ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ถ้ำหมอเขียว : แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ภาค : ใต้

ถ้ำหมอเขียว : แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ถ้ำหมอเขียว เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่บนเทือกเขาหินปูนในกลุ่มเทือกเขากองและเทือกเขาช่องลม ในเขตหมู่ที่ ๑ บ้านหน้าชิง ตำบลกระบี่น้อยอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร์ที่ละติจูด ๘ องศา ๘ ลิปดาเหนือ และลองจิจูดที่ ๙๘ องศา ๕๕ ลิปดาตะวันออก

ชื่อถ้ำหมอเขียว มาจากชื่อของนายเขียว ชาวท้องถิ่นที่มีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรเป็นอย่างดีจนชาวบ้านเลื่อมใสเรียกขานว่า "หมอเขียว" เข้ามาอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้ และถึงแก่กรรมลงที่นี่เมื่อกว่า ๓๐ ปีมาแล้ว

แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ แม้จะเรียกว่าถ้ำ แต่ลักษณะที่แท้จริง เป็นเพิงผาที่มีหลืบลึกจากปากเพิงไปจรดผนังถ้ำภายใน ๓ เมตร และมีความยาวตามแนวตะวันออก-ตะวันตกประมาณ ๓๐ เมตร ปากเพิงผาหันไปทางทิศเหนือโครงการวิจัยวัฒนธรรมโหบินเนียนในประเทศไทย (The Hoabinhian Research Project in Thailand) ซึ่งเป็นโครงการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี ได้สำรวจพบหลักฐานพื้นผิวดิน (surface finds) และระบุเป็นครั้งแรกว่า ถ้ำหมอเขียวเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ และได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีที่ถ้ำแห่งนี้ในปีเดียวกันนี้ คณะผู้ดำเนินการขุดค้นและวิเคราะห์ข้อมูลด้านต่างๆ ที่ได้จากการขุดค้น และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ ภู่ขจร อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร หัวหน้าโครงการ อำนวยการขุดค้น วิเคราะห์สภาพแหล่งและผลการขุดค้นตามชั้นดินวัฒนธรรม วิเคราะห์หลักฐานที่เป็นเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องมือหิน ประพิศ ชูศิริ นักโบราณคดีจากกองโบราณคดี กรมศิลปากร วิเคราะห์เรื่องโรคจากโครงกระดูกมนุษย์ เยาวลักษณ์ ชัยมณี วิเคราะห์กระดูกสัตว์อำพล ไวศยดำรง วิเคราะห์หอย มนัส วัฒนศักดิ์ วิเคราะห์ละอองเกสรพืชโบราณ

ผลการขุดค้นแหล่งโบราณคดีถ้ำหมอเขียวแห่งนี้ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือเรื่อง Preliminary report of excavations at Moh-Khiew Cave, Krabi Province, Sakai Cave, Trang Province and Ethnoarchaeological research of hunter-gatherer group, so call "Sakai" or "Semang" at Trang Province. Volume 1, 1993. by Surin Pookajorn and staff รายงานขั้นสรุปการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว จังหวัดกระบี่ ถ้ำซาไก จังหวัดตรังและการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีชนกลุ่มน้อยเผ่าซาไก จังหวัดตรัง ๒๕๓๗ โดยสุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้านต่างๆ สรุปเรื่องราวทางวัฒนธรรมของแหล่งโบราณคดีถ้ำหมอเขียวได้ดังต่อไปนี้

๑. ปรากฏการเข้าอยู่อาศัยและประกอบกิจกรรมของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ๕ ช่วงสมัย ตามชั้นดินทางวัฒนธรรมหรือชั้นดินโบราณคดี ๕ ชั้น ดังนี้

-ชั้นแรกสุดหรือชั้นที่ ๑ เป็นชั้นวัฒนธรรมของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยไพลสโตซีนตอนปลาย แม้จะไม่มีตัวอย่างโบราณวัตถุที่ใช้กำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ได้โดยตรงแต่เมื่อพิจารณาจากค่าอายุของชั้นที่อยู่หลังจากนี้ชั้นหนึ่ง ชั้นวัฒนธรรมแรกสุดนี้จึงน่าจะมีอายุประมาณก่อน ๓ หมื่นปีมาแล้ว

-ชั้นที่ ๒ เป็นชั้นวัฒนธรรมของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยไพลสโตซีนตอนปลาย ปรากฏอายุตามผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ๒๕,๘๐๐±๖๐๐ ปีมาแล้ว

-ชั้นที่ ๓ เป็นชั้นวัฒนธรรมของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยโฮโลชีนตอนต้น ปรากฏอายุตามผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ๑๑,๐๒๐±๑๕๐ ถึง ๘,๔๒๐±๙๐ ปีมาแล้ว

- ชั้นที่ ๔ เป็นชั้นวัฒนธรรมของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยโฮโลซีนตอนกลาง ปรากฏอายุตามผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ๗,๐๖๐±๑๐๐ ถึง ๕,๕๙๐±๗๐ ปีมาแล้ว

-ชั้นที่ ๕ หรือชั้นบนสุด เป็นชั้นวัฒนธรรมของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยโฮโลซีนตอนกลาง ปรากฏอายุตามผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ๔,๒๔๐±๑๕๐ ปีมาแล้ว

๒. ร่องรอยทางวัฒนธรรมในช่วงสมัยต่าง ๆทั้ง ๕ ช่วงสมัย มีดังนี้

-ช่วงสมัยที่ ๑ พบหลักฐานว่า คนก่อนประวัติศาสตร์ใช้ถ้ำหมอเขียวเป็นที่อยู่อาศัยครั้งแรกเมื่อไม่น้อยกว่า ๓ หมื่นปีมาแล้ว ชาวถ้ำที่นี่ดำรงชีวิตแบบนายพราน เข้าป่าล่าสัตว์และเก็บพืชป่า ชาวถ้ำหมอเขียวจะใช้ทหินกรวดแม่น้ำมากะเทาะทำเป็นเครื่องมือ เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการล่าสัตว์และชำแหละหนังและเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ พบหลักฐานสัตว์ที่ล่ามาได้ชนิดเดียว คือ ควายขนาดใหญ่ (พบหลักฐานกระดูกสะบักควาย) นอกจากนี้แล้ว ชาวถ้ำหมอเขียวรุ่นแรกนี้รู้จัการก่อกองไฟและอาจมีการประกอบอาหารโดยใช้ไฟแล้ว เนื่องจากพบว่ามีกระดูกสัตว์เผาไฟจำนวนหนึ่ง

-สมัยที่ ๒ พบหลักฐานว่า คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใช้ถ้ำหมอเขียวเป็นที่อยู่อาศัยสืบต่อมาจากช่วงสมัยที่ผ่านมา และน่าจะเป็นที่อยู่ถาวร โดยใช้ถ้ำทั้งเป็นที่อยู่อาศัยประกอบกิจกรรมในการดำรงชีวิตและใช้เป็นที่ฝังศพควบคู่กันไปกล่าวคือ พบร่องรอยกองไฟที่มีกระดูกสัตว์เผาไฟและเมล็ดพืชที่ถูกเผาไฟ พบเครื่องมือที่ใช้ในการล่าสัตว์จำพวกขวานหินกะเทาะหน้าเดียว เครื่องมือสะเก็ดหิน และเศษสะเก็ดหินหลักฐานอย่างหลังนี้แสดงว่ามีการทำเครื่องมือหินขึ้นในถ้ำแห่งนี้นี่เอง นอกจากเครื่องมือหินแล้วยังพบการทำเครื่องมือจากกระดูกสัตว์ และจากเขาสัตว์ประเภทกวางเพื่อใช้งานในลักษณะเครื่องมือปลายแหลม หรือสิ่ว ส่วนสัตว์ที่นำมาเป็นอาหารประกอบด้วย สัตว์กินพืชขนาดใหญ่ เต่า หอยและเมล็ดพืชทั้งที่เผาไฟและไม่เผาไฟ เหล่านี้เป็นร่องรอยของการประกอบกิจกรรมในการดำรงชีวิต ส่วนร่องรอยของกิจกรรมเกี่ยวกับความตาย คือพบโครงกระดูกมนุษย์เพศชาย ๑ โครง อายุประมาณ ๓๕-๔๐ ปี (จากการวิเคราะห์โครงกระดูกพบว่า ชายผู้นี้มีโรคความผิดปกติของระบบเลือด โรคการงอกและโค้งเข้าของกระดูกและโรคเยื่อหุ้มฟันอักเสบ) ด้วยเหตุที่โครงกระดูกนี้มีไม่ครบส่วน จึงสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นการฝังครั้งที่ ๒ ซึ่งหมายความว่า เมื่อชาย (ผู้เป็นเจ้าของโครงกระดูก) คนนี้ตายลง ต่อมาญาติจึงนำเอาโครงกระดูกบางส่วนมาฝังไว้ในถ้ำแห่งนี้ หากข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้องก็นับได้ว่า โครงกระดูกนี้เป็นหลักฐานยืนยันถึงพิธีกรรมการฝังครั้งที่ ๒ ที่เก่าแก่กว่าที่อื่นใดในประเทศไทย

- ช่วงสมัยที่ ๓ พบหลักฐานว่าคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เริ่มเข้ามาอยู่อาศัยที่ถ้ำหมอเขียวอีกครั้ง หลังจากที่ถ้ำหมอเขียวถูกทิ้งร้างไปกว่า ๑ หมื่นปี ที่เป็นเช่นนั้นอธิบายได้ว่า สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลในภูมิภาคนี้ ที่ทำให้ผู้คนที่เคยอาศัยในแถบนี้อพยพโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น จนเมื่อประมาณ ๑๑,๐๐๐-๔,๕๐๐ ปีมาแล้วจึงมีคนก่อนประวัติศาสตร์เข้ามาใช้ถ้ำหมอเขียวเป็นที่อยู่อาศัยจากหลักฐานพบว่า ในช่วงสมัยนี้ถ้ำหมอเขียวเป็นทั้งที่อยู่อาศัยประกอบกิจกรรมดำรงชีวิต และที่ฝังศพ ร่องรอยที่แสดงว่าเป็นที่อยู่อาศัย ได้แก่ ร่องรอยกองไฟ กระดูกสัตว์ หอยและเมล็ดพืชเผาไฟที่หลงเหลือจากการนำสัตว์ พืชบางชนิดมาบริโภคโดยผ่านการปรุงด้วยไฟ เครื่องมือหินกะเทาะเครื่องมือสะเก็ดหิน และเครื่องมือปลายแหลมที่ทำจากกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่และจากเขาสัตว์ประเภทกวางเพื่อใช้เป็นสิ่วเหล่านี้แสดงถึงวิถีชีวิตแบบนายพรานที่สืบทอดต่อมา เศษสะเก็ดหินจำนวนหนึ่งที่พบเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า น่าจะมีการทำเครื่องมือหินข้างต้นบางส่วนขึ้นในถ้ำแห่งนี้นี่เอง ร่องรอยที่แสดงว่าใช้ถ้ำเป็นที่ฝังศพก็คือพบโครงกระดูกมนุษย์ ๓ โครง เป็นโครงกระดูกของผู้หญิง ๑ โครง และเด็ก ๒ โครงสำหรับโครงกระดูกของผู้หญิงซึ่งมีอายุประมาณ ๒๕-๓๐ ปี มีลักษณะพิเศษ คือฝังนอนงอตัว มีสิ่งของฝังร่วมกับศพประกอบด้วย เครื่องมือหินรูปร่างคล้ายหัวธนู และเครื่องมือหินกะเทาะฝังวางไว้ใกล้ศีรษะและหัวเข่า มีเครื่องมือสะเก็ดหินวางกระจายบนส่วนลำตัวรวมกับกระดูกสัตว์และเปลือกหอยน้ำจืด และมีก้อนหินใหญ่วางทับบนศีรษะ ซึ่งผู้ดำเนินการขุดค้นสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นพิธีกรรมการสะกดวิญญาณสืบเนื่องมาจากการตายที่ผิดปกติ (จากการศึกษาโครงกระดูกพบว่าผู้หญิงคนนี้เป็นโรคสารไขสันหลังโปน โรคมะเร็งและโรคข้อต่ออักเสบเรื้อรังซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคเรื้อน)พิธีกรรมการสะกดวิญญาณนี้เคยพบที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี บ้านตะคุ จังหวัดนครราชสีมา ส่วนสิ่งของที่ฝังรวมกับศพนั้น น่าจะแสดงถึงความเชื่อเรื่องการอุทิศสิ่งของและอาหารให้ผู้ตาย หมายความว่าคนที่ถ้ำหมอ-เขียวสมัยนี้ มีความเชื่อเรื่องโลกอื่นหรือโลกของคนตายหรือชีวิตหลังความตายแล้ว

- ช่วงสมัยที่ ๔ พบหลักฐานว่าคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ ๗,๐๐๐-๕,๕๐๐ ปีมาแล้ว เข้ามาอาศัยอยู่ที่ถ้ำหมอเขียวหลังจากที่ถ้ำแห่งนี้ทิ้งร้างไปกว่า ๑,๐๐๐ ปี คนที่อาศัยอยู่ในถ้ำหมอเขียวช่วงสมัยนี้ยังใช้เครื่องมือหินกะเทาะ แต่พัฒนาไปเป็นเครื่องมือหินกะเทาะแบบ ๒ หน้าแล้วและใช้เครื่องมือสะเก็ดหินเป็นจำนวนมากกว่าที่ผ่านมา พบการนำกระดูกมาเป็นเครื่องมือปลายแหลม และพบหลักฐานกองไฟหลายกอง บริเวณกองไฟพบกระดูกและเมล็ดพืชเผาไฟและเครื่องมือหินอยู่ใกล้ๆ ซึ่งแสดงถึงการทำกิจกรรมต่างๆบริเวณกองไฟ วัฒนธรรมทางวัตถุที่เริ่มเกิดขึ้นสมัยนี้ที่สำคัญมี ๒ อย่างคือ การทำขวานหินโกลน ซึ่งเป็นต้นเค้าของการทำขวานหินขัดในสมัยต่อมา และพบการใช้เครื่องปั้นดินเผามีลายเชือกทาบเนื้อหยาบเผาอุณหภูมิต่ำ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าคนที่อาศัยอยู่ที่ถ้ำหมอเขียวช่วงสมัยนี้รู้จักกาใช้ภาชนะดินเผาใส่อาหารและหุงต้มแล้ว

-ช่วงสมัยที่ ๕ พบหลักฐานว่าคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ ๔,๒๐๐ ปีมาแล้ว เข้าอยู่อาศัยในถ้ำหมอเขียวเป็นกลุ่มชนที่รู้จกการใช้เครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบเนื้อหยาบอุณหภูมิต่ำควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือหินขัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งขวานหินขัด ซึ่งนับเป็นพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่แตกต่างจากช่วงสมัยที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังพบเครื่องมือกระดูกที่พัฒนาการไปกว่าช่วงสมัยที่ผ่านมา คือเป็นเครื่องมือปลายแหลมและเครื่องมือที่ทำรูปร่างเลียนแบบขวานหินขัด อย่างไรก็ดีคนในสมัยนี้ยังคงทำและใช้เครื่องมือสะเก็ดหินเช่นเดียวกับช่วงสมัยที่ผ่านมา ส่วนอาหารการกินก็ยังมีทั้งสัตว์ขนาดใหญ่และเล็กแด่สัตว์ขนาดเล็กจะมีมากกว่าและบริโภคหอยชนิดต่างๆ ที่ได้จากป่าชายเลน เป็นต้นว่า หอยโหล้ หอยจับแจง (Filopaludina (siamopaludina) martensi) หอยน้ำพริก (Nerita planospira) หอยนางรม (Crassostrea cucullata) ส่วนหอยที่ได้จากทะเลคือหอยแครง (Andanara granosa) หอยแมลงภู่ (Perna virdis) และหอยเบี้ย (Cypraea sp.) ซึ่งมีไม่มากนัก ส่วนหอยน้ำจืดที่พบมากคือ หอยโข่ง (Pila ampullacea) หอยกาบน้ำจืด (Uniandra Contradens) นอกจากนั้นก็ยังพบหอยภูเขาที่เรียกว่าหอยหอมหรือหอยมัน (Cyclophorus speciosus) อีกด้วย ในชั้นนี้พบกองไฟเป็นจำนวนมากกระจายอยู่เป็นกลุ่มๆและบริเวณกองไฟมีกระดูกสัตว์ เมล็ดพืชที่ถูกเผาไฟรวมทั้งขวานหินขัดและสะเก็ดหินอยู่ใกล้ๆ ซึ่งแสดงว่าคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยนี้ทำกิจกรรมต่างๆ รอบๆ กองไฟ

๓. ความสำคัญทางวัฒนธรรม

ถ้ำหมอเขียว นับได้ว่าเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบหลักฐานเก่าแก่รองลงมาจากถ้ำหลังโรงเรียน จังหวัดกระบี่ การพบหลักฐานที่กำหนดอายุได้ของการเข้าอยู่อาศัยและการทิ้งร้างไปเป็นระยะๆ เป็นหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของระดับน้ำทะเลในภูมิภาคที่เรียกว่าไหล่ทวีปชุนดา (ซึ่งภาคใต้ของไทยรวมอยู่ในภูมิภาคนี้) ได้เป็นอย่างดีและยังสนับสนุนแนวคิดทฤษฎีการอพยพเคลื่อนย้ายและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนอันมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมดังกล่าวอีกด้วย หลักฐานการสืบเนื่องวิถีชีวิตที่ยาวนานตามแบบสังคมนายพรานเป็นสิ่งสนับสนุนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหนึ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมโหบินเนียน ซึ่งวัฒนธรรมนี้ได้ชื่อมาจากแหล่งโบราณคดีในเวียดนามที่พบวิถีชีวิตสังคมนายพรานเช่นเดียวกันนี้ก่อนที่อื่นใด อย่างไรก็ดียังมีลักษณะอีกหลายประการที่เป็นข้อแตกต่างออกไปจากวัฒนธรรมโหบินเนียนในแหล่งโบราณคดีของเวียดนาม การพบหลักฐานที่แสดงพัฒนาการทางเทคโนโลยีเป็นขั้นตอนตามอายุสมัย จากการทำเครื่องมือหินกะเทาะมาเป็นเครื่องมือหินขัด แสดงให้เห็นภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นเองในท้องถิ่น หลักฐานที่แสดงพิธีกรรมการฝังศพที่มีอายุเก่าแก่นับหมื่นปีนี้ ถือได้ว่าเป็นหลักฐานการมีพิธีกรรมการฝังศพครั้งแรกในประเทศไทยและพิธีกรรมการฝังศพที่แสดงถึงคติความเชื่อเกี่ยวกับโลกหน้านี้ก็นับได้ว่าเป็นพื้นฐานคติความเชื่อ ซึ่งเมื่อได้ผสมกับคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมาแล้ว ก็กลายเป็นคติความเชื่อที่สืบทอดมาจนทุกวันนี้ (อมรา ศรีสุชาติ, ปรีชา พูลโภคผล)

 


โครงกระดูกหมายเลข ๔ ถ้ำหมอเขียว ที่ได้จากการขุดค้นของ ศ.ดร.สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๔
ที่มา : รายงานขั้นสรุปการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗

 


โครงกระดูกหมายเลข ๓ ถ้ำหมอเขียว ที่ได้จากการขุดค้นของ ศ.ดร.สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ
ที่มา : รายงานขั้นสรุปการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว

 


เครื่องมือสะเก็ดหิน (ส่วนหนึ่ง) ที่ได้จากการขุดค้นของ ศ.ดร.สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๔
ที่มา : รายงานขั้นสรุปการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว 

 


รูปแบบขวานหิน (ส่วนหนึ่ง) ที่ได้จากการขุดค้นของ ศ.ดร.สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๔ เช่นเดียวกัน