ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

คัมภีร์เลขยันต์

ภาค : กลาง

คัมภีร์เลขยันต์ หรือ ตำราเลขยันต์ เป็นบันทึกความเชื่อที่สืบทอดมาจากวิทยาการของอารยธรรมโบราณในเรื่องแนวคิดแผนภูมิของจักรวาล และอำนาจของโลกธาตุทั้งสี่ผสมผสานกับแนวคิดและการฝึกฝนจิตในพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการโยคะของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "กรรมฐาน ๔๐" อันนำไปสู่ปฏิบัติการ "กสิณสังเคราะห์ธาตุ" หรือ "การหุงธาตุ" อันเป็นที่มาของการผลิตเครื่องรางของขลังและศาสตราวุธด่างๆ 

เลขยันต์ คือ ลวดลายทางเรขาคณิต ประกอบด้วยอักขระตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพที่เป็นสัญลักษณ์ บรรจุอยู่ในกรอบและนอกกรอบลวดลายทางเรขาคณิตนั้นๆ ตามจุดประสงค์ ความเชื่อของผู้ออกแบบหรือรับแบบมาประดิษฐ์

 เลขยันต์ของชาวสยามมีที่มาเป็น ๒ สาย สายแรกเป็นเลขยันต์บอกสังกัดกรมกองรบ ชนชาติแรกที่มีการสักเลขยันต์บอกสังกัดกรมกองรบ คือ ชาวซิเธียน (Seythians) เผ่าซารมัต (Sarmat) แห่งอาณาจักรเปอร์เชียที่เรืองอำนาจอยู่ในศตวรรษแรกหลังพุทธกาล Sarmat ในภาษาเปอร์เชีย แปลว่า แขนดำ ตรงกับคำว่า ศยาม ในภาษาสันสกฤต คุณอัตถนิชย์ โภคทรัพย์ สันนิษฐานว่า ชาวสยามเป็นชนชาติหนึ่งที่มีวัฒนธรรมการสักเลขยันต์บอกต้นสังกัดกรมกองรบที่แขน ซึ่งเราเรียกว่า "การสักเลก" ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลเปอร์เชีย มาแต่โบราณ สายที่สอง เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องโลกศาสตร์และการฝึกฝนจิต หรือกสิณายตน ในพระพุทธศาสนาทั้งนิกายหีนยานและมหายาน ผสมผสานกับความเชื่อในศาสนาพราหมณ์และความเชื่อดั้งเดิมในศาสนาธรรมชาติที่รวมเรียกว่า คัมภีร์พุทธเพทพระเวทมนตร์ ดังปรากฏในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน ตอนพลายงามเรียนหนังสือจากย่าทองประศรีที่ว่า

        อันเรื่องราวกล่าวความพลายงามน้อย   
ค่อยเรียบร้อยเรียนรู้ครูทองประศรี
ทั้งขอมไทยได้สิ้นก็ยินดี
เรียนคัมภีร์พุทธเพทพระเวทมนตร์
ปัถมังตั้งตัวนะปัดตลอด     
แล้วถอนถอดถูกต้องเป็นล่องหน
หัวใจกริดอิทธิเจเสน่ห์กล
แล้วเล่ามนต์เสกขมิ้นกินน้ำมัน
เข้าในห้องลองวิชาประสาเด็กแทงจนเหล็กแหลมลู่ยู่ขยั้น
มหาทะมื่นยืนยงคงกระพันทั้งเลขยันต์ลากเหมือนไม่เคลื่อนคลาย
แล้วทำตัวหัวใจอิติปิโสสะเดาะโซ่ตรวนได้ดังใจหมาย
สะกดคนมนต์จังงังกำบังกายเมฆฉายสูรย์จันทร์ขยันดี
ทั้งเรียนธรรมกรรมฐานนิพพานสูตรร้องเรียกภูตพรายปราบกำราบผี
ผูกพยนต์หุ่นหญ้าเข้าราวีทองประศรีสอนหลานชำนาญมา...


ระบบเลขยันต์ของชาวสยามจึงมีลักษณะเป็นบูรณาการความเชื่อของพระพุทธศาสนากับศาสนาโบราณที่สืบทอดกันมา เนื่องจากการศึกษาเลขยันต์เป็นการสืบทอดตัวต่อตัว ระหว่างครูกับศิษย์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสอนของพระภิกษุ สอนด้วยวิธีมุขปาฐะคือ บอกปากเปล่า สิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ใบลานและสมุดข่อยที่ตกทอดกันมา จึงปรากฏแต่ภาพอักขระ คาถา และวิธีการปฏิบัติเพียงย่อๆ เท่านั้น เช่น ถ้าเขียนว่ายันต์นี้ให้เสกด้วยไตรสรณคมน์ ๑๐๘ ที ก็คือ เสกด้วยคาถา พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมมํ สรณํ คจฺฉามิ สังฆํ สรณํ คจฺฉามิ ๑๐๘ ครั้ง

ในสมัยอยุธยาได้มีการประมวลระบบเลขยันต์เป็นหมวดหมู่ กำหนดรูปแบบและพิธีกรรมขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังเห็นได้จากตำราพิไชยสงคราม ซึ่งรวบรวมขึ้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พ.ศ. ๒๐๔๑ และได้มีการแก้ไขดัดแปลงในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ตำราพิไชยสงคราม เป็นหนังสือโบราณที่บันทึกเรื่องราวยุทธวิธีในการทำศึก การเดินทัพ การตั้งค่าย เป็นตำราที่เผยแพร่เฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงโดยเฉพาะกลุ่มแม่ทัพนายกอง การเล่าเรียนใช้วิธีการท่องจำเป็นหลัก แม้จะมีการคัดลอกไว้บ้างก็เฉพาะบางส่วนไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นผู้อำนวยการ ชำระตัวเขียนตำราพิไชยสงครามข้างที่ ๑๔ เล่ม มีข้อความในบานแพนกระบุว่า มีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่ง พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสุริยวงษ ให้คัดสรรผู้มีสติปัญญา "...ชำระสาตรพยากรณ์ฤกษ์บนล่างวิชาไมยมนต์ เลขยันต์แลอาถันไม้ข่มนามและพระราชพิทธีข่มนามที่พยุหะฉลาดในการเรียบเรียงถ้อยคำแลอรรถมคธภาคออกเป็นสยามภาคได้..." ดังนั้นตำราพิไชยสงครามจึงมิได้มุ่งเน้นแต่ในเรื่องของการทหารเท่านั้น แต่ยังรวมทั้งเรื่องไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ โดยเฉพาะคาถาอาคมและยันต์ซึ่งถือเป็นเครื่องป้องกันตนและอาวุธ ดังปรากฏในต้นฉบับตัวเขียนของ ตำราพิไชยสงครามเล่มที่ ๑๕๙ ว่าด้วยเรื่องยันต์ หรือ เลขที่ ๑๖๑ ว่าด้วยคาถาเวทมนตร์และเลขยันต์สำหรับพิไชยสงคราม

แต่เดิมตำรับตำราที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับระบบเลขยันต์ต่างๆ และวิธีการนำไปใช้มักจะอยู่กับพระภิกษุและทหาร วิชาของแม่ทัพนายกองจะส่งทอดสู่ทายาท ดังเช่น วิชาเสกน้ำมันงา แต่งทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ผู้รับสืบทอดต่อมาคือ พระยาสุเรนทรราชเสนาผู้เป็นหลาน วิชาเหล่านี้จะไม่ถ่ายทอดให้แก่บุคคลภายนอก ต่างจากวิชาที่อยู่กับพระภิกษุซึ่งมีโอกาสถ่ายทอดไปได้กว้างขวางกว่า ดังนั้น วัดในสมัยโบราณนอกจากใช้เป็นที่สอนสรรพวิทยาการแล้วยังสอนวิชาเลขยันต์ ตำรับยันต์สำคัญบางตำรับจึงมีการระบุที่มาของสำนักที่เรียนสืบทอดไว้ด้วย ที่รู้จักกันมาก ได้แก่ วิชาลงตะกรุด ประเจียด และวิชากัมมัฏฐาน สำนักวัดประดู่โรงธรรม วิชาเลขยันต์ที่เกี่ยวกับคชศาสตร์ และพิไชยสงคราม สำนักวัดตูม วิชาเลขยันต์ที่เกี่ยวกับพิไชยสงครามและศาสตราวุธ สำนักวัดพุทไธสวรรย์ นอกจากนี้ตามหัวเมืองต่างๆ ยังมีสำนักที่สอนเกี่ยวกับเลขยันต์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวัดสำคัญๆ ในเมืองนั้นๆ


ความเป็นมาของตำรายันต์

ตำรายันต์เท่าที่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ล้วนสืบทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ตำราพิชัยสงครามฉบับวัดประดู่โรงธรรม (วัดประดู่ทรงธรรม) สมัยอยุธยา กล่าวถึง "ยันต์ในพระตำรับลงเครื่องพิชัยยุทธ" ที่มีตำนานว่า พระมหาชัยมงคลเถร เจ้าได้รจนาพระคาถา ๑๔ บท (จุทัสสคาถา) เพื่อถวายแด่พระพรหมไตรโลกเจ้า พระพรหมไตรโลกเจ้าจึงถวายแก่พระมหากษัตริย์ในชมพูทวีป ในภายหลังจึงได้เล่าเรียนสืบทอดกันมา และลงพระคาถานี้เป็นยันต์รูปต่างๆ ๑๔ ยันต์ เมื่อพระมหากษัตริย์พระองค์ใดได้ลงพระยันต์ทั้ง ๑๔ พร้อมทั้งสาธยายมนต์ จะช่วยให้จำเริญพระยศมีเกียรติปรากฏในนานาประเทศ เป็นที่เกรงขามต่ออริราชศัตรู ยันต์ทั้ง ๑๔ นี้ให้ประดิษฐานไว้ในที่ต่างๆ เช่น ข้างที่พระบรรทม เสาเรือนหลวง ฝาสิงหาศน์ ฯลฯ แม้แต่อดีตบูรพกษัตริยาธิราชเจ้า เช่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้ทรงจารึกพระยันต์ทั้ง ๑๔ ด้วยลายพระราชหัตถ์ของพระองค์เอง ประดิษฐานไว้เป็นพระตำรับข้างที่ประจำพระองค์

ในวรรณคดี ขุนช้าง-ขุนแผน แม้จะได้มารวบรวมเรียบเรียงในสมัยต้นรัตนโกสินทร์แต่ก็สืบทอดสำนวนกลอนมาแต่สมัยอยุธยา ในตอนที่พลายแก้วไปเรียนวิชากับสมภารมี วัดป่าเลไลยก์ ที่สุพรรณบุรี ในวรรณคดีกล่าวว่าได้เรียนตำราพิชัยสงคราม เรียนรู้ฤกษ์ยามเพิ่มเติมควบคู่ไปกับวิชาอยู่คง วิชาล่องหน วิชาผูกพยนต์ และคาถาต่างๆ ดังความว่า 

ตำรับใหญ่พิชัยสงครามสูรย์จันทร์ฤกษ์ยามก็รอบรู้
อยู่ยงคงกระพันล่องหนภาพยนตร์ผูกใช้ให้ต่อสู้
รักทั้งเรียนเสกเป่าเป็นเจ้าชู้ผูกจิตหญิงอยู่ไม่เคลื่อนคลาย


เมื่อหนีออกจากวัดป่าเลไลยก์ เณรแก้วก็ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์คง วัดแค เรียนวิชาไสยศาสตร์ต่างๆ เพิ่มเติม ทั้งวิชาสะกด วิชาปลุก วิชากำบัง รวมทั้งวิชาลบผงจากคัมภีร์ปัถมัง และตำราพิชัยสงคราม ดังความว่า

สะกดทัพจับคนทั้งปลุกผี   
ผูกพยนต์ฤทธีกำแหงหาญ
ปัถมังกำบังตนทนทาน
สะเดาะดาลโซ่กุญแจประจักษ์ใจ
ทั้งพิชัยสงครามล้วนความรู้     
อาจจะปราบศัตรูไม่สู้ได้
ฤกษ์ผานาทีทุกสิ่งไป
ทั้งเสกใบมะขามเป็นต่อแตน
ชำนาญทั้งกลศึกลึกลับคุมพลแม่ทัพนับตั้งแสน
สู้ศึกได้สิ้นทั้งดินแดนมหาละลวยสุดแสนเสน่ห์ดี
จังงังขลังคะนองล่องหนฤทธิรณแรงราวกับราชสีห์
ถอนอาถรรพณ์กันประกอบประกับดีเลี้ยงผีพรายกระซิบทุกสิ่งไป...


ในสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ระบุไว้ใน หนังสือสาส์นสมเด็จ ว่าได้โปรดฯ ให้รวบรวม ตำรายันต์ของพระพิมลธรรม (นาค) วัดอรุณฯ และ ตำรายันต์ลงเครื่องพิชัย สงครามของหลวงมงคลเทพ (ใจ) รักษาไว้ ณ วัดพระเชตุพนฯ เอามาให้นายอยู่ช่างเขียนจำลองไว้ในหอพระสมุดหลายเล่ม

ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ พระครูใบฎีกาเทพย์ สิงหรักษ์ (สำนักวัดระฆัง) ได้จัดพิมพ์ ตำราเพชร์รัตน์ มหายันต์ และ ตำราเพชร์รัตน์สรรพเวท ขึ้น นับเป็นตำรายันต์และตำราคาถาอาคมและโองการต่างๆ ที่ตีพิมพ์เป็นครั้งแรก พระครูท่านนี้เกิดที่พระตะบอง มณฑลบูรพาได้เล่าเรียนพระกรรมฐานจากอาจารย์แป้น ถ้ำเขาสำเภา และเรียนโหราศาสตร์จากพระครูศีลวัตร อุดม เมืองเสียมราบ ต่อมาได้เข้ามาเรียนพระปริยัติธรรมกับอาจารย์อุ่ม มหายานและมหาสิน ที่กรุงเทพฯ ทั้งได้เรียนไสยศาสตร์ต่างๆ จากเจ้าคุณสนิทสมณะคุณ วัดโมฬีโลกยาราม ผู้มีชื่อเสียงในการลงนะหน้าทองและลงตะกรุดทองคำ ๑๙ ดอก และได้เป็นฐานานุกรมของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดระฆัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘

อาจารย์เทพย์ สาริกบุตรได้รวบรวมตำรายันต์มาพิมพ์ไว้ในหนังสือชุด พระคัมภีร์พระเวท ๗ เล่ม (พระคัมภีร์พระเวท ฉบับปฐมบรรพ ฉบับทุติยบรรพ ฉบับตติยบรรพ ฉบับจัตตุถบรรพ ฉบับปัญจมบรรพ ฉบับฉัฏฐบรรพ และพระคัมภีร์พระเวท ฉบับพิเศษ) ผู้รวบรวมได้อธิบายไว้ว่า คัมภีร์ ๖ เล่มแรก ส่วนหนึ่งได้รับมาจากเจ้าคุณพระมงคลราชมุนี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ฯ ซึ่งรวบรวมมาจากตำราของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ผู้รับสืบทอดมาจากสมเด็จพระวันรัต (แดง) อีกส่วนหนึ่งท่านได้ค้นคว้ารวบรวมเอง ส่วน พระคัมภีร์พระเวท ฉบับพิเศษ ท่านได้นำดำราเพ็ชร์รัตน์มหายันต์ และตำราเพชร์รัตน์สรรพเวท ของพระครูใบฎีกาเทพย์ สิงหรักษ์ มาพิมพ์ใหม่

พระคัมภีร์พระเวท ฉบับปฐมบรรพ รวบรวมมนต์คาถาที่ใช้ถอนแก้ โองการทำน้ำมนต์ คาถาบำบัดโรคภัยต่างๆ ที่ใช้กันมาแต่โบราณ

ฉบับทุติยบรรพ รวบรวมคาถาและมนต์ที่ใช้คุ้มภัย เมตตามหานิยม และอยู่คงกระพันชาตรี ตลอดจนมนต์และคาถาที่สามารถสร้างอิทธิปาฏิหาริย์

ฉบับตติยบรรพ รวบรวมวิชาทำผงต่างๆ คัมภีร์ ปัถมัง อิธะเจ มหาราช ตรีนิสิงเห พุทธคุณ ผงเกร็ด อื่นๆ และนะ ๑๐๘ พร้อมด้วยสูตรลงยันต์

ฉบับจัตตุถบรรพ รวบรวมเลขยันต์จากคัมภีร์พิชัยสงครามสำหรับลงเครื่องพิชัยยุทธ และจากคัมภีร์สำนักวัดประดู่โรงธรรม กรุงศรีอยุธยา

ฉบับปัญจมบรรพ รวบรวมมนต์คาถาเลขยันต์ ที่ปรากฏในทุกภาค

ฉบับฉัฏฐบรรพ รวบรวมพิธีกรรมต่างๆ ที่ใช้อยู่ ทั้งในพระราชพิธีและที่ประกอบกันขึ้นเอง

มีข้อน่าสังเกตว่าพระคัมภีร์พระเวทฉบับต่างๆ ของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร คล้ายคลึงกับตำรายันต์ที่มีต้นฉบับอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ

ตำราฝึกหัดเขียนยันต์ของชาวสยามที่มีหลักฐานเหลืออยู่ในหอสมุดแห่งชาติเพียง ๕ เล่ม ถือเป็นแม่แบบของยันต์ทั้งหลายในภาคกลางและภาคใต้ เพราะได้ถูกนำไปประยุกต์สร้างเป็นเครื่องรางของขลัง และใช้ในการพิไชยสงคราม ตำราดังกล่าว ได้แก่ คัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิธะเจ คัมภีร์ตรีนิสิงเห คัมภีร์มหาราช และ คัมภีร์พุทธคุณ ซึ่งแบ่งสาระสำคัญออกเป็นขั้นตอนและหมวดหมู่ ทำให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าใจความเป็นมาและส่วนประกอบของระบบยันต์ได้ ผู้ที่ฝึกปฏิบัติลบผงจนชำนาญก็สามารถเขียนยันต์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผงที่ได้จากการเขียนยันต์ตามคัมภีร์ทั้งห้ายังเชื่อกันว่ามีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

คัมภีร์ปัญมังเป็นตำราเล่มแรกในการเล่าเรียนเลขยันต์ สรุปปรากฏการณ์จุติ-อุบัติของดาราจักรทางช้างเผือก (จักรวาลทั้งแสนโกฏิ) ไว้เป็นเส้นสัญลักษณ์ทางเรขาคณิต กล่าวถึง การอุบัติของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ การบำเพ็ญบารมีจนถึงสูญนิพพาน

คัมภีร์นี้เป็นที่มาของสัญลักษณ์ต่างๆ ในยันต์ ผู้ศึกษาเขียนและลบสัญลักษณ์ต่างๆ โดยเริ่มต้นจาก พินทุ จากนั้นเกิดเป็นส่วนประกอบทั้ง ๕ สำเร็จเป็นตัว นะ เรียกกันว่า นะพินทุ บางแห่งเรียก นะปถมัง หรือ นะทรง แผ่นดิน บางแห่งเรียก นะปถมัง หรือ นะปัดตลอด ก็มี เมื่อลง นะพินทุ ได้แล้วก็นมัสการ เสกแล้วลบเป็นอักขระ นะโมพุทธายะ จากนะโมพุทธายะ เป็น องค์พระภควัม เป็น มะอะอุ เป็น อุณาโลม ตามคัมภีร์ปถมังเรื่อยไป เป็น องค์อุทัย เป็น มหาไวย มหาเมฆ มหานิล ตามลำดับจนกว่าจะถึง สูญนิพพาน เป็นอันสิ้นสุดตามตำรา

ผู้ที่แตกฉานคัมภีร์ปถมังจะสามารถเข้าใจวิธี เรียกสูตรองค์พระ จันทร์ สูญ อุณาโลมตลอดจนสัญลักษณ์ต่างๆ ในระบบยันต์ได้เป็นอย่างดี เมื่อลง นะพินทุ ได้แล้วก็นมัสการ เสก แล้วลบเป็นอักขระ นะ โม พุท ธา ยะ ตามลำดับจนกว่าจะถึง สูญนิพพาน ซึ่งทั้งหมดจะต้องเขียนและลบบนกระดานเรื่อยไปจนจบ การลบครั้งหนึ่งกินเวลาหลายชั่วโมง ได้ผงเพียงไม่เกินหนึ่งช้อนเท่านั้น

๑. คัมภีร์ปถมัง เป็นคัมภีร์เก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเนื่องจากพบคัมภีร์ดังกล่าว จารึกในสมุดไทยที่มีอายุในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย อีกทั้งการเรียนลบผงปถมังนี้ได้ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน หลายตอน อาทิ

ครานั้นจึงโฉมเจ้าเณรแก้วแต่เพลแล้วทำผงดินสออยู่
ปถมังตั้งเพียรเรียนต่อครู...


ผงปถมังเมื่อลบเสร็จแล้วโบราณจะบดผสมเครื่องยาปั้นเป็นแท่งไว้ โดยผสมเครื่องยาซึ่งประกอบด้วย ชะมด ขอนดอก กฤษณา กะลำพัก สักขี จันทน์ทั้งสอง เป็นต้น เมื่อจะใช้ก็ฝนใช้แต่ทีละน้อยเท่านั้น คนโบราณเชื่อว่าผงปถมังมีอานุภาพทางอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด กำบังกาย ตลอดถึงล่องหนหายตัว เป็น ตบะเดชะ จังงัง ป้องกันภยันตรายทุกประการ

๒. คัมภีร์อิธะเจ หรือ อิทธิเจ เป็นการลบผงตามสูตรพระมูลกัจจายน์ ซึ่งเป็นตำราไวยากรณ์บาลีโบราณซึ่งเชื่อกันว่า พระมหากัจจายนะเถระสมัยพุทธกาลได้วางแบบแผนไว้ เดิมพระสงฆ์ต้องเรียนมูลกัจจายน์เป็นเบื้องต้น ปัจจุบันได้ถูกยกเลิกไปหลังจากการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาคณะสงฆ์ โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส การศึกษา บาลีแบบมูลกัจจายน์จึงค่อยๆ สูญไปโดยลำดับ

ผงอิธะเจนี้จะเริ่มที่ตั้งเป็นสระและพยัญชนะต่างๆ ตามวิธีการทำรูปศัพท์ของบาลีไวยากรณ์ เป็นการแยกให้เห็นที่มาอย่างชัดแจ้ง จากนั้นก็อ้างสูตรบริกรรม ทำตัวสระ พยัญชนะ มาสมาสสนธิกันจนสำเร็จเป็น อิ ธะ เจ ตะ โส ทัพ ทั้ง คัณ หา หิ ถา มะ สะ สะ การฝึกลบผงอิธะเจจะทำให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจเรื่องสระ พยัญชนะที่มีอยู่ในยันต์ต่างๆ สามารถเรียกสูตรอักขระในยันต์ได้ไม่พลาด และยังช่วยให้เข้าใจการออกเสียงในคาถาบทต่างๆ ได้ถูกต้องมากขึ้น เพราะมีการจำแนกว่า พยัญชนะตัวใดออกเสียงเป็นธนิต ตัวใดออกเสียงเป็นสิถิล เช่น เสียง "ธ" กับ "ท" ทำให้แยกความแตกต่างของเสียงได้

๓. คัมภีร์ตรีนิสิงเห เป็นการลบผงที่บังเกิดจากอัตรากำลังเทวดานพเคราะห์ มีหลักสำคัญอยู่ที่อัตราทวาทสมงคล ซึ่งเป็นกลเลข ๑๒ ตัว แบ่งเป็น ๔ ชุด ชุดละ ๓ ตัวและทุกชุดจะบวกกันได้เท่ากับ ๑๕ ได้แก่ "๓๗๕ ๔๖๕ ๑๙๕ ๒๘๕" มีความหมายใช้ แทนคุณพระตลอดจนเทพยดาในโลกธาตุ เช่น เลข ๓ แทนราชสีห์ทั้งสาม เลข ๗ แทนพญาช้างทั้งเจ็ด โดยมี ที่มาจากการบวกลบคูณหารอัตราเลขโบราณโดยพิสดาร ซึ่งใช้กำลังพระพุทธคุณเป็นฐานคือ ๑๐๘ แล้วบวกลบคูณหารจนได้อัตราดังกล่าว เลขชุดนี้ปรากฏอยู่ในยันต์ เรียกว่า ยันต์ตรีนิสิงเห ซึ่งมีแต่ตัวเลขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อตั้งกลเลขสำเร็จเป็นอัตราทวาทสมงคลทั้ง ๑๒ ตัวแล้ว ก็เอาเลขกำลังในอัตราดังกล่าวมาคูณหารกันตามลำดับไป มีการลงยันต์ประทับแล้วเสก การฝึกลบเลขต่างๆ ในคัมภีร์ตรีนิสิงเหนี้จะช่วยให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าใจถึงที่มาของตัวเลขต่างๆ ที่มีอยู่ในยันต์ เนื่องจากมียันต์อยู่หลายแบบที่มีตัวเลขอยู่ในยันต์ด้วย คัมภีร์นี้ให้อิทธิพลกับตำราพิชัยสงครามว่าด้วยเรื่องการจัดทัพ กลเลขที่อยู่ในยันต์สัมพันธ์กับกลเลขการจัดทัพ

ผงที่ลบจากกลเลขในคัมภีร์ตรีนิสิงเหเรียกว่า ผงตรีนิสิงเห เชื่อกันว่ามีอานุภาพใช้ป้องกันคุณไสยและภูตผีปีศาจ การกระทำย่ำยีทั้งคุณผีคุณคนได้ทุกประการ ทั้งยังเป็นตบะเดชะมหาอำนาจ คงกระพันชาตรีทั้งคมอาวุธและป้องกันสัตว์ร้าย ผู้ใดที่สำเร็จผงตรีนิสิงเหจะเป็นสีหนาท สามารถกำราบภูติผี ถอนทำลายอาถรรพ์ต่างๆ ได้ ยันต์ตรีนิสิงเหนี้ โบราณาจารย์ท่านใช้ในการป้องกันบ้านเรือนให้พ้นจากอาถรรพ์ต่างๆ รวมถึง ป้องกันอวมงคล โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้

๔. คัมภีร์มหาราช เป็นการลบนามของคนทั้งหลายที่กำหนดใช้แทนมนุษย์ทั้งปวง โดยตั้งเป็น เจ้า นาง ออ สัพเพชนา พหูชนา นามทั้งห้านี้เป็นสิ่งสมมติ ใช้แทนมนุษย์หญิงชายทั้งปวงในโลก จากนั้นลบเป็น นะโม พุท ธา ยะ ลบเป็น มะ อะ อุ ลบเป็น อุโองการ แล้วลบเป็น ยันต์มหาราช ประกอบด้วยอักขระ "งะ ญะ นะ มะ" ซึ่งโบราณเรียกว่า หัวใจสนธิ อันเป็น พยัญชนะตัวที่สุดวรรคและตัวพยัญชนะนาสิกในบาลีไวยากรณ์

การฝึกลบผงมหาราชจะทำให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจเรื่องวิธีการลากเส้นของยันต์ต่างๆ รวมถึงการนำเอาอักขระเข้าไปไว้ในยันต์ ผงที่ได้จากการลบยันต์ตามคัมภีร์มหาราชเชื่อกันว่ามีอานุภาพทางด้านมหานิยม อำนวยความเจริญรุ่งเรือง และเป็นเสน่ห์แก่ชนทั้งหลาย

๕. คัมภีร์พุทธคุณ เป็นการลบอักขระจาก อิติปิโส บทต้นห้องพระพุทธคุณโดยใช้ พระอิติปิโสรัตนมาลา ๕๖ บทซึ่งบรรยายพระพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพิสดาร สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตั้งเป็นทีละอักขระนับแต่ อิ ติ ปิ โส ภะ คะ วา เป็นต้น จนถึง ภะ คะ วา ติ ลบเป็น นะ โม พุ เป็น มะ อะ อุ แล้วลบเป็น อิ สวา สุ แล้วลบเป็น โส ธา ยะ จากนั้นทำเป็นองค์พระ เสกด้วย พระคาถาพุทธนิมิต เรียกว่า "ผงพุทธคุณ" หรือ "ผงอิติปิโสรัตนมาลา" การฝึกลบอักขระตามคัมภีร์รัตนมาลาจะช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจถึงอักษรในหมวดพุทธคุณที่ลงในยันต์ต่างๆ ว่าต้องเรียกสูตรอย่างไร

ผงที่ได้จากการลบอักขระในคัมภีร์เชื่อกันว่ามีอานุภาพครอบจักรวาล ทั้งทางคุ้มครองป้องกัน และยังเป็นเมตตามหานิยมอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าการที่ผู้ลบได้หัดเขียนยันต์ตลอดจนอักขระต่างๆ และได้รู้จักวิธีการเรียกสูตรสนธินามอักขระต่างๆ จากกระบวนการที่เขียนแล้วลบซ้ำไป ซ้ำมาหลายเที่ยว ทำให้เกิดความชำนาญมากขึ้น อาจารย์แต่โบราณท่านจึงให้เรียนลบผงเป็นเบื้องต้น

ยันต์จากคัมภีร์ทั้งห้าได้ถูกนำมาประยุกต์สร้างเป็นเครื่องรางของขลัง ได้แก่ ผ้ายันต์หรือประเจียด เสื้อยันต์ ตะกรุด พิรอด ประคำ มีดหมอ เทียน พระกริ่ง พระไม้โพธิ์ห้ามสมุทร เหรียญโลหะ พระผงสมเด็จ เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะมีอานุภาพตามยันต์ที่ลง นอกจากนี้ ยังใช้ในการพิไชยสงคราม ลงเครื่องอาวุธ ลงพาหนะในการทำศึก การจัดทัพและการยาตราทัพแบบโบราณ 

ในส่วนของการสักยันต์นั้น ชายไทยในภาคกลางในอดีตไม่นิยมสักลายที่ตัว เพราะไม่ต้องการให้ฝ่ายศัตรูรู้ลายยันต์ของตน จะมีเพียงการใช้น้ำว่านอาบหรือสักน้ำมันมิให้เห็นลวดลายซึ่งต่างจากชาวล้านนา ชาวไท ใหญ่ หรือชาวลาวที่นิยมสักหมึกดำบนร่างกาย แต่ในปัจจุบันวัฒนธรรมการสักได้เผยแพร่ไปทั่วจึงมีผู้นำยันต์ต่างๆ จากตำรายันต์มาให้อาจารย์ยันต์ ลงอักขระเลขยันต์ สักน้ำมันหรือสักหมึกลงบนตัวเพื่อผลทางเมตตามหานิยม และเพื่อคงกระพันชาตรี เช่น ยันต์เกราะเพชร ยันต์เก้ายอด เป็นต้น ลายยันต์จากตำราจึงเผยแพร่ไปทั่ว และนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เพราะลายยันต์บางชนิดต้องคำนึงถึงศักดิ์ของผู้ใช้ด้วย ยันต์บางชนิดไม่เหมาะกับคนทั่วไป หากนำไปใช้ไม่เหมาะสมก็อาจจะเกิดผลร้ายแทนที่จะเป็นผลดี 


รายการอ้างอิง

กองทุนนิธิศึกษาพุทธโฆส. พระคัมภีร์บาลีกัจจายนมูล. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ม.ป.ป.

ณัฐธัญ มณีรัตน์. ใน สุกัญญา สุจฉายา (บรรณาธิการ), เลขยันต์ : แผนผังอันศักดิ์สิทธิ์. กรุงเทพฯ : สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ, ๒๕๕๓.

ตำราพิไชยสงคราม ฉบับรัชกาลที่ ๑. ม.ป.ท., ม.ป.ป.

เทพย์ สาริกบุตร (รวบรวม). พระคัมภีร์พระเวท ฉบับปฐมบรรพ ฉบับทุติยบรรพ ฉบับตติยบรรพ ฉบับจัตตุถบรรพ ฉบับปัญจมบรรพ ฉบับฉัฏฐบรรพ และพระคัมภีร์พระเวท ฉบับพิเศษ ม.ป.ท., ม.ป.ป.

ปถมัง. สมุดไทยดำเส้นหรดาล เลขที่ ๓๐ หมู่ ๒ (ส่วนภาษาโบราณ หอสมุดแห่งชาติ)

พระครูใบฎีกา เทพย์ สิงหรักษ์. ตำราเพชร์รัตน์มหายันต์ ตำราเพชร์รัตน์สรรพเวท. ม.ป.ท., ม.ป.ป.

พระราชครูวามเทพมุนี. เพ็ชรรัตน์มหายันต์ ๑๐๘ ฉบับพิสดาร. กรุงเทพฯ : ลูก ส.ธรรมภักดี, ๒๕๐๙.

มหาศักดิพลเสพ, สมเด็จพระบวรราชเจ้า (ชำระ). ตำราพิไชยสงครามข้างที่ เล่มที่ ๑๕๙ ว่าด้วยเรื่องยันต์และ เล่มที่ ๑๖๑ ว่าด้วยคาถาเวทมนตร์และเลขยันต์ สำหรับพิไชยสงคราม.


การจัดทัพชื่อว่า ทัพตรีเสนานาม ตำราพิชัยสงคราม (ภาพจากหนังสือเลขยันต์ : แผนผังอันศักดิ์สิทธิ์ : ๒๕๕๓

 


องค์ตรีนิสิงเห ๓ องค์นี้ ลงวงแหวน ผ้าประเจียด และมงคลก็ได้ ให้ลงพระเจ้าห้าพระองค์ก่อน จึงชักยันต์เถิด (ภาพจากหนังสือพระคัมภีร์พระเวท ฉบับตติยะบรรพ : ๒๕๒๒)

 



ยันต์เทพรำลึก เสกด้วย ◎ พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺมํ ปลุกนะ ฯ| ๑๐๘ ที ◎ พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ ยตฺตํจสุนสิ ฯ| ๑๗ ที ประสิทธินักแล (ภาพจากหนังสือพระคัมภีร์พระเวท ฉบับพิเศษ : ๒๕๑๒)

 



ยันต์พระไตรสรณาคมทางเมตตา อยู่คงด้วยกันสารพัด ฯ| (ภาพจากหนังสือพระคัมภีร์พระเวท ฉบับพิเศษ : ๒๕๑๒)

 



ยันต์องค์พระปถมัง (ภาพจากหนังสือพระคัมภีร์พระเวท ฉบับตติยะบรรพ : ๒๕๒๒)

 



ยันต์มหาราช (ภาพจากหนังสือพระคัมภีร์พระเวท ฉบับตติยบรรพ : ๒๕๒๒)