อังคาร กัลยาณพงศ์ : ศิลปินแห่งชาติ
อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นกวีและจิตรกร เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๙ ณ บ้านหน้าวัดจันทารามตำบลท่าวัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชบิดาเป็นกำนันตำบลท่าวัง ชื่อ เข็บ มารดาชื่อ ขุ้ม มีพี่สาวร่วมบิดามารดา ๑ คน ชื่อ นางสมจิตต์ ไชยมุสิก (กัลยาณพงศ์)อังคารมีชื่อเดิมว่า "สมประสงค์" แต่เมื่อบิดาพาไปเยี่ยมย่าย่ากล่าวด้วยความยินดีว่า "บุญส่งมาเกิดแล้ว" ภายหลังบิดาจึงเปลี่ยนชื่อให้เป็น "บุญส่ง" เพื่ออนุโลมตามคำของย่า และเพื่อให้สอดคล้องกับชื่อปู่ คือ "สงฆ์" (ภาษาถิ่นใต้ คำว่า "สงฆ์"กับ "สง" ออกเสียงเหมือนกัน) ชื่อ "อังคาร" เพิ่งมาเปลี่ยนตั้งขึ้นภายหลังที่ออกจากการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้ว
อังคารเริ่มการศึกษาชั้นประถมครั้งแรกที่โรงเรียนวัดจันทาราม อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จนถึงชั้นประถมปีที่ ๓จึงได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนวัดใหญ่ จนจบชั้นประถมปีที่ ๔เข้าศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๑-๖ ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ (ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช) ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๑-๒๔๘๖ จากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเพาะช่างกรุงเทพฯ ระหว่าง พ.ศ.๒๕๕๗-๒๔๘๘ การศึกษาในสถานศึกษาแหล่งสุดท้ายคือที่คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรโดยเป็นลูกศิษย์อาจารย์ศิลป พีระศรี รุ่นเดียวกับจิตรกรและนักเขียนมีชื่อหลายท่าน เช่น ประยูร อุลุชาฏะ (น. ณปากน้ำ) และไพบูลย์ สุวรรณกูฏ เป็นต้น แต่อังคารต้องลาออกจากการศึกษาเสียกลางคัน เพราะประสบปัญหาหลายด้านจนไม่สามารถจะศึกษาต่อได้ เมื่อออกจากมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้วก็เริ่มแสวงหาคุณค่าและศึกษาการทำงานศิลปะทั้งด้านการเขียนกวีนิพนธ์ และด้านจิตรกรรมด้วยตัวเองมาโดยตลอด
อังคารทำงานจิตรกรรมโดยเฉพาะจิตรกรรมไทยควบคู่มากับการเขียนกวีนิพนธ์ ทั้งดูเหมือนว่างานจิตรกรรมจะเป็นงานที่ทำรายได้สำหรับการยังชีพให้มากกว่างานกวีนิพนธ์มากมายหลายเท่า เพราะผลงานเป็นที่ยอมรับกันในหมู่ผู้รักงานจิตรกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือกวีนิพนธ์
พื้นฐานเบื้องแรกสุดที่ทำให้อังคารสนใจงานกวีนิพนธ์สืบเนื่องมาจากมารดาเป็นคนชอบอ่านวรรณคดี เมื่อเรียนชั้นประถมปีที่ ๔ อังคารได้อ่านวรรณคดีร้อยกรองสำคัญๆ จบไปหลายเรื่อง มีนิราศพระประธมของกรมหลวงวงศาธิราชสนิทกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดงของเจ้าฟ้ากุ้ง เป็นต้นสำหรับการเขียน อังคารเริ่มเขียนร้อยกรองตั้งแต่ครั้งยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปีที่ ๔ ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช จากนั้นก็หมั่นฝึกฝนตนเองมาด้วยความเชื่อมั่นจนถึงชั้นมัธยมปีที่ ๖ ก็สามารถเขียนได้ดี เช่น ได้เขียนกลอนตอนจะจากบ้านเกิดไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ไว้ตอนหนึ่งว่า
"คะนึงนึกวียงใต้หัวใจหวั่น อุระพรั่นเพราะจากไกล
กลคาบสมุทรไหล บ้านเกิดข้าแสนรัก
จะเปี่ยมไปดั่งธานินทร์ อาลัยนักกระทั่งดิน
สุดจะเหลียวสุดจะยิน สุดจะผินอนิจจา"
อังคารเริ่มเขียนกวีนิพนธ์จริงจังมากขึ้นในช่วงที่เข้าเรียนในคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร และหลังจากออกจากมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้วก็ยังคงเขียนอยู่เป็นประจำงานในช่วงนี้ส่วนใหญ่จะลงพิมพ์อยู่ในหนังสือรับน้องของมหาวิทยาลัยศิลปากรและหนังสือของโรงเรียนช่างศิลป์ จึงทำให้มีผู้อ่านอยู่ในวงแคบ ครั้นถึง พ.ศ.๒๕๐๖ จึงมีงานกวีชิ้นหนึ่งชื่อ "วักทะเล" ดีพิมพ์ในหนังสือ "สังคมศาสตร์ปริทัศน์รายเดือน" ซึ่งมี สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ งานกวีของอังคารชิ้นนี้ได้รับการวิจารณ์ในวงการผู้สนใจงานกวีอย่างกว้างขวาง เพราะอังคารเขียนโดยไม่ยึดติดรูปแบบของกลอนสุภาพแบบสุนทรภู่ ทั้งเนื้อหาที่เขียนก็มีลักษณะเป็น "เซอเรียลลิสต์" หรือลักษณะเหนือจริงซึ่งไม่ค่อยมีผู้นิยมเขียนกันมาก่อนหลังจากบทกวีชิ้นนี้ปรากฏต่อสาธารณะแล้ว อังคารก็เขียนบทกวีตามลักษณะเฉพาะตัวลงตีพิมพ์ในนิตยสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์เป็นประจำ ชื่อเสียงก็เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง และเริ่มมีกวีรุ่นหนุ่มสาวหลายคนยึดถือเป็นแบบอย่างจนถึงปี พ.ศ.๒๕๐๗ จึงได้มีการรวบรวมพิมพ์งานกวีขึ้น เป็นเล่มชื่อ "กวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์" หลังจากหนังสือเล่มนี้ได้แพร่หลายออกไปในวงกว้างชื่อเสียงของอังคารก็ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักอักษรศาสตร์และผู้อยู่ในวงการกวี หลังจากหนังสือ "กวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณ-พงศ์" ออกเผยแพร่แล้ว อังคารก็ยังคงเขียนงานกวีออกมาโดยไม่ขาดระยะและในปี พ.ศ.๒๕๑๒ สำนักพิมพ์ศึกษิตสยามก็ได้ดีพิมพ์กวีนิพนธ์ขนาดยาวของอังคารออกมาอีกเล่มหนึ่งชื่อ "ลำนำภูกระดึง" และในปี พ.ศ.๒๕๑๕ อังคารก็ได้รับการพิจารณาให้เป็นกวีดีเด่นจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน เช่น ดร.วิทย์ศิวศริยานนท์ นายเจตนา นาควัชระ พต.หญิง ผะอบ โปษะ-กฤษณะ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ นางฐะปะนีย์ นาคร-ทรรพ และนางประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา (อุชเชนี) เป็นต้น
จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๒๖) อังคาร กัลยาณพงศ์ มีงานกวีรวมทั้งสิ้น ๔ เล่ม ได้แก่ รวมกวีนิพนธ์ของอังคารกัลยาณพงศ์ ลำนำภูกระดึง บางบทจากสวนแก้ว และบางกอกแก้วกำศรวล (หรือนิราศนครศรีธรรมราช) ทั้ง ๔ เล่มเป็นงานประเภทร้อยกรองทั้งสิ้น ฉันทลักษณ์ที่อังคารนิยมแด่งมากเป็นพิเศษ ได้แก่ กลอน โคลงสี่สุภาพ กาพย์ห่อโคลง กาพย์ยานีและฉันท์บางชนิด เนื้อหาที่ปรากฏในงานส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของอารมณ์ที่อังคารมีต่อสิ่งต่างๆ เช่น ต่อสตรี ต่อธรรมชาติต่อวรรณคดี ต่อศิลปะ ต่อพุทธธรรม และต่อสังคม
ผลงานทั้ง ๔ เล่มของอังคาร พอจะสรุปได้โดยย่อดังนี้
กวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นหนังสือรวมกวีนิพนธ์ชิ้นสั้น ๆ ที่เขียนระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๐-๒๕๐๗ มีบทกวีทั้งสิ้นรวม ๕๑ ชิ้น เนื้อหาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ ศิลปะวรรณคดี พุทธธรรม และปัญหาสังคม งานชิ้นนี้ได้รับรางวัลดีเด่นจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ในปี พ.ศ.๒๕๑๕
ลำนำภูกระดึง เป็นกวีนิพนธ์ขนาดยาว เขียนในทำนองนิราศแต่มิได้ยึดแบบแผนโบราณอย่างเคร่งครัด เนื้อหาส่วนใหญ่ดำเนินไปตามลักษณะกระบวนกลอนนิราศทั่วไป กล่าวคือพูดถึงสถานที่ที่กวีผ่านพร้อมทั้งสอดแทรกทัศนะด้านต่างๆ ลงไปในแต่ละช่วง
บางบทจากสวนแก้ว เขียนด้วยโคลงสี่สุภาพและกาพย์ห่อโคลงเนื้อหาเป็นการแสดงทัศนะด้านต่างๆ ของกวีโดยใช้เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กวีได้พบเห็นในกรุงเทพฯมาเป็นแรงบันดาลใจ
บางกอกแก้วกำศรวล หรือ นิราศนครศรีธรรมราชเป็นโคลงนิราศ เขียนด้วยโคลงสี่สุภาพจำนวน ๑,๒๖๕ บทมีบทแทรกเป็นกลอนและโคลงกระทู้หลายตอน เนื้อหาเป็นการบรรยายความรู้สึกของกวีในช่วงที่เดินทางจากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปยังกรุงเทพฯ ในลักษณะของนิราศ
สำหรับคุณค่าในงานกวีนิพนธ์ของอังคารนั้นมีผู้รู้ทางด้านอักษรศาสตร์ และกวีนิพนธ์ได้ประเมินไว้หลายท่านหลายทัศนะด้วยกัน ในที่นี้จะยกตัวอย่างเฉพาะที่สำคัญๆ เช่น
ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ได้กล่าวในรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณากวีนิพนธ์ดีเด่นของมูลนิธิเสฐียร-โกเศศ-นาคะประทีป ครั้งที่ ๖/๒๕๑๕ ว่า "จนกระทั่งข้าพเจ้าได้อ่านงานของอังคาร กัลยาณพงศ์ เมื่อ ๑๕ ปีที่แล้วมานี้จึงมีความรู้สึกตื่นเต้นยินดีว่า มีกวีไทยที่กลั่นกรองความคิดของสังคมใหม่มากล่าวเป็นภาษาของกวีตามอารมณ์ของกวีได้ลักษณะของกวีนิพนธ์ไทยได้มาถึงหัวเลี้ยวแล้ว เราเริ่มมีกวีที่กล่าวถึงสิ่งที่กระทบใจที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด ความขมความหวาน ด้วยถ้อยคำที่เรียกอารมณ์ของข้าพเจ้าให้ติดตามตื่นเต้นและชื่นชม เป็นกวีของยุคสมัย มิใช่นักกาพย์กลอนที่ใช้สมรรถภาพทางสมอง แต่เป็นกวีที่รวมความคิดของผู้ที่มองเห็นชีวิตไทยกับโวหารของกวีเข้าด้วยกันไว้ได้""
นางประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา แสดงความเห็นไว้ในเอกสารชิ้นเดียวกันนั้นว่า ".งานทุกชิ้นของอังคารสะท้อนให้เห็นความเจิดจ้าของวิญญาณกวีที่ผูกพันท่องไปกับธรรมชาติมองและเห็นในทุกสิ่ง ในทุกซอกทุกมุมอย่างประณีต ละเอียดด้วยตากาย ตาใจ ในแสงและสีอันบรรเจิด สุดความกว้างความลึกและความสูงของธรรมชาติ เท่าที่จะชักจูงให้ลอยล่องไปถึงอังคารมิได้เป็นเพียงผู้ร้อยกรองคำประพันธ์ในแบบอย่างของตัวเอง แต่เป็นจิตรกร จินตกวีอย่างเต็มภาคภูมิ..." และว่า".ในยุคที่วรรณกรรมไทยของเราไหลเรื่อยเอื่อยเฉื่อยไร้จุดหมายแน่นอน งานของอังคารลอยเด่นขึ้นมา ยืนยันในคุณค่าความเป็นวรรณศิลป์ของผู้เขียน ผู้มีมนตราในปากกา สามารถเสกสรรสุนทรีย์และสัจจรสที่ยังความปราโมทย์และลิงโลดแก่ใจผู้อ่านได้อย่างเลอเลิศและลึกซึ้ถึงขีดสุด"
นางฐะปะนีย์ นาครทรรพ แสดงความเห็นไว้ในเอกสารชิ้นเดียวกัน สรุปความได้ว่า ได้อ่านงานกวีนิพนธ์ของอังคาร๓ เล่ม คือ กวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์ ลำนำภูกระดึงและบางบทจากสวนแก้ว มีความเห็นสรุปได้คือ งานของอังคารมีข้อเด่นหลายด้านด้วยกัน เช่น เป็นต้นคิดไม่ซ้ำแบบใคร เช่นในบทไหว้ครูของหนังสือรวมกวีนิพนธ์เล่มแรก มีความเข้มข้นของบทกวี เช่น ในบทที่ชื่อ "โลก" มีศิลปะในการใช้ถ้อยคำสามารถเฟ้นถ้อยคำมาใช้อย่างอิสระ คำกระทบอารมณ์ มีความหมายลึกซึ้งดังจะเห็นได้หลายแห่งในหนังสือลำนำภูกระดึงมีจินตนาการของกวี จินตนาการนั้นได้สะท้อนแง่คิดทางปรัชญาไว้อย่างน่าสนใจ เช่น ในงานที่ชื่อ "ดึกนี้ชีวีก็สั้นลง"เป็นต้น
ทัศนะที่มีต่องานกวีนิพนธ์ของท่านผู้รู้ทางวรรณคดีและอักษรศาสตร์ดังได้ยกมา ย่อมเป็นเครื่องยืนยันให้เห็นว่างานกวีนิพนธ์ของอังคารเป็นงานกวีที่โดดเด่นในยุคปัจจุบัน และตัวของอังคารเองก็เป็นกวีคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของวงการกวีไทยในทศวรรษที่ผ่านมา
งานกวีนิพนธ์ของอังคาร มีความเด่นทั้งทางด้านเนื้อหาและศิลปะในการเขียน จะขอยกตัวอย่างจากงานบางส่วนมาแสดงดังนี้
แสดงแนวคิดเชิงปรัชญาชีวิต
"ภพนี้มิใช่หล้า หงส์ทอง เดียวนา
กาก็เจ้าของครอง ชีพด้วย
เมาสมมติจองหอง หีนชาติ
น้ำมิตรแล้งโลกม้วย หมดสิ้นสุขศานดิ์"
(โลก)
แสดงถึงจินตนาการ
"วักทะเลเทใส่จาน รับประทานกับข้าวขาว
เอื้อมเด็ดบางดวงดาว มาคลุกเคล้าซาวเกลือกิน"
(วักทะเล)
แสดงถึงอารมณ์สูญเสียรัก
"เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า
มีหวังกระทั่งฟากฟ้า ซบหน้าติดดินกินทราย
จะเจ็บจำไปจนปรโลก ฤารอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ"
(เสียเจ้า)
แสดงถึงความเข้าใจต่อโลกต่อจักรวาล
"จักรวาลหว่านเสน่ห์ไว้ ธาตุทิพย์
แด่หล้า คุณค่าวิเศษเลิศลิบ
ใครรูรุ่งเรืองยิบ มั่งคั่งอริยทรัพย์ท้า
เอาใส่ ใจเทอญ ทั่วฟ้ามไหสวรรค์"
(นิราศนครศรีธรรมราช)
แสดงถึงทัศนะต่อสังคม
"อโหรัฐบาลก่อนไร้ เดียงสา ฮะฮา
ขาดค่าศึกษาหา เรื่องบ้า
ตายจากชาติศาสนา ระอาถ่อย
เมามั่วอัตตากล้า เบ่งหล้ากะลาหลวงฯ"
(นิราศนครศรีธรรมราช)
แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจพุทธธรรม
"พระมรกตร่วงรุ้ง ปูนมิ่งขวัญยิ่งยง
งามวิหารหลั่งศิลป์ทรง พุทธองค์ แทนเอย
หยาดฟ้า โศกสร่าง
ใสสว่างรัตนจ้า แจ่มแจ้งสัจธรรมฯ
(นิราศนครศรีธรรมราช)
แสดงถึงความเชื่อมั่นในตัวเอง
"กรุงศรีธรรมราชไร้ เมธี ดังฤา
ตรังปล่อยพลันสาปวจี ท่านไหม้
วิเศษหนึ่ง รู้รา เพื่อสร้างสรรค์ศิลป์ฯ"
โอมเรานี่แก้วกวี ฟ้าสั่งให้จุติไชร้
(นิราศนครศรีธรรมราช)
อังคาร กัลยาณพงศ์ นับเป็นศิลปินและกวีสำคัญคนหนึ่งของไทยยุคปัจจุบัน มีผลงานกวีที่ทรงคุณค่าทั้งทางด้านวรรณศิลป์และทางด้านวัฒนธรรม นับเป็นกวีชาวภาคใต้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง อังคาร กัลยาณพงศ์ สมรสกับคุณอุ่นเรือน (จิตต์ภักดี) กัลยาณพงศ์ มีบุตร ๑ คน ธิดา ๒ คนและยังคงสร้างงานกวีนิพนธ์และงานจิตรกรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอ
อนึ่ง งานกวีนิพนธ์ "ปณิธานกวี" ของอังคาร กัลยาณ-พงศ์ ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน(ซีไรท์) ประจำปี พ.ศ.๒๕๒๙ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ประจำปี พ.ศ.๒๕๓๒ (สถาพร ศรีสัจจัง)