ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ไก่ชนในภาคกลาง

ภาค : กลาง

ไก่ชนเป็นไก่พื้นเมืองที่มีวิวัฒนาการมาจากไก่ป่า ตั้งแต่สมัยโบราณที่มนุษย์เริ่มมีการปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร เช่น ข้าว ข้าวโพด ในขณะเดียวกันไก่ป่าจะออกหาอาหารกินและได้มาจิกกินพืชพันธุ์บางส่วนที่ตกหล่นในไร่นาของมนุษย์ เมื่อ เวลาผ่านไปมนุษย์เริ่มมีความผูกพันกับไก่ป่าเหล่านั้น จึงคิดที่จะนำไก่ป่ามาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน หรือที่เรียกว่าไก่บ้าน เพื่อเป็นอาหาร

ต่อมามนุษย์ได้สังเกตเห็นพฤติกรรมโดยธรรมชาติของไก่ที่จะต่อสู้กันเพื่อแสดงความเป็นจ่าฝูง แสดงความเป็นเจ้าของอาณาเขต และแสดงการหวงแหนตัวเมียหรือคู่ผสม มนุษย์จึงนำลักษณะเด่นของไก่ที่มีความเป็นนักสู้นี้มาเป็นกิจกรรมสันทนาการยามว่างหลังจากหมดฤดูกาลทำไร่ ทำนาแล้ว ซึ่งความบันเทิงที่ได้จากกิจกรรมสันทนาการหรือการชนไก่นี้เอง ทำให้คนพัฒนาไก่บ้านที่เลี้ยงไว้เป็นไก่ชน และพัฒนาต่อๆ ไปตามความต้องการของมนุษย์

จากหนังสือ Cock Fighting All Over The World ได้ระบุไว้ว่า ต้นกำเนิดของไก่บ้านอยู่แถบลุ่มแม่น้ำโขง และลุ่มแม่น้ำไทกรีส ยูเฟรดิส ซึ่งหมายถึงแถบประเทศจีนตอนใต้ บริเวณมณฑลยูนนาน ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย และอีกด้านหนึ่งคือ บริเวณแถบตะวันออกกลาง ประเทศอิรักที่มีป่าอุดมสมบูรณ์ และสุดท้ายไก่ก็แพร่กระจายไปทั่วโลก

เมื่อประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ ปีก่อน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้มีทหารจากประเทศโปรตุเกสและประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเป็นทหารรับจ้างรบกับพม่า เมื่อกลับประเทศของตนก็นำไก่ชนไทยกลับไปด้วย โดยเห็นว่าเป็นไก่ชนที่แข็งแรง เป็นนักสู้ ซึ่งคนในประเทศญี่ปุ่นเรียกไก่ชนไทยว่า "ไก่ทหาร หรือไก่สยาม (Siam)" และจากไก่ Siam ที่ญี่ปุ่นเรียกออกเสียง Si-am ไปเป็น Sha-mo ปัจจุบันไก่ชนที่เลี้ยงในประเทศญี่ปุ่น (Shamo) จะใช้ในการชนไก่และบริโภคเนื้อ ซึ่งจะมีราคาแพงมาก

ในเวลาใกล้เคียงกันทางประเทศอินเดียได้นำไก่ชนสยาม (Siam) ไปพัฒนาเป็นไก่อินเดีย เรียกว่า Indian Game Cock ต่อมาในสมัยที่อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมได้นำไก่ Indian Game Cock ไปพัฒนาเป็นต้นกำเนิดไก่เนื้อ เพราะไก่ชนเป็นไก่ที่แข็งแรง มีกล้ามเนื้ออกและน่องมาก รสชาติอร่อย สามารถพัฒนาเป็นไก่เนื้อได้ดี ไก่เนื้อที่อังกฤษพัฒนาเรียกว่า ไก่คอร์นิช (Cornish) แบ่งเป็น Color-Cornish และ White-Cornish ไก่ White-Cornish ได้ถูกนำมาใช้เป็นต้นกำเนิดของไก่เนื้อในปัจจุบัน


ประเภทของไก่ชนไทย

ไก่ชนเป็นไก่พื้นเมืองที่มีความแข็งแรง ปราดเปรียว กล้าหาญ และมีความอดทนสูง ไก่ชนตัวผู้จะมีลักษณะพิเศษคือ หวงแหนอาณาเขตของตนเอง และหวงแหนตัวเมียที่ครอบครองอยู่ ถ้ามีไก่ตัวผู้ตัวอื่นเข้ามาในบริเวณก็จะเข้าต่อสู้กัน ไก่ชนไทยเป็นไก่ที่มีลักษณะสง่างาม ยืนตัวตรง หางพุ่ง อกกว้าง กล้ามเนื้อเต็ม คอใหญ่ ยาวสมส่วน ลำตัวกลมยาว จับเป็น ๒ ท่อน หน้าแหลมยาวสมส่วน แข้งกลม ยาวสมส่วน สีแข้งรับกับสีปาก เกล็ดเรียงกันเป็นระเบียบ ไก่ชนไทยภาคกลางตัวผู้จะมีน้ำหนักประมาณ ๓.๐๐-๓.๕๐ กิโลกรัม ส่วนตัวเมียจะมีน้ำหนักประมาณ ๒.๐๐-๒.๕๐ กิโลกรัม

สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาไก่พื้นเมืองไทย ได้จัดรวบรวมสายพันธุ์ไก่ชนไทยโดยจำแนกตามสีสันของไก่ชนไว้ ๑๐ พันธุ์ ได้แก่

๑. พันธุ์เหลืองหางขาว

ไก่พันธุ์นี้พัฒนามาจากไก่บ้านพันธุ์กะดังอูหรือไก่อู มีถิ่นกำเนิดแถบบ้านกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ไก่เจ้าเลี้ยง" และ "ไก่พระนเรศวร" ไก่พันธุ์เหลืองหางขาวมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ คือ ไก่ตัวผู้มีน้ำหนัก ประมาณ ๓.๐๐-๓.๕๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัวสีดำ ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง และระย้าสีเหลือง สดใสดังสีทองคำ ปีกไซนอกแซมขาว มีหย่อมกระ ๕ หย่อม คือ ที่หัว หัวปีก และข้อขา ขนสร้อยคอ ยาวประบ่า ขนระย้ายาวประกัน ขนหางพัดมีสีดำ ขนกะลวยสีขาว ไก่ตัวเมียมีน้ำหนักประมาณ ๒.๐๐-๒.๕๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัวเป็นสีดำตลอด หรือบางตัวอาจมีจุดกระขาว ๕ หย่อมเหมือนไก่ตัวผู้ ปาก แข้ง ปุ่มเดือย เล็บ เกล็ด เป็นสีขาวอมเหลืองตลอดแบบสิ่งาช้าง ปากมีร่องน้ำ ๒ ข้าง ปลายปากงองุ้มเล็กน้อย ตาสีเหลืองอ่อนมีเส้นเลือด สีแดงในตาเห็นได้ชัดเจน

ไก่พันธุ์เหลืองหางขาว มี ๓ เฉดสี คือ

๑. สีเหลืองแก่สดใสดังสีทองคำ เรียก เหลืองใหญ่ เป็นพญาไก่ สุดยอดของไก่ทั้งหมดทั้งปวง

๒. สีเหลืองกลางดังสีทองทา เรียก เหลืองรวก หรือ เหลืองเวก เป็นรองเหลืองใหญ่

๓. สีเหลืองอ่อนดังสีทองเปลว เรียก เหลืองดอกโสน หรือ เหลืองเข้ม เป็นรองจากเหลืองใหญ่ และเหลืองรวก

๒. พันธุ์ประดู่หางดำ

ไก่พันธุ์ประดู่หางดำพัฒนามาจากไก่อูเช่นกัน มีถิ่นกำเนิดแถบจังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร (เขตมีนบุรี และหนองจอก) สิงห์บุรี และอ่างทอง 

ไก่พันธุ์ประดู่หางดำมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ คือ ไก่ตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ ๓.๐๐ - ๓.๕๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัวสีดำ ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง และขนระย้าสีประดู่สยายประบ่า ประก้น ไก่ตัวเมียจะมีน้ำหนักประมาณ ๒.๕๐-๓.๐๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัวสีดำ ขนปืกสีดำ ยาวถึงกันเป็นปีกตอนเดียว ขนคอจะมีสีประดู่แซมปลายเล็กน้อย หางยาว ดำสนิท ปากมั่นคงมีร่องน้ำ ปาก แข้ง เล็บ ปุ่ม เดือย สีน้ำตาล ตาสีไพล

ไก่พันธุ์ประดู่หางดำ มี ๓ เฉดสี คือ

๑. ประดู่เมล็ดมะขาม หรือประดู่มะขามคั่ว
๒. ประดู่แสมดำ
๓. ประดู่แข้งเขียวตาลาย

๓. พันธุ์เทาหางขาว

มีแหล่งกำเนิดแถบจังหวัดตาก ชลบุรี (อำเภอพนัสนิคม) เพชรบุรี (อำเภอบ้านแหลม) ไก่พันธุ์เทาหางขาวมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ คือ ไก่ตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ ๓.๐๐-๓.๕๐ กิโลกรัม ขนพื้นฐานตัวสีเทาตามพันธุ์ ขนปีกขนหางพัดมีสีเทา ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง และขนระย้าสีเดียว กันตามพันธุ์ ไก่ตัวเมียจะมีน้ำหนักประมาณ ๒.๐๐- ๓.๐๐ กิโลกรัม สีขนพื้นตัว ขนหลัง ขนปีก ขนหาง และขนคอเป็นสีเทาเหมือนกันทั้งตัว คอรัด คางรัด หน้าแหลมกลมกลึงแบบหน้านก

ไก่พันธุ์เทาหางขาว มี ๖ เฉดสี คือ

๑. เทาทองคำหรือเทาฤๅษี
๒. เทาทองแดง
๓. เทาสวาด
๔. เทาหม้อ
๕. เทาขี้เถ้า
๖. เทาขี้ควาย

๔. พันธุ์ลายหางขาว

เป็นไก่ที่มีที่มาจากภาคเหนือแถบเชียงราย พะเยา ในภาคกลางพบแถบจังหวัดเพชรบุรี ไก่พันธุ์ลายหางขาวมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ คือ ไก่ตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ ๓.๐๐ - ๔.๐๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัวลายตลอดขนปีก ขนหางพัดลายเหมือนขนพื้นตัว ขนหางกะลวยสีขาว ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง สีลาย ตา ปาก แข้ง เล็บ เดือย สีขาวอมเหลืองหรือขาวงาช้าง หน้ากลมกลึงแบบหน้านกเหยี่ยว เหนียงคางรัด ไก่ตัวเมียจะมีน้ำหนัก ประมาณ ๒.๕๐-๓.๐๐ กิโลกรัม

ไก่พันธุ์ลายหางขาว มี ๗ เฉดสี คือ

๑. ลายลูกข่อย ขนสร้อยลายสีขาวสลับเหลือง
๒. ลายลูกหวาย ขนสร้อยลายสีน้ำตาล
๓. ลายดอกอ้อ ขนสร้อยลายสีเทาอ่อน
๔. ลายข้าวตอก ขนสร้อยลายสีขาวแบบหอยเบี้ย
๕. ลายนกกระทา ขนสร้อยลายสีน้ำตาล ขนสร้อยลายสีน้ำตาลแก่
๖. ลายกาเหว่า สลับดำ
๗. ลายเบี้ย ขนสร้อยลายออกสีขาว ปนเทา

๕. พันธุ์นกกดหางดำ

ไก่พันธุ์นี้มีแหล่งกำเนิดแถบจังหวัดนครสวรรค์ ราชบุรี เพชรบุรี นครปฐม และกาญจนบุรี ไก่พันธุ์ นกกดหางดำมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ คือ ไก่ตัวผู้มีไก่ชนพันธุ์นกกดหางดำ น้ำหนักประมาณ ๓.๐๐-๔.๐๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัว สีดำ ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง และขนระย้า แดงอมน้ำตาล ขนหางดำ ขนปั้นขาสีดำ ขนปีกสีแดง ขนปลายปีกสีแดงอมน้ำตาลเข้มแบบสีแมลงสาบ รูปร่างสูงโปร่ง ทรงหงส์ ไหล่กว้าง หลังยาว ปีกใหญ่ยาว หางยาวเป็นพลูจีบหรือฟ่อนข้าว ไก่ตัวเมียจะมีน้ำหนักประมาณ ๒.๕๐-๓.๐๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัวสีน้ำตาลแบบสีกาบอ้อย ขนสันหรือสร้อยคอสีน้ำตาล ขนหลัง ขนปีกสีน้ำตาล ขนปลายปีกจะมีสีน้ำตาล เข้มแบบสีแมลงสาบ ขนหางพัดสีดำ ปาก แข้ง เล็บ เดือย สีเหลืองอมแดง ขนปิดหูสีน้ำตาล ตาสีเหลืองอมแดง ไก่พันธุ์นกกด แบ่งได้ ๓ เฉดสี คือ

๑. นกกดแดง
๒. นกกดดำ
๓. นกกดเหลือง

๖. พันธุ์ทองแดงหางดำ

พบทั่วไปในจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี พระนคร ศรีอยุธยา และชลบุรี ไก่พันธุ์ทองแดงหางดำมี ลักษณะเด่นประจำพันธุ์ คือ ไก่ตัวผู้มีน้ำหนัก ประมาณ ๓.๐๐-๓.๕๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัวตั้งแต่บริเวณหน้าคอ หน้าอก ใต้ปีก ใต้ท้องจะมีสีแดง รูปร่างทะมัดทะแมงทรงหัวปลีกล้วย ช่วงไหล่กว้าง อกเป็นมัดมีกล้ามเนื้อ ไหล่หน้าใหญ่ บั้นท้ายโต ปั้นขาใหญ่แข็งแรง หางดกยาวเป็นฟ้อนข้าวหรือแบบ หางม้า ไก่ตัวเมียจะมีน้ำหนักประมาณ ๒.๕๐-๓.๐๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัว หน้าคอ หน้าอก ใต้ปีก ใต้ท้องก้น สีแดง ขนคอ ขนหลัง ขนปีกสีแดงแก่กว่าขนพื้นเล็กน้อย ขนสร้อยคอจะมีสีแดงขลิบแลบออกมาเล็กน้อยตามเฉดสีแต่ละชนิด ขนปิดหูสีแดง ขนไซปีก ขนหางพัดสีดำ ขนทับหางสีแดง ปาก แข้ง เล็บ เดือย สีเหลืองอมแดงจะเข้มหรืออ่อนตามเฉดสีพันธุ์ ตาสีแดง ไก่พันธุ์ทองแดงหางดำ แบ่งได้ ๔ เฉดสี คือ

๑. ทองแดงใหญ่ หรือเรียกไก่ทับทิม
๒. ทองแดงตะเภาทอง
๓. ทองแดงแข้งเขียวตาลาย
๔. ทองแดงอ่อนหรือสีปูนแห้ง

๗. พันธุ์ประดู่เลาหางขาว

ในภาคกลางมีแหล่งกำเนิดแถบกรุงเทพมหานคร (เขตมีนบุรีและหนองจอก) พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี สุพรรณบุรี กำแพงเพชร สุโขทัย ประจวบคีรีขันธ์ ไก่พันธุ์ประดู่เลาหางขาวมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ คือ ไก่ตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ ๓.๐๐-๓.๔๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัวสีดำ ขนปีกขนหาง พัดมีสีขาวปนดำ ขนกะลวยคู่กลางสีขาว คู่อื่นๆ สีขาวปลายดำ ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง สีประดู่เลา คือโคนสร้อยสีขาว ปลายสร้อยสีประดู่ รูปร่างทรงหงส์ ลำตัวยาว ไหล่ยก หางดกยาวเป็นฟอนข้าว เดินยืนท่าทางสง่างาม แข้งกลมแบบลำหวาย หน้ากลมกลึงแบบหน้านกเหยี่ยว เหนียงคางรัด ไก่ตัวเมียจะมีน้ำหนักประมาณ ๒.๕๐-๓.๐๐ กิโลกรัม

ไก่พันธุ์ประดู่เลาหางขาว แบ่งได้ ๔ เฉดสี คือ

๑. ประดู่เลาใหญ่ หรือเรียกอีกชื่อว่า เลาใหญ่พระเจ้า ๕ พระองค์
๒. ประดู่เลาเล็ก
๓. ประดู่เลาแดง
๔. ประดู่เลาดำ

๘. พันธุ์เขียวเลาหางขาว

มีแหล่งกำเนิดแถบจังหวัดกำแพงเพชร เพชรบุรี พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก เพชรบุรี ไก่พันธุ์เขียวเลาหางขาวมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ คือ ไก่ตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ ขนพื้นตัวสีดำ ขนปีกหางสีดำ ขนกะลวยคู่กลางสี ๓.๐๐-๔.๐๐ กิโลกรัม ขาวคู่อื่นๆ สีขาวปลายดำ สร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลังสีเขียวเลา รูปทรงเป็นทรงปลีกล้วย ไหล่หนาใหญ่ ลำตัวกลมยาว หางยาว ท่าทางสง่างาม ทะมัดทะแมง ไก่ตัวเมียจะมีน้ำหนักประมาณ ๒.๕๐-๓.๐๐ กิโลกรัม ไก่พันธุ์เขียวเลาหางขาว แบ่งได้ ๓ เฉดสี คือ 

๑. เขียวเลาใหญ่พระเจ้า ๕ พระองค์ เป็นสุดยอดของไก่เขียวเลาหางขาว
๒. เขียวเลาเล็กหางขาว
๓. เขียวเลาดอกหางขาว

๙. พันธุ์เขียวหางดำ

เป็นไก่พันธุ์ไทยแท้พัฒนามาจากไก่อู ทางแถบจังหวัดภาคตะวันออก แถบชลบุรีเรียกว่า ไก่พระรถ ทางภาคกลางเรียกว่า เขียวพระยาพิชัยดาบหัก จังหวัดอุตรดิตถ์เรียก เขียวพาลี ไก่พันธุ์เขียวหางดำมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ คือ ไก่ตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ ๓.๐๐-๓.๕๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัวสีดำตลอด ขนหางพัดหางกะลวยสีดำสนิท ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง และระย้า สีเขียวอมดำแบบ สีแมลงภู่ หน้ากลมยาวแบบนกยูง ไก่ตัวเมียจะมีน้ำหนักประมาณ ๒.๐๐-๓.๐๐ กิโลกรัม ขนพื้นตัวขนหาง ทั้งหมดเป็นสีดำ ขนคอ ขนหลัง ปลายขนเป็นสีเขียวอมดำเล็กน้อยตามสีตัวผู้

ไก่พันธุ์เขียวหางดำ แบ่งได้ ๒ เฉดสี คือ

๑. เขียวนิล หรือที่เรียกว่า นิลสาริกา
๒. เขียวแมลงทับ

๑๐. พันธุ์นกแดงหางแดง

ไก่พันธุ์นกแดงหางแดงพบมากแถบจังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก นครสวรรค์ และพระนครศรีอยุธยา มีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ คือ ไก่ตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ ๓.๐๐-๓.๕๐ กิโลกรัม ขนพื้นลำตัว หน้าคอ หน้าท้อง ใต้ปีกสีแดงตลอด ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง ก้านขนสีแดง รูปทรงเป็นทรง ปลีกล้วย ลำตัวกลม ไหล่หนาและใหญ่ หางทรง ฟ้อนข้าว หรือทรงหางม้า ไก่ตัวเมียจะมีน้ำหนัก ประมาณ ๒.๕๐-๓.๐๐ กิโลกรัม 

ไก่พันธุ์นกแดง แบ่งได้ ๔ เฉดสี คือ

๑. แดงชาด
๒. แดงทับทิม
๓. แดงเพลิง หรือเรียกว่า แดงตะวัน
๔. แดงนาก


วิถีชีวิตของไก่ชน

ไก่ชนเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตและหาอาหารกินได้เองตามธรรมชาติ ทนต่อสภาพแวดล้อม และด้านทานโรคได้ดี สามารถขยายพันธุ์โดยการฟักไข่และเลี้ยงลูกได้เองตามธรรมชาติ ไก่ชนเป็นสัตว์สังคมที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ไก่พ่อพันธุ์ที่เป็นจ่าฝูงจะดูแลไก่แม่พันธุ์ภายในฝูง เมื่อพ่อพันธุ์หาอาหารได้จะเรียกให้แม่พันธุ์มากินอาหาร แม่พันธุ์เมื่อได้รับการผสมพันธุ์แล้วจะแยกตัวออกจากฝูงเพื่อไปฟักไข่และเลี้ยงลูก แม่พันธุ์จะออกไข่เป็นชุด ใช้เวลาประมาณ ๑๔ วัน ได้ไข่ประมาณ ๘-๑๒ ฟอง จากนั้นจะฟักไข่โดยใช้เวลาประมาณ ๑๙-๒๑ วัน ได้ลูกไก่ประมาณ ๖-๑๐ ตัว แม่ไก่ใช้เวลาเลี้ยงลูกประมาณ ๖๐ วัน หรือ ๒ เดือน ในช่วงการเลี้ยงลูกนี้แม่พันธุ์จะสอนให้ลูกไก่รู้จักคุ้ยเขี่ยหาอาหารกินตาม ธรรมชาติ เมื่อลูกไก่เริ่มโดขึ้นแม่ไก่จะหย่าลูกเพื่อพักตัวและกลับเข้าฝูงเพื่อเตรียมเข้าสู่รอบการผสม พันธุ์ใหม่ในครั้งต่อไป แม่ไก่จะใช้เวลาในการพักตัวประมาณ ๑๔ วัน ดังนั้น ในระยะเวลา ๑ ปี แม่พันธุ์ ๑ ตัว จะให้ไข่ ๓-๔ ชุดต่อปี หรือให้ไข่ประมาณ ๒๔ - ๔๘ ฟองต่อปี ได้ลูกไก่ประมาณ ๑๘-๔๐ ตัวต่อปี โดยทั่วไปไก่ชนจะมีอายุประมาณ ๓-๕ ปี แต่ถ้าไก่ชนตัวใดมีลักษณะที่ดีและให้ลูกเก่ง ผู้เลี้ยงจะดูแลเอาใจใส่ไก่ชนตัวนั้นๆ เป็นพิเศษ ทำให้ไก่ชนบางตัวสามารถมีอายุได้ถึง ๘-๑๐ ปี

การชนไก่ : สันทนาการของชาวนา

วิถีชีวิตของคนในชนบทโดยเฉพาะในภาคกลางของไทยที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ประกอบอาชีพทำนาจึงมักจะเลี้ยงควายไว้ใช้แรงงาน ช่วยไถนา และเลี้ยงไก่ชนไว้ใต้ถุนบ้าน ให้ได้เนื้อ ได้ไข่เป็นอาหาร ในขณะเดียวกันไก่จะเก็บเศษข้าวเปลือกตกหล่นในไร่นา และบริเวณบ้านกินเป็นอาหารสามารถเจริญเติบโตได้เอง นอกจากการเลี้ยงไก่ไว้เป็นอาหารแล้ว เกษตรกรบางรายยังเลี้ยงไก่ไว้เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน เช่น นำไก่มาต่อสู้กัน เรียกว่า การชนไก่ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสันทนาการยามว่างของชาวบ้าน จากการทำไร่ ทำนา เช่นเดียวกับการกัดปลา กัดจิ้งหรีด วิถีชีวิตของเกษตรกรไทยตั้งแต่โบราณมาจะเพาะปลูกในช่วงฤดูฝน และหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วจะเข้าสู่ฤดูแล้ง ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ว่างงานและพักผ่อน เนื่องจากขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก เกษตรกรจึงจัดให้มีเทศกาลบันเทิงประจำปีต่างๆ เช่น ลอยกระทง สงกรานต์ เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องและสัมพันธ์กับไก่ชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะในช่วงฤดูฝน ไก่ชนจะผลัดขน ไม่พร้อมที่จะผสมพันธุ์หรือแข่งขัน แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ไก่ชนจะผลัดขนหมดตามธรรมชาติ และกลับมาสมบูรณ์แข็งแรงเต็มที่ เกษตรกรที่มีเวลาว่างจึงนำไก่ชนมาเลี้ยงเพื่อแข่งขัน เป็นกิจกรรมสันทนาการยามว่าง 

การชนไก่ปัจจุบันกลายเป็นกีฬาที่มีกติกาชัดเจน สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ

๑. การแข่งขันกีฬาชนไก่แบบอาชีพ

การชนไก่ในภาคกลางนั้น นิยมชนไก่ขนาดใหญ่หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ไก่รอยใหญ่" น้ำหนักประมาณ ๓.๐-๓.๕ กิโลกรัม ไก่ที่ชนกันจะเป็นไก่ชั้นเชิงดี ฉลาด โดยกติกาการแข่งขันจะเปรียบไก่หาคู่แข่งขันโดยการจับตัว ประเมินน้ำหนัก เปรียบเทียบความสูงโดยเจ้าของไก่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกคู่แข่งขัน ไก่ที่เข้าแข่งขันจะพันพลาสเตอร์ที่เดือยไก่ เวลาแข่งขันยกละ ๒๐ นาที พัก ๒๐ นาที แข่งขันกัน ๘-๑๒ ยก ห้ามใช้ยาทาตัวไก่อันจะเป็นอันตรายต่อคู่ต่อสู้ ขณะแข่งขันจะตัดสินแพ้ชนะ โดยดูที่ไก่ตัวใดถูกตีร้อง หรือวิ่งหนีไม่สู้ ๓ ครั้ง หรือนอนหมอบลุกไม่ขึ้น ถือว่าแพ้ กรณีแข่งครบ ๘ หรือ ๑๒ ยกแล้ว ไม่มีผลแพ้ชนะ จะถือว่าเสมอ แหล่งไก่ชนที่มีชื่อเสียงของภาคกลาง ได้แก่ ไก่ชน มีนบุรี ไก่ชนหนองจอก (กรุงเทพฯ) และไก่ชน อยุธยา เป็นต้น

๒. การแข่งขันกีฬาชนไก่แบบสมัครเล่น

กติกาการแข่งขันกีฬาชนไก่แบบสมัครเล่น คือ ไก่ทุกตัวที่นำเข้าแข่งขันจะต้องลงทะเบียนทำประวัติสายพันธุ์และชั่งน้ำหนัก เปรียบไก่หาคู่แข่งขันโดยใช้น้ำหนักเป็นเกณฑ์ โดยเจ้าของไก่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกคู่แข่งขัน ไก่ที่แข่งขันต้องสวมเดือย ด้วยนวมมาตรฐานของสนามแข่งขัน ๕ ยก ยกละ ๑๐ นาที พัก ๒ นาที พักในมุมของตนเองภายในสนาม ระหว่างการแข่งขัน ห้ามใช้ยากินและยาทาตัวไก่ อันจะเป็นอันตรายต่อตัวไก่เองและคู่ต่อสู้

การตัดสินแพ้ชนะของการแข่งขันกีฬาชนไก่สมัครเล่น พิจารณาได้ ๓ กรณี คือ

- แข่งขัน ๕ ยก ใช้กรรมการ ๓ ท่าน กดคะแนนในยกที่ ๔ และ ๕ ไก่ตัวใดตีถูกคู่ต่อสู้ชัดเจน ๑ ครั้ง ได้ ๑ คะแนน ผลรวมคะแนนตัวใดมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ

- ระหว่างการแข่งขัน ไก่ตัวใด ถูกตีร้อง หรือวิ่งหนี ไม่สู้ ๓ ครั้ง หรือนอนหมอบลุกไม่ขึ้นถือว่า แพ้ "เทคนิคัลน็อกเอาท์" (TKO)

- ระหว่างการแข่งขัน ไก่ตัวใดโดนตีปากหลุดหรือตาบอด หรือเจ้าของไก่เห็นว่าสู้ไม่ได้ขอยอมแพ้ กรรมการจะยุติการแข่งขัน ถือว่าแพ้ "อาร์เอสซี" (RSC)


ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับไก่ชน

๑. ไก่มงคล-ไก่อัปมงคล

เกษตรกรที่เลี้ยงไก่ชนมีความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับไก่ชนสืบทอดกันมา ความเชื่อเหล่านี้มีทั้งที่เป็นด้านดีและด้านร้าย ไก่ที่เชื่อว่าเป็นไก่ดีจะนำพาโชคลาภมาให้เจ้าของเงินทองไหลมาเทมา ไก่มงคลจึงเป็นเหมือนของดี ของศักดิ์สิทธิ์ ที่มีค่า มีคุณแก่เจ้าของ ช่วยสร้างเสริมบุญบารมี ความก้าวหน้า และความร่ำรวย เปรียบเหมือนวัดตถุมงคลอย่างหนึ่ง

ไก่มงคล ๕ ประเภทตามแบบโบราณ ได้แก่ ไก่พระเจ้าห้าพระองค์ ไก่พญาหงส์ ไก่ทรงไตรภพ ไก่จบกระบวนยุทธ และไก่พูดรู้ภาษา

ไก่พระเจ้าห้าพระองค์ เป็นไก่ที่มีสีมงคล ๔ สีในตัวเดียวกัน คือ สีดำที่พื้นตัว สีขาวที่หัว หัวปีก และหาง สีเหลืองที่สร้อย และสีแดงที่หน้า ซึ่งสีขาว ๕ หย่อมโบราณถือว่ามีเทพรักษาอยู่ ๕ องค์ จึงเรียกว่า ไก่พระเจ้าห้าพระองค์ ถ้าใครได้เป็นเจ้าของจะทำให้ร่ำรวยทรัพย์สิน มีบริวารมาก และมีชื่อเสียง เป็นที่นับถือแก่คนทั่วไป

ไก่พญาหงส์ รูปร่างลักษณะ สีสันตามตำราโบราณมีของวิเศษ คือปลายปากจะงองุ้มปีกยาว หัวปีกยก หางยาว เดินหยิบโหย่ง สง่างาม ใครได้เป็นเจ้าของจะเป็นเสน่ห์ในทางชู้สาว ถ้าเป็นชายจะหาเมียง่าย ถ้าเป็นหญิงจะมีเสน่ห์แรง เป็นที่หมายปองของชายดีๆ

ไก่ทรงไตรภพ รูปร่างลักษณะสีสัน เป็นไก่งาม มีลักษณะพิเศษคือ จะมีขนขึ้นในลำคอ กลิ่นปากหอม เชื่อว่าใครเป็นเจ้าของจะเป็นคนมีเสน่ห์ยิ่งนัก ที่ใส่อาหารกินควรเป็นเครื่องเงิน นาค ทอง จึงจะควรค่า น้ำที่ไก่กินเหลือนำไปพรมพืชผัก จะงาม ขายดีมีกำไร

ไก่จบกระบวนยุทธ รูปร่างลักษณะงดงามตามตำราโบราณ แต่พิเศษ คือ จะมีกระบวนท่าชนหรือเชิงชนเหนือไก่อื่นทั้งหมดครบ ๘ กระบวนท่า (ความสามารถทางกีฬาครบเครื่อง) คือ กอด ขี่ ทับ มัด เท้า บ่า ม้าล่อ ลงจิกขา ลอดทะลุหลัง ถือเป็นยอดนักสู้จะชนะไก่อื่นตลอดกาล

ไก่พูดรู้ภาษา คือ ไก่ที่รู้ภาษาคน สั่งให้ทำอะไรได้เหมือนกับสุนัขหรือสัตว์อื่นๆ ที่แสนรู้ ถ้าเจ้าของรู้จักฝึก เวลานำไปเปรียบคู่ชนให้ถามไก่มงคลนี้ว่า "เอาไหม สู้ไหม" ถ้าไก่มงคลทะยานใส่คู่เปรียบชนแสดงว่าให้ชนได้ จะชนะ แต่ถ้าถามว่า "เอาไหม สู้ได้ไหม" แต่ไก่มงคลเฉยๆ และหลบหน้า แสดงว่า ไม่เอา สู้ไม่ได้ ไก่มงคลนี้ถือเป็นไก่มีญาณรู้กาลข้างหน้าได้ ใครได้เป็นเจ้าของจะได้เงินทองมิได้ขาด จะหาชื่อเสียงมาสู่เจ้าของอย่างมากมาย

ส่วนไก่อัปมงคล จะมีคุณสมบัติในทางตรงข้ามกันกับไก่มงคล คือ ถ้าใครเลี้ยงไว้จะเกิดเภทภัย เสียชื่อเสียง เสียทรัพย์โดยไม่จำเป็น ไก่อัปมงคลได้แก่

- ไก่ชอบจิกตีเจ้าของและคนในบ้าน ถือว่าเป็นไก่อัปมงคล ไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้าน

- ไก่ซอบคุ้ยเขี่ยทรัพย์สินในบ้าน ไก่ที่ชอบขึ้นบ้าน แล้วไปคุ้ยเขี่ยทำลายทรัพย์สินในบ้าน ให้เสียหายแตกหักเป็นประจำ ถือเป็นไก่อัปมงคล ไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้าน

- ไก่ตีนเป็ด คือ ไก่ที่มีพังผืดง่ามเท้าเป็นแผ่นพืดติดกันแบบตีนเป็ด ถือว่าเป็นอัปมงคล ทำสิ่งใดก็ล้มเหลว ขาดทุน ไม่เจริญก้าวหน้า เรียกว่า เตาะแตะแบบเป็ด ไม่ควรเลี้ยงไว้

๒. ความเชื่อเรื่องสีของไก่ชน

- ไก่สีเหลืองหางขาวและสีประดู่หางดำ เป็นสุดยอดของไก่ชน ไก่ทั้งสองพันธุ์นี้เป็นไก่ที่เก่ง มีไหวพริบดี และถ้านำมาชนกันมักจะเสมอกันเป็นส่วนมากหรือถ้าตัวใดจะชนะก็ให้ดูที่ศาสตร์และกำลังวันประกอบกันด้วย และมีผู้เล่าต่อมาว่า ไก่ทั้งสองพันธุ์นี้เปรียบเสมือนไก่บารมี เมื่อนำไปชนกับไก่สีอื่น ๆ มักจะได้รับชัยชนะเสมอ ราวกับว่าไก่พันธุ์อื่น แพ้บารมีของไก่ทั้งสองพันธุ์นี้ จนมีคำกล่าวว่า "เกิดมาเพื่อชนะ" ข้อสังเกตอาจจะเป็นเพราะว่าไก่ชนทั้งสองพันธุ์นี้มีสีสดและเข้มจัด ทำให้ไก่สีอื่นๆ ตกใจกลัว ไม่อยากชนกับไก่ทั้งสองสี จึงทำให้ออกอาการแพ้ได้ ผู้เลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าสีของไก่ชนจะบ่งบอกถึงสายพันธุ์ เทือกเถาเหล่ากอ และบ่งบอกถึงความเก่งกาจของไก่ชนด้วย

- ไก่ชี (สีขาว) ไก่สีเทา ไก่สีด่าง มีความเชื่อว่าถึงจะชนเก่งก็ไม่สมควรนำมาเลี้ยง เพราะไก่สีเหล่านี้ใจเสาะ จะทำให้เสียเงินเดิมพัน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากในปัจจุบันมีผู้นำไก่จากต่างถิ่น ต่างสายพันธุ์เข้ามา จึงทำให้สีไก่มีความหลากหลายมากกว่าแต่ก่อน ชาวบ้านอาจลดความเชื่อเรื่องสีลง แต่หันมาสนใจเรื่องสายเลือด พันธุกรรม และความสามารถทางกีฬา (ชนเก่ง) ของไก่ชนมากขึ้น จึงมักเห็นไก่สีสา (สายพันธุ์พม่า) ไก่สีเทา (สายพันธุ์เวียดนาม) ออกชนตามบ่อนและสนามอยู่บ่อยๆ

๓. ความเชื่อเมื่อนำไก่ไปชน

ความเชื่อเรื่องโชคลางได้ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับการชนไก่ เนื่องจากกีฬาชนไก่เป็นการแข่งขันเอาแพ้เอาชนะ และการพนัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ไม่แน่นอน ทำให้คนต้องแสวงหาโชคลาง เพื่อสร้างขวัญและเป็นกำลังใจ ตัวอย่างความเชื่อมีดังต่อไปนี้

- ดูทิศทางก่อนปล่อยไก่แข่งขัน ต้องหันหน้าไปในทิศทางที่ไม่เป็นอันตราย เชื่อว่าเมื่อจบการแข่งขันแล้วไก่จะได้รับชัยชนะ เช่น ทิศที่ชนกับดาวเพดาน หรือทิศที่ชนกับหลาวเหล็ก 

ดาวเพดาน เป็นดาวสองดวงซึ่งอยู่ตรงกัน มีรูปเหมือนเพดานเรือน มีวิธีการโคจรเปลี่ยนตำแหน่งไปตามเวลา จึงเปลี่ยนตำแหน่งไปตามเดือนต่างๆ ทั้ง ๑๒ เดือน

เดือน ๑ เดือน ๒ เดือน ๓   
ดาวเพดานเมือง
อยู่ ทิศตะวันตก
เดือน ๔ เดือน ๕ เดือน ๖
ดาวเพดานเมือง
อยู่ ทิศอุดร (ทิศเหนือ)
เดือน ๗ เดือน ๘ เดือน ๙    
ดาวเพดานเมือง
อยู่ ทิศบูรพา (ทิศตะวันออก)
เดือน ๑๐ เดือน ๑๑ เดือน ๑๒
ดาวเพดานเมือง
อยู่ ทิศทักษิณ (ทิศใต้)


ถ้าดาวเพดานขึ้นทิศใดให้หลีกเลี่ยงทิศนั้น หากไม่หลีกเลี่ยง หรือที่เรียกว่า "หันหน้าเข้าหาดาวเพดาน" นี้ แล้วจะทำให้เกิดภัยอันตราย หรือความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง หลาวเหล็ก เป็นทิศที่ทำให้รับอันตรายและความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นับเป็นทิศที่ถือว่าอัปมงคล การกระทำพิธีมงคลต่างๆ การเดินทางไกล ไปค้าขายหรือแสวงหาโชคพึงหลีกเลี่ยงทิศหลาวเหล็กจะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกับดาวเพดาน การหาตำแหน่งทิศของหลาวเหล็กตามโฉลก ดังนี้

วันอาทิตย์และวันศุกร์    
หลาวเหล็ก
อยู่ ทิศตะวันตก
วันจันทร์และเสาร์
หลาวเหล็ก
อยู่ ทิศอุดร (ทิศเหนือ)
วันอังคารและพุธ     
หลาวเหล็ก
อยู่ ทิศบูรพา (ทิศตะวันออก)
วันพฤหัสบดี
หลาวเหล็ก
อยู่ ทิศทักษิณ (ทิศใต้)


การปล่อยไก่เพื่อเข้าชนต้องหาทิศทางที่เหมาะสม กล่าวคือ ไม่หันหน้าไก่ไปในทางทิศหลาวเหล็ก หากไก่ถูกหลาวเหล็กแล้วก็จะทำให้ไก่ได้รับบาดเจ็บ เช่น ตาบอดหรือถูกเดือย จนต้องประสบกับความพ่ายแพ้ไปในที่สุด

- ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเดินทาง การนำไก่ออกชนในแต่ละครั้ง นอกจากจะเตรียมตัวไก่ให้พร้อมแล้ว สิ่งที่เจ้าของไก่ส่วนใหญ่ยึดถือและปฏิบัติเป็นธรรมเนียมคือ บอกกล่าว บนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์รอบ ๆ ตัวเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจก่อนการเดินทาง เช่น เจ้าที่เจ้าทาง นางธรณี เป็นต้น

- เจ้าที่เจ้าทาง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่รักษาสถานที่ต่างๆ เมื่อถึงวันจะนำไก่ออกชนต้องมีการบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ที่ประจำอยู่สถานที่เลี้ยงไก่หรือซุ้มไก่ก่อน ทั้งนี้เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาสถานที่ แห่งนั้นได้ช่วยคุ้มครองและบันดาลให้ไก่ชนะ

- นางธรณี ก่อนการออกเดินทางเพื่อไปที่สนามหรือบ่อนไก่นั้น ต้องบอกกับนางธรณีว่า วันนี้จะนำไก่ไปชนขอให้แม่ธรณีช่วยคุ้มครองให้ได้เงินกลับมา เมื่อพูดจบก็เอาดินลูบใส่หัวไก่เบาๆ หนึ่งครั้งแล้วจึงออกเดินทางไปสนามแข่งขัน เมื่อไก่ชนะกลับมาก็แก้บนตามธรรมเนียมปฏิบัติ

- สีเครื่องแต่งกายวันชนไก่ การเลือกสีของเสื้อผ้า ก็มีความเชื่อเช่นเดียวกัน ว่าสีที่เป็นมงคล และไม่เป็นมงคล โดยดูวันเป็นสำคัญ เช่น 

วันอาทิตย์   
ให้แต่งกาย สีชมพู-แดง
ห้าม แต่งกาย สีฟ้า
วันจันทร์
ให้แต่งกาย สีน้ำเงิน-ดำ
ห้าม แต่งกาย สีแดง
วันอังคาร   
ให้แต่งกาย สีแดง-ดำ
ห้าม แต่งกาย สีเหลือง-ขาว
พุธ
ให้แต่งกาย สีเขียว-ขาว
ห้าม แต่งกาย สีชมพู
วันพฤหัสบดี
ให้แต่งกาย สีแดง-ฟ้า
ห้าม แต่งกาย สีม่วง-ดำ-น้ำเงิน
ศุกร์
ให้แต่งกาย สีขาว-น้ำเงิน
ห้าม แต่งกาย สีเทา
เสาร์
ให้แต่งกาย สีม่วง-เทา
ห้าม แต่งกาย สีเขียว


- ความเชื่อเรื่องการปล่อยไก่เข้าสังเวียน (สนาม) ในการแข่งขันชนไก่ ก่อนแข่งจะต้องนำไก่เข้าสังเวียน เพื่อรอแข่งขัน และหลังจากหมดยกจะพักเพื่อรอเวลาแข่งในยกต่อไป เชื่อว่าหากปล่อยไก่เข้าสังเวียนตามนี้ ไก่จะได้รับชัยชนะ ตามรายละเอียดดังนี้

วัน ๑ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน    
หลัง
่คู่ต่อสู้
วัน ๒ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
ก่อน
คู่ต่อสู้
วัน ๓ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน   
หลัง
คู่ต่อสู้
วัน ๔ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
หลัง
คู่ต่อสู้
วัน ๕ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
ก่อน
คู่ต่อสู้
วัน ๖ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
หลัง
คู่ต่อสู้
วัน ๗ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
หลัง-ก่อน
คู่ต่อสู้ก็ได้
วัน ๘ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
หลัง
คู่ต่อสู้
วัน ๙ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
หลัง
คู่ต่อสู้
วัน ๑๐ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
ก่อน
คู่ต่อสู้
วัน ๑๑ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
หลัง
คู่ต่อสู้
วัน ๑๒ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
หลัง
คู่ต่อสู้
วัน ๑๓ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
ก่อน
คู่ต่อสู้
วัน ๑๔ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
ก่อน
คู่ต่อสู้
วัน ๑๕ ค่ำ ให้นำไก่เข้าสังเวียน
หลัง-ก่อน
คู่ต่อสู้ก็ได้


ในกรณีที่เรานำไก่เข้าสังเวียนไม่ทัน เช่น ต้องเข้าก่อนแต่เราเข้าสังเวียนไม่ทันฝ่ายตรงข้าม ให้เอาเคล็ดปล่อยเข้าชนก่อน คือ เวลากรรมการให้สัญญาณปล่อยไก่เข้าชน ให้เรารีบดันไก่เข้าชนก่อนคู่ต่อสู้

สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นวิถีชีวิตของคนเลี้ยงไก่ชน มีความสัมพันธ์กันอยู่ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ ชาวบ้านนำพิธีทางไสยศาสตร์มาช่วยเสริมเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ สร้างขวัญและกำลังใจ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและมั่นคงในชีวิต ในยามที่ประสบกับเหตุการณ์สุ่มเสี่ยงและไม่สามารถคาดเดาได้ และทำให้มีความมั่นคงทางจิตใจยิ่งขึ้น


สำนวนภาษาในวงการไก่ชน

ในกลุ่มหรือวงการของผู้เลี้ยงไก่ชน จะมีคำพูดที่ใช้ในการสื่อสารสำหรับพูดถึงไก่ชนและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับไก่ชน ซึ่งแตกต่างไปจากคำพูดทั่วไป เช่น

ตอ     
หมายถึง
่เดือยของไก่
ตีลำโต
หมายถึง
ลักษณะการต่อสู้ของไก่ชนที่ตีหนักมาก
เช็ดน้ำกาดแดด   
หมายถึง
การอาบน้ำไก่ แล้วนำไก่ออกตากแดดเพื่อให้ตัวแห้ง
น้ำเลี้ยงดี
หมายถึง
การดูแลไก่เป็นอย่างดีตามโปรแกรมก่อนนำออกแข่งขัน
   ฯลฯ


ไก่ชนในประวัติศาสตร์ไทย

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีตำนานเล่าว่า ในสมัยที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชถูกส่งเป็นตัวประกันอยู่ที่พม่า วันหนึ่งทรงเล่นชนไก่กับพระมหาอุปราชามังสามเกียด ปรากฏว่าไก่ของพระมหาอุปราชาฯ แพ้ พระมหาอุปราชาจึงตรัสว่า "ไก่เชลยตัวนี้เก่งจริงหนอ" สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงตรัสตอบว่า "อย่าว่าแต่จะพนันเอาเดิมพันกันเลย ถึงจะชนเอาบ้านเมืองกันก็ได้" เชื่อกันว่าไก่ที่ชนชนะคือไก่พันธุ์เหลืองหางขาว จึงเรียกว่า "ไก่พระนเรศวร"


รายการอ้างอิง

พน นิลผึ้ง. คู่มือและเทคนิคการเลี้ยงไก่ชนอย่างมืออาชีพ ๑ (รวยเพราะไก่). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อนิเมท กรุ๊ป, ๒๕๔๖.

ศูนย์วิจัยและพัฒนาไก่พื้นเมือง. ๒๕๔๒.

สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาไก่พื้นเมืองไทย. ๒๕๔๔.

C.A. Finsterbusch. Cock Fighting All Over the World. Surrey : Saiga Publishing Co., Ltd., 1980.


ภาพแสดงส่วนต่างๆ ของร่างกายไก่

 



ไก่ชนพันธุ์เหลืองหางขาว

 



ไก่ชนพันธุ์ประดู่หางดำ

 



ไก่ชนพันธุ์เทาหางขาว

 



ไก่ชนพันธุ์ลายหางขาว

 



ไก่ชนพันธุ์นกกดหางดำ

 



ไก่ชนพันธุ์ทองแดงหางดำ

 



ไก่ชนพันธุ์ประดู่เลาหางขาว

 



ไก่ชนพันธุ์เขียวเลาหางขาว

 



ไก่ชนพันธุ์เขียวหางดำ

 



ไก่ชนพันธุ์นกแดงหางแดง

 



วัฏจักรไก่ชน

 



ความสัมพันธ์ของเกษตรกรไทยกับไก่ชน

 



วิถีชีวิตไก่ชน

 



วิถีชีวิตไก่ชน

 



สนามกีฬาไก่ชน

 



สนามกีฬาชนไก่รุ่นเก่าใช้ขันเจาะรูแทนนาฬิกาจับเวลา

 



การแข่งขันกีฬาชนไก่สมัครเล่น

 



สกอร์บอร์ดให้คะแนนไก่ที่สนามชนไก่

 



ไก่ชนสีเหลืองหางขาว

 



ไก่ชนสีประดู่หางดำ

 



ไก่ชี (สีขาว)

 



ไก่ชนสีเทา

 



ไก่ชนสีด่าง

 



ไก่ชนสีสา (พม่า)

 


ไก่ชนสีเทา (เวียดนาม)

 


 

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงชนไก่กับพระมหาอุปราชามังสามเกียด (ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารวัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)