ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ตระกูล

ภาค : ใต้

รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ตระกูล

ตระกูลรัตนดิลก ณ ภูเก็ต เป็นตระกูลสำคัญในฐานะที่เคยเป็นเจ้าเมืองถลางที่พังงา ระหว่างปี พ.ศ.๒๓๕๔-๒๓๖๗ และในเกาะภูเก็ตระหว่างปี พ.ศ.๒๓๖๗-๒๓๘๐ และเป็นเจ้าเมืองภูเก็ต ระหว่างปี พ.ศ.๒๓๘๐-๒๔๓๓ เป็นตระกูลที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเมืองภูเก็ตจากเมืองขนาดเล็กซึ่งเป็นเมืองบริวารของเมืองถลางไปเป็นเมืองขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางทางการปกครองบริเวณหัวเมืองชายฝั่งตะวันตกในระยะที่มีการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลอีกด้วย ประวัติความเป็นมา สถานภาพบทบาทและการเสื่อมสลายอำนาจจากเมืองภูเก็ตของตระกูลนี้ จึงเป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางการเมือง การปกครองและสังคมของเมืองภูเก็ตและหัวเมืองใกล้เคียงได้เป็นอย่างดี

 

ต้นตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สืบเชื้อสายมาจากแขกอินเดียชาวเมืองมัทราส สุนัย ราชภัณฑารักษ์ สันนิษฐานว่าแขกอินเดียดังกล่าวเข้ามาค้าขายและตั้งหลักแหล่งในเมืองถลางมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี จนมีลูกหลานคนหนึ่งคือนายเจิมหรือเจ๊ะมะ ซึ่งเมื่อเติบโหญ่ขึ้นมาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นหลวงล่ามเมืองถลางก่อน ครั้งเมืองถลางเสียแก่พม่าในปี พ.ศ.๒๒๕๒หลวงล่าม (เจิม) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตะกั่วทุ่ง และคงมีความสนิทสนมกับตระกูล ณ สงขลา ด้วยเมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองถลางที่พังงาสารตราตั้งจึงผ่านมาทางกรมการเมืองสงขลา ไม่ใช่ผ่านทางเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลช่วยเหลือในการจัดตั้งเมืองถลางที่พังงามาตั้งแต่ต้น

 

พระยาถลาง (เจิม) หรือพระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ประสิทธิสงคราม (เจิม) เป็นเจ้าเมืองถลางที่พังงาอยู่ประมาณ๑๓-๑๔ ปี จึงย้ายกลับไปตั้งเมืองถลางขึ้นใหม่ในเกาะภูเก็ตราว ๆ ปี พ.ศ.๒๓๖๗ และเป็นเจ้าเมืองถลางในเกาะภูเก็ตอีกประมาณ ๑๓ ปี จึงถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ.๒๓๕๐ ใน ระยะดังกล่าวนี้ตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ยังไม่มั่นคงนักเพราะจะต้องแข่งขันและช่วงชิงผลประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะการทำส่วยดีบุกกับเมืองนครศรีธรรมราช สมัยที่เจ้าพระยานคร(น้อย) เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช สมัยที่เจ้าพระยานคร(น้อย) เป็นเจ้าเมืองซึ่งมีอำนาจและอิทธิพลสูงสุดทางหัวเมืองภาคใต้ในขณะนั้น ประกอบกับมีการแต่งตั้งเชื้อสายของตระกูลจันทโรจวงศ์ คือ พระยาถลาง (เริก พ.ศ. ๒๓๕๐-๒๓๙๑)มาเป็นเจ้าเมืองถลาง ส่วนทายาทของตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คือนายแก้ว ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระภูเก็ต (พ.ศ.๒๓๘๐-๒๓๙๒) ไปเป็นผู้ปกครองเมืองภูเก็ตในฐานะเมืองบริวารของเมืองถลาง

 

การแต่งตั้งพระภูเก็ต (แก้ว) เป็นเจ้าเมืองภูเก็ต นับได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่สำคัญที่สุด กล่าวคือ เปิดโอกาสให้ตระกูลนี้เข้าไปเป็นผู้ควบคุมแหล่งทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในเกาะภูเก็ตขณะนั้นคือแร่ดีบุกนอกจากนี้บริเวณเมืองภูเก็ตซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ มีท่าเรือน้ำลึกดีๆ หลายแห่ง เหมาะสำหรับทำการติดต่อค้าขายกับหัวเมืองใกล้เคียงและต่างประเทศ โดยเฉพาะกับปีนังและอาณานิคมช่องแคบของอังกฤษ เมืองภูเก็ตจึงค่อยๆ เจริญขึ้นในสมัยพระภูเก็ต (แก้ว) พระภูเก็ต (แก้ว) เองก็นับได้ว่าเป็นเจ้าเมืองที่มีเลือดเนื้อเชื้อสายสืบมาจากตระกูลพ่อค้า กล่าวคือ ปู่เป็นพ่อค้าแขกอินเดียชาวเมืองมัทราส ที่เข้ามาทำราชการในเมืองถลางในด้านที่ติดต่อกับต่างประเทศ ส่วนย่าเป็นคนจากตระกูลเมืองถลาง สายประทีป ณ ถลาง นอกจากนั้นพระภูเก็ต(แก้ว) ยังเป็นนักลงทุนแบบสมัยใหม่ กล่าวคือลงทุนจ้างจีนจำนวนกว่า ๓๐๐ คนทำเหมืองแร่โดยจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเป็นการตอบแทน ดังปรากฏข้อความในใบบอกเมืองภูเก็ตปี พ.ศ.๒๔๒๔ ในระยะที่พระยาภูเก็ต (ลำดวน) เป็นเจ้าเมืองมีข้อความตอนหนึ่งว่า "...พระภูเก็ด (แก้ว) ปู่ของข้าพระพุทธเจ้าเห็นทำเลเมืองภูเก็ต พอจะสับสร้างเป็นเหมืองแร่ดีบุกทำเป็นการใหญ่ให้บ้านเมืองเกิดผลประโยชน์เจริญขึ้นได้พระภูเก็ต (แก้ว) เข้ามากรุงเทพมหานคร ได้ว่าจ้างจีนไหหลำจีนมาเก๊าพาออกไปจากกรุงเทพมหานคร ๓๐๐ คน กับได้จ้าง พวกจีนนอกเมืองเพิ่มเติมเข้าบ้าง แล้วจัดการสับสร้างป่าปิดทำนบขุดสายน้ำตั้งทำเหมืองแรดบุกลงที่ดำบลหลอยูงดำบลหนึ่งตำบลท่าแครงดำบลหนึ่ง และได้สับสร้างป่าลงที่ตำบลทุ่งคาซึ่งเป็นบ้านเรือนที่อยู่ปลูกโรงจากตั้งเป็นตลาด...ให้จีนตั้งร้านค้าขายอยู่สามโรงสี่โรง. เมืองภูเก็ตในสมัยพระภูเก็ต (แก้ว)จึงอยู่ในระยะบุกเบิกความเจริญรุ่งเรืองของเมืองนี้ในระยะต่อมาจึงเกิดจากความตั้งใจและความเพียรพยายามของเจ้าเมืองในตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อย่างแท้จริง แต่ผู้ที่มีอุปการคุณต่อเมืองภูเก็ตมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือพระยาภูเก็ต (ทัต) ทายาท ของพระภูเก็ต (แก้ว) และถือกันว่าต้นตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ตในฐานะที่เป็นเจ้าเมืองภูเก็ตคนแรกที่ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯและมีอำนาจตลอดทั้งเกาะ กล่าวคือเป็นผู้ควบคุมดูแลเมืองถลางด้วย

 

พระยาภูเก็ต (ทัต) เป็นเจ้าเมืองนักพัฒนา ที่มีความคิดก้าวหน้าลงทุนทำเหมืองแร่วิธีใหม่คือ จ้างกุลีจีน ซึ่งได้ผลดีกว่าวิธีเก่าคือ เกณฑ์ไพร่ไปทำ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้อธิบายถึงวิธีการทำเหมืองแร่ดีบุกต้นสมัยรัตนโกสินทร์ไว้ว่า "..เหมืองดีบุกที่ราษฎรในเกาะภูเก็ตทำสมัยนั้นล้วนเป็นเหมืองขุดทั้งสิ้นวิธีการขุดแร่นั้นใช้แรงงานประมาณ ๔ คน ต่อหนึ่งหลุม สองคนขุดและอีก ๒ คนคอยเสริมเฝือกไม้ไผ่ลงข้างหลุมเพื่อกันมิให้ดินพัง และกันน้ำมิให้ไหลลงหลุม มีโพงพางชักคันขึ้นสูงพร้อมทั้งหินถ่วงปลายสำหรับตักดินและแร่ขึ้นจากหลุม ข้างหลุมจะมีแหล่งน้ำซึ่งอาจเป็นลำธาร หรือขุดบ่อน้ำไว้ก็ได้ พวกผู้หญิงมีหน้าที่แยกแร่จากดินที่บ่อน้ำนี้ พอตกเย็นก็นำแร่นี้ไปล้างอีกครั้งหนึ่งที่ลำธารซึ่งมีน้ำไหล เพื่อให้ชะขี้ดินออกให้หมดครั้นแร่เหล่านี้แห้งดีแล้วก็นำไปยังโรงถลุง ปรากฏในหลักฐานบางแห่งว่าโรงถลุงนี้มีชาวจีนมาผูกขาดการถลุงแร่จากรัฐบาล.."ซึ่งกรรมวิธีการทำเหมืองแร่เหล่านี้ในระยะแรกๆ ใช้แรงงานไพร่ส่วยดีบุกซึ่งเป็นคนไทย มีการอู้งานจึงได้ผลผลิตแร่น้อยกว่าการจ้างกุลีจีนทำ ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจของหัวเมืองทางชายฝั่งตะวันตกอีกด้วย กล่าวคือเจ้าเมืองได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ผูกขาดทำภาษีชนิดด่างๆ ภายในตัวเมืองของดนด้วย เพื่อควบคุมชาวจีนที่ทำเหมืองและรับช่วงภาษีผูกขาดไปทำในตำบลและแขวงขึ้นต่างๆ ก่อให้เกิดระบบเหมาเมืองขึ้นในช่วงดอนปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ และต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕

 

ภายใต้การปกครองตามระบบเหมาเมืองในสมัยพระยา ภูเก็ต (ทัต) ได้สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ตเป็นอย่างมาก และผลจากการอพยพเข้ามาของชาวจีนเพื่อทำเหมืองแร่ ทำให้เมืองภูเก็ตกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว แต่ชาวจีนที่เข้ามาร่วมหมื่นคนจะอาศัยรวมกันอยู่เป็นพวกๆ ตามภูมิลำเนาเดิมในเมืองจีน เพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มดน เป็นต้นว่า พวกยี่หิน ปูนเถ้าก๋งและโฮ่เซ่ง พวกยี่หินมาจากเกาะไหหลำ ปูนเถ้าก๋งมาจากมาเก๊าและกวางตุ้ง ส่วนโฮ่เซ่งเป็นจีนฮกเกี้ยนมาจากมณฑลฟูเกี้ยนระบบเหมาเมืองสามารถควบคุมชาวจีนเหล่านี้ได้แต่เพียงการจัดสรรแหล่งแร่และเรียกเก็บภาษีผูกขาดโดยผ่านทางจีนนายเหมืองซึ่งส่วนหนึ่งรับเงินทุนจากเจ้าเมืองไปทำแร่ดีบุก แต่ไม่สามารถปกครองดูแลกลุ่มชาวจีนเหล่านี้อย่างใกล้ชิดได้ จึงมักจะเกิดการวิวาทขึ้นระหว่างกลุ่มชาวจีน โดยที่เจ้าเมืองไม่สามารถจะระงับได้ เพราะมีกำลังคนไม่เพียงพอต้องขอความช่วยเหลือจากหัวเมืองใกล้เคียงและกรุงเทพฯ นับว่าเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต และตระกูลอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบเหมาเมือง ประกอบกับการขยายตัวของธุรกิจการผลิตดีบุกในภาคใต้ของไทยเกิดจากความต้องการของตลาดในยุโรปดีบุกจึงกลายเป็นสินค้าที่ไม่มีเสถียรภาพทางราคา จะขึ้นลงตามปริมาณความต้องการดีบุกของอุตสาหกรรมทำเหล็กวิลาดและกระป๋องในประเทศทุนนิยมศูนย์กลางการลงทุนทำเหมืองแร่ของเจ้าเมืองตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต และนายทุนชาวจีนอื่นๆ จึงต้องเสี่ยงต่อปัญหาเสถียรภาพราคาเป็นอย่างมาก

 

ด้วยเหตุนี้ความร่ำรวยของเจ้าเมืองในระบบเหมาเมืองจึงตั้งอยู่บนรากฐานที่ไม่มั่นคง ถึงแม้พระยาภูเก็ต (ทัต) จะมีความสามารถทางด้านการค้า ชักชวนให้พ่อค้าชาวจีนเข้ามาลงทุนค้าขายและทำเหมืองแร่ จนกระทั่งเก็บภาษีอากรตามระบบเหมาเมืองเพิ่มขึ้นมากกว่าเมืองอื่น ๆ ปีหนึ่ง ๆ ส่งภาษีให้แก่รัฐบาลกลางหลายพันชั่งก็ตาม แต่ทางฝ่ายรัฐบาลกลางก็ยังไม่พอใจและเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาประมูลภาษีแข่งขันอยู่เสมอ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๑๘ เป็นต้นมา ฐานะของตระกูลรัตนดิลก ณ ภูเก็ต เริ่มสั่นคลอนเมื่อทางฝ่ายรัฐบาลกลาง แนะนำให้เพิ่มภาษีผูกขาดจากปีละ ๕,๒๐๐ ชั่งเป็นปีละ ๖,๐๐๐ชั่ง ในปี พ.ศ.๒๔๑๙ จีนเมืองภูเก็ตก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่จนกระทั่งการทำเหมืองแร่ต้องหยุดไปชั่วคราว ตระกูล รัตนติลก ณ ภูเก็ต ไม่สามารถส่งเงินภาษีให้แก่รัฐบาลได้ครบตามจำนวนเป็นครั้งแรก ทำให้ความมั่งคั่งของตระกูลนี้ที่สะสมทุนไว้แต่เดิมเริ่มหดหายไป พร้อมกับการถึงแก่อสัญกรรมของพระยาภูเก็ต (ทัต) ในปี พ.ศ.๒๔๒๑

 

ทายาทของตระกูลรัตนดิลก ณ ภูเก็ต คนต่อมาคือ พระยาภูเก็ต (ลำดวน พ.ศ.๒๔๒๑-๒๔๓๓) เป็นคนไม่ฉลาดเผอเรอใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย และเอาเงินภาษีผลประโยชน์ที่ได้ใช้ส่วนตัวมาก จนเงินภาษีติดค้างมาก และยังถูกซ้ำเติมจากการประมูลขึ้นภาษีโดยพระยาอัษฎงคตทิศรักษา (ตันกิมเจ๋ง)เจ้าเมืองกระบุรีและกงสุลไทยประจำสิงคโปร์ ในปี พ.ศ.๒๔๒๕ตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ซึ่งมีพระยาภูเก็ต (ลำดวน) เป็นผู้นำตัดสินใจคืนภาษีผูกขาดให้แก่รัฐบาล เพราะไม่สามารถจะรับทำต่อไปได้อีก

 

ความเสื่อมสลายอำนาจของตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ตจากเมืองภูเก็ตก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากความต้องการของรัฐบาลกลางด้วย ดังจะเห็นได้จากตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๑๘ เป็นต้นมา รัฐบาลกลางเริ่มส่งข้าหลวงใหญ่จากส่วนกลางออกมาดูแลการเก็บภาษีในเมืองภูเก็ต ตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ก็มิได้นิ่งเฉยต่อสิ่งที่ท้าทายต่อผลประโยชน์และอำนาจอิทธิพลของตน ดังจะเห็นได้จากการที่ตระกูลนี้เริ่มเข้าไปมีสายสัมพันธ์กับตระกูลขุนนางอิทธิพลในส่วนกลางคือตระกูล บุนนาค โดยการแต่งงานระหว่างคุณหญิงเลื่อม บุตรสาวของพระยาภูเก็ต (ทัต) กับพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชื่นหลานชายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ด้วยเหตุนี้เองเมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ.๒๔๒๕ ตระกูล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ก็เริ่มมองเห็นชัดเจนแล้วว่า พวกตนเข้าเล่นการเมืองผิดพรรคเสียแล้ว ในที่สุดพระยาภูเก็ต (ลำดวน) ก็ถูกเรียกตัวไปเพื่อเร่งภาษีที่คั่งค้าง จนถึงกับล้มละลายและรัฐบาลกลางได้ยึดเอาบ้านเดิมของพระยาภูเก็ต (ทัต) ไปเป็นของหลวงทดแทน และตระกูลนี้หมดอำนาจไปจากเมืองภูเก็ตพร้อมกับการถึงแก่อสัญกรรมของพระยาภูเก็ต (ลำดวน) ในปีพ.ศ.๒๕๓๓ (สงบ ส่งเมือง)

 

แผนผังแสดงตระกูลรัตนดิลก ณ ภูเก็ต