กาพยสารวิลาสินี เป็นชื่อตำราฉันทลักษณ์ที่มีมาแต่โบราณ ฉบับที่องค์การค้าคุรุสภานำมาพิมพ์รวมอยู่ในชุมนุมตำรากลอนฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ นั้นเป็นภาษาบาลีแปลเป็นไทย นักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่า เดิมตำรานี้ แต่งเป็นภาษาสันสกฤต ผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลีได้ถอดเป็นภาษาบาลี แล้วภายหลังมีผู้ถอดจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทยอีกต่อหนึ่ง อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักฐานว่ามีผู้ใดพบฉบับภาษาสันสกฤตเลยฉบับตัวเขียนซึ่งมีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติกว่า ๑๐ ฉบับล้วนเป็นภาษาบาลี หรือภาษาบาลีแปลเป็นไทยทั้งสิ้น การแปลเป็นภาษาไทยนั้นก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้แปลเป็นใคร และแปลตั้งแต่เมื่อไร โดยเหตุที่หนังสือ จินดามณี เอ่ยถึงกาพยสารวิลาสินี ในการอธิบายลักษณะคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานีและกาพย์สุรางคนางค์ จึงอาจกล่าวได้ว่า กาพยสารวิลาสินี น่าจะแต่งขึ้นก่อนหนังสือ จินดามณี
เนื้อหาของ กาพยสารวิลาสินี แบ่งเป็น ๓ ส่วนคือ
๑. บทประณามพจน์ ผู้แต่งกล่าวนมัสการพระรัตนตรัย ความตอนนี้แต่งเป็นฉันท์วรรคละ ๘ คำ มีลักษณะคล้ายปัฏฐยาวัตฉันท์
๒. คำชี้แจงถึงความเป็นมาของการแต่ง ผู้แต่งชี้แจงว่า ต้องการนำคำประพันธ์ชนิดต่างๆ ซึ่งอาจารย์ผู้แต่งบทประพันธ์ หรือ "กาพยาจารย์" ได้แต่งไว้มากมายนานแล้ว มาเสนอเป็นภาษามคธ หรือภาษาบาลี เพื่อผู้ที่ยังขาดความรู้จะได้รู้และเข้าใจลักษณะที่งามไพเราะของคำประพันธ์ โดยเหตุที่บทประพันธ์ตอนหนึ่งมีคำว่า "สุพุทธิยา" ทำให้ผู้เขียนกาพยสารวิลาสินี ฉบับอรรถกถา ให้ความเห็นว่า ผู้แต่งกาพยสารวิลาสินีเป็นพระภิกษุนามว่า "สุพุทธิ"
ผู้แต่งได้สรุปว่าคำประพันธ์ที่นำมาอธิบายรวมทั้งสิ้นมี ๑๕ ชนิด และอวยพรให้ผู้สนใจแต่งคำประพันธ์ได้สำเร็จ มีปัญญาได้ล่วงลุถึงนิพพาน หากเกิดในยุคสมัยพระศรีอาริยเมตไตรย์ก็ให้บรรลุอรหันต์
๓. คำอธิบายการแต่งคำประพันธ์ ผู้แต่งเริ่มด้วยการอธิบายเรื่องสระ ๘ เสียง และการสัมผัสสระซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน สระ ๘ เสียง ได้แก่ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ คำประพันธ์ที่อธิบายเรื่องสัมผัสสระนี้มีทั้งหมด ๔ บทด้วยกัน
ต่อจากนี้เป็นการอธิบายฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ชนิดต่างๆ ๑๕ ชนิด พร้อมทั้งยกตัวอย่าง คือ วิชชุมาลี มหาวิชชุมาลี จิตรลดา มหาจิตรลดา สินธุมาลี มหาสินธุมาลี นันททายี มหานันททายี วชิรปันตี มหาวชิรปันดี พรหมคีติ มัณฑุกคติ ตุรงคธาวี มหาตุรงคธาวี และกากคติ
เมื่อพิจารณาดูลักษณะบังคับของคำประพันธ์แต่ละชนิด แล้วอาจสรุปได้ว่า กาพยสารวิลาสินีได้อธิบายลักษณะคำประพันธ์ซึ่งตรงกับคำประพันธ์ที่ใช้อยู่ในวรรณคดีไทย ดังต่อไปนี้
๑. โคลง คำประพันธ์ ๔ ชนิด คือ วิชชุมาลี จิตรลดา สินธุมาลี และนันททายี ซึ่งบังคับคณะคือจำนวนคำในแต่ละบทและตำแหน่งสัมผัส มีลักษณะเป็นโคลงดั้น ความแตกต่างของคำประพันธ์แต่ละชนิดอยู่ที่ดำแหน่ง ณ ส่งสัมผัส และคำประพันธ์ ๔ ชนิด คือ มหาวิชชุมาลี มหาจิตรลดา มหาสินธุมาลี และมหานันททายี มีลักษณะเป็นโคลงสี่สุภาพ ความแตกต่างของโคลงแต่ละชนิดอยู่ที่ดำแหน่งสัมผัสเช่นกัน
คำประพันธ์ทั้ง ๘ ชนิดที่กล่าวมานี้ จำนวนคำและการส่งสัมผัสมีลักษณะคล้ายคลึงกับโคลงสี่ดั้นและโคลงสี่สุภาพที่ใช้อยู่ในวรรณคดีไทย ต่างกันที่โคลงจะกำหนดตำแหน่ง วรรณยุกต์เอกโทด้วย คำประพันธ์ ทั้ง ๘ บทนี้ไม่ได้กำหนดวรรณยุกต์เอกโท ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะผู้แต่งกาพยวิลาสินี อธิบายและยกตัวอย่างเป็นภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่ไม่มีวรรณยุกต์ และโดยเหตุที่กาพยสารวิลาสินีเป็นตำราฉันทลักษณ์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบ การกำหนดตำแหน่งการส่งสัมผัสในตำราเล่มนี้มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของนักวรรณคดีไทย ในสมัยต่อมา ๒ ประการคือ แนวความคิดว่าคำประพันธ์ประเภทโคลงของไทยมีที่มาจากกาพยสารวิลาสินีและแนวความคิดว่าโคลงไทยในยุคแรกนั้นบังคับแต่สัมผัส การบังคับตำแหน่งวรรณยุกต์เอกโทเกิดขึ้นภายหลัง
อย่างไรก็ดี จากการศึกษาวิวัฒนาการของคำประพันธ์ประเภทโคลง พบว่าสัมผัสไม่ได้เป็นลักษณะบังคับของโคลงในสมัยโบราณเลย คำประพันธ์ประเภทโคลงในยุคแรกๆ น่าจะมีรูปแบบเป็นโคลงดั้นที่เน้นจังหวะและตำแหน่งเสียงวรรณยุกต์เอกโท ไม่กำหนดตำแหน่งสัมผัสสระ
โดยเหตุที่โคลงในวรรณคดีไทยในยุคแรกมีรูปแบบคล้ายคลึงกับคำประพันธ์ในกาพยสารวิลาสินีเฉพาะในด้านจำนวนคำคือ มี ๒๘ คำ แตกต่างกันที่โคลงในยุคแรกให้ความสำคัญแก่การกำหนดตำแหน่งวรรณยุกต์ไม่เน้นบังคับสัมผัสเลย จึงอาจสรุปได้ว่า
คำประพันธ์ในกาพยสารวิลาสินี ไม่ใช่ที่มาของคำประพันธ์ประเภทโคลงของไทย โคลงน่าจะเป็นคำประพันธ์ดั้งเดิมของชนเผ่าไทซึ่งมีมานานแล้ว ผู้แต่งกาพยสารวิลาสินีเขียนกฎเกณฑ์การแต่งคำประพันธ์ดังกล่าวขึ้น โดยสรุปจาก รูปแบบของโคลงไทย และโดยเหตุที่เขียนเป็นภาษาบาลีจึงไม่ได้แสดงลักษณะบังคับทางวรรณยุกต์ และตำรากาพยสารวิลาสินี น่าจะแต่งขึ้นเมื่อโคลงมีสัมผัสสระเป็นลักษณะบังคับที่เพิ่มขึ้นแล้ว ผู้แต่งจึงได้กล่าวถึงตำแหน่งของสัมผัสสระและนำเอาสัมผัสสระไปใช้ในตัวอย่างคำประพันธ์ภาษาบาลี ทั้งๆ ที่ตามปรกติคำประพันธ์ภาษาบาลีไม่เคยกำหนดลักษณะสัมผัสสระเป็นข้อบังคับเลย
อีกประการหนึ่ง กาพยสารวิลาสินีน่าจะแต่งขึ้นเมื่อโคลงวิวัฒนาการจากโคลงสี่ดั้นมาเป็นโคลงสี่สุภาพแล้วคำประพันธ์ ในกาพยสารวิลาสินีจึงแบ่งออกตามจำนวนคำได้เป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่มี ๒๘ คำตรงกับโคลงสี่ดั้น และกลุ่มที่มี ๓๐ คำ ตรงกับโคลงสี่สุภาพ
๒. ร่าย คำประพันธ์ ๒ ชนิด คือ วชิรปันตีและมหาวชิรปันตี มีลักษณะคล้ายคลึงกับร่ายแต่กำหนดจำนวนคำและตำแหน่งสัมผัสไว้ชัดเจนตายตัว คำประพันธ์ ๒ ชนิดนี้ เหมือนกันที่กำหนดให้บาทหนึ่งมี ๒ วรรค แต่วชิรปันตีกำหนดให้วรรคหนึ่งมี ๕ คำ รวมบาทหนึ่งมี ๑๐ คำ ส่วนมหาวชิรปันตีกำหนดให้วรรคหน้ามี ๕ คำ วรรคหลัง ๖ คำ รวมบาทหนึ่งมี ๑๑ คำ
๓. กาพย์ยานี คำประพันธ์ชื่อพรหมคีติ มีลักษณะบังคับตรงกับกาพย์ยานี ซึ่งกาพย์ยานีนี้ไทยเราน่าจะได้อิทธิพลจากฉันท์ที่มี ๑๑ คำของบาลีโดยนำมาแต่ข้อกำหนดในด้านจำนวนคำและจังหวะ เราไม่นิยมเสียงหนักเบา แต่นิยมสัมผัสสระจึงตัดข้อกำหนดเรื่องเสียงหนักเบาออก และเพิ่มกำหนดด้านสัมผัสสระเข้าไป กาพย์ยานีจึงเป็นคำประพันธ์ที่ใช้ในวรรณคดีไทย ไม่ใช่คำประพันธ์ในวรรณคดีบาลี ผู้แต่งกาพยสารวิลาสินี น่าจะคิดรูปแบบของคำประพันธ์ที่ชื่อ "พรหมคีติ" ขึ้นโดยอาศัยรูปแบบของกาพย์ยานีซึ่งมีใช้อยู่แล้วในวรรณคดีไทย
๔. กาพย์สุรางคนางค์ คำประพันธ์ที่ตรงกับกาพย์สุรางคนางค์ในวรรณคดีไทย ได้แก่ คำประพันธ์ชื่อว่า "กากคติ" มีรูปแบบตรงกับกาพย์สุรางคนางค์ที่ใช้ในวรรณคดีไทย กาพย์สุรางคนางค์เป็นคำประพันธ์ที่กำหนดด้วยจำนวนคำ จังหวะและสัมผัส มีใช้ในวรรณคดีภาคกลางตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ดังจะเห็นได้ในสมุทรโฆษคำฉันท์และมหาชาติคำหลวง เป็นต้น คำประพันธ์ชื่อ "กากคติ" นั้น ผู้แต่งกาพยสารวิลาสินี น่าจะได้ความคิดจากรูปแบบของกาพย์สุรางคนางค์ที่มีใช้อยู่แล้วในวรรณคดีไทยนั่นเอง
๕. ฉันท์ คำประพันธ์ที่คล้ายกับฉันท์ในวรรณคดีไทย ได้แก่ คำประพันธ์ชื่อว่า "มณฑุกคติ" มีลักษณะคล้ายกับโตฎกฉันท์ในวรรณคดีไทยเช่น สมุทรโฆษคำฉันท์ กวีไทยนำลักษณะโตฏูกฉันท์ในภาษาบาลีมาใช้ โดยคงลักษณะด้านจำนวนคำ จังหวะ และตำแหน่งครุ ลหุ แต่ไม่เคร่งครัดนัก
นอกจากนี้ยังเพิ่มสัมผัสสระระหว่างวรรคเข้าไป โตฎกฉันท์ที่ใช้อยู่ในวรรณคดีไทยมีสัมผัสสระด้วย มณฑุกคติจึงเป็นคำประพันธ์ที่ผู้แต่งกาพยสารวิลาสินี น่าจะได้ความคิดจากรูปแบบของโตฎกฉันท์ที่ใช้อยู่ในวรรณคดีไทย ไม่ใช่โตฎกฉันท์ในวรรณคดีบาลี
นอกจากนี้ยังมีคำประพันธ์ชื่อ "ตุรงคธาวี" และ "มหาตุรงคธาวี" พิจารณาจากตัวอย่างมีคำครุและลหุ ทำให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับฉันท์ของบาลีและสันสกฤต แต่มีข้อกำหนดที่ทำให้มีลักษณะต่างไปจากฉันท์บาลีและสันสกฤตคือ กำหนดว่า ๑ บทต้องมี ๔ บาท บาทที่ ๒ และบาทที่ ๔ มีจำนวนคำต่างกัน ๑ คำ ทำให้เป็นข้อกำหนดที่แปลก เพราะปรกติฉันท์บาลีและสันสกฤต จำนวนคำในบาทที่ ๑ ควรจะเท่ากับในบาทที่ ๓ และจำนวนคำในบาทที่ ๒ ก็ควรจะเท่ากับบาทที่ ๔ นอกจากนี้ยังกำหนดตำแหน่งสัมผัสสระ ซึ่งไม่ใช่ข้อกำหนดในฉันท์บาลีและสันสกฤต ฉันท์ดังกล่าวจึงเป็นฉันท์แบบไทยๆ
การศึกษาลักษณะคำประพันธ์ในกาพยสารวิลาสินี ทำให้ได้ข้อสรุปดังนี้
๑. คำประพันธ์ทุกชนิดในตำราฉันทลักษณ์เล่มนี้มีข้อกำหนดที่สำคัญ ๒ อย่างคือ จำนวนคำและตำแหน่งสัมผัสสระ ข้อกำหนดในเรื่องตำแหน่งสัมผัสสระไม่ใช่ข้อกำหนดในคำประพันธ์บาลีและสันสกฤตแต่เป็นข้อกำหนดที่นิยมในคำประพันธ์ไทย ดังจะเห็นได้จากร่าย กลอน และเพลงพื้นบ้านประเภทต่างๆ แม้แต่โคลงซึ่งเป็นคำประพันธ์ที่ไม่ได้กำหนดสัมผัสสระมาก่อนก็มีการเพิ่มข้อกำหนดในด้านสัมผัสสระเข้าไปในภายหลัง เช่นเดียวกับฉันท์ซึ่งไทยรับมาจากบาลีสันสกฤตก็นำมาเพิ่มข้อกำหนดด้านสัมผัสสระ จึงอาจกล่าวได้ว่า ตำราฉันทลักษณ์เล่มนี้น่าจะแต่งขึ้นในประเทศไทย ผู้แต่งคิดกฎเกณฑ์ของคำประพันธ์โดยสังเกตจากคำประพันธ์ที่ใช้อยู่แล้วในวรรณคดีไทย
๒. โดยเหตุที่คำประพันธ์ที่อยู่ในกาพยสารวิลาสินี ตรงกับคำประพันธ์ที่ใช้อยู่ในวรรณคดีภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่า ตำราฉันทลักษณ์เล่มนี้น่าจะแต่งขึ้นในภาคกลางและแต่งขึ้นในสมัยที่วรรณคดีไทยมีคำประพันธ์หลากชนิดคือมีทั้งโคลงตั้น โคลงสี่สุภาพ ร่าย กาพย์ และฉันท์ น่าจะแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นหรือหลังจากนั้น อาจเป็นไปได้ว่าแต่งประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อันเป็นระยะสมัยที่ภาษาบาลีเฟื่องฟูมาก ดังจะเห็นจากการแต่งตำราต่างๆ เป็นจำนวนมากเป็นภาษาบาลีในล้านนา น่าสังเกตว่าในการกล่าวถึงข้อกำหนด ในการแต่งคำประพันธ์ประเภทฉันท์ที่มีอยู่ ๓ บทในกาพยสารวิลาสินี ไม่ได้กล่าวถึงตำแหน่งของคำครุ ลหุ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่สำคัญ กลับกล่าวแต่เรื่องของตำแหน่งการส่งสัมผัสของเสียงสระ จึงอาจกล่าวได้ว่า แท้ที่จริงตำราฉันทลักษณ์เล่มนี้เป็นตำราฉันทลักษณ์ไทยที่เขียนเป็นภาษาบาลี เพื่ออธิบายหลักการแต่งคำประพันธ์ที่มีใช้อยู่แล้วในวรรณคดีไทยนั่นเอง