ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

รามสูร-เมขลา

ภาค : กลาง

รามสูร-เมขลา เป็นชื่อเทพบุตร เทพธิดา ผู้บันดาลให้เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ตามความเชื่อของคนไทย เรื่องของรามสูร-เมขลามีพบในวรรณคดี รามเกียรติ์ ในรามายณะฉบับอินเดียใต้ก็พบเรื่องราวตอนนี้ แต่ไม่พบในรามายณะฉบับวาลมีกิ

ใน บทละครรามเกียรติ์ ฉบับรัชกาลที่ ๑ ปรากฏอยู่ในตอนต้นเรื่อง เล่าว่า เป็นฤดูวสันต์ เหล่าเทพบุตร เทพธิดา ออกมาเที่ยวจับระบำเย้าหยอกกัน นางมณีเมขลาซึ่งเป็นผู้รักษาห้วงสมุทรก็ถือดวงแก้วไปร่วมเล่นกับฝูงเทวาด้วย ฝ่ายรามสูรขุนยักษ์ ผู้อาศัยในกลีบเมฆก็ถือศรขวานเพชร อาวุธคู่กายเหาะไปร่วมด้วย รามสูรเห็นนางเมขลาโยนแก้วเล่นก็ชอบใจ อยากได้ดวงแก้ว จึงเหาะไล่ติดตามนางเมขลาก็ยิ่งล่อหลอก

นางแกล้งเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน เวียนไปตามจักรราศี 
มือหนึ่งซูแก้วมณีทำทีเยาะเย้ยอสุรา


รามสูรโกรธจึงขว้างขวานเพชรใส่นาง แต่หาถูกไม่ เทวดาชื่อ พระอรชุน ผ่านมาพอดี รามสูรจึงร้องท้าทาย เกิดต่อสู้กัน ปรากฏว่าพระอรชุนเพลี่ยงพล้ำขึ้นไปเหยียบบ่ารามสูร รามสูรจึงจับบาทั้งสองไว้แล้วฟาดพระอรชุนกับเขาพระสุเมรุ จนเขาพระสุเมรุเอียงทรุด อรชุนก็ถึงแก่ความตาย

ในเรื่อง รามเกียรติ์ ตอนนี้มิได้ระบุว่ารามสูรและเมขลาทำให้เกิดฟ้าร้อง ฟ้าแลบ แต่ประการใด แต่ในตอนท้ายเรื่อง รามเกียรติ์ หลังจากพระพรตเตรียมยกทัพกลับอยุธยา ยังมีเรื่องของยักษ์อีกตนหนึ่งที่อาจเป็นที่มาของเรื่องรามสูรกับนางเมขลา ยักษ์ตนนั้นชื่อว่า "ปโรต" ในหนังสือ สมญาภิธานรามเกียรติ์ กล่าวว่า ทรงมงกุฎกาบไผ่ มีผิวกายเป็นสีม่วงแก่ และถือศรเป็นอาวุธ ยักษ์ตนนี้เมื่อได้เห็นแก้วของนางเมขลาเข้าก็ชอบใจ เหาะไล่ตามนางไป เมื่อจับนางไม่ได้ก็ชักศร แผลงอวดฤทธาของตน ดังความว่า 

          เมื่อนั้น         ฝ่ายปโรตยักษีชาญสมร
อยู่ในวิมานแก้วอลงกรณ์เห็นอัปสรเมขลานารี
มีมือถือดวงวิเชียรฉาย รำร่ายตามจักรราศี
แสงแก้วแพรวพรายรูจีรัศมีสว่างกระจ่างไป
บังเกิดโลภล้นเป็นพ้นคิดมีจิตยินดีจะใคร่ได้
จับศรออกจากวิมานชัยเหาะระเห็จเตร็จไล่กัลยา...


          ...เมื่อนั้นปโรตอสุรีใจหาญ
ครั้นเห็นดวงแก้วนงคราญโถมทะยานคว้าไขว่ทั้งสองกร
ครั้นใกล้ก็ไม่เห็นนางครั้งห่างจึงเห็นดวงสมร
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟฟอนชักศรแผลงไปด้วยศักดา

(รามเกียรติ์ รัชกาลที่ ๑)


ฝ่ายรามสูรที่เที่ยวเล่นอยู่ในกลีบเมฆผ่านมาเห็นเข้า ก็มาช่วยกันไล่จับนางเมขลา การไล่จับกันของเทพบนสวรรค์ทำให้เกิดพายุ ฝนตก น้ำนองทั่วแผ่นดินโลกมนุษย์ เป็นที่เดือดร้อนของกองทัพพระพรต พระองค์ จึงเงื่องาศรจะยิง แต่พิเภกทูลเดือนให้แค่ไล่ไปที่อื่น เพราะ

อันธรรมดาโลกประเวณี    ย่อมมีแต่กาลก่อนมา     
ครั้นพิรุณออกจากวิมานก็บันดาลฝนตกในแหล่งหล้า
ฝูงสัตว์ทั่วทั้งโลกได้อาศัยน้ำฟ้าสำราญใจ
จงสั่งศรไปไล่พลาหกอย่าให้ฝนตกในที่ใกล้
มรคาก็จะไม่ยากใจภูวไนยจงทรงพระเมตตา

(รามเกียรติ์ รัชกาลที่ ๑)


ใน โคลงนิราศพระยาตรัง สมัยรัชกาลที่ ๒ ปโรศ ไม่ได้แผลงศรเหมือนในเรื่อง รามเกียรติ์ แต่เป็นเทวดาถือขวานเป็นอาวุธ เมื่อขว้างขวานไปทำให้ ท้องฟ้าปั่นป่วน มีฟ้าแลบ ฟ้าผ่า เกิดขึ้น ดังความว่า 

          ปโรศเทเวศขว้าง ขวานขวัญ แขวนแม่ 
หวาดสะดกแดผันผากฟ้า
เวหาสป่วนเป็นควัน คลี่คลื่น น้อยฤา
แผลงซึ่งปลายเปลวจ้าจ่อจ้อทรวงทรง


นายนรินทร์ธิเบศร์ กวีร่วมสมัยกับพระยาตรังมิได้กล่าวถึงปโรศ แด่เป็นรามสูร ผู้ขว้างขวานใส่นางเมขลา ผู้ทำให้เกิดฟ้าร้อง ดังความว่า

          อุทโฆษรามสูรขว้างขวานฉวาง
พรายมณีเมขล์นางล่อไหว้
อัมพรอุทรครางเรียมคร่ำ ครวญแม่
เสียงสุดเสียงฟ้าไห้ครุ่นแค้นครางตาย


รามสูร เป็นอสูรเทพบุตร สีกายเขียว ทรงมงกุฎกาบไผ่ มีขวานเพชรเป็นอาวุธ มีฤทธิ์มาก และมีนิสัยอันธพาล ชอบระรานผู้อื่น สุนทรภู่ได้บรรยายลักษณะ ของรามสูรไว้ใน บทเห่กล่อมพระบรรทม ว่า

          เห่เอ๋ยเห่นาม   เทพรามสูรมาร
มีมือถือขวานอยู่วิมานมณีนิล
          หน้าเขียวเขี้ยวงอก สีเหมือนดอกอินทนิล
เมืองสวรรค์ชั้นอินทร์เกรงสิ้นทุกเทวา


นิสัยอันธพาลของรามสูร ในที่สุดก็ต้องพบจุดจบ เมื่อไปพบขบวนเสด็จของพระรามที่กลับมาจากงานอภิเษกกับนางสีดา รามสูรพาลหาเรื่องต่อว่าพระรามว่า มีชื่อคล้ายกับตน เพื่อต้องการแข่งบารมี

          ยกตนพ้นศักดิ์ว่าชื่อราม ให้ต้องนามกผู้เป็นใหญ่ 
อันตัวของเอ็งจะบรรลัยกูจะพาเมียไปบัดนี้


พระรามจึงต้องปราบรามสูร ทั้งคู่สาดศรใส่กัน ท้ายสุดพระรามแผลงศรพลายวาตทำลายขวานรามสูร เมื่อได้เห็นพระรามกลายร่างเป็นพระนารายณ์สี่กร รามสูรจึงได้ทูลขอชีวิตไว้ และถวายศรที่พระอิศวรเคยประทานให้ตรีเมฆ ผู้เป็นปู่ แด่พระนารายณ์

เรื่องรามสูรท้ารบกับเทพอรชุน คล้ายคลึงกับเรื่องปรศุรามท้ารบกับกษัตริย์อรชุนในเรื่อง นารายณ์สิบปาง ปางที่ ๖ ปรศุรามาวตาร เล่าว่าพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพราหมณ์ชื่อราม เป็นลูกของฤๅษีชมทัคนี้กับนางเรณุกา ด้วยเหตุที่มีขวานเป็นอาวุธจึงได้ชื่อว่า ปรศุราม

ส่วนอรชุน เป็นราชาของพวกไหหัย มีแขนเป็นพัน เคยรบชนะทศกัณฐ์มาแล้ว อรชุนไปขู่เข็ญฤๅษีชมทัคนี้ให้ส่งโคมาให้ ในเวลานั้นอรชุนไปอยู่ป่า ไม่ทราบเรื่อง เมื่อกลับเข้าเมืองพบว่าบ้านช่อง ต้นไม้ในสวนพังพินาศเกลื่อนกลาดไปหมด ก็โกรธแค้น จึงไปท้ารบกับอรชุน ได้ฆ่าอรชุนและญาติวงศ์ เหลือแต่โอรสที่รอดตายซึ่งผูกอาฆาต ได้ยกกลับมาแก้แค้นในช่วงเวลาที่ปรศุรามไม่อยู่ จนฤๅษีชมทัคนีถูกฆ่าตาย ปรศุรามซึ่งเป็นพราหมณ์จึงประกาศว่า จะล้างวงศ์กษัตริย์ให้หมดสิ้น เหล่ากษัตริย์ตกใจมาก จึงไปทูลเชิญพระนารายณ์อวตารลงมาปราบปรศุราม

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ในหนังสือ บ่อเกิดรามเกียรติ์ ว่าการที่ไทยแปลงเรื่องปรศุรามจากพราหมณ์กลายเป็นยักษ์รามสูรนั้น เป็นเพราะปรศุรามมีฉายาว่า "พยักษ์" ซึ่งแปลว่า ต่ำ เพราะมีความปฏิบัติไม่สมภูมิธรรมอันควรแก่พราหมณ์ มีโทโสร้ายเหลืออดกลั้น และใจคอเหี้ยมโหด เสียงพยักษ์นี้ใกล้เคียงกับคำไทย "ยักษ์" อีก ทั้งมีนิสัยเหมือนกัน รามสูรแบบไทยจึงกลายเป็นยักษ์รามสูร

ความคิดเรื่อง "รามสูรขว้างขวาน-เมขลาล่อแก้ว" สุนทรภู่ได้นำมาแต่งไว้เต็มเรื่องใน บทเห่กล่อม พระบรรทม ว่า 

          เห่เอยนางเอกมณีเมขลา
ร่อนเร่ในเมฆาถือจินดาดังดวงดาว
          โยนเล่นเห็นแก้ว สว่างแวววามวาว
ลอยฟ้าเวหาหาวรูปราวกินรี
          ทรงเครื่องเรืองจำรัส อร่ามรัศมีฉวี
ชูช่วงดวงมณีเลื่อนลอยลีลามา
          เลียบรอบขอบทวีป อยู่กลางกลีบเมฆา
เชยชมยมนาเฝ้ารักษาสินธุ
          ครั้งถึงปัจฉิมคิมหันต์ ถึงวสันตฤดู
ฟ้าคำรนฝนฟูเสียงซู่ซู่สาดเซ็น
          ลอยล่องละอองอาบ กระสินธุ์ชาบทรวงเย็น
เคยรำระบำเป็นล้อเล่นกับเทวัญ
          ชูแก้วแววสว่าง รำด้วยนางสาวสวรรค์
ล่อเลี้ยวเกี้ยวพันพวกเทวัญกั้นกลาง
          ฉวยฉุดยุดหยอก สัพยอกเย้านาง
โยนแก้วแววสว่างให้เนตรพร่างพรายเอย


และใน นิราศพระประธม ก็มีข้อความอ้างถึงเรื่องรามสูร-เมขลา

แวมสว่างอย่างแก้วดูแวววาว  เป็นเรื่องราวรามสูรอาดูรทรวง 
เพราะนางเอกเมขลาหล่อนล่อแก้วจะให้แล้วแล้วไม่ได้ด้วยใจหวง
เหมือนรักแก้วแววฟ้าสุดาดวงเฝ้าหนักหน่วงนึกเหมือนจะเคลื่อนคลา


มณีเมขลา ของสุนทรภู่ เป็นนางเอกสวยงาม ผู้รักษาห้วงน้ำ ถือแก้วโยนเล่นไปตามก้อนเมฆ เมื่อถึงลายฤดูร้อนต่อฤดูฝน นางจะออกมาเริงระบำกับเหล่า เทวดาและเทพธิดาทั้งหลาย ยักษ์รามสูรมาพบเข้าอยากได้แก้วของนาง จึงแกว่งขวานไล่เหล่าเทวาแตกกระเจิงไป แต่นางเมขลาไม่กลัวรามสูร นางจึงโยนแก้วล่อใส่รามสูร รามสูรโกรธมาก จึงขว้างขวานใส่นาง

          เปรี้ยงเปรี้ยงเสียงขวาน   
ก้องสะท้านสากล
ไล่นางกลางฝน
มืดมนในเมฆา
          นวลนางนั้นช่างล่อ  
รั้งรอร่อนรา
เวียนระไวไปมา
ในจักรราศีเอย


คนไทยโยงเหตุการณ์ตอนทนี้เข้ากับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เล่ากันมาเป็นตำนานอธิบายที่มาของฟ้าร้อง ฟ้าแลบ คนไทยในอดีตเชื่อกันว่า เมื่อฟ้าร้อง ฟ้าแลบ เกิดจากเมขลาล่อแก้วและรามสูรขว้างขวาน แสงแก้ว คือฟ้าแลบ ส่วนฟ้าร้องก็คือเสียงขวาน ส่วนฟ้าผ่าก็คือ ขวานที่ตกลงมาจากฟ้า จึงมี ความเชื่อเรื่องขวานฟ้า ว่าหากขุดไปตรงบริเวณที่ฟ้าผ่า จะพบหินวิเศษ มีคุณสมบัติวิเศษในด้านอยู่ยงคงกระพัน เป็นที่นิยมของนักเล่นเครื่องรางของขลัง ดังนั้นเมื่อนักโบราณคดีขุดค้นพบขวานหินของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ จึงเรียก ขวานหินนั้นว่า "ขวานฟ้า"

นางเมขลา ในคติพราหมณ์และพุทธ เป็นเทพธิดาประจำมหาสมุทร ในหนังสือ สมญาภิธานรามเกียรติ์ กล่าวถึงนางว่า เป็นนางฟ้าประจำมหาสมุทร กายสีเมฆมอ (สีดำหม่น) มีดวงแก้ววิเศษ ใน นิทานชาดก หลายเรื่อง กล่าวถึงนางเมขลา เทพธิดาประจำมหาสมุทร ในบทบาทของผู้ช่วยพระโพธิสัตว์ เช่น เรื่อง พระมหาชนกชาดก สมุทรโฆษชาดก เป็นต้น

ในคัมภีร์ เฉลิมไตรภพ ซึ่งมีเรื่องราวผสมปนกันระหว่างคติพุทธศาสนากับศาสนาฮินดู มีเรื่องของ นางเมขลา รามสูร ที่ทำให้เกิดฝนตกฟ้าร้องเช่นกัน แต่นางเมขลาในเรื่องนี้เป็นลูกของพญานาค 

          พระยามังกรการ 
ภพใต้บาดาล
เกิดพร้อมพระปฐพี


ท้าวเธอมีดวงแก้ววิเศษ เมื่อโตขึ้นพ่อจึงพาไปถวายตัวต่อพระอิศวร พระอิศวรโปรดให้นางเมขลาอยู่วิมานเป็นพิเศษ เป็นพนักงานขัดสีดวงมณี และมีเวรขึ้นเฝ้า "เป็นรององค์อุมา เดิมสามกัลยา เจ้ามาเป็น ซึ่งที่สี่นาง" นางเมขลาลักแก้วมณี แล้วหนีเที่ยวไปในที่ต่างๆ ราหูต้องการไถ่โทษที่ไปลักกินน้ำอมฤต จึงทูลพระอิศวรว่าจะไปตามจับตัวนางกลับมาถวาย เมื่อพระอิศวรประทานอนุญาตก็ได้ไปหาสหายรามสูร (ซึ่งคือ หิรัญ ยักษ์ ใน นารายณ์สิบปาง ปางกูรมาวตาร กลับชาติมาเกิดเป็นยักษ์ กินลมเป็นอาหาร มีอาวุธเป็นขวาน) เพื่อให้ช่วยกันจับนางเมขลา รามสูรจึงติดตามนางเมขลาไป เมื่อพบกันครั้งใด ก็เกิดพายุฝนฟ้าตก มีฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ดังความว่า 

          (ราม) สูรเมขลาเกิดด้วย   
น้ำลม
พัดกระทบประทม
กึกก้อง
เกิดเป็นประกายลม
แวบแปลบ ตานา 
ปลาบเปรี้ยงเสียงร่ำร้อง
เกิดด้วยลมฝน


ในตำนานฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ของคนไทย นางเมขลาเป็นเทพธิดาที่ทำให้เกิดฝนตก เพราะนางมีแก้วมณีล่อรามสูร คติความเชื่อดังกล่าวปรากฏในบทร้องในพิธีขอฝนของชาวบ้านภาคกลางเช่นกัน ดังบทชื่อว่า ปั้นเมฆ มีคำร้องว่า

ปั้นเมฆเสียก่อน        
มีละครสามวัน
หัวล้านชนกัน          
ฝนก็ลั่นลงมา
นางแมวหางขอด
ตลอดหางยาว
สีเท้าดำแดง
แมวกินปลาย่าง
แมวกินปลาแห้ง
ฝนตกหน้าแล้ง
อยู่ที่ต้นสะเดา
เย็นทั้งรากข้าว
ปลาหลดปลาไหล
ปลากระทิงวิ่งไล่
อยู่ที่ในท้องนา
นางเมขลาเอย
มาจากเมืองบน
ท่านให้ขอฝน
ฝนก็เทลงมา 
ฝนก็เทลงมา


ท่าทางโยนแก้วมณีของเมขลา เป็นท่าเด่นพิเศษ จึงกลายมาเป็นชื่อแม่ท่าหนึ่งในท่ารำแม่บทของนาฏศิลป์ไทย ชื่อว่า "เมขลาโยนแก้ว" แต่ในกลอนตำรารำ (แม่บทใหญ่) เรียก "เมขลาล่อแก้วกลางอัมพร" ในท่ารำแม่บทของนางนารายณ์ หรือแม่บทเล็ก ที่มีเนื้อร้องอยู่ใน บทละครเรื่องรามเกียรติ์ รัชกาลที่ ๑ เรียก "เมขลาโยนแก้วแววไว" ในกลอนแม่บทฉบับรัชกาลที่ ๖ ที่ใช้ใน บทละครเรื่องพระภะรตเบิกโรง (พ.ศ. ๒๔๕๘) เรียก "เมขลาล่อแก้วลำนำ" การฟ้อนรำ ไล่ ล่อ ของนางเมขลาและรามสูร ครูนาฏศิลป์ยังได้สร้างสรรค์เป็นการแสดงระบำชุดเบิกโรง ชื่อว่า "ระบำเมขลา-รามสูร"

คำ "มณีเมขลา" นายธนิต อยู่โพธิ์ สันนิษฐานว่า น่าจะหมายรวมเครื่องประดับตอนสะเอว ตะโพกและอวัยวะที่ลับ รวมปั้นเหน่ง ชายไหว ชายแครงและสุวรรณกะถอบหรือสุวรรณกัญจน์ถอบ

โดยเฉพาะสุวรรณกะถอบ คือ แผ่นทองคำ ฉลุลายเป็นเถาเครือวัลย์กนก สำหรับเครื่องเสียบห้อยที่ ชายพกลงมาในระหว่างช่องหน้าขาทั้งสอง เรียกเป็น ภาษาสามัญว่า ช่อทับชาย ถ้าเป็นเครื่องต้นราชูปโภคจะ มีพลอยประดับด้วย สุวรรณกะถอบอาจหาดูได้จาก พระพุทธรูปทรงเครื่อง สอดคล้องกับเรื่อง รามเกียรติ์ ที่พรรณนาว่า

          นางทรงแก้วมณีไว้ที่ลับ
เป็นเครื่องประดับดีศรีใส 
เผยออกก็วามอร่ามไปหลากใจผู้เห็นเป็นอัศจรรย์


รายการอ้างอิง

กี อยู่โพธิ์. บันทึกคำว่า เมขลา. ใน งานนิพนธ์ชุดสมบูรณ์ของศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน หมวดวรรณคดี เล่มที่ ๒ เรื่องความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีและเทพนิยายสงเคราะห์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, ๒๕๓๑.

ท่ารำแม่บท "เมขลาโยนแก้ว" จากตำราฟ้อนรำ

 




รำแม่บทท่าเมขลาโยนแก้ว (ภาพจากนิตยสารศิลปากร ปีที่ ๑๒ เล่มที่ ๕ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๒)

 



หนังกลางวันชุดเมขลา-รามสูร ในงานสัปดาห์แห่งวรรณคดี วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๓ (นายจำนง พรพิสุทธิ์เชิดนางเมขลา) (ภาพจากนิตยสารศิลปากร ปีที่ ๓ เล่มที่ ๖ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๓)

 




ภาพจากสมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงศรีอยุธยา แสดงภาพเขาอากาศคงคา ด้านบนขวาเป็นภาพนางเมขลา (ภาพจากสมุดภาพไตรภูมิสมัยอยุธยาเลขที่ ๖ : ๒๕๔๒ )

 



ภาพจากสมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงศรีอยุธยา แสดงภาพเขาอากาศคงคา มีรูปรามแผลงศร (ภาพจากสมุดภาพไตรภูมิสมัยอยุธยาเลขที่ ๖ : ๒๕๔๒ )

 



รามสูรสมัยกรุงธนบุรีขว้างขวานใส่นางเมขลา (ภาพจากสมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงธนบุรี เลขที่ ๑๐/ก : ๒๕๔๒)

 



นางมณีเมขลา ในมหาชนกชาดก (ภาพจากสมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงธนบุรี เลขที่ ๑๐/ก : ๒๕๔๒)