รามสูร-เมขลา เป็นชื่อเทพบุตร เทพธิดา ผู้บันดาลให้เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ตามความเชื่อของคนไทย เรื่องของรามสูร-เมขลามีพบในวรรณคดี รามเกียรติ์ ในรามายณะฉบับอินเดียใต้ก็พบเรื่องราวตอนนี้ แต่ไม่พบในรามายณะฉบับวาลมีกิ
ใน บทละครรามเกียรติ์ ฉบับรัชกาลที่ ๑ ปรากฏอยู่ในตอนต้นเรื่อง เล่าว่า เป็นฤดูวสันต์ เหล่าเทพบุตร เทพธิดา ออกมาเที่ยวจับระบำเย้าหยอกกัน นางมณีเมขลาซึ่งเป็นผู้รักษาห้วงสมุทรก็ถือดวงแก้วไปร่วมเล่นกับฝูงเทวาด้วย ฝ่ายรามสูรขุนยักษ์ ผู้อาศัยในกลีบเมฆก็ถือศรขวานเพชร อาวุธคู่กายเหาะไปร่วมด้วย รามสูรเห็นนางเมขลาโยนแก้วเล่นก็ชอบใจ อยากได้ดวงแก้ว จึงเหาะไล่ติดตามนางเมขลาก็ยิ่งล่อหลอก
| นางแกล้งเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน | เวียนไปตามจักรราศี |
| มือหนึ่งซูแก้วมณี | ทำทีเยาะเย้ยอสุรา |
รามสูรโกรธจึงขว้างขวานเพชรใส่นาง แต่หาถูกไม่ เทวดาชื่อ พระอรชุน ผ่านมาพอดี รามสูรจึงร้องท้าทาย เกิดต่อสู้กัน ปรากฏว่าพระอรชุนเพลี่ยงพล้ำขึ้นไปเหยียบบ่ารามสูร รามสูรจึงจับบาทั้งสองไว้แล้วฟาดพระอรชุนกับเขาพระสุเมรุ จนเขาพระสุเมรุเอียงทรุด อรชุนก็ถึงแก่ความตาย
ในเรื่อง รามเกียรติ์ ตอนนี้มิได้ระบุว่ารามสูรและเมขลาทำให้เกิดฟ้าร้อง ฟ้าแลบ แต่ประการใด แต่ในตอนท้ายเรื่อง รามเกียรติ์ หลังจากพระพรตเตรียมยกทัพกลับอยุธยา ยังมีเรื่องของยักษ์อีกตนหนึ่งที่อาจเป็นที่มาของเรื่องรามสูรกับนางเมขลา ยักษ์ตนนั้นชื่อว่า "ปโรต" ในหนังสือ สมญาภิธานรามเกียรติ์ กล่าวว่า ทรงมงกุฎกาบไผ่ มีผิวกายเป็นสีม่วงแก่ และถือศรเป็นอาวุธ ยักษ์ตนนี้เมื่อได้เห็นแก้วของนางเมขลาเข้าก็ชอบใจ เหาะไล่ตามนางไป เมื่อจับนางไม่ได้ก็ชักศร แผลงอวดฤทธาของตน ดังความว่า
| เมื่อนั้น | ฝ่ายปโรตยักษีชาญสมร |
| อยู่ในวิมานแก้วอลงกรณ์ | เห็นอัปสรเมขลานารี |
| มีมือถือดวงวิเชียรฉาย | รำร่ายตามจักรราศี |
| แสงแก้วแพรวพรายรูจี | รัศมีสว่างกระจ่างไป |
| บังเกิดโลภล้นเป็นพ้นคิด | มีจิตยินดีจะใคร่ได้ |
| จับศรออกจากวิมานชัย | เหาะระเห็จเตร็จไล่กัลยา... |
| ...เมื่อนั้น | ปโรตอสุรีใจหาญ |
| ครั้นเห็นดวงแก้วนงคราญ | โถมทะยานคว้าไขว่ทั้งสองกร |
| ครั้นใกล้ก็ไม่เห็นนาง | ครั้งห่างจึงเห็นดวงสมร |
| กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟฟอน | ชักศรแผลงไปด้วยศักดา |
(รามเกียรติ์ รัชกาลที่ ๑) |
ฝ่ายรามสูรที่เที่ยวเล่นอยู่ในกลีบเมฆผ่านมาเห็นเข้า ก็มาช่วยกันไล่จับนางเมขลา การไล่จับกันของเทพบนสวรรค์ทำให้เกิดพายุ ฝนตก น้ำนองทั่วแผ่นดินโลกมนุษย์ เป็นที่เดือดร้อนของกองทัพพระพรต พระองค์ จึงเงื่องาศรจะยิง แต่พิเภกทูลเดือนให้แค่ไล่ไปที่อื่น เพราะ
| อันธรรมดาโลกประเวณี | ย่อมมีแต่กาลก่อนมา |
| ครั้นพิรุณออกจากวิมาน | ก็บันดาลฝนตกในแหล่งหล้า |
| ฝูงสัตว์ทั่วทั้งโลก | ได้อาศัยน้ำฟ้าสำราญใจ |
| จงสั่งศรไปไล่พลาหก | อย่าให้ฝนตกในที่ใกล้ |
| มรคาก็จะไม่ยากใจ | ภูวไนยจงทรงพระเมตตา |
| (รามเกียรติ์ รัชกาลที่ ๑) |
ใน โคลงนิราศพระยาตรัง สมัยรัชกาลที่ ๒ ปโรศ ไม่ได้แผลงศรเหมือนในเรื่อง รามเกียรติ์ แต่เป็นเทวดาถือขวานเป็นอาวุธ เมื่อขว้างขวานไปทำให้ ท้องฟ้าปั่นป่วน มีฟ้าแลบ ฟ้าผ่า เกิดขึ้น ดังความว่า
| ปโรศเทเวศขว้าง | ขวานขวัญ แขวนแม่ |
| หวาดสะดกแดผัน | ผากฟ้า |
| เวหาสป่วนเป็นควัน | คลี่คลื่น น้อยฤา |
| แผลงซึ่งปลายเปลวจ้า | จ่อจ้อทรวงทรง |
นายนรินทร์ธิเบศร์ กวีร่วมสมัยกับพระยาตรังมิได้กล่าวถึงปโรศ แด่เป็นรามสูร ผู้ขว้างขวานใส่นางเมขลา ผู้ทำให้เกิดฟ้าร้อง ดังความว่า
| อุทโฆษรามสูรขว้าง | ขวานฉวาง |
| พรายมณีเมขล์นาง | ล่อไหว้ |
| อัมพรอุทรคราง | เรียมคร่ำ ครวญแม่ |
| เสียงสุดเสียงฟ้าไห้ | ครุ่นแค้นครางตาย |
รามสูร เป็นอสูรเทพบุตร สีกายเขียว ทรงมงกุฎกาบไผ่ มีขวานเพชรเป็นอาวุธ มีฤทธิ์มาก และมีนิสัยอันธพาล ชอบระรานผู้อื่น สุนทรภู่ได้บรรยายลักษณะ ของรามสูรไว้ใน บทเห่กล่อมพระบรรทม ว่า
| เห่เอ๋ยเห่นาม | เทพรามสูรมาร |
| มีมือถือขวาน | อยู่วิมานมณีนิล |
| หน้าเขียวเขี้ยวงอก | สีเหมือนดอกอินทนิล |
| เมืองสวรรค์ชั้นอินทร์ | เกรงสิ้นทุกเทวา |
นิสัยอันธพาลของรามสูร ในที่สุดก็ต้องพบจุดจบ เมื่อไปพบขบวนเสด็จของพระรามที่กลับมาจากงานอภิเษกกับนางสีดา รามสูรพาลหาเรื่องต่อว่าพระรามว่า มีชื่อคล้ายกับตน เพื่อต้องการแข่งบารมี
| ยกตนพ้นศักดิ์ว่าชื่อราม | ให้ต้องนามกผู้เป็นใหญ่ |
| อันตัวของเอ็งจะบรรลัย | กูจะพาเมียไปบัดนี้ |
พระรามจึงต้องปราบรามสูร ทั้งคู่สาดศรใส่กัน ท้ายสุดพระรามแผลงศรพลายวาตทำลายขวานรามสูร เมื่อได้เห็นพระรามกลายร่างเป็นพระนารายณ์สี่กร รามสูรจึงได้ทูลขอชีวิตไว้ และถวายศรที่พระอิศวรเคยประทานให้ตรีเมฆ ผู้เป็นปู่ แด่พระนารายณ์
เรื่องรามสูรท้ารบกับเทพอรชุน คล้ายคลึงกับเรื่องปรศุรามท้ารบกับกษัตริย์อรชุนในเรื่อง นารายณ์สิบปาง ปางที่ ๖ ปรศุรามาวตาร เล่าว่าพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพราหมณ์ชื่อราม เป็นลูกของฤๅษีชมทัคนี้กับนางเรณุกา ด้วยเหตุที่มีขวานเป็นอาวุธจึงได้ชื่อว่า ปรศุราม
ส่วนอรชุน เป็นราชาของพวกไหหัย มีแขนเป็นพัน เคยรบชนะทศกัณฐ์มาแล้ว อรชุนไปขู่เข็ญฤๅษีชมทัคนี้ให้ส่งโคมาให้ ในเวลานั้นอรชุนไปอยู่ป่า ไม่ทราบเรื่อง เมื่อกลับเข้าเมืองพบว่าบ้านช่อง ต้นไม้ในสวนพังพินาศเกลื่อนกลาดไปหมด ก็โกรธแค้น จึงไปท้ารบกับอรชุน ได้ฆ่าอรชุนและญาติวงศ์ เหลือแต่โอรสที่รอดตายซึ่งผูกอาฆาต ได้ยกกลับมาแก้แค้นในช่วงเวลาที่ปรศุรามไม่อยู่ จนฤๅษีชมทัคนีถูกฆ่าตาย ปรศุรามซึ่งเป็นพราหมณ์จึงประกาศว่า จะล้างวงศ์กษัตริย์ให้หมดสิ้น เหล่ากษัตริย์ตกใจมาก จึงไปทูลเชิญพระนารายณ์อวตารลงมาปราบปรศุราม
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ในหนังสือ บ่อเกิดรามเกียรติ์ ว่าการที่ไทยแปลงเรื่องปรศุรามจากพราหมณ์กลายเป็นยักษ์รามสูรนั้น เป็นเพราะปรศุรามมีฉายาว่า "พยักษ์" ซึ่งแปลว่า ต่ำ เพราะมีความปฏิบัติไม่สมภูมิธรรมอันควรแก่พราหมณ์ มีโทโสร้ายเหลืออดกลั้น และใจคอเหี้ยมโหด เสียงพยักษ์นี้ใกล้เคียงกับคำไทย "ยักษ์" อีก ทั้งมีนิสัยเหมือนกัน รามสูรแบบไทยจึงกลายเป็นยักษ์รามสูร
ความคิดเรื่อง "รามสูรขว้างขวาน-เมขลาล่อแก้ว" สุนทรภู่ได้นำมาแต่งไว้เต็มเรื่องใน บทเห่กล่อม พระบรรทม ว่า
| เห่เอยนางเอก | มณีเมขลา |
| ร่อนเร่ในเมฆา | ถือจินดาดังดวงดาว |
| โยนเล่นเห็นแก้ว | สว่างแวววามวาว |
| ลอยฟ้าเวหาหาว | รูปราวกินรี |
| ทรงเครื่องเรืองจำรัส | อร่ามรัศมีฉวี |
| ชูช่วงดวงมณี | เลื่อนลอยลีลามา |
| เลียบรอบขอบทวีป | อยู่กลางกลีบเมฆา |
| เชยชมยมนา | เฝ้ารักษาสินธุ |
| ครั้งถึงปัจฉิมคิมหันต์ | ถึงวสันตฤดู |
| ฟ้าคำรนฝนฟู | เสียงซู่ซู่สาดเซ็น |
| ลอยล่องละอองอาบ | กระสินธุ์ชาบทรวงเย็น |
| เคยรำระบำเป็น | ล้อเล่นกับเทวัญ |
| ชูแก้วแววสว่าง | รำด้วยนางสาวสวรรค์ |
| ล่อเลี้ยวเกี้ยวพัน | พวกเทวัญกั้นกลาง |
| ฉวยฉุดยุดหยอก | สัพยอกเย้านาง |
| โยนแก้วแววสว่าง | ให้เนตรพร่างพรายเอย |
และใน นิราศพระประธม ก็มีข้อความอ้างถึงเรื่องรามสูร-เมขลา
| แวมสว่างอย่างแก้วดูแวววาว | เป็นเรื่องราวรามสูรอาดูรทรวง |
| เพราะนางเอกเมขลาหล่อนล่อแก้ว | จะให้แล้วแล้วไม่ได้ด้วยใจหวง |
| เหมือนรักแก้วแววฟ้าสุดาดวง | เฝ้าหนักหน่วงนึกเหมือนจะเคลื่อนคลา |
มณีเมขลา ของสุนทรภู่ เป็นนางเอกสวยงาม ผู้รักษาห้วงน้ำ ถือแก้วโยนเล่นไปตามก้อนเมฆ เมื่อถึงลายฤดูร้อนต่อฤดูฝน นางจะออกมาเริงระบำกับเหล่า เทวดาและเทพธิดาทั้งหลาย ยักษ์รามสูรมาพบเข้าอยากได้แก้วของนาง จึงแกว่งขวานไล่เหล่าเทวาแตกกระเจิงไป แต่นางเมขลาไม่กลัวรามสูร นางจึงโยนแก้วล่อใส่รามสูร รามสูรโกรธมาก จึงขว้างขวานใส่นาง
| เปรี้ยงเปรี้ยงเสียงขวาน | ก้องสะท้านสากล |
| ไล่นางกลางฝน | มืดมนในเมฆา |
| นวลนางนั้นช่างล่อ | รั้งรอร่อนรา |
| เวียนระไวไปมา | ในจักรราศีเอย |
คนไทยโยงเหตุการณ์ตอนทนี้เข้ากับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เล่ากันมาเป็นตำนานอธิบายที่มาของฟ้าร้อง ฟ้าแลบ คนไทยในอดีตเชื่อกันว่า เมื่อฟ้าร้อง ฟ้าแลบ เกิดจากเมขลาล่อแก้วและรามสูรขว้างขวาน แสงแก้ว คือฟ้าแลบ ส่วนฟ้าร้องก็คือเสียงขวาน ส่วนฟ้าผ่าก็คือ ขวานที่ตกลงมาจากฟ้า จึงมี ความเชื่อเรื่องขวานฟ้า ว่าหากขุดไปตรงบริเวณที่ฟ้าผ่า จะพบหินวิเศษ มีคุณสมบัติวิเศษในด้านอยู่ยงคงกระพัน เป็นที่นิยมของนักเล่นเครื่องรางของขลัง ดังนั้นเมื่อนักโบราณคดีขุดค้นพบขวานหินของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ จึงเรียก ขวานหินนั้นว่า "ขวานฟ้า"
นางเมขลา ในคติพราหมณ์และพุทธ เป็นเทพธิดาประจำมหาสมุทร ในหนังสือ สมญาภิธานรามเกียรติ์ กล่าวถึงนางว่า เป็นนางฟ้าประจำมหาสมุทร กายสีเมฆมอ (สีดำหม่น) มีดวงแก้ววิเศษ ใน นิทานชาดก หลายเรื่อง กล่าวถึงนางเมขลา เทพธิดาประจำมหาสมุทร ในบทบาทของผู้ช่วยพระโพธิสัตว์ เช่น เรื่อง พระมหาชนกชาดก สมุทรโฆษชาดก เป็นต้น
ในคัมภีร์ เฉลิมไตรภพ ซึ่งมีเรื่องราวผสมปนกันระหว่างคติพุทธศาสนากับศาสนาฮินดู มีเรื่องของ นางเมขลา รามสูร ที่ทำให้เกิดฝนตกฟ้าร้องเช่นกัน แต่นางเมขลาในเรื่องนี้เป็นลูกของพญานาค
| พระยามังกรการ | ภพใต้บาดาล |
| เกิดพร้อมพระปฐพี |
ท้าวเธอมีดวงแก้ววิเศษ เมื่อโตขึ้นพ่อจึงพาไปถวายตัวต่อพระอิศวร พระอิศวรโปรดให้นางเมขลาอยู่วิมานเป็นพิเศษ เป็นพนักงานขัดสีดวงมณี และมีเวรขึ้นเฝ้า "เป็นรององค์อุมา เดิมสามกัลยา เจ้ามาเป็น ซึ่งที่สี่นาง" นางเมขลาลักแก้วมณี แล้วหนีเที่ยวไปในที่ต่างๆ ราหูต้องการไถ่โทษที่ไปลักกินน้ำอมฤต จึงทูลพระอิศวรว่าจะไปตามจับตัวนางกลับมาถวาย เมื่อพระอิศวรประทานอนุญาตก็ได้ไปหาสหายรามสูร (ซึ่งคือ หิรัญ ยักษ์ ใน นารายณ์สิบปาง ปางกูรมาวตาร กลับชาติมาเกิดเป็นยักษ์ กินลมเป็นอาหาร มีอาวุธเป็นขวาน) เพื่อให้ช่วยกันจับนางเมขลา รามสูรจึงติดตามนางเมขลาไป เมื่อพบกันครั้งใด ก็เกิดพายุฝนฟ้าตก มีฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ดังความว่า
| (ราม) สูรเมขลาเกิดด้วย | น้ำลม |
| พัดกระทบประทม | กึกก้อง |
| เกิดเป็นประกายลม | แวบแปลบ ตานา |
| ปลาบเปรี้ยงเสียงร่ำร้อง | เกิดด้วยลมฝน |
ในตำนานฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ของคนไทย นางเมขลาเป็นเทพธิดาที่ทำให้เกิดฝนตก เพราะนางมีแก้วมณีล่อรามสูร คติความเชื่อดังกล่าวปรากฏในบทร้องในพิธีขอฝนของชาวบ้านภาคกลางเช่นกัน ดังบทชื่อว่า ปั้นเมฆ มีคำร้องว่า
| ปั้นเมฆเสียก่อน | มีละครสามวัน | หัวล้านชนกัน | ฝนก็ลั่นลงมา |
| นางแมวหางขอด | ตลอดหางยาว | สีเท้าดำแดง | แมวกินปลาย่าง |
| แมวกินปลาแห้ง | ฝนตกหน้าแล้ง | อยู่ที่ต้นสะเดา | เย็นทั้งรากข้าว |
| ปลาหลดปลาไหล | ปลากระทิงวิ่งไล่ | อยู่ที่ในท้องนา | นางเมขลาเอย |
| มาจากเมืองบน | ท่านให้ขอฝน | ฝนก็เทลงมา | ฝนก็เทลงมา |
ท่าทางโยนแก้วมณีของเมขลา เป็นท่าเด่นพิเศษ จึงกลายมาเป็นชื่อแม่ท่าหนึ่งในท่ารำแม่บทของนาฏศิลป์ไทย ชื่อว่า "เมขลาโยนแก้ว" แต่ในกลอนตำรารำ (แม่บทใหญ่) เรียก "เมขลาล่อแก้วกลางอัมพร" ในท่ารำแม่บทของนางนารายณ์ หรือแม่บทเล็ก ที่มีเนื้อร้องอยู่ใน บทละครเรื่องรามเกียรติ์ รัชกาลที่ ๑ เรียก "เมขลาโยนแก้วแววไว" ในกลอนแม่บทฉบับรัชกาลที่ ๖ ที่ใช้ใน บทละครเรื่องพระภะรตเบิกโรง (พ.ศ. ๒๔๕๘) เรียก "เมขลาล่อแก้วลำนำ" การฟ้อนรำ ไล่ ล่อ ของนางเมขลาและรามสูร ครูนาฏศิลป์ยังได้สร้างสรรค์เป็นการแสดงระบำชุดเบิกโรง ชื่อว่า "ระบำเมขลา-รามสูร"
คำ "มณีเมขลา" นายธนิต อยู่โพธิ์ สันนิษฐานว่า น่าจะหมายรวมเครื่องประดับตอนสะเอว ตะโพกและอวัยวะที่ลับ รวมปั้นเหน่ง ชายไหว ชายแครงและสุวรรณกะถอบหรือสุวรรณกัญจน์ถอบ
โดยเฉพาะสุวรรณกะถอบ คือ แผ่นทองคำ ฉลุลายเป็นเถาเครือวัลย์กนก สำหรับเครื่องเสียบห้อยที่ ชายพกลงมาในระหว่างช่องหน้าขาทั้งสอง เรียกเป็น ภาษาสามัญว่า ช่อทับชาย ถ้าเป็นเครื่องต้นราชูปโภคจะ มีพลอยประดับด้วย สุวรรณกะถอบอาจหาดูได้จาก พระพุทธรูปทรงเครื่อง สอดคล้องกับเรื่อง รามเกียรติ์ ที่พรรณนาว่า
| นางทรงแก้วมณีไว้ที่ลับ | เป็นเครื่องประดับดีศรีใส |
| เผยออกก็วามอร่ามไป | หลากใจผู้เห็นเป็นอัศจรรย์ |
รายการอ้างอิง
กี อยู่โพธิ์. บันทึกคำว่า เมขลา. ใน งานนิพนธ์ชุดสมบูรณ์ของศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน หมวดวรรณคดี เล่มที่ ๒ เรื่องความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีและเทพนิยายสงเคราะห์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, ๒๕๓๑.
ท่ารำแม่บท "เมขลาโยนแก้ว" จากตำราฟ้อนรำ