ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

หลวงพ่อทวด : เหยียบน้ำทะเลจืด

ภาค : ใต้

หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

หลวงพ่อทวด หรือ หลวงปู่ทวด เป็นภิกษุที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการพระราชทานที่กัลปนาแก่หัวเมืองพะโคะ ในสมัยพระเอกาทศรถ มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้า จนได้สมัญญาว่า "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด"

ประวัติของภิกษุรูปนี้เท่าที่ทราบหนักไปในเชิงตำนานชั้นแต่เอกสารซึ่งบันทึกเรื่องราวของท่านโดยตรงคือเรื่อง "ยอเข้าตำราหมื่นตราพระธรรมวิลาสเอาไปวิวาทเป็นหัวเมือง" ก็เป็นอภินิหารเสียมาก แต่ประมวลแล้วทั้งเอกสารและคำบอกเล่าสืบประวัติได้ว่า เดิมชื่อปู เป็นบุตรนายหู นางจัน ตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่ดินเศรษฐีปาน บ้านวัดเลียบ ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ปัจจุบันนี้ ตายายเป็นชาวบ้านคลองรี ตาชื่อเจิม ยายชื่ออิน วันเดือนปีเกิดของเด็กชายปูยังเอาแน่นอนไม่ได้บ้างว่าเกิดวันศุกร์ เดือน ๔ ปีมะโรง พ.ศ.๒๑๒๕ บ้างว่าเกิดปี จ.ศ.๙๙๐ ฉลู สัมฤทธิศก บ้างว่า พ.ศ.๒๑๓๑ โดยอนุมานคงเป็นปลายรัชสมัยพระมหาธรรมราชา อาจเป็นปี พ.ศ.๒๑๒๕ หรือ พ.ศ.๒๑๓๑ ปีใดปีหนึ่ง คลอดแล้วมีผู้นำรกไปฝังไว้ใต้ต้นเลียบ ปัจจุบันเลียบต้นนั้นยังมีอยู่และถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

หลังจากนางจันเลิกอยู่ไฟก็ออกเกี่ยวข้าวทันที และนำบุตรชายไปด้วย โดยผูกเปลให้นอนใต้ดต้นหว้า วันหนึ่งขณะขึ้นมาจะดื่มน้ำพักเหนื่อย เห็นงูจงอางขนาดใหญ่ขดพันอยู่บนเปลจึงร้องขึ้นด้วยความตกใจ นายหูเอาข้าวตอกดอกไม้บูชาเทพารักษ์ให้ช่วยเหลือ งูจึงเลื้อยออกไป และคายดวงแก้ววิเศษไว้ให้ทารกน้อย แก้วนี้ปัจจุบันอยู่ที่วัดพะโคะ จัดเป็นของศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง

นับแต่ได้แก้วนั้นฐานะของนายหูค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับส่วนเด็กชายปูเมื่อเจริญวัยขึ้นได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดกุฎีหลวง (วัดดีหลวงปัจจุบัน) กับอาจารย์จวงผู้เป็นลุง เรียนพระธรรมบทกับพระชินเสน ณ วัดสีกุยัง (วัดสีหยัง ตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ในปัจจุบัน) แล้วเข้าศึกษาต่อกับพระครูกาเดิม ณ วัดเสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชและได้อุปสมบทที่นั่นโดยมีพระมหาเถรปิยทสสีเป็นอุปัชฌาย์มีฉายาว่า "สามิราม"

ด้วยเป็นผู้ใฝ่ในธรรม เมื่อศึกษา ณ สำนักพระมหาเถรปิยทสสีแตกฉานแล้ว ได้ออกเดินทางไปอยุธยาเพื่อศึกษาเพิ่มเติม โดยขออาศัยไปกับเรือสำเภาของนายอินพ่อค้าเมืองสทิงพระ ขณะที่เรือแล่นถึงชุมพรได้เกิดพายุใหญ่ถึง ๗ วัน ๗ คืน ทำให้นายอินและลูกเรือตั้งข้อรังเกียจพระสามิราม เพราะเชื่อว่าคงเป็นกาลกิณีจึงเกิดมรสุมวิปริตเช่นนั้น ก่อนๆไม่เคยปรากฏ เมื่อคลื่นลมสงบจึงคิดจะเอาปล่อยเกาะ แต่ครั้นพระสามิรามลงเรือเล็กเอาเท้าข้างทู่ (หลวงพ่อทวดเท้าพิการข้างหนึ่ง) แช่ลงในทะเล ก็บังเกิดเป็นอัศจรรย์น้ำเค็มกลับจืดสนิทอาบกินได้ นายอินและลูกเรือจึงขอขมาโทษ เมื่อถึงอยุธยานายอินยังมอบอ้ายจันซึ่งเป็นข้าทาสให้เป็นโยมอุปัฏฐาก

พระสามิรามเข้าพักอาศัยอยู่วัดแค เรียนพระอภิธรรม ณ วัดลุมพลีนาวาส เล่าเรียนแตกฉานแล้วทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชานุวาส (บ้างว่าวัดสมอราย) นอกเขตพระราชวัง เพื่อศึกษาทางวิปัสสนา ขณะอยู่อยุธยาได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นอย่างหนึ่ง คือ มีประเทศหนึ่งจะเป็นสิงหลหรือมอญยังเอายุติไม่ได้ ส่งทูตมาท้าไขปริศนาธรรม โดยเอาพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์เขียนใส่แผ่นทองเท่าใบมะขาม ใส่หม้อระคนกัน ให้จัดเรียงและแปลให้ถูกต้อง จากเอกสารดังกล่าวข้างต้นระบุเงื่อนไขการท้าพนันว่า ถ้าฝ่ายผู้ท้าแพ้จะยกสิ่งของที่บรรทุกสำเภามาให้แก่เจ้าอยุธยาทั้งหมด แต่ไม่ปรากฏว่า ถ้าไขปัญหาไม่ได้อยุธยาจะต้องเสียอะไร ที่ว่าถ้าอยุธยาแพ้ต้องเสียเมืองนั้นเป็นเรื่องเล่ากันภายหลัง การแก้ปริศนาดังกล่าวไม่มีนักปราชญ์อยุธยาคนใดแก้ได้ ในที่สุดพระสามิรามก็ได้รับนิมนต์เข้าไปและแก้ปริศนาสำเร็จ ดังรายละเอียดในเรื่อง ยอเข้าตำราหมื่นตราพระธรรมวิลาสเอาไปวิวาทเป็นหัวเมืองกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

"จึงขุนศรีทนนชัยก็ไปนิมนต์พระรามเข้าไป ณ ที่ชุมนุมจึงสัปปุรุษจัน ตักน้ำมาล้างตีนบาทเจ้าพระรามก็เป็นผิดประหลาดซึ่งเหยียบศิลาอันลุ่ม จึงสัปปุรุษจันก็เอาด้ายเจาะชายจีวรแล้วแลขุนศรีทนนชัยก็ว่า ผายๆ กูจะเอาพระรามเข้าไป แลพระรามก็คลานเข้าไปถึงอาจารย์จึงถามพระรามก็นั่งลงแล้วก็ไหว้พระอาจารย์ จึงราชทูตทั้ง ๗ คนก็ว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปฤษณา จึงพระรามก็บอกแก่อาจารย์ว่าให้กรมการกฎหมายไว้ แล้วพระรามก็แก้คำราชทูดว่า กุมารเมื่อออกมาแต่ครรภ์พระมารดากี่เดือนกี่วันจึงจะรู้ค่ำ กีเดือนก่ันจึงจะรู้นั่ง ึงผู้หลักทั้งนั้นว่าเราจะแก้มิได้จึงเจ้าพระรามก็ถามราชทูตจะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่หรือจะว่ารู้คลานแก่ จึงราชทูตก็จะว่าแก้คำพระรามนั้นมิได้ ก็แพ้พระรามนั้นแล จึงพระบรมบพิตรเจ้าอยู่หัว ก็ให้เอาเตียงทองสาดมารองรับให้ราชทูตเอาอักษรพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์มากองเป็นเจ็ดกอง จึงพระรามก็ผุดลุกขึ้นทำวัตรแก่พระธรรมนั้น จึงพระรามก็เอาอักษรมาประดับจึงให้เป็นทองแถวทั้งเจ็ดคัมภีร์จึงพระรามนักปราชญ์ว่า ยังขาดอักษรเจ็ดตัวจะครบ จึงราชทูตก็ว่ามีแต่เท่านั้นแล พระรามก็ว่าแก่ราชทูตว่า ให้ทำทานบนเข้าต่อกันเล่า ราชทูตมิสู้ทำแลจึงราชทูตก็ถามว่า ยังขาดคืออักษรใด จึงพระรามก็ว่าตัวสัง ตัวหนึ่ง ตัว วิตัวหนึ่ง ตัว ทา ตัวหนึ่ง ปุ ตัวหนึ่ง กะ ตัวหนึ่งญะ ตัวหนึ่ง ปะ ตัวหนึ่ง จึงราชทูตก็เอาอักษรทั้งเจ็ดตัวออกมาแต่มวยผมมหาพราหมณ์ มายื่นให้แก่พระราม แล้วราชทูตก็ขอแพ้แก่พระรามเป็นสองท่า จึงราชทูตก็ไหว้นมัสการแก่พระรามแล้วก็ยกเอาสิ่งของ ณ สเภาซึ่งราชทูตเอามานั้นถวายแก่บรมบพิตร"

การครั้งนั้นยังความปีติแก่เจ้าสยามยิ่งนัก ทรงถวายเมืองแก่พระสามิรามท่อนหนึ่ง พระสามิรามครองแค่ ๓ วัน แล้วถวายคืนและได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์"

ต่อจากนั้น อยุธยาเกิดโรคห่าระบาดทั่วเมือง พระราชมุนีฯ ก็ช่วยไว้อีกครั้งหนึ่ง โดยรำลึกถึงอำนาจดวงแก้ววิเศษ แล้วทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรม โรคก็หายขาดด้วยอำนาจอภินิหารคุณธรรมความดีและประโยชน์ที่ได้กระทำต่อบ้านเมืองทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "พระสังฆราชคุรูปาจารย์"

พระราชมุนีฯ ชอบการธุดงค์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อออกจากอยุธยาก็ได้จาริกรุกขมูลกลับสทิงพระ ตลอดทางได้ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากและเผยแพร่ธรรมมาตลอด บางครั้งก็แสดงอภินิหารเช่น ข้ามแม่น้ำโดยเดินมาบนน้ำ เป็นอาทิ เมื่อถึงสทิงพระได้เข้าคารวะพระชินเสน พระอาจารย์จวง และคิดอ่านพร้อมด้วยพระครูสัทธรรมรังษีในเรื่องการบูรณะวัดพะโคะ ทั้งนี้เพราะวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระมาลิกเจดีย์และรอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นที่เคารพของผู้คน แต่สภาพชำรุดทรุดโทรมมาก อาศัยที่ท่านได้ทำประโยชน์แก่บ้านเมืองไว้ก่อนจึงได้ขอพระราชทานที่กัลปนา และบูรณะวัดจนสำเร็จดังความในประชุมพงศาวดารภาค ๑๕ (พงศาวดารเมืองพัทลุง) ว่าพระราชมุนีฯ "เข้าไปกรุงขอพระราชทานเบิกญาติโยมออกจากส่วยหลวงแล้วโปรดพระราชทานที่นาและกัลปนาและต้นตาล ญาติโยมออกจาก

ส่วยหลวงฯ หัวงาน เป็นข้าโปรดคนทาน พระกัลปนาขึ้นวัดพะโคะ โปรดให้มีเลณทุบาต ทิศเหนือถึงเขาพังไกรและควรชลิกทิศใต้จดเขาเขียวและเขาแดง ทิศตะวันออกจดทะเลเค็มทิศตะวันตกจดทะเลสาบ....แลทำพระมาลิกเจดีย์ ณ วัดราชประดิษฐาน (วัดพะโคะ-ผู้เขียน) นั้น สูงเส้นห้าวามีเศษแลมีพระห้องรอบตามราชจำนง" นอกจากนี้พระราชมุนีฯ ยัง "สร้างวัดถ้ำคูหาสวรรค์ ในที่ราบของพ่อขุนศรีชนาพยาบ้านปลัดเมืองพัทลุงทำพระพุทธรูป ๒๐ องค์ และก่อเจดีย์ ๗ องค์ แล้วถวายพระราชกุศลเข้าไปกรุง โปรดให้มีพระตำราตราโกษาธิบดียกญาติโยมและภูมิสัตว์ไร่นาอันมีในที่นั้น ๑๒ หัวงานออกจากส่วยหลวงเป็นศิลบานทานพระกัลปนาสำหรับวัดคูหาสวรรค์สืบไป"

ขณะที่พระราชมุนีฯ จำพรรษาอยู่วัดพะโคะ ได้วางรากฐานความเจริญให้แก่วัด จนวัดนี้กลายเป็นศูนย์กลางของวัดอื่นๆ ในเขตเมืองพัทลุงฝ่ายตะวันออก (คือ สทิงพระและระโนดในปัจจุบัน)

ราวหลัง พ.ศ.๒๑๕๙ พวกอุชงตะนะได้เข้าทำลายเมืองนครศรีธรรมราชและพัทลุงเสียหายอย่างยับเยิน ช่วงนี้พระราชมุนีฯได้โละ (ลอยไปเป็นแสงสว่างโชติช่วง) หายไป เล่าเป็นอภินิหารกันต่อมาว่า ตอนที่โละไปนั้นไปพร้อมกับสามเณรูปหนึ่ง โดยปรากฏเป็นดวงไฟใหญ่ดวงหนึ่ง เล็กดวงหนึ่งลอยไปทางทิศใต้และไม่ได้กลับสทิงพระอีกเลย

เรื่องราวหลวงพ่อทวดหลังจากโละไปแล้วมืดมนเงียบหายอยู่ประมาณ ๓๐๐ ปีเศษ จนเมื่อประมาณ ๔๕ ปีที่ผ่านมาอาจารย์ทิม ธมมธโร เจ้าอาวาสวัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี ได้สืบประวัติความเป็นมาของวัดช้างให้ และพบว่าวัดนี้สร้างมาแต่สมัยอยุธยา เจ้าอาวาสรูปแรกคือหลวงพ่อทวด ดังปรากฏหลักฐานบริเวณเนินดินในวัดซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ฝังอัฐิ และที่นั่นเรียกขานสืบมาว่า "เขื่อนหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" จึงได้ขุดเนินดินเพื่อสร้างสถูปใหม่ และได้พบหม้อทองเหลืองบรรจุอัฐิอยู่ใต้เนินดินนั้น และเล่ากันว่าหลังจากนั้นอาจารย์ทิมได้นั่งสมาธิจนเห็นรูปลักษณะของหลวงพ่อทวดหลายครั้ง

อาจารย์ทิมศรัทธาในหลวงพ่อทวดอย่างจริงจัง ต้องการศึกษาประวัติความเป็นมา จึงได้ออกจาริกธุดงค์สืบข้อมูลไปเรื่อยๆ จนถึงเมืองไทรบุรี และได้ทราบว่าหลังจากหลวงพ่อทวดโละไปจากวัดพะโคะแล้ว ได้สร้างวัดขึ้นที่ไทรบุรีวัดหนึ่งชื่อ "วัดโกระไหน" ขณะเดียวกันก็รับเป็นเจ้าอาวาสวัดช้างให้อีกวัดหนึ่ง ดังหลักฐานที่ปรากฏในตำนานเมืองปัตตานี เมื่อท่านเป็นเจ้าอาวาสถึง ๒ วัดเช่นนี้ จึงต้องเดินทางไปมาระหว่างวัดทั้ง ๒ อยู่เสมอ ขณะที่เดินทางนั้น เห็นสถานที่ใดเหมาะก็พักแรมหาความวิเวกทำสมาธิภาวนา บางแห่งหยุดพักเป็นเวลานานๆ เช่น ภูเขาถ้ำหลอด อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ภูเขาตังเกียบ บริเวณน้ำตกทรายขาว จังหวัดปัตตานี เป็นต้น

หลวงพ่อทวดมรณภาพที่วัดโกระไหน ศพถูกนำไปประชุมเพลิงที่วัดช้างให้ตามที่ท่านสั่งไว้ การนำศพต้องหยุดพักตามรายทาง หยุด ณ ที่ใดก็ปักไม้แก่นหมายไว้ทุกแห่ง และทำพูนดินให้สูงขึ้นถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า "สถูปท่านลังกา" (ทางไทรบุรีเรียกหลวงพ่อทวดว่า "ท่านลังกา") จุดที่หยุดพักศพรวมต้นทางและปลายทางมี ๑๑ จุด คือ วัดโกระไหน บาลิง ดังไกว คลองช้าง ดังแปร ลำปรำ ปลักคล้า คลองสาย ไทรบูดอ ควนเจดีย์ (สะบ้าย้อย) และวัดช้างให้

หลวงพ่อทวดเป็นพระที่ชาวบ้านเชื่อถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ได้แสดงอภินิหารไว้หลายครั้งดังกล่าวให้เห็นบ้างแล้วข้างต้น หลังจากมรณภาพไปแล้วก็ยังสำแดงให้ปรากฏอยู่หลายครั้ง เช่น เล่ากันว่าปรากฏเป็นดวงไฟลอยขึ้นหรือลงที่ต้นเลียบ บ้านวัดเลียบและที่วัดพะโคะ บังคับรถไฟของญี่ปุ่นที่แล่นผ่านวัดช้างให้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ให้ล้อหมุนอยู่กับที่จนเกิดประกายไฟโชติช่วง จะแก้ไขอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จนอาจารย์ทิมต้องขอขมาต่อหลวงพ่อทวดจึงแล่นผ่านไปได้ (จุดที่รถไฟผ่านเป็นที่ฝังศพ) ปรากฏกายให้เห็นที่ต้นเลียบ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ ปรากฏกายให้เห็นในพิธีปลุกเสกพระเครื่องหลวงพ่อทวดที่วัดดีหลวงเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นต้นจากความศรัทธาและอภินิหารต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้คนรุ่นหลังขอบารมีของท่านเป็นที่พึ่ง มีการทำรูปเคารพ พระเครื่องผ้ายันต์ขึ้นบูชา และทำพิธีบวงสรวง บนบานกันมิได้ขาดทั้งที่วัดพะโคะและวัดช้างให้ และวัดทั้ง ๒ แห่งนี้ ถือเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญสร้างขึ้นด้วยศรัทธาต่อท่านอย่างแท้จริง (อุดม หนูทอง)

 

รอยพระพุทธบาท ที่วัดพะโคะ จังหวัดสงขลา ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่า เป็นรอยเท้าที่หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดได้แสดงอภินิหารเอาไว้

 

 

 

ลูกแก้ว ซึ่งเชื่อกันว่าพญางูนำมาคายไว้ให้หลวงพ่อทวด

 

 

 

รูปปั้นหลวงพ่อทวดที่วัดพะโคะ

 

 

 

 

 

 

ดวงแก้วที่เชื่อว่างูคายไว้ ปัจจุบันเก็บไว้ที่วัดพะโคะ

 

 

 

นิมิตที่หินก้อนนี้ (อยู่ในบริเวณวัดพะโคะ) เชื่อกันว่าเป็นรอยพระบาทของสมเด็จพะโคะ