ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

นิราศในภาคใต้ : วรรณกรรม

ภาค : ใต้

วรรณกรรมนิราศในภาคใต้ เท่าที่พบต้นฉบับ แล้วมีทั้งสิ้นประมาณ ๕๒ เรื่อง ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๐-๒๕๓๔


ภูมิหลังของวรรณกรรมนิราศ

งานประพันธ์ที่เรียกว่า "นิราศ" เป็นรูปแบบการสร้างสรรค์วรรณกรรมรูปแบบหนึ่ง ที่กวีภาคใต้รับอิทธิพลมาจากผลงานของกวีภาคกลาง โดยเฉพาะนิราศหลายเรื่องของสุนทรภู่ ซึ่งเป็นที่รู้จักและจดจำกันได้เป็นอย่างดีในหมู่ชาวใต้สมัยก่อน เช่น นิราศภูเขาทอง นิราศอิเหนา นิราศพระบาท เป็นต้น เมื่อกล่าวถึงพลวัตหรือการพัฒนาการภายหลังจากรับอิทธิพลมาแล้ว วรรณกรรมนิราศภาคใต้ก็เติบโตหรือเปลี่ยนแปลงไปภายใต้บริบทของภาคใต้เอง ความเฟื่องฟูของวรรณกรรมนิราศในภาคใต้จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นการจุดประกายโดยกระแสนิราศจากส่วนกลางที่เข้ามาภาคใต้ผ่านการติดต่อสัมพันธ์ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และการศึกษา ก่อนจะเติบโตและเบ่งบานขึ้นจากวัฒนธรรม คตินิยม และความเคลื่อนเปลี่ยนทางสังคมของภาคใต้ในเวลาต่อมา


พัฒนาการของวรรณกรรมนิราศภาคใต้

วรรณกรรมนิราศที่บันทึกภาพชุมชนในภาคใต้ได้ปรากฏมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่เป็นผลงานของกวีจากท้องถิ่นอื่นที่เดินทางเข้ามาในภาคใต้ทั้งสิ้น เช่น สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มี นิราศรบพม่าที่นครศรีธรรมราช ของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีโคลงนิราศพระยาตรัง หรือนิราศถลาง ของพระยาตรัง แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ เมื่อครั้งสยามยกทัพไปรบกับพม่าที่ยกมาตีเมืองชุมพรและเมืองถลาง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีกลอนนิราศเกาะแก้วกาลกัตตาของพระราชสมบัติ แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๒ บรรยายภาพเมืองนครศรีธรรมราชและพัทลุงระหว่างการเดินทางกลับจากอินเดีย


พัฒนาการด้านเนื้อหา

วรรณกรรมนิราศภาคใต้ที่แต่งโดยกวีภาคใต้เรื่องแรกเท่าที่ค้นพบในปัจจุบันคือ นิราศเมืองทลุง ของพระยาโสภณพัทลุงกุล (สว่าง ณ พัทลุง) แต่งเมื่อครั้งยังเป็นพระรัตตัญญวินิจฉัย ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๐ เป็นนิราศคำกลอน ขึ้นต้นบทด้วยโคลงสี่สุภาพ ๒ บท นอกจากนั้นเป็นกลอน ๓๔๖ บท เนื้อเรื่องแม้จะบรรยายการเดินทางของผู้แต่งและคณะจากพัทลุงไปรับราชการที่เมืองหลวง โดยมีการกล่าวถึงสถานที่ที่เดินทางผ่าน แต่น้ำหนักของการเปรียบเปรยกับอารมณ์จากพรากหญิงคนรัก ก็มีมากกว่าการบอกเล่าประสบการณ์การเดินทางและการบันทึกเหตุการณ์ในเชิงสัจนิยม อย่างไรก็ดีใน นิราศเมืองปะเหลียน ของผู้เขียนคนเดียวกัน ซึ่งแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ ก็ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะในนิราศเรื่องนี้ผู้แต่งให้น้ำหนักกับการบันทึกในลักษณะจดหมายเหตุการณ์ และการแสดงข้อคิดเห็นต่อสิ่งที่ได้พบจากการเดินทางมากกว่าการแสดงอาลัยรัก อันเป็นการรับเอาลักษณะที่พัฒนาการมาแล้วของวรรณกรรมนิราศภาคกลางซึ่งเกิดขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (โดยสุนทรภู่เป็นสำคัญ) มาได้

จากการสำรวจ พบว่าราว ๓ ทศวรรษหลัง พ.ศ. ๒๔๒๒ ที่พระยาโสภณพัทลุงกุล (สว่าง ณ พัทลุง) เขียนนิราศเมืองปะเหลียน ยังไม่พบวรรณกรรมของกวีนิราศภาคใต้เรื่องใดอีก จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๕๐ จึงเกิด นิราศพระธาตุเมืองย่างกุ้ง ที่บันทึกการเดินทางของพระแก้ว พระเนียม นายปาน และเด็กชายอินทอง จากตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ไปนมัสการพระธาตุเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า อย่างเป็นสัจนิยม ไม่มีการเปรียบเทียบเปรียบเปรยในลักษณะของวรรณกรรมพลัดพราก จึงถือเป็นนิราศลักษณะจดหมายเหตุการเดินทางอย่างสมบูรณ์ ในทศวรรษ ๒๔๕๐ เช่นเดียวกันที่ได้พบ นิราศเมืองกระบี่ แต่งโดยขุนสมานนุกรกิจ ข้าราชการด้านการศึกษา อำเภอคลองพน เมืองกระบี่ (หรือคลองท่อมปัจจุบัน) สันนิษฐานว่าแต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๔๕๙ นิราศเรื่องนี้บอกเล่าการเดินทางโดยเรือ จากอำเภอคลองพนไปปฏิบัติราชการที่ตัวจังหวัดกระบี่อย่างละเอียด แม้จะมีลักษณะของ นิราศพลัดพรากอยู่ด้วย แต่ก็ให้น้ำหนักกับการบรรยายรายละเอียดเหตุการณ์ บรรยากาศ วิถีชีวิตชาวบ้าน วิถีธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น ประวัติคำและสถานที่ ตลอดจนแสดงข้อคิดเห็นของผู้แต่งไว้มาก

ทศวรรษ ๒๔๖๐ พบนิราศเพียงเรื่องเดียว คือ นิราศรับพัชนิ์ ของพระครูวิจารณ์ศีลคุณ (ชู) แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ บอกเล่าการเดินทางจากจังหวัดสงขลาไปกรุงเทพมหานคร ไม่มีลักษณะรำพันรักเลย จึงถือเป็นนิราศจดหมายเหตุการเดินทางที่สมบูรณ์อีกเรื่องหนึ่ง

จนกระทั่งทศวรรษ ๒๔๗๐ จึงพบนิราศภาคใต้จำนวนมากขึ้น พร้อมกันนั้น ผู้แต่งและแนวเนื้อหาของนิราศก็เริ่มมีหลากหลายขึ้นเช่นกัน กล่าวคือมีนิราศที่พบแล้วถึงปัจจุบันถึง ๘ เรื่อง คือ จินตนา จาริก ของนายเพียร นะมาตร์ (พ.ศ. ๒๔๗๐) นิราศอดข้าวอดน้ำ ของนายแดง สุวรรณบัณฑิต (พ.ศ. ๒๔๗๑) นิราศปานบอด ของ ปาน ชีช้าง (พ.ศ. ๒๔๗๒) นิราศอัตตประวัติคำโคลง ของ พระมหาเปลี่ยน (พ.ศ. ๒๔๗๕) นิราศนายชิต ของนายชิต (ไม่ทราบนามสกุล พ.ศ. ๒๔๗๕) นิราศชื่น ของชื่น เกื้อสกุล (ไม่ทราบปีที่แน่ชัด แต่อยู่ในช่วงครึ่งหลัง ของทศวรรษ ๒๔๗๐) นิราศหว่างคลอง ของ กรายพัฒนจันทร์ (พ.ศ. ๒๔๗๕) และนิราศเกาะใหญ่ ของ สีนวล มากนวล (พ.ศ. ๒๔๗๙)

ในความหลากหลายด้านเนื้อหานิราศของทศวรรษ ๒๔๗๐ นี้ สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ ไม่มีนิราศที่ให้น้ำหนักกับการรำพันรักแบบนิราศพลัดพราก แม้จะมีนิราศ ๒ เรื่องคือ นิราศชื่น และนิราคหว่างคลอง แสดงท้องเรื่องเกี่ยวกับความรัก แต่ก็เป็นการบอกเล่าถึงโศกนาฏกรรมความรักที่มีความหมายในฐานะของเหตุการณ์สำคัญหรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตผู้แต่ง จึงมุ่งเน้นถึงที่มาที่ไปและอุทาหรณ์จากโศกนาฏกรรมนั้นๆ มากกว่าการแสดงอารมณ์ไห้หวนฟูมฟาย ขณะที่นิราศที่บันทึกเหตุการณ์ก็มีความหลากหลาย เช่น เหตุการณ์เดินทางเพื่อไปรับตำแหน่งของพระสงฆ์ ที่มีลักษณะเหมือนการจาริกแสวงบุญไปในตัวในนิราศจินตนาจาริก การเดินทางไปงานบุญในนิราศเกาะใหญ่ การเดินทางไปศึกษาในกรุงเทพมหานครในนิราศอัตตประวัติคำโคลง การเดินทางไปแสดงหนังตะลุงในนิราศปานบอด และการเดินทางหลบหนีตำรวจของ "นายชิต" (ผู้แต่ง) สมุนคนสำคัญของ "ทับ ลำพาย" โจรชื่อดังในเขตลุ่มทะเลสาบสงขลา (ทศวรรษ ๒๔๖๐) ในนิราศนายชิต บ้างก็เป็นบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน อย่างเช่น สภาพอดอยากแห้งแล้งของชุมชนฝั่งตะวันออกของทะเลสาบสงขลา ในนิราศอดข้าวอดน้ำ เป็นต้น

วรรณกรรมนิราศภาคใต้ที่เกิดขึ้นหลังจากทศวรรษ ๒๔๗๐ พบว่าในทศวรรษ ๒๕๐๐ มีจำนวนมากที่สุดถึง ๑๑ เรื่อง รองลงมาคือทศวรรษ ๒๔๙๐ มี ๖ เรื่อง ทศวรรษ ๒๔๘๐ มี ๔ เรื่อง ทศวรรษ ๒๕๑๐ มี ๓ เรื่อง มีเนื้อหาในลักษณะการบันทึกเหตุการณ์สำคัญในชุมชน และเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของกวีมากกว่ายุคที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด เช่น นิราศเสือขบ (พ.ศ. ๒๔๘๑) ของ กราย พัฒนจันทร์ ที่บอกเล่าถึงเหตุการณ์เสือร้ายอาละวาดกัดสัตว์เลี้ยง และชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของจังหวัดกระบี่ นิราศนายเรียง ของ "วิจิตรศิลป์" หรือ วิจิตร เสืออินโท ที่เล่าเรื่องคนในหมู่บ้านชื่อ "นายเรียง" ถูกช้างทำร้ายเสียชีวิต บอกเล่าเป็นอุทาหรณ์เรื่องความโลภ นิราศถูกจับปอ ของ ชม แก้วประจุ ที่บันทึกเหตุการณ์ที่ตัวเองและเพื่อนบ้านถูกจับปอ (โป) และความทุกข์ท้อจากการถูกจำคุก นิราศอาสา ของ เกลี้ยง พริกเทพ ที่บอกเล่าถึงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่ตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพจากชาวนาไปเป็นทหาร อาสาสมัคร (อส.) หรือนิราศพรมภาษิตระบาย ของ "พรมระบาย" ที่บันทึกหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตก่อน และหลังตัดสินใจขายที่นาไปเป็นชาวสวน เป็นต้น


พัฒนาการด้านผู้แต่ง

ด้านผู้แต่งนิราศ พบว่ามีทั้งที่เป็นพระสงฆ์ ซึ่งเป็นกลุ่มกวีที่เคยมีบทบาทในการแต่งนิราศในช่วงทศวรรษ ๒๔๕๐-๒๔๖๐ มาแล้ว พร้อมๆ กับการปรากฏของกลุ่มผู้แต่งกลุ่มใหม่ คือ ปัญญาชนหรือศิลปินพื้นบ้าน เช่น นายหนังตะลุง เพลงบอก และนักประพันธ์ท้องถิ่น (กราย พัฒนจันทร์ แดง สุวรรณ บัณฑิต และปาน ชีช้าง) ข้าราชการ (สีนวล มากนวล) และชาวบ้านทั่วไปซึ่งไม่มีพื้นฐานด้านการประพันธ์มากนัก แต่แต่งนิราศเพราะเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญขึ้นในชีวิต (นายชิต และนายชื่น เกื้อสกุล)

ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในทศวรรษ ๒๔๗๐ (เป็นอย่างช้า) ได้เกิดโรงพิมพ์ขึ้นในจังหวัดทางภาคใต้ วรรณกรรมนิราศส่วนหนึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่โดยผู้แต่งและสำนักพิมพ์ที่มีการซื้อเรื่อง โดยเฉพาะในชุมชนบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่มักเป็นของศิลปินนักประพันธ์อาชีพ เช่น นิราศอดข้าวอดน้ำ ของ แดง นักปราชญ์ (สุวรรณบัณฑิต) (พิมพ์ในจังหวัดสงขลา) เป็นต้น

การเกิดศิลปินนักประพันธ์อย่าง แดง นักปราชญ์ (สุวรรณบัณฑิต) และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการพิมพ์ในภาคใต้ตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๗๐ นี่เอง ที่น่าจะเป็นการจุดประกายให้เกิดกวีรุ่นใหม่ๆ และการสร้างสรรค์วรรณกรรมเพื่อจำหน่ายในรูปหนังสือเล่มเล็กขึ้นในภาคใต้มากยิ่งขึ้น เฉพาะวรรณกรรมนิราศ พบว่าตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๘๐-๒๕๐๐ มีผู้เขียนนิราศมากถึง ๒๒ เรื่อง ผู้แต่งเป็นศิลปินนักประพันธ์ที่มุ่งมั่นกับการแต่งวรรณกรรม การส่งวรรณกรรมประกวด และตีพิมพ์จำหน่ายมากถึง ๑๐ คน มีทั้งพระสงฆ์ ข้าราชการครู ศิลปินพื้นบ้าน และปัญญาชนชาวบ้าน คือ ทอง หนองถ้วย (นวลศรี) ผู้แต่งนิราศข้าวแห้งนาล่ม (พ.ศ. ๒๔๙๑) จิตตภิรมย์ ผู้แต่งนิราศเร่ขาย หรือเที่ยวชมงานรัฐธรรมนูญ (พ.ศ. ๒๔๙๒) ชัย จันรอดภัย ผู้แต่งนิราศพ่อหม้าย และนิราศหัวหรัง (พ.ศ. ๒๔๙๔) คลิ้ง สุขะปุณณพันธ์ ผู้แต่งนิราศไปจังหวัดตรัง พระราชรัตนกวี หรือเกตุ แสงหิรัญ ผู้แต่งนิราศกระพังภู (พ.ศ. ๒๕๐๐) ส.ย่องหลี ดอนธูป ผู้แต่งนิราศอัศจรรย์ชาวนาสิบสองเดือน และนิราศพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช (พ.ศ. ๒๕๐๐) จ.ศรีอักขรกุล ผู้แต่งนิราศสงขลา (คราวไปอบรมวิชาหัตถศึกษา) (พ.ศ. ๒๕o๔) พุธ เพชรรัตน์ ผู้แต่งนิราศพระบรมธาตุยอดทอง (พ.ศ. ๒๕๐๖) เช้า ชูดำ ผู้แต่งนิราศวัดถ้ำ (พ.ศ. ๒๕๐๘) และ วิเวกน้อย ชัยภูมิ ผู้แต่งนิราศรสชีวิต (พ.ศ. ๒๕๐๙) จึงอาจกล่าวได้ว่าในห้วงเวลานี้ อาชีพนักประพันธ์เป็นอาชีพหนึ่งที่เป็นที่สนใจของเหล่าผู้อ่านออกเขียนได้ในภาคใต้

ก่อนที่จะมีการพิมพ์เกิดขึ้นเมื่อทศวรรษ ๒๔๗๐ วรรณกรรมภาคใต้มักจะไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง และประวัติความเป็นมา แต่ด้วยเหตุที่วรรณกรรมนิราศซึ่งพบต้นฉบับส่วนหนึ่งอยู่ในช่วงที่เทคโนโลยีการพิมพ์เกิดขึ้นแล้วในชุมชนภาคใต้ วรรณกรรมนิราศจำนวนหนึ่งจึงระบุชื่อผู้แต่งไว้อย่างชัดเจน บางเรื่องแพร่หลายจากการพิมพ์เผยแพร่ แม้ในการสำรวจจะไม่พบต้นฉบับลายลักษณ์อักษร แต่ก็สามารถสอบทานจากชาวบ้านได้ ขณะเดียวกันวรรณกรรมนิราศที่เขียนขึ้นก่อนการพิมพ์เกิดขึ้น ก็ได้รับการรวบรวม รื้อฟื้น มาจัดพิมพ์ในวาระพิเศษต่างๆ เช่น งานฉลอง สมณะศักดิ์ งานศพ งานบุญ ฯลฯ จึงสามารถหาประวัติความเป็นมาของกวีส่วนหนึ่งได้ วรรณกรรมนิราศจำนวนหนึ่งแม้ไม่สามารถหาต้นฉบับได้ แต่การสำรวจข้อมูลภาคสนามก็สามารถได้ต้นฉบับและประวัติผู้แต่งมาบางส่วน ซึ่งเมื่อนำมาพิเคราะห์จัดกลุ่มกวีผู้แต่งพบว่ามีอยู่ ๕ กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

๑) กวีเจ้านาย เป็นกลุ่มกวีชนชั้นนำ มีบทบาทในการเมืองการปกครองชุมชนภาคใต้ การเดินทางอันเป็นมูลเหตุให้เกิดนิราศนั้นจะเป็นการเดินทางเพื่อปฏิบัติราชการ ความสัมพันธ์ที่มีกับส่วนกลางเป็นไปอย่างใกล้ชิดผ่านหน้าที่การงาน ทำให้กวีกลุ่มนี้รับอิทธิพลด้านขนบวรรณกรรมนิราศจากส่วนกลางได้ง่าย และเร็วกว่าสามารถปรับเปลี่ยนขนบการเขียนได้อย่าง รวดเร็วตามความเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้ของภาคกลาง เช่น พระยาโสภณพัทลุงกุล (สว่าง ณ พัทลุง) ที่เขียนนิราศเมืองทลุง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๐ ในลักษณะของวรรณกรรมนิราศแบบเก่า คือใช้อารมณ์พลัดพรากจากคนรักเป็นแก่น ให้ความสำคัญกับลักษณะจดหมายเหตุการณ์น้อยมาก แต่ ๒ ปีหลังจากที่ท่านไปรับราชการอยู่กรุงเทพฯ ท่านกลับไปเขียนนิราศเมืองปะเหลียน ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับลักษณะจดหมายเหตุการณ์และการแสดงความคิดเห็นเชิงสัจนิยมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

กระนั้นก็ดี เมื่อพิจารณาจากการใช้ถ้อยคำ การชมโฉม ชมเหตุการณ์ ตลอดจนการเปรียบเทียบเปรียบเปรย เราก็ยังเห็นความพยายามของกวีเจ้านายที่จะรักษาขนบของวรรณกรรมนิราศของภาคกลางอย่างเคร่งครัด แม้กระทั่งในผลงานเรื่อง นิราศเมืองกระบี่ ของข้าราชการระดับอำเภออย่างขุนสมานนุกรกิจ ก็ตาม

อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุที่ไม่ตั้งใจที่จะเผยแพร่ประกอบกับช่องทางในการเผยแพร่ในยุคนั้นยังจำกัดอยู่มาก ผลงานของกวีชนชั้นนำทั้งพระยาโสภณพัทลุงกุล (สว่าง ณ พัทลุง) และ ขุนสมานนุกรกิจ จึงไม่น่าจะมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์นิราศของกวีรุ่นหลัง เท่ากับการศึกษาสมัยใหม่และเทคโนโลยีการพิมพ์ซึ่งนำเอาวรรณกรรมจากภาคกลางเข้ามาสู่ชุมชนบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลาในระยะต่อมามากนัก  เนี้มีค  

๒) กวีพระสงฆ์ เป็นกลุ่มพระสงฆ์ที่ได้รับการศึกษาในทางธรรมระดับสูง การเดินทางอันเป็นมูลเหตุของการสร้างสรรค์นิราศ เกิดจากการออกจากชุมชนเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ด้วยการศึกษาทางธรรม บางครั้งเมื่อประสบความสำเร็จในชีวิตทางธรรมแล้วก็กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด บางครั้งเป็นการเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจซึ่งทางการมอบหมาย รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างว่างจากกิจสงฆ์ กวีกลุ่มนี้ประกอบด้วยพระครูวิจารณ์ศีลคุณ (ชู) พระมหาเปลี่ยน พระภัทรธรรมธาดา ดำขำ ชาวบก (พระประสิทธิ์ศีลคุณ) พระธรรมรัตชโยดม หรือ ก.ธมฺมวร (เกตุ แสงหิรัญ) กวีกลุ่มพระสงฆ์นี้มีลักษณะยืดหยุ่นขนบนิราศมากกว่ากวีกลุ่มแรก และน่าจะเป็นกลุ่มกวีที่ริเริ่มสร้างเอกลักษณ์ให้กับวรรณกรรมนิราศภาคใต้ ที่มีลักษณะเป็นวรรณกรรมบันทึกหรือหมายเหตุการณ์เดินทางล้วนๆ เช่น นิราศรับพัชนิ์ อัตตประวัติ คำโคลง นิราศกระพังภู นิราศเกาะสมุย นิราศเกาะพงัน นิราศพัทลุง และสุไหงปาดีคำกลอน นอกจากนี้ ด้วยความใกล้ชิดกับวัฒนธรรมวรรณกรรมผ่านการศึกษาภาษาและธรรมะ ทำให้กวีกลุ่มนี้มีความสามารถในการใช้รูปแบบการประพันธ์ที่แตกต่างออกไปจากวรรณกรรมนิราศโดยส่วนใหญ่ เช่น การใช้โคลงในการแต่ง ดังปรากฏในอัตตประวัติคำโคลงของพระมหาเปลี่ยน หรือใช้กาพย์ ฉันท์ โคลง และร้อยแก้ว ในการประพันธ์งานหลากหลายชนิดมากกว่า ๒๐๐ เรื่องของพระธรรมรัตชโยดม

๓) กวีข้าราชการรุ่นใหม่ โดยมากแล้วจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการศึกษาสมัยใหม่ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๔๐ จนกระทั่งหลังจากสถาบันพระสงฆ์ค่อยๆ ถูกลดทอนความเป็นศูนย์กลางชุมชนลงไป หลังพระราชบัญญัติการประถมศึกษา พ.ศ. ๒๔๖๔ บังคับใช้ไม่กี่ปี การเติบโตของระบบการศึกษาสมัยใหม่ ส่งผลให้การสร้างสรรค์ผลงานของกวีข้าราชการหนาแน่นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นต้นมา

มูลเหตุการเดินทางและ/หรือของกวีเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะแรงผลักดันของงานราชการ เช่น การไปฝึกอบรมครู การโยกย้ายหน้าที่การงาน ภารกิจเหล่านี้มีลักษณะเป็นช่วงชีวิตที่สำคัญของกวีด้วย เช่น สว่าง พงศ์สุชาติ เขียนเล่าถึงประวัติตลอดชีวิตของการรับราชการของตนเอง จ.ศรีอักขรกุล และตรึก พฤกษะศรี เขียนเล่าถึงการเดินทางไปฝึกอบรมครูที่จังหวัด สงขลาในนิราศสงขลาและนิราศฝึกหัดครูฯ (ตามลำดับ)

นอกจากนั้น การได้รับการศึกษาสมัยใหม่ยังส่งผลให้กวีเหล่านี้สามารถปรับใช้ฉันทลักษณ์สร้างสรรค์ นิราศที่แตกต่างออกไปจากกวีผู้แต่งนิราศทั่วๆ ไป เช่น การแต่งนิราศด้วยคำกาพย์ ดังนิราศเมืองนครศรีธรรมราช ของ จ.ศรีอักขรกุล หรือการถอดความวรรณคดีนิราศของส่วนกลางออกมาเป็นนิราศรูปแบบอื่น เช่น นายเพียร นะมาตร์ ถอดความโคลงนิราศนรินทร์ออกมาเป็นนิราศนรินทร์คำกลอน (พ.ศ. ๒๕๐๕) เป็นต้น

๔) กวีปัญญาชนชาวบ้าน กวีกลุ่มนี้มักจะเป็นชาวบ้านที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับวัด ได้รับการศึกษาทางธรรมในระดับอ่านออกเขียนได้ มูลเหตุของการเดินทางหรือเหตุที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานของกวีกลุ่มนี้ คือความผกผันของชีวิตกวีเองและ/หรือของ ุมชน ตลอดจนความลำบากในการประกอบอาชีพอื่นๆ ทำให้ต้องมาเขียนหนังสือพิมพ์จำหน่าย ผลงานของกวีกลุ่มนี้จะอยู่ในความทรงจำของผู้เสพได้มากกว่ากวีกลุ่มอื่นๆ ด้วยเหตุปัจจัย ๒ ประการ คือ การเผยแพร่ผลงานส่วนใหญ่จะผ่านการพิมพ์จำหน่าย โดยกวีมักจะเป็นผู้ตระเวนจำหน่ายเอง ระหว่างจำหน่ายก็จะขับบทนิราศให้คนทั่วไปฟัง ผลงานเหล่านี้เผยแพร่ออกไปกว้างขวางขึ้นด้วยการนำไปขับหรือสวดกันในชุมชน ทำให้มีคนจดจำได้มาก นอกจากนั้นลักษณะเนื้อหาบางเรื่องก็เอื้อแก่การจดจำ เพราะเป็นการบันทึกในลักษณะจดหมายเหตุการณ์ที่สำคัญๆ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชุมชน หรือเหตุการณ์สะเทือนใจ เช่น นิราศชื่น ของชื่น เกื้อสกุล ที่บันทึกโศกนาฏกรรมรักของตัวเอง นิราศเสือขบ ของกราย พัฒนจันทร์ เล่าถึงชุมชนที่ถูกคุกคามโดยเสือร้าย นิราศอดข้าวอดน้ำ ของแดง นักปราชญ์ (สุวรรณบัณฑิต) ที่บันทึกถึงความชวดเซของชุมชนตั้งแต่เขตอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ถึงอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นผลจากภัยแล้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ นิราศข้าวแห้งนาล่ม ของทอง หนองถ้วย (นวลศรี) ที่บอกเล่าถึงบรรยากาศและพื้นที่ใกล้ๆ กัน ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ นิราศรามลำรึก ของนิ่ม ล่องพรหม กับลักย์ วิเศษรัตน์ และนิราศวัดหรังแคบ ของส้วง บัวทอง ที่บันทึกถึงการสร้างสถานที่สำคัญในชุมชนที่ตนอยู่อาศัย เป็นต้น

กวีคนอื่นๆ ในกลุ่มนี้เช่น คลิ้ง สุขขะปุณณะพันธ์ชัย จันรอดภัย ส.ย่องหลี ดอนธูป พุธ เพชรรัตน์ เปรม อักษรสว่าง กวีเหล่านี้สร้างสรรค์วรรณกรรมหลายประเภท เป็นงานที่ตั้งใจจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายหารายได้เลี้ยงชีพ บางคนเมื่อครอบครัวลำบากก็นึกถึงการพิมพ์หนังสือขายเป็นหนทางสุดท้าย ขณะที่บางคนมีอาชีพเขียนหนังสือขายเพียงอย่างเดียว

๕) กวีชาวบ้าน ส่วนใหญ่เป็นกวีสมัครเล่น มูลเหตุของการสร้างสรรค์ของกวีกลุ่มนี้คือความผกผันของชีวิตกวี เรื่องราวที่เป็นแก่นเรื่องของนิราศคือช่วงชีวิตที่สำคัญ เช่น การได้เข้ารับราชการ การหลบหนี การจับกุม และถูกจำคุก

กวีกลุ่มนี้บางคนไม่สันทัดเรื่องฉันทลักษณ์นัก แต่ด้วยเหตุที่มีความต้องการถ่ายทอดช่วงชีวิตที่สำคัญนั้นสูง จึงสร้างสรรค์วรรณกรรมขึ้นมา ทั้งบางคนยังมั่นใจที่จะพิมพ์จำหน่าย บางคนคุ้นเคยกับหนังตะลุงก็สอดแทรกขนบและฉันทลักษณ์กลอนหนังตะลุงเข้าไป ตัวอย่างเช่น นิราศอาสา ของเกลี้ยง พริกเทพ ที่เขียนเล่าเรื่องเหตุการณ์และเบื้องหลังการตัดสินใจสมัครเข้าเป็นทหารอาสา (อ.ส.) ด้วยลีลาตะกุกตะกักและผิดฉันทลักษณ์ตลอดทั้งเรื่อง หรือชม แก้วประจุ ที่เปิดกลอนนิราศถูกจับปอแบบกลอนหนังตะลุง และสอดแทรกกลอนสามห้าซึ่งเป็นกลอนชมโฉมของหนังตะลุงเข้ามาด้วย

กวีคนอื่นๆ ที่มีลักษณะนี้ เช่น ห้วน จันรอดภัย เขียนเล่าชีวิตระหว่างการเข้าไปเป็นทหารอาสา นิราศพรมภาษิตระบาย เล่าถึงช่วงชีวิตสำคัญระหว่างการตัดสินใจขายนาไปสร้างสวน เปรม อักษรสว่าง เขียนเล่าถึงความชื่นชมยินดีในฐานะนายกยุวพุทธิก สมาคมบางแก้ว ที่ได้เป็นผู้นำขุดเหมืองท่าเชียดในนามของการเสียสละเพื่อราชการและสาธารณะในเรื่องค่าย ยุวพุทธ์ นายชิต ผู้เขียนนิราศนายชิต บอกเล่าถึงชะตาชีวิตตัวเองที่ต้องหลบหนีคดีฆ่าผู้อื่น จนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในที่สุด

การปรับปรนความหมาย นิราศ" ของภาคใต้

ความหลากหลายของเนื้อหา และความหลากหลายของผู้แต่งในวรรณกรรมนิราศภาคใต้ที่กล่าวถึงนี้ เป็นผลมาจากการปรับปรนนิยามความหมายของ "นิราศ" ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ด้วย (ภายหลังนิยามที่ผ่านการปรับปรนแล้ว ก็จะส่งผลถึงการเกิดขึ้นของนิราศรุ่นหลังๆ เช่นกัน) ทั้งนี้การปรับปรนดังกล่าวย่อมเป็นความยอมรับและรับรู้ร่วมกันระหว่างผู้เสพ (ผู้อ่าน, ผู้ขับ) และผู้แต่งเป็นพื้นฐาน

เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการด้านเนื้อหาและผู้แต่งดังที่กล่าวมาข้างต้น พบว่า "นิราศ" ในความหมายและความเข้าใจของผู้สร้างและผู้เสพวรรณกรรม ในชุมชนลุ่มทะเลสาบสงขลา มีลักษณะสำคัญแบ่งได้เป็น ๕ ลักษณะด้วยกัน คือ

๑) นิราศคือรูปแบบวรรณกรรมที่ใช้บันทึกอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดระหว่างการเดินทางของกวี เมื่อต้องจากผู้หญิงคนรัก นิราศในความหมายนี้ใช้ความรู้สึกจากการพลัดพรากผู้หญิงเป็นแก่น ให้ความสำคัญกับการบันทึกเหตุการณ์น้อยมาก นิราศที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้การให้นิยามแบบนี้ปรากฏในช่วงต้นทศวรรษ ๒๔๒๐ ที่เด่นชัดมากคือ นิราศเมืองทลุง ของพระยา โสภณพัทลุงกุล (สว่าง ณ พัทลุง)

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลัง พ.ศ. ๒๕๒๐ จนถึง ทศวรรษ ๒๔๙๐ ไม่พบนิราศพลัดพรากในภาคใต้อีก จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ ที่มีการประกวดนิราศรางวัลวรรณกรรมสโมสรสุนทรภู่ ก็ได้มีการเขียนนิราศลักษณะนี้ขึ้นอีกครั้ง เช่น นิราศปีนัง ของตรึก พฤกษะศรี และเพิ่มปริมาณมากยิ่งขึ้นในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๓๐ เช่น นิราศนครศรีธรรมราช ๓ สำนวน ของ สมปอง ยอดมณี ปกรณ์ เชาวลิต และดำรง หนูทอง ที่ชนะการประกวดรางวัลนาคร-บวรรัตน์ นิราศหอการค้า ของสว่าง พงษ์สุชาติ นิราศหาดใหญ่ ของจิตติรัตน์ ฉิมพิทักษ์ และนิราศทุ่งสง ของตรึก พฤกษะศรี เป็นต้น

๒) นิราศคือรูปแบบวรรณกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างความหมายแบบดั้งเดิมกับความหมายใหม่ กล่าวคือให้น้ำหนักของการอาลัยหญิงคนรักและอาลัยสถานที่จากในระดับที่ใกล้เคียงกัน บางเรื่องก็อาลัยหญิงคนรักมากกว่า แต่บางเรื่องให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่า จนทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ว่าหญิงคนรักที่ปรากฏในท้องเรื่องนั้นไม่มีอยู่จริง กวีเพียงแต่ต้องการรักษาขนบนิราศไว้เท่านั้น นิราศในลักษณะความหมายนี้ เช่น นิราศเมืองปะเหลี่ยน ของพระยา โสภณพัทลุงกุล (สว่าง ณ พัทลุง) นิราศเมืองกระบี่ ของขุนสมานนุกรกิจ จินตนาจาริก ของเพียร นะมาตร์ นิราศไปจังหวัดตรัง ของคลิ้ง สุขขะปุณณะพันธ์ นิราศกลางทะเลหลวง ของดำขำ ชาวบก นิราศสงขลา และนิราศเมืองนครศรีธรรมราช ของจ.ศรีอักขรกุล นิราศรสชีวิต ของวิเวกน้อย ชัยภูมิ นิราศวัดถ้ำ ของ เช้า ชูดำ

๓) นิราศคือรูปแบบวรรณกรรมที่ใช้บันทึกการเดินทาง การให้ความหมายลักษณะนี้ กวีตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อเป็นบันทึกหรือจดหมายเหตุการเดินทาง โดยไม่มีการแสดงความรู้สึกโหยหาคนรักหรือสถานที่จากเลย เช่น นิราศกระพังภู นิราศเกาะพงัน นิราศพัทลุง และนิราศพนมของพระธรรมรัตชโยดม หรือ ก.ธมฺมวร (เกตุ แสงหิรัญ) นิราศถ้ำเขาเงิน ของต่วน นาสุย นิราศปานบอด ของปาน ชีช้าง นิราศเกาะใหญ่ ของสีนวล มากนวล นิราศท่าแค ของสว่าง พงศ์สุชาติ สุไหงปาดีคำกลอน ของพระภัทรธรรมธาดา นิราศพระบรมธาตุยอดทอง ของพุธ เพชรรัตน์

๔) นิราศคือรูปแบบวรรณกรรมที่ใช้บันทึกถึงช่วงสำคัญของชีวิตกวีและชุมชน นิราศในความหมายนี้ถือเป็นลักษณะเด่นของนิราศภาคใต้ บางเรื่องกวีไม่ได้ตั้งชื่อเป็นนิราศ แต่กลุ่มผู้อ่าน (ทั้งอ่านจากหนังสือและอ่านโดยผ่านช่องทางแบบมุขปาฐะ) นิยมเรียกกันติดปากว่า "นิราศ" บางเรื่องมีลักษณะเหลื่อมซ้อนกับลักษณะนิราศที่เขียนขึ้นภายใต้ความหมายอื่นๆ ดังข้างต้น แต่โดยแก่นของเรื่องเป็นการบันทึกถึงช่วงชีวิตที่สำคัญของกวีไว้ด้วย เช่น นิราศรับพัชนิ์ ของพระครูวิจารณ์ศีลคุณ (ชู) นิราศอดข้าวอดน้ำ ของแดง นักปราชญ์ (สุวรรณบัณฑิต) นิราศชื่น ของชื่น เกื้อสกุล นิราศเสือขบ ของกราย พัฒนจันทร์ นิราศข้าวแห้งนาล่ม ของทอง หนองถ้วย (นวลศรี) นิราศอัตตประวัติคำโคลง ของพระมหาเปลี่ยน นิราศนายชิต ของนายชิต นิราศพ่อหม้าย ของชัย จันรอดภัย นิราศอาสา ของเกลี้ยง พริกเทพ เรื่องค่ายยุวพุทธ์ ของเปรม อักษรสว่าง นิลารามรำลึก ของนิ่ม ล่องพรหม กับลักย์ วิเศษรัตน์ นิราศวัดหรังแคบ ของส้วง บัวทอง นิราศถูกจับปอ ของชม แก้วประจุ นิราศนายเรียง ของ "วิจิตรศิลป์" นิราศพรมภาษิต ระบาย ของ "พรมระบาย" นิราศสงขลา ของ จ.ศรีอักขรกุล นิราศประวัติรับราชการ ของสว่าง พงศ์สุชาติ เรื่องชีวิตทหารประวัติการณ์ อ.ส. ของ ห้วน จันรอดภัย

๕) นิราศคือรูปแบบของวรรณกรรมเรื่องเล่าลักษณะคล้ายนิยาย ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งก็ได้ บางเรื่องผู้แต่งไม่ได้ตั้งชื่อว่าเป็นนิราศ แต่ผู้เสพเรียกติดปากว่านิราศ นิราศลักษณะนี้มี ๒ เรื่อง คือนิราศเร่ขาย หรือเที่ยวชมงานรัฐธรรมนูญ ของ จิตตภิรมย์ และอัศจรรย์ชาวนาสิบสองเดือน ของ ส.ย่องหลี ดอนธูป ส่วนอีกลักษณะหนึ่งคือนิราศที่มุ่งจะเล่าตำนาน นิทานปรัมปรา หรือสภาพของชุมชน หรือสถานที่สำคัญๆ โดยไม่มีการเดินทางจริงๆ เช่น นิราศพระบรมธาตุ ของ ส.ย่องหลี ดอนธูป นิราศเกาะใหญ่ นิราศนางเรียม และนิราศเกาะยอ ของนิ้ว ทิพย์วารี


บทสรุป

นิราศภาคใต้เป็นรูปแบบการประพันธ์รูปแบบหนึ่งที่กวีภาคใต้รับอิทธิพลของกระแสวรรณกรรมนิราศจากภาคกลาง กวีภาคใต้ได้รับมาหลังจากที่ลักษณะนิราศภาคกลางเกิดการเปลี่ยนแปลงจากลักษณะวรรณกรรมพลัดพรากมาผสมผสานกับวรรณกรรมเพลงยาวจดหมายเหตุ (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย) และกระแสนิราศลักษณะนี้ก็เป็นกระแสหลักของวรรณกรรมนิราศสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยกวีภาคใต้ที่แต่งนิราศเรื่องแรก (เท่าที่พบปัจจุบันนี้ คือข้าราชการระดับสูงในเมือง พัทลุงที่มีความสัมพันธ์กับราชสำนักสมัยรัชกาลที่ ๕ อย่างใกล้ชิด ในรัชกาลนี้พบนิราศภาคใต้ ๓ เรื่องด้วยกัน

นิราศภาคใต้ตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๒๐-๒๕๓๔ เท่าที่พบในขณะนี้มีทั้งสิ้น ๕๒ เรื่อง ช่วงเวลาที่พบมากที่สุดคือทศวรรษ ๒๕๐๐ มีถึง ๑๑ เรื่อง และช่วงที่ยังไม่พบเลยคือทศวรรษ ๒๔๓๐-๒๔๔๐ สามารถแบ่งกลุ่มผู้แต่งได้เป็น ๕ กลุ่ม คือ กลุ่มเจ้านาย กลุ่มพระสงฆ์ กลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ กลุ่มปัญญาชนชาวบ้าน และกลุ่มชาวบ้านทั่วไป พร้อมๆ กันนั้น กลุ่มผู้แต่งที่หลากหลายก็ทำให้มีการปรับปรนนิยามความหมายของนิราศหลากหลายตามไปด้วย ดังได้พบว่าทั้งผู้แต่งและผู้เสพยอมรับร่วมกันในการให้นิยามความหมายคำว่า "นิราศ" ที่แตกต่างกันออกไป ๕ นิยามด้วยกัน ดังนี้

๑) นิราศคือรูปแบบวรรณกรรมที่ใช้บันทึกอารมณ์ความรู้สึกนึกรักระหว่างการเดินทาง ใช้อารมณ์พลัดพรากเป็นแก่น นิราศภายใต้นิยามนี้เห็นได้ชัดเจนจากนิราศเรื่องแรกของภาคใต้ หลังจากนั้นราว ๘๐ ปี ก็ไม่พบอีกเลย มาปรากฏอีกครั้งใน พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นต้นมา และหนาแน่นขึ้นในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐- ๒๕๓๐

๒) นิราศคือการผสมผสานระหว่างนิราศพลัดพรากกับนิราศจดหมายเหตุ ส่วนใหญ่เป็นของกวีเจ้านาย และปัญญาชนชาวบ้านที่ได้รับการศึกษาทั้งทางธรรมและการศึกษาสมัยใหม่

๓) นิราศคือการบันทึกการเดินทางโดยเฉพาะส่วนใหญ่เป็นของกวีพระสงฆ์

๔) นิราศคือการบันทึกช่วงชีวิตที่สำคัญของชุมชนและตัวกวี มีทั้งของพระสงฆ์ ปัญญาชนชาวบ้าน และชาวบ้านทั่วไป

๕) นิราศคือการเล่าเรื่องเล่าที่มีการสร้างตัวละครคล้ายนิยาย บ้างก็นำดำนานในชุมชนมาเล่าใหม่ ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหากับผู้แต่งนิราศ พบว่าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๒-๒๕๑๐ นิราศภาคใต้ส่วนใหญ่มักเขียนในลักษณะบันทึกการเดินทางเชิงประจักษ์ มีการสอดแทรกความเห็นเชิงสัจนิยมของกวีลงไป ให้น้ำหนักกับการพร่ำรำพันถึงการจากพรากจากนางน้อยมากจนแทบไม่มีเลย โดยเฉพาะในนิราศที่แต่งโดยพระสงฆ์ มีลักษณะเป็นหมายเหตุการเดินทางสอดแทรกข้อคิดเห็นที่มีอิทธิพลพุทธศาสนาเด่นชัด ขณะที่นิราศของกวีเจ้านายและปัญญาชนชาวบ้าน ยังมีความพยายามรักษาขนบการพร่ำรำพันอยู่บ้าง แต่ก็พอเป็นพิธีเท่านั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเอกลักษณ์ของนิราศภาคใต้ที่มุ่งบันทึกการเดินทางเป็นสำคัญ ถูกจุดประกายโดยกวีกลุ่มพระสงฆ์ ทำให้ผลงานมีคุณค่าต่อการศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์เป็นอย่างมาก

ขณะที่กลุ่มกวีปัญญาชนชาวบ้าน และชาวบ้านทั่วไป ได้ปรับปรนนิยามความหมายของนิราศให้กว้างออกไป ครอบคลุมถึงการบันทึกเหตุการณ์สำคัญในชุมชนและชีวิตส่วนตัวของปัจเจกชน ซึ่งส่งผลให้นิราศเหล่านี้มีความหมายต่อการศึกษาท้องถิ่นได้มาก เช่นกัน ส่วนข้าราชการที่เติบโตมาจากการศึกษาสมัยใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครู มีบทบาทสร้างสรรค์นิราศ หนาแน่นมากขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๑๐ เป็นต้นมา ทั้งโดยความสนใจส่วนตัว และการกระตุ้นของการประกวดรางวัลต่างๆ เช่น รางวัลสโมสรสุนทรภู่ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ รางวัลนาคร-บวรรัตน์ ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ แต่นิราศของกวีกลุ่มนี้มีความพยายามย้อนกลับไปหาขนบนิราศพลัดพรากแบบเก่า ทำให้นิราศไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์มากนัก

เทคโนโลยีการพิมพ์ซึ่งเกิดขึ้นในภาคใต้เมื่อทศวรรษ ๒๔๗๐ เป็นอย่างช้า มีส่วนสำคัญในความเฟื่องฟูของการแต่งและเผยแพร่วรรณกรรมนิราศในรูปของหนังสือเล่มเล็กเพื่อจำหน่าย และหนังสือที่ระลึกในวาระต่างๆ เทคโนโลยีการพิมพ์จึงเป็นปัจจัยที่เข้ามาทำให้รูปธรรมของการศึกษาสมัยใหม่ ซึ่งส่วนกลางเริ่มวางรากฐานมาตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๔๐ ปรากฏเด่นชัดขึ้น ทั้งนี้ดูได้จากปริมาณของวรรณกรรมที่ตีพิมพ์ ย่อมสะท้อนถึงปริมาณผู้อ่านออกเขียนได้ อาชีพนักประพันธ์จึงเป็นอาชีพหนึ่งที่เป็นที่สนใจของผู้อ่านออกเขียนได้ในภาคใต้


หนังสือนิราศในภาคใต้ พิมพ์เผยแพร่ช่วงทศวรรษ ๒๔๙๐-๒๕๑๐

 



หนังสือนิราศในภาคใต้ พิมพ์เผยแพร่ช่วงทศวรรษ ๒๔๙๐-๒๕๑๐