน นางตะเภาทองก็กลับหายเป็นปรกติ เศรษฐีปรึกษากับภรรยายกนางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองให้เป็นเมียไกรทองทั้งสองคน แต่ไกรทองพึ่งใจในรูปโฉมของนางวิมาลา ซึ่งเป็นเมียชาละวัน วันหนึ่งจึงทำอุบายลวงนางตะเภาแก้วตะเภาทองว่า จะไปปรนนิบัติอาจารย์ผู้มีพระคุณ แล้วลงไปเกี้ยวพาราสีนางวิมาลาที่ถ้ำทองได้นางเป็นเมีย จึงคิดจะพานางมาอยู่ด้วย โดยเสกแหวนให้นางวิมาลาใส่ไว้ในมวยผม และเขียนยันต์สะกดไว้ไม่ให้นางกลายร่างเป็นจระเข้ แต่เมื่อไกรทองพานางวิมาลามาอยู่ในสวน นางตะเภาแก้วและตะเภาทองทราบเรื่องก็พาบ่าวไพร่มาตบดีนางวิมาลา นางวิมาลาทนไม่ได้ก็กลายร่างเดิมเป็นจระเข้กลับไปอยู่ในถ้ำทอง ไกรทองจึงลงไปง้องอนแล้วได้นางเลื่อมลายวรรณเป็นเมียอีกคนหนึ่ง
ในสมัยอยุธยาดอนปลาย มีผู้นำเรื่องไกรทองมาแต่งเป็นบทละครนอกขึ้น แต่กระบวนกลอนมีลักษณะเป็นกลอนด้นขาดความไพเราะสละสลวย ต่อมาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์เรื่องไกรทอง ความตั้งแต่นางวิมาลาดามไกรทองมาจากถ้ำถึงไกรทองตามนางวิมาลากลับไปถ้ำเพื่อใช้แสดงละครนอก ดังความในกลอนตำนานท้ายเรื่องกล่าวว่า
"พระราชนิพนธ์ไกรทองสองเล่ม
เขียนเต็มตัวผจงลงเส้นสอ
ใครติเตียนแล้วเจียนจะเป็นบอ
ถึงจะต่อก็เต็มยากลำบากคิด
ทรงประดิษฐ์คิดใส่ให้เป็นกลอน
ไว้รำเต้นเล่นละครงอนจริต
แต่ก่อนเก่าได้ดูอยู่เป็นนิจ
บำรุงจิตชาวประชาข้าราชการ"
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าว่า มูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องไกรทอง เกิดแต่สุนทรภู่ กล่าวว่า ที่เจ้านายจะแด่งกลอนให้เป็นสำนวนชาวตลาดเหมือนสุนทรภู่แต่งนั้นไม่ได้ จึงทรงพระราชนิพนธ์เรื่องไกรทองให้เห็นว่าแต่งได้ พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องไกรทอง มีผู้นิยมนำไปเล่นละครนอกอย่างแพร่หลายในสมัยต่อมา นอกจากนี้ยังมีบทละครเรื่องไกรทอง พระนิพนธ์ในกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์อีกสำนวนหนึ่งที่ได้รับยกย่องว่าแต่งได้ดี มีความไพเราะทัดเทียมกับบทพระราชนิพนธ์ กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ทรงนิพนธ์เรื่องไกรทอง ความตอนต้นตั้งแต่นางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองพาบ่าวไพร่ลงเล่นน้ำ จนถึงไกรทองได้นางวิมาลาความต่อจากนี้ต่อกันพอดีกับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ในยุคนั้นศิลปินที่มีชื่อเสียงว่าเล่นละครเป็นตัวไกรทองได้ดีที่สุดไม่มีใครเทียบได้ ได้แก่ คุณน้อยงอก ซึ่งต่อมาได้เป็นครูละครของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย์ เจ้าพระยานคร (น้อย ณ นคร) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ฯลฯ ศิษย์ของท่านที่มีชื่อเสียงต่อมาคือ ท้าวศรีสุนทรนาฏ (แก้ว พนมวัน ณ อยุธยา) ซึ่งเป็นครูละครหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๖
ปัจจุบันบทละครเรื่องไกรทองที่ได้รับความนิยมนำมาใช้แสดงละครนอกมากที่สุด ได้แก่ ตอนพ้อบน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และตอนพ้อล่างและไกรทองอาสา พระนิพนธ์ในกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์
ในปี พ.ศ.๒๔๙๙ นายบุษย์ได้นำเอานิทานเรื่องไกรทองมาแต่งเป็นนิทานคำกลอนให้โรงพิมพ์วัดเกาะพิมพ์จำหน่าย โดยดำเนินเรื่องตามเค้าโครงเรื่องเดิม แต่แต่งขยายเนื้อความตอนหลังไปถึงตัวละครรุ่นลูกหลานตัวเอก แสดงให้เห็นว่าเรื่องไกรทองเป็นนิทานที่มีความสนุกสนาน ได้รับความนิยมแพร่หลายในสังคมไทย จึงมีผู้นำมาแต่งเป็นบทละครและนิทานคำกลอนหลายสำนวนดังกล่าว
