ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ชาตรี : คำเรียกโนรา

ภาค : ใต้

จากหลักฐานเก่าแก่ที่หาได้ พบว่าชาวภาคใต้ต่างเรียกศิลปะการแสดงโนรา (มโนห์รา, มโนราห์) ว่า "ชาตรี" (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเรียก "มโนราห์" ส่วนนักวิชาการชาวภาคใต้ใช้คำ "โนรา" เพื่อให้ต่างออกไปจากมโนห์ราในนิทานชาดก) เช่น บทบาลีหน้าศาลซึ่งเป็นบทร้องเพื่อบอกเล่าประวัติโนราและขั้นตอนของการประกอบพิธีกรรมโนราโรงครู ก่อน ประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้ครูหมอตายายโนราว่า

"จะขึ้นข้อต่อตั้ง เมื่อครั้งเกิดชาตรี   

ในทวีปชมพู ตรัสรู้ถ้วนถี่

เรื่องราวยาวรี มาลี้ลึกลับ...

ยังขัดข้องขึ้ง สิ่งหนึ่งไม่โถก

ไม่ได้ตั้งชาตรี ไว้เป็นที่ประโลมโลก 

ระงับดับโศก สนุนสบาย..."

ตำนานโนราฉบับนายซ้อน ศิวายพราหมณ์ อดีตศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า

"ก่อเกื้อกำเนิด คราเกิดชาตรี 

แต่ปางหลังยังมี เมื่อครั้งตั้งดิน..."

"...เทวาเทพไท ตามไปรักษา 

รู้ถึงพ่อค้า รับพาเข้าเมือง

ฝ่ายข้างบิตุรงค์ ประทานให้เครื่อง

สำหรับเจ้าเมือง เปลื้องให้ทันที

ตั้งแต่นั้นมา เรียกว่าชาตรี

ประวัติว่ามี เท่านี้แหละหนา"

จากวรรณคดี เรื่องอิเหนา ฉบับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตอน อภิเษกอิเหนาและพระราชบุตรพระราชธิดา ๔ พระนคร (หน้า ๑๐๙๕) ว่า

"สิงโตญวนควรเล่นแต่การใหญ่ 

หกคะเมนต่อขึ้นไปได้หลายอย่าง 

โมงครุ่มกลองตั้งอยู่ระหว่างกลาง 

ระเบงวางศรไปไล่นกยูง 

ช่องระทาหุ่นจีนงิ้วเจ็ก 

ลครแขกเล็กเล็กใส่หัวสูง 

ชาตรีดีแต่ล้วนชาวตลุง 

ซัดกันนุงตามถนนแห่งกรวดลาว"

อันนี้แสดงว่า เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๒ คณะชาตรีจากเมืองพัทลุงได้เข้าไปแสดงงานเฉลิมฉลองในกรุงเทพฯ ก็ยังคงรู้จักกันในนามของ "ชาตรี"

วรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้เรื่อง พระรถเมรี คำกาพย์ ซึ่งอนุมานจากบริบทต่างๆ พอได้เค้าว่าน่าจะแต่งในช่วงรัชกาลที่ ๒-๓ กรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวถึงการมหรสพในงานพิธีรับขวัญนางเมรี เพื่อตั้งชื่อใหม่ว่า "กังหรี" กล่าวถึงการละเล่นว่า

"โขนเบิกโรงโขน ตีตรับรับโพน ระนาดฆ้องกลองใหญ่

ติห้อติแง้ปี่แก้วเสียงไสย กลองจีนกลองไทย ณคอนชาตรี"

แสดงว่าในช่วงนั้น การแสดงชาตรีในเมืองนครศรีธรรมราชมีกิตติศัพท์จนเรียกกันว่า "ณคร (นคร) ชาตรี"

ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์ มีหลักฐานตามพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงพระองค์เจ้าปัทมราช ลงวันจันทร์ เดือนเจ็ด แรมค่ำหนึ่ง ปีวอก โทศก จุลศักราช ๑๒๒๒ (วัน ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๓) ว่า

"แลลครชาตรีของเสด็จนั้น กระหม่อมฉันได้สั่ง ให้ตั้งโรงให้เล่นในการพระศพนั้นด้วย มีคนมาดูมาก เพราะเป็นของนอกแปลกเข้ามา กระหม่อมฉันได้ให้เงินโรงวันละสามตำลึงทั้งสี่วัน" 

งานพระศพดังกล่าวหมายถึง พระศพกรมสมเด็จพระเดชาติศร ที่พระเมรุท้องสนามหลวงร่วม ๔ วัน ๔ คืน อันนี้แสดงว่าคณะชาตรีของพระองค์เจ้าปัทมราชจากเมืองนครศรีธรรมราชที่ส่งไปแสดงครั้งนั้น อาจเป็นมูลเหตุที่มาอีกทางหนึ่งของคำว่า "ลครชาตรี" และพัฒนาเป็นลครชาตรีตามแบบภาคกลางสืบต่อมา อันอาจเนื่องมาจาก "ชาตรี" มีการแสดงคล้ายละครนอกที่นิยมกันในกรุงเทพฯ ในขณะนั้น

สำหรับชาวภาคใต้นั้น ส่วนใหญ่ยังนิยมเรียกกันว่า "ชาตรี" พบว่ามีการใช้มโนห์ราคู่กับชาตรีในวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้เรื่อง มโนหรานิบาต คำกาพย์ ฉบับวัดมัชฌิมาวาส สงขลา ซึ่งระบุว่า "เขียนจบ ณ วัน ๒ ฯ ๑ ค่ำ จุลศักราช ๑๒๓๐ ปีมโรง สำเรทธีศก (พ.ศ. ๒๔๑๑) ในรัชกาลที่ ๕ ตอนกล่าวถึงมหรสพที่จัดขึ้นในงานอภิเษกพระสุธนกับนางมโนหราที่เมือง ไกรลาสว่า

"มโนราชาตรี ร้องบทเมรี ชมสวนชวนสมร

รำเมื่อกินเหล้า เคล้าคู่เคียงนอน ลักยาพาจร

เมรีมัวเมา"

อันนี้สันนิษฐานได้ว่า เมื่อชาดกนิบาตเรื่อง พระสุธน-นางมโนหรา แพร่หลายในภาคใต้ได้เป็นเหตุให้คำ "มโนห์รา" เกิดขึ้นคู่กับ "ชาตรี"

นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา พบว่ามีการเรียกชื่อศิลปะการแสดงที่เคยเรียกว่า "ชาตรี" ว่า มโนห์ราก็มี โนราก็มี ชาตรีก็มี ส่วนการเขียนใช้ มโนราห์ก็มี มโนราก็มี มโนห์ราก็มี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เรียกว่า "มโนราห์" ส่วนกลุ่มนักวิชาการชาวใต้นิยมเรียก "โนรา" เมื่อให้หมายถึง ศิลปะการแสดงและนิยมเรียก "มโนห์รา" เมื่อให้หมายถึง ตัวละครหรือชื่อหนังสือในเรื่องพระสุธนชาดก ผู้แสดงโนราเองก็พบว่า เรียกปนๆ กันเป็น มโนรา มโนห์รา และชาตรี ก็มี เช่น

จากเรื่องอัตชีวประวัติของโนราเดิมเมืองตรัง (ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๗-๒๕๑๔ กล่าวถึงชีวิตและผลงานของตนระหว่างอายุ ๕-๑๙ ปี หรือ พ.ศ. ๒๔๖๒-๒๔๗๖) ในเรื่องนี้ใช้คำโนราก็มี มโนราก็มี ชาตรีก็มี เช่น

"ชื่อนายตั้งหรือว่าโนราตั้ง 

ปิดุมังรักเหลือสืบเชื้อสาย 

อายุได้สิบสองขวบประจวบปลาย 

แม่และยายญาติสนิทคิดตกลง 

ส่งนายตั้งไปฝึกหัดมโนรา 

ที่บ้านนาท่ามใต้หมายประสงค์ 

กับโนราเดชครูผู้จำนง 

ครูตกลงสอนสั่งตั้งชำนาญ"

"เขียนอ่านได้ลายมือหนังสือวัด 

พ่อฝึกหัดท่องกลอนอักษรศรี 

บทโบราณวรรณกรรมนำชาตรี 

ตามลัทธิประเพณีสืบกันมา"

โนราฉลวย ประดิษฐศิลป์ หรือ โนราฉลวย โรจนเมธากุล (เกิด พ.ศ. ๒๔๘๓) เป็นโนรารุ่นน้องของเติม เมืองตรัง ได้แต่งอัตชีวประวัติเป็นคำกลอน (พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๘) ใช้คำมโนห์ราก็มี โนราก็มี

"สมัยนั้นไม่มีคนเขาสนใจ 

โนห์ราไทยต่ำศักดิ์เสียนักหนา"

"ทั้งลูกคู่มโนห์ราสิบกว่าคน 

พอเริ่มต้นเดือนอ้ายเตรียมกายพลัน"

"หลวยต้องหยุดยุดอาชีพทางอื่นอีก 

ตัดสินหลีกมโนห์ราหาทางใหม่ 

ไม่ขอรำมโนห์ราภายหน้าไป 

รำคาญใจทุกคราวเมื่อเข้ารำ 

แต่เกณฑ์โลกโชคมนุษย์สุดบประหลาด 

หลวยไม่ขาดคนชุบอุปถัมภ์ 

อีกคนหนึ่งอยากยกชูเป็นผู้นำ 

เสนอดำเนินการงานโนห์รา"

"ได้สร้างทรัพย์จับจ่ายสร้างไร่นา 

เงินโนห์ราช่วยหนูได้อยู่กิน 

ไม่อวดโอ้หลักฐานพอปานกลาง 

ทุกสิ่งสร้างด้วยโนห์ราวิชาศิลป์" 

ฯลฯ

เป็นที่น่าสังเกตว่า บทกลอนของฉลวยมีความยาวถึง ๒๙๒ คำกลอน มีการใช้คำโนห์รา มโนห์รา หลายที่ หลายนัยยะ แต่ไม่ปรากฏคำว่า "ชาตรี" ทั้งๆ ที่ในระยะก่อนและหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ ยังพบคำว่า "ชาตรี ประชันโรง" ในคำโฆษณาของผู้จัดรายการอยู่บ้าง แต่หลังจากนี้เพียงประมาณ ๑ ทศวรรษ คำว่า "ชาตรี" กลายเป็นคำแปลกหูและไม่เป็นที่รู้จักของคนใต้ ในรุ่นต่อมา