ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ท่าแพ, อำเภอ

ภาค : ใต้

ท่าแพ, อำเภอ

ประวัติความเป็นมา

เดิมท้องที่ในเขตอำเภอท่าแพบางส่วนขึ้นกับอำเภอเมืองสตูลและบางส่วนขึ้นกับอำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล แต่ด้วยเหตุที่ท้องที่ของอำเภอทั้งสองมีอาณาเขตกว้างขวาง หลายตำบลอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองประกอบกับในท้องที่ตำบลท่าแพ ตำบลแประ ตำบลสาคร มีราษฎรอพยพเข้าไปอยู่กันมากขึ้น จังหวัดสตูลจึงได้พิจารณาแยกตำบลท่าแพและตำบลแประ จากกิ่งอำเภอควนกาหลง (ก่อนยกฐานะเป็นอำเภอ) และดำบลสาคร จากอำเภอเมืองสตูล เพื่อจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอท่าแพขึ้น ให้การปกครองขึ้นตรงต่ออำเภอเมืองสตูล และได้อนุมัติหลักการเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๘ หลังจากนั้นได้มีการพิจารณากำหนดจุดที่ตั้งและหาที่ดินในการก่อสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๘ นายดำริ จิตนุพงศ์ ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอควนกาหลงได้เสนอที่ดินในท้องที่ตำบลแประและตำบลท่าแพไปให้ทางจังหวัดพิจารณา ในที่สุดได้ตกลงให้รับเอาที่ดินในท้องที่หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าแพ เป็นที่ตั้งที่ว่าการกิ่งอำเภอ ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านจำนวน ๒๕ ไร่ และที่ดิน ซึ่งราษฎรตำบลท่าแพบริจาคสมทบอีก ๔๙ ไร่ ที่ดิน ๒ แปลงนี้ อยู่ริมทางสายฉลุง-ละงู ตรงหลักกิโลเมตรที่ ๑๓ ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ประกาศตั้งกิ่งอำเภอท่าแพให้มีผลเป็นกิ่งอำเภอ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๙ โดยมีนายถาวร บุณยะวันตัง ดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท่าแพเป็น      คนแรก โดยใช้ศูนย์พัฒนาตำบลเป็นสถานที่ปฏิบัติงานชั่วคราว ต่อมาได้ย้ายมายังที่ทำการหลังใหม่ ซึ่งทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๓ ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะ กิ่งอำเภอท่าแพเป็น "อำเภอท่าแพ" เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๗

สภาพทั่วไป

          อำเภอท่าแพขึ้นกับจังหวัดสตูล มีพื้นที่ประมาณ ๑๙๗.๒๕๐ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๑๒๓,๒๘๑ ไร่ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าแพ ถนนสายฉลุง-ละงู อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ๒๗ กิโลเมตร

อาณาเขต

          ทิศเหนือ                             ติดต่อกับอำเภอควนกาหลง

          ทิศใต้                                 ติดต่อกับอำเภอเมืองสตูล และมหาสมุทรอินเดีย

          ทิศตะวันออก                     ติดต่อกับอำเภอเมืองสตูล

          ทิศตะวันตก                       ติดต่อกับอำเภอละงู

          อำเภอท่าแพ แบ่งเขตการปกครองเป็น ๔ ตำบล ๒๘ หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลท่าแพ ตำบลท่าเรือ ตำบลแประ (แป-ระ) และตำบลสาคร ปี พ.ศ.๒๕๔๐ มีประชากรทั้งหมด ๒๑,๖๖๔ คน เป็นชาย ๑๐,๗๘๔ คน เป็นหญิง ๑๐,๘๗๕ คน ตำบล ท่าแพมีประชากรหนาแน่นที่สุด ส่วนตำบลที่มีประชากรเบาบาง ที่สุดคือตำบลท่าเรือ ความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ยทั้งอำเภอ ๑๑๐ คนต่อตารางกิโลเมตร

          ลักษณะภูมิประเทศ อำเภอท่าแพมีพื้นที่เป็นที่ราบไม่มีภูเขา จึงเหมาะแก่การทำนาและปลูกพืช มีคลองสายสำคัญ ๒ สาย คือ คลองท่าแพ ต้นน้ำเริ่มจากอำเภอควนกาหลงไหล ผ่านหมู่ที่ ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗ และหมู่ที่ ๙ ตำบลท่าแพ คลอง-รังกา ต้นน้ำเริ่มจากอำเภอควนกาหลงเช่นกัน ไหลผ่าน หมู่ที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕ และหมู่ที่ ๖ ตำบลแประ และมีบึงขนาดเล็ก ๕ บึง มีเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ แต่เมื่อถึงฤดูแล้งน้ำในบึงจะแห้งหมด มีป่าชายเลนเป็นเนื้อที่ประมาณ ๙.๖๐ ตารางกิโลเมตร

          สภาพดินของอำเภอท่าแพส่วนใหญ่เป็นดินปนทรายเหมาะแก่การเพาะปลูกและบางส่วนมีสภาพเป็นป่าชายเลน

          ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญคือ ป่าชายเลนซึ่งประกอบด้วยไม้โกงกาง แสม และจาก

          ลักษณะภูมิอากาศ อำเภอท่าแพมีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน มี ๒ ฤดูคือ ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม อุณหภูมิเฉลี่ย ๒๗ องศาเซลเซียส

          อำเภอท่าแพ สามารถติดต่อกับท้องที่อื่นๆ ได้โดยมีทางหลวงแผ่นดินสายสตูล-ตรังตัดผ่านเป็นระยะทางยาวประมาณ ๒๗ กิโลเมตร สำหรับทางน้ำใช้การขนส่งทางเรือแถบชายฝั่งติดต่อกับอำเภอเมืองสตูล อำเภอละงู และรัฐเปอร์ลิส ประเทศ มาเลเซีย แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากต้องอาศัยการขึ้นลงของกระแสน้ำทำให้เสียเวลาในการเดินทางขนส่ง ส่วนการคมนาคมภายในอำเภอท่าแพใช้ทางหลวงชนบท ๙ สาย ระยะทางรวมกันประมาณ ๗๗ กิโลเมตร

          ประชากรอำเภอท่าแพนับถือศาสนาอิสลามประมาณ ร้อยละ ๙๕ นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอื่นๆ ประมาณร้อยละ ๕ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำสวนยาง ทำนาปลูกพืชไร่ ทำสวนปาล์มน้ำมันและทำการประมง รายได้เฉลี่ยของประชากรครอบครัวละ ๓๒,๕๐๐ บาทต่อปี หรือคนละ ๑๙,๐๐๐ บาทต่อปี มีประชาชนบางส่วนนิยมไปรับจ้างทำงานในประเทศมาเลเซีย

          สภาพทางการศึกษาของอำเภอท่าแพปี พ.ศ.๒๕๔๐ มีโรงเรียนประถมศึกษาสังกัด สปช. ๑๘ โรง สังกัดกรมสามัญศึกษา ๒ โรง ปีการศึกษา ๒๕๓๙ มีอัตราการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ร้อยละ ๘๘.๔๗ เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ร้อยละ ๘๑.๕๕ ปีการศึกษา ๒๕๔๐ เรียนต่อชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ร้อยละ ๙๔.๙๔ เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ร้อยละ ๙๔.๔๖ จำนวนครูทั้งอำเภอมีวุฒิระดับปริญญาตรี ร้อยละ ๘๒.๔๔

          การสาธารณสุขมีอัตราส่วนแพทย์ ๑ คนต่อประชากร ๒๑,๖๖๔ คน มีโรงพยาบาลขนาด ๑๐ เดียง ๑ โรง มีสถานีอนามัย ๔ แห่ง (รื่นนภา รัตนพงศ์)

 


ตึกรัตนธัช วัดท่าโพธ์วรวิหาร พัฒนาเป็น "พิพิธภัณฑ์รัตนธัชมุนี"

 

 


เครื่องปั้นดินเผาลักษณะต่างๆ พบที่คลองวัดท่าโพธิ์ ซึ่งแรกว่าบริเวณนี้เคยเป็นท่าเรือของเมืองนครศรีธรรมราช

 


เบ้าหลอมแร่พบที่คลองวัดท่าโพธิ์ ใกล้สะพานราเมศวร์

 


กล้องสูบฝิ่น พบที่คลองวัดท่าโพธิ์

 


พระอุโบสถวัดท่าโพธิ์วรวิหาร ถ่ายตอนเวลาพระเริ่มออกบิณฑบาต (วันที่ ๑๙ กรกฎคม พ.ศ. ๒๕๕๑)

 


พระพุทธรูปหน้าพระอุโบสถ

 

 


ใบเสมาวัดท่าโพธิ์วรวิหารเป็นใบเสมาคู่ติดกระจกสี