ชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์รัฐโบราณในภาคใต้
๑. ความหมายและขอบเขต
ชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์รัฐโบราณในภาคใต้ หมายถึงอาณาบริเวณหนึ่งบริเวณใดที่ปรากฏแหล่งโบราณคดีและหลักฐานทางโบราณคดีในภาคใต้ที่กำหนดอายุได้ว่า อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๕ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แหล่งโบราณคดีที่พบหลักฐานเหล่านี้ แหล่งเดียวหรือหลายแหล่งอยู่ในทำเลที่ตั้งสภาพแวดล้อมร่วมกัน เช่น ตามแนวลำน้ำเดียวกัน แนวสันทรายเดียวกัน รวมทั้งหลักฐานที่ปรากฏในแต่ละแหล่งมีความเกี่ยวโยงกันเป็นเรื่องราวของการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณนั้นๆ แหล่งโบราณคดีบางแหล่งอาจพบหลักฐานที่เป็นของช่วงสมัยก่อนหน้านี้ เรียกว่า แหล่งสมัยก่อนประวัติศาสตร์ บางแหล่งที่พบหลักฐานหลังช่วงสมัยนี้เรียกว่า แหล่งสมัยประวัติศาสตร์ชาติไทย อย่างไรก็ดี แหล่งโบราณคดีจำนวนหนึ่งที่พบหลักฐานหลายสมัยปะปนกัน เรียกว่าแหล่งโบราณคดีหลายสมัย แหล่งเหล่านี้แสดงถึงพัฒนาการของชุมชนโบราณภาคใต้ที่ต่อเนื่องกัน ดังนั้นชื่อแหล่งโบราณคดีหนึ่งๆ อาจปรากฏอยู่ในแหล่งของชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ สมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณ หรือสมัยประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ได้
๒. การกำหนดช่วงอายุสมัยของชุมชนโบราณภาคใต้
หลักฐานโบราณคดีภาคใต้ขณะนี้ สามารถกำหนดช่วงอายุของชุมชนโบราณในภาคใต้ได้ดังต่อไปนี้
๑. ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ กำหนดนับตั้งแต่พบหลักฐานการเข้าอยู่อาศัยตั้งถิ่นฐานของผู้คนในภาคใต้ เมื่อประมาณ ๔๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ปีมาแล้วเป็นต้นมา จนกระทั่งเข้าสู่การเริ่มต้นสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์
๒. ชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ กำหนดนับตั้งแต่การพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่ราบของชุมชนโบราณในภาคใต้ที่เริ่มติดต่อกับชนต่างแดนที่อยู่สมัยวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ (ชุมชนที่รู้จักการบันทึกเรื่องราวด้วยลายลักษณ์อักษรแล้ว) ปรากฏการเข้ามาของตัวอักษรจากต่างแดนนั้น แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานการใช้ตัวอักษรบันทึกเรื่องราวของชุมชนของชนท้องถิ่นในภาคใต้ หลักฐานที่ว่ามานี้พบในภาคใต้ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๕ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ อย่างไรก็ดีจากหลักฐานโบราณคดี แสดงให้เห็นว่า ชุมชนโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในภาคใต้ อาจแบ่งได้เป็น ๒ ช่วงสมัย ดังนี้
ก. ช่วงสมัยที่ ๑ หรือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๕-๘ เป็นช่วงที่ยังมีลักษณะของชุมชนเกษตรกรรมและชุมชนชาวน้ำที่สืบทอดเทคโนโลยีและวิถีชีวิตบางประการมาจากชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ มีการติดต่อกับชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพัฒนาการของการทำเครื่องมือเครื่องใช้โลหะ และเริ่มติดต่อกับชุมชนสมัยประวัติศาสตร์จากดินแดนโพ้นทะเล เช่น จีน อินเดีย ตะวันออกกลางเมดิเตอร์เรเนียนและเริ่มชุมชนเมืองท่าทางทะเลขึ้นเป็นครั้งแรก
ข. ช่วงสมัยที่ ๒ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑ เป็นช่วงสมัยของการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนบนเนิน ชุมชนบริเวณที่ราบริมฝั่งน้ำ ชุมชนบนสันทราย เป็นชุมชนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ๆ ภายใต้ระบบสังคมและการเมืองเดียวกัน โดยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์ของชุมชนโพ้นทะเลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของชุมชนในด้านการปกครองการศาสนา ปรากฏร่องรอยว่าคนท้องถิ่นรับนับถือพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ที่เข้ามาพร้อมกับพ่อค้าพาณิชย์และนักบวชเผยแพร่ศาสนาจากอินเดีย
๓. ชุมชนสมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณ กำหนดนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ การเริ่มต้นของชุมชนสมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณในภาคใต้ เป็นไปตามหลักฐานที่พบว่า ชนในภาคใต้รับเอาวัฒนธรรมลายลักษณ์อักษรและการบันทึกเรื่องราวของชุมชนจากต่างแดน ใช้ตัวอักษรเป็นสื่อในความเข้าใจร่วมกันทางศาสนา และทางการเมืองการปกครอง อักษร/ภาษาที่บันทึกเหล่านี้ล้วนเป็นตัวอักษรและภาษาที่มาจากต่างแดน เช่น อักษรปัลลวะ ทมิฬ ขอม จีนภาษาสันสกฤต ทมิฬ มอญ บาลี เขมร จีน ยังไม่ปรากฏอักษร/ภาษาไทยสำหรับการบันทึกเรื่องราว เป็นช่วงสมัยของชุมชนหลายๆ ชุมชนที่อยู่ภายใต้ระบบสังคมและการเมืองแบบเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ มีลักษณะของนครรัฐและศูนย์กลางการปกครองวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์จากชุมชนโพ้นทะเล (อินเดีย) เป็นหลักสำคัญในการจัดระเบียบสังคม โดยเฉพาะสถาบันศาสนาและการเมือง เป็นช่วงสมัยของชุมชนที่นักประวัติศาสตร์บางท่านจัดให้เป็นสมัยศรีวิชัย โดยอาจขานนามเป็นชื่อรวมเป็นต้นว่า อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรตามพรลิงค์
๔. ชุมชนสมัยประวัติศาสตร์ชาติไทย กำหนดนับตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมา ไม่เพียงเป็นช่วงสมัยที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยมีศูนย์รวมอำนาจรัฐหรือชนชาติไทยอยู่ที่ราชธานีสุโขทัยในภาคเหนือตอนล่าง และราชธานีอยุธยา ในภาคกลางเท่านั้น แม้ว่าภาคใต้ปรากฏมีรัฐสำคัญซึ่งมีศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่นครศรีธรรมราช แต่หลักฐานที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าผู้คนที่อยู่อาศัยในภาคใต้ของไทย ใช้ภาษาไทย เป็นคนชนชาติไทยเช่นเดียวกับที่ภาคเหนือและภาคกลาง ก็คือ พบการบันทึกเรื่องราวโดยใช้คำภาษาไทยสอดแทรกเข้าไปในศิลาจารึกที่เขียนด้วยตัวอักษรขอมแล้ว นอกจากนั้นหลักฐานโบราณคดีอื่นๆและหลักฐานเอกสารตำนานบางอย่างให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันถึงความสัมพันธ์ของรัฐไทยภาคใต้กับรัฐไทยที่อยู่ในภาคอื่นของประเทศ และดำเนินแนวทางการนับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท (ฝ่ายหินยาน) เหมือนๆ กัน ที่เฟื่องฟูขึ้นมาแทนที่พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน (ที่เคยรุ่งเรืองอยู่ในชุมชนสมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณ)
๓. แนวความคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณในภาคใต้
การให้ความหมายและเสนอเรื่องราวของชุมชนสมัยนี้ในภาคใต้ของนักวิชาการ เป็นไปตามการศึกษาในด้านต่อไปนี้ คือ
๑. การศึกษาและเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ตามหลักฐานการสำรวจด้านภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมของดินแดนภาคใต้
๒. การศึกษาและเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ตามหลักฐานด้านเอกสารโบราณและจารึก
๓. แนวทางการศึกษาจากศิลปวัตถุและโบราณสถานเพื่อเสนอแนวความคิดต่อชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์รัฐโบราณ
๔. การศึกษาโดยใช้ข้อมูลและหลักฐานจากงานขุดค้นและขุดแต่งทางโบราณคดีในแหล่งโบราณคดีต่างๆ ในชุมชนสมัยนี้
นักวิชาการที่ศึกษาและเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์รัฐโบราณตามหลักฐานการสำรวจด้านภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมของดินแดนภาคใต้ที่สำคัญ ได้แก่ อี.เอช.บันเบอรี (E.H.Bunbury,"A history of ancient geography", 2 vols, 2422) เจ.ตากากุสุ (J. Takakusu, "A record of the Buddhist religion as practised in India and the Malay Archipelago (A.D. 671-695) by I-Tsing", 2439) พระสารศาสตร์พลขันธ์ หรือ จี.อี.เยรินี (Colonel G.E.Gerini, "Researches on Ptolemy's Geography of Eastern Asia (Further India-Malay Archipelago)",2452) ยอร์ช เซเดส์ (George Coedes, "Textes d'auteursgrecs et Latins relatifs à I'Extreme-Orient depuisle IV'siècle av. J.C.Jucqu'au XIV'siècle", 2453) เบอร์เตอโลต์ (A. Berthelot, "L'Asie ancienne centralet Sud-oriental d'après-Ptolemée", 2473) เอช.จี.ควอริทช์ เวลส์ (H.G.Quaritch Wales, "A newlyexplored route of ancient Indian cultural expansion",2477-2478) เจ.วี.มิลส์ (J.V. Mills, "On a collection ofMalayan maps in Raffles Library" ; "Malaya in theWu-pei-chih charts", 2480) พุทธทาสภิกขุ (พระเทพ-วิสุทธิเมธี, "แนวสังเขปของโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน",2493) จี.อาร์.ทิบเบทส์ (G. R. Tibbettes "The MalayPeninsula as known to the Arab geographers", 2499) พอล วีทลีย์ (Paul Wheatley, "The Golden Khensonese",2504) อลาสแตร์ แลมบ์ (Alastair Lamb, "Kedah andtakuapa : some Tentative historical conclusions",2504) มานิต วัลลิโภดม (ผลจากการปฏิบัติงานตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๔-๒๕๒๕) "สภาพของอาณาจักรต่างๆ ในภาคใต้ประเทศไทยก่อนศรีวิชัยมีอำนาจ", สัมมนาของกรมศิลปากร ๒๕๒๕) เยี่ยมยง ส.สุรกิจบรรหาร ("โบราณคดีริ้วแหลมไทยทางธรณีวิทยา", ศิลปากร, ๒๕๑๕ ; "ทางข้ามคอดกิ่วกระ", เมืองโบราณ, ๒๕๒๑) ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ ("สาเหตุที่ทำให้หลักฐานทางโบราณคดีในภาคใต้สูญสลาย", โบราณคดี, ๒๕๑๔ :"อาณาจักรตามพรลิงค์", สัมมนาของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช,๒๕๒๑ ; "เส้นทางข้ามเขาสกแต่โบราณ", ศิลปากร, ๒๕๒๒ :"เมืองท่าสำคัญบนแหลมมลายู", ศิลปากร, ๒๕๒๔) ศรีศักร วัลลิโภดม ("จากท่าชนะถึงสงขลา", เมืองโบราณ, ๒๕๑๙ : ชุมชนโบราณในภาคใต้ สัมมนาของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช,๒๕๒๑ : "ชุมชนโบราณในสี่จังหวัดภาคใต้", เมืองโบราณ,๒๕๒๒ : "พัฒนาการของบ้านเมืองในภาคใต้ของประเทศไทยในสมัยศรีวิชัย", สัมมนาของกรมศิลปากร, ๒๕๒๕) ธราพงศ์ ศรีสุชาติ (จากผลการปฏิบัติงาน พ.ศ.๒๕๒๑-๒๕๒๘, "โบราณคดีภาคใต้" บรรยายร่วมกับอมรา ขันติสิทธิ์ ที่คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๔ : The Early Historic Sites and the Remains in Southern Thailand" in SPAFA Archaeological and Environmental Studieson Srivijaya, 2528 (I-W2b) ทิวา ศุภจรรยา ("ความสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์และที่ตั้งชุมชนโบราณในจังหวัดภาคใต้", สัมมนาของกรมศิลปากร, ๒๕๒๕) หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี ("อาณาจักรศรีวิชัยในคริสต์ศตวรรษที่ ๗", ศิลปวัฒนธรรม,๒๕๒๕) ประเสริฐ วิทยารัฐ ("สภาพภูมิศาสตร์ของคาบสมุทรสทิงพระ", สัมมนาของสถาบันทักษิณคดีศึกษา, ๒๕๒๖) กี. เทรบุยส์ (Guy trebuil) สมยศ ทุ่งหว้าและอิงอร เทรบุยส์ ("ความเป็นมาและแนวโน้มวิวัฒนาการของเกษตรกรรมบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ", สัมมนาของสถาบันทักษิณคดีศึกษา ๒๕๒๖)
แนวความคิดส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์พิกัดทางภูมิศาสตร์และแผนที่โบราณเพื่อกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนโบราณการสันนิษฐานเกี่ยวกับการก่อตั้งชุมชนโบราณตามสภาพภูมิศาสตร์และธรณีสัณฐานของภาคใต้ การติดต่อคมนาคมระหว่างชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรวจเส้นทางข้ามคาบสมุทรระหว่างฝั่งตะวันตกกับตะวันออก ตลอดจนภูมิประเทศและภูมิอากาศ (ทิศทางลม) อันเป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการก่อกำเนิดและเติบโตของชุมชนโบราณ
ตัวอย่างแนวความคิดในด้านนี้ที่สำคัญ เช่น
อี.เอช.บันเบอรี เสนอโครงร่างแผนที่เอเชียตามหนังสือภูมิศาสตร์ของ ไดโอนิซุส เปริเอเกทส์ (Dionysious Periegetes) ซึ่งเขียนเป็นภาษาลาตดินเมื่อปี พ.ศ.๙๑๓ ปรากฏคาบสมุทรมาเลย์ในลักษณะเป็นเกาะเรียก "ไครเส" (Chryse)
จี.อาร์.ทิบเบทส์ ทำแผนที่แสดงโครงร่างคาบสมุทรมาเลย์และตำแหน่งที่ตั้งเมืองต่างๆ ตามการศึกษาข้อมูลเอกสารโบราณอาหรับ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๓ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ แสดงตำแหน่งชื่อเมืองของภาคใต้ในแผนที่ตามคำเรียกของนักภูมิศาสตร์อาหรับ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเส้นทางการเดินเรือของอิบน์มายิด และสุไลมาน อัล-มาห์ริ) เช่น
บานักห์ หมายถึง จังหวัดปัตตานี
สูรา หมายถึง เมืองสายบุรี จังหวัดปัตตานี
สิงกูร์ หมายถึง จังหวัดสงขลา
กูล หมายถึง แหลมตะลุมพุก ในอำเภอปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราช
อุรง สาลาห์ หมายถึง จังหวัดพังงา
กากุลลาห์ หมายถึง บริเวณแนวเทือกเขาตะนาวศรีประจวบคีรีขันธ์
กาลาห์ หมายถึง บริเวณจังหวัดระนอง-พังงา
ทะเลกาลาห์บาร์ หมายถึง ทะเลอันดามัน
ทะเลฮาร์กันด์ หมายถึง อ่าวเบงกอล
ทะเลคาแดรง หมายถึง ทะเลจีนใต้
พอล วีทลีย์ เสนอแผนที่ตามการศึกษาเอกสารโบราณแสดงโครงร่างของคาบสมุทรมาเลย์โบราณ (ตามความเข้าใจของนักภูมิศาสตร์และพ่อค้าสมัยนั้น) เส้นทางการเดินเรือของชาวจีน อาหรับ ทิศทางลม และตำแหน่งเมืองท่าสมัยต่างๆ เช่น
- แผนที่ตามการบันทึกในพงศาวดารสมัยราชวงศ์สุยของจีน ระหว่าง พ.ศ.๑๑๕๐-๑๑๕๓
- แผนที่เส้นทางการเดินทางของพระภิกษุฟาเหียนระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ.๙๔๖ ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.๙๔๗
- แผนที่เส้นทางเดินเรือของภิกษุอี้จิง พ.ศ.๑๒๑๔-๑๒๒๘
- แผนที่ภูมิศาสตร์ของ "พวกชนเผ่าป่าเถื่อนทางทะเล" ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ถังของจีน แสดงตำแหน่งเมืองท่าที่อยู่ในดินแดนภาคใต้ เช่น โกโล พันพัน ลังยาซู เชียะโท้ว (จิถู)
- แผนที่แสดงเมืองท่าฝั่งทะเลตามปรากฏในบันทึกเชาจูกัว แสดงตำแหน่งเมือง ตัน-มา-หลิง ลังยาสุเชีย โฟ-โล-อัน
- แผนที่แสดง "นามสถาน" (place names) ในคาบสมุทรมาเลย์ตามหนังสือ "วัง-ต้า-หยวน" ในปี พ.ศ.๑๘๙๒ ปรากฏชื่อ ตัน-มา-หลิง ในตำแหน่งจังหวัดนครศรีธรรมราชเชีย ไล วู้ ในตำแหน่งแนวชายฝั่งตะวันตกใต้จังหวัดกระบี่ลงมาจนสุดคาบสมุทรมาเลย์ ลังยาซิฉิว ในตำแหน่งแนวชายฝั่งตะวันออกบริเวณจังหวัดปัตตานี
- แผนที่ราชอาณาจักรทะเลใต้ (ศรีวิชัย) ในปี พ.ศ.๑๖๙๓ ปรากฏชื่อเมืองในดินแดนภาคใต้ คือ ครหิ บริเวณอำเภอไชยาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามพรลิงค์ใต้จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงมาตลอดแนวจังหวัดนครศรีธรรมราช จิ-โล-ทิง บริเวณจังหวัดพังงา กระบี่ ตรัง ลังกาสุกะ บริเวณจังหวัดปัตตานี-นราธิวาส
- แผนที่คาบสมุทรมาเลย์และดินแดนใกล้เคียงใน พ.ศ.๑๒๑๘ ปรากฏเมืองสำคัญ คือ พัน-พัน บริเวณตั้งแต่ชุมพรลงมาถึงสุราษฎร์ธานี ตักโกลา บริเวณจังหวัดตรัง ตามพรลิงค์บริเวณฝั่งตะวันออกในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช-สงขลา ลังกาสุกะ บริเวณจังหวัดปัตตานี-นราธิวาส และแสดงเส้นทางข้ามคาบสมุทรจากฝั่งทะเลตะวันตก-ตะวันออก เช่น จากตะกั่วป่ามายังอ่าวบ้านดอน จากตรังมายังนครศรีธรรมราช
- แผนที่คาบสมุทรมาเลย์ใน พ.ศ.๑๕๖๘ เขียนตามจารึกจากตันชอร์ (Tanjore Inscription) ในสมัยราเชนทรโจฬะที่ ๑ ปรากฏชื่อมายิรุฑิงคัม อยู่ใต้คอคอดกระ บริเวณจังหวัดระนอง-พังงา ตไลต์ตักโกลัม บริเวณจังหวัดตรัง ตามพรลิงค์บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช-สงขลา-พัทลุง อิลังกาโศกัมบริเวณจังหวัดปัตตานี-นราธิวาส
นอกจากนี้ยังแสดงแผนที่เส้นทางน้ำภายในและเส้นทางเดินบก สำหรับเชื่อมโยงระหว่างฝั่งตะวันตกกับฝั่งตะวันออกปรากฏเส้นทางน้ำข้ามคาบสมุทรที่อยู่ในดินแดนภาคใต้ ๖ ตำแหน่ง คือ
๑) แม่น้ำตะนาวศรี เริ่มจากเมืองมะริด เมืองตะนาวศรีไปออกทะเลอ่าวไทยที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
๒) คอคอดกระ เริ่มจากปากแม่น้ำกระบุรี หรือแม่น้ำปากจั่น บริเวณพรมแดนไทย-พม่า ไปออกอ่าวไทยที่ปากน้ำชุมพรอำเภอเมืองชุมพร
๓) แม่น้ำตะกั่วป่า ในเขตอำเภอตะกั่วป่า-อำเภอคุระบุรีจังหวัดพังงา ผ่านช่องเขาสก ไปลงแม่น้ำพุมดวงและแม่น้ำตาปีไปออกอ่าวไทยที่บ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๔) ปากแม่น้ำตรัง ข้ามช่องเขานครศรีธรรมราช ไปลงทะเลอ่าวไทยที่อ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช
๕) แม่น้ำไทรบุรี (ต้นน้ำในเขตอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา) ไปลงแม่น้ำปัตตานีที่ปากน้ำปัตตานี จังหวัดปัตตานี
๖) แม่น้ำเปรัก ไหลไปลงแม่น้ำโก-ลก อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
พอล วีทลีย์ ยังเสนอแนวความคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางข้ามคาบสมุทรกับเมืองท่าชายฝั่งทะเลว่า บริเวณที่ตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนเมืองท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นบริเวณที่มีเส้นทาง (น้ำภายในหรือทางเดินบก) ข้ามคาบสมุทรเสมอไปการตั้งถิ่นฐานหรือสถานีการค้าของชุมชนโบราณมักจะเลือกทำเลที่เหมาะสมต่อการเข้ามาของเรือเดินทะเลหรือความอุดมสมบูรณ์และภูมิประเทศที่เหมาะต่อการตั้งถิ่นฐาน เส้นทางข้ามคาบสมุทรจึงอาจใช้เส้นทางอื่นๆ อีกหลาย ๆ เส้นทางที่มีลำน้ำและทางเดินบกที่สะดวกต่อการคมนาคม (โดยไม่จำเป็นต้องมีเมืองท่าตั้งรับอยู่บริเวณปากน้ำ)
ส่วนแนววิเคราะห์ชื่อตำแหน่งเมือง หรือสถานที่สำคัญตามเอกสารโบราณนั้นใช้หลักวิเคราะห์ "นามสถาน"(placenames) ตามหลักเกณฑ์ที่ว่า นามสถานต่างๆ ในดินแดนคาบสมุทรมาเลย์ที่ปรากฏในเอกสารโบราณชาติต่างๆอาจได้นามตามการแปลความหมายจากลักษณะภูมิศาสตร์ของสถานที่นั้นๆ เช่น สุวรรณทวีป หรือสุวรรณภูมิ หมายถึงดินแดนแห่งทองคำ (มีทองคำในบริเวณนี้มาก) แม่น้ำไครโสนาสหมายถึงแม่น้ำแห่งทองคำ เมืองจิถูหรือเชียะโท้ว หมายถึงเมืองแห่งแผ่นดินแดงหรือสีคล้ำ หรืออาจเรียกตามชื่อพื้นเมืองหรือชื่อที่เป็นจริงของสถานที่นั้น ๆ โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาสะกดชื่อตามอักขรวิธีแต่ละภาษา ตัวอย่างเช่น ตามพรลิงค์เป็น ตัน-มา-หลิง ในภาษาจีน เป็นต้น
นอกจากนี้ยังเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการคำนวณละดิจูดลองจิจูดจากหนังสือภูมิศาสตร์ปโตเลมีว่า ละดิจูดลองจิจูดของดินแดนแถบเอเชียอาคเนย์ในภูมิศาสตร์ปโตเลมีนั้นไม่ได้กำหนดจากการสังเกตตามหลักดาราศาสตร์ แต่เป็นวิธีคำนวณเปรียบเทียบตามหลักเกณฑ์ของสมัยนั้น ดังนั้นระยะพิกัดในตำแหน่งต่างๆ ของดินแดนในเอเชียอาคเนย์ที่ปรากฏในภูมิศาสตร์ปโตเลมี แม้จะมีการคำนวณเปรียบเทียบแล้ว (ดังเช่นที่เยรินีเคยทำไว้) ก็ไม่สามารถใช้เป็นค่าที่แน่นอนในการกำหนดตำแหน่งสถานที่ตามที่ระบุไว้กับสถานที่ในปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งของลองจิจูดมีความผิดพลาดมาก
ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม สันนิษฐานถึงเส้นทางน้ำและชื่อแม่น้ำ ๓ สายบนเกาะทอง หรือคาบสมุทรทองที่ปรากฏในภูมิศาสตร์ปโตเลมีดามตำแหน่งละติจูดลองจิจูดที่เซอร์โรแลนด์ แบรดเดล เคยวิเคราะห์ไว้ ดังนี้
- แม่น้ำไครโสนาส หมายถึง แม่น้ำตรัง
- แม่น้ำปะลันดา หมายถึง คลองมีน-คลองโอ๊ก เป็นเส้นทางเชื่อมแม่น้ำตรังกับแม่น้ำตาปี
- แม่น้ำอัตตาบาส์ หมายถึง แม่น้ำตาปี
การเชื่อมโยงของแม่น้ำ ๓ สายนี้ เป็นเส้นทางหนึ่งที่เชื่อมโยงให้เรือเดินทะเลโบราณสัญจรไปมาระหว่างปากอ่าวตรังในทะเลอันดามันกับปากอ่าวบ้านดอนในอ่าวไทย
นอกจากนี้ยังเสนอผลการสำรวจเส้นทางข้ามคาบสมุทรในเส้นทางที่เรียกว่า "สายตรัง-สุราษฎร์ธานี" หรือ "แม่น้ำตาปี-แม่น้ำตรัง" อีกด้วย
ดร.กี เทรบุยล์ สมยศ ทุ่งหว้า และอิงอร เทรบุยล์วิเคราะห์ทางธรณีสัณฐานของพื้นแผ่นดินบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ (สงขลา) ว่า เกิดขึ้นเมื่อ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยแผ่นดินใต้น้ำโผล่พ้นระดับน้ำทะเลงอกเป็นสันทรายติดพื้นดินเดิม ชั้นล่างของสันทรายเป็นโคลนตม ตะกอนจากแม่น้ำและทรายทะเลพัดมาทับถมผิวบน เป็นทรายที่ถูกพัดมาทับถมเกิดเป็นสันทราย และสันทรายนี้จะงอกปิดล้อมที่ราบลุ่มส่วนหนึ่งทำให้กลายเป็นแอ่งน้ำจืดและปิดกั้นทะเลสาบสงขลาก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ส่วนที่เป็นสันทรายสทิงพระมีลำน้ำทางตอนบน คือคลองอู่ตะเภาต่อกับคลองปากพนัง ทำให้เรือเดินสมุทรสามารถแล่นจากแหลมตะลุมพุก (อำเภอปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราช) เข้าทางแม่น้ำปากพนัง ต่อคลองระโนดไปออกทะเลสาบสงขลาไปยังพัทลุง และยังมีเส้นทางน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทยได้ ทำให้บริเวณตอนล่างของสทิงพระมีลักษณะคล้ายเป็นเกาะ (น้ำล้อมรอบ) ลักษณะเช่นนี้ยังปรากฏจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ทำให้นักภูมิศาสตร์และนักเดินเรือตะวันตกที่เข้ามาติดต่อกับดินแดนภาคใต้ในสมัยประวัติศาสตร์เรียกบริเวณนี้ว่า "เกาะตันตาเล็ม" (Pulo Tantalem)
รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เสนอแนวคิดเกี่ยวกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่สัมพันธ์กับชุมชนโบราณในดินแดนภาคใต้ที่สำคัญดังนี้
๑) ความแตกต่างกันของชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกและตะวันตกมีผลต่อลักษณะของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์กล่าวคือ ฝั่งทะเลด้านตะวันออกมีที่ราบลุ่มมากกว่า การงอกของแผ่นดิน (สันทราย) มากกว่าฝั่งตะวันตก มีอ่าวที่ใช้จอดเรือได้ดี ทำให้มีการตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนถาวรและมีวิวัฒนาการของบ้านเมืองดีกว่าชุมชนชายฝั่งตะวันตก อย่างไรก็ตามฝั่งตะวันตกมีสิ่งดึงดูดที่ทำให้เกิดชุมชน ขึ้นได้เช่นกันกล่าวคือมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ (มีป่าไม้ ดีบุก) อยู่ในแนวชายฝั่งที่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย และอยู่ในเส้นทางที่พ่อค้าชาวอินเดีย ลังกา อาหรับ เดินทางผ่านเข้ามาจอดแวะหาวัตถุดิบ จนกระทั่งตั้งสถานีการค้าเป็นเมืองท่าขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทรไปยังฝั่งตะวันออก
๒) การตั้งหลักแหล่งของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้ ตั้งอยู่บนทะเล ๒ ลักษณะคือ ตั้งอยู่บนสันทรายตามชายฝั่งทะเล กับตั้งอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำหรือลำน้ำที่ไหลจากที่สูงใกล้เทือกเขา
๓) ทำเลที่ตั้งอันเหมาะสมในดินแดนภาคใต้ที่น่าจะเป็นที่ตั้งของชุนชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ นอกเหนือจากชุมชนที่พบหลักฐานทางโบราณคดีที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว (เช่น ชุมชนโบราณไชยา ชุมชนโบราณเวียงสระ ชุมชนโบราณสทิงพระชุมชนโบราณท่าเรือ-เมืองพระเวียง) ได้แก่ ชุมชนโบราณริมลำน้ำชุมพร ในเขตอำเภอท่าแซะ ชุมชนโบราณริมลำน้ำสวีในเขตจังหวัดชุมพร ชุมชนโบราณในอำเภอกาญจนดิษฐ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมชนโบราณริมลำน้ำละงู จังหวัดสตูลชุมชนริมลำน้ำสายบุรี ในเขตจังหวัดปัตตานี-นราธิวาส ชุมชนบนสันทราย ในจังหวัดนราธิวาส
ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์ของดินแดนภาคใต้กับลักษณะของชุมชนโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณดังนี้
๑) ทิวเขาต่างๆ บนแหลมมลายู เป็นตัวแบ่งเขตภาคใต้และแหลมมลายูให้เกิดมีลักษณะทางภูมิศาสตร์แตกต่างกันเป็น๒ ฝ่าย คือ แบ่งเป็นฝ่ายตะวันตกและฝ่ายตะวันออก ชุมชนโบราณสมัยแรกๆ จึงมีลักษณะเป็นอิสระ ต่อมาจึงได้รวมอยู่ในอาณาจักรเดียวกัน
๒) ภูมิภาคฝ่ายทะเลตะวันออกและฝ่ายตะวันตกแตกต่างกัน การกระทำของคลื่นลม การทับถมของโคลนตะกอนจากแม่น้ำและทรายทะเลจนเกิดเป็นสันทรายเกิดขึ้นกับฝั่งตะวันออกทำให้เกิดแผ่นดินงอกใหม่และมีที่ราบกว้างขวางอุดมสมบูรณ์กว่าฝั่งตะวันตก ซึ่งการกระทำของธรรมชาติมีลักษณะการกัดเซาะพังทลายทำให้ชายฝั่งเว้าแหว่ง และเป็นด้านที่ท้องทะเลมีระดับความลึกสูง การทับถมโคลนตะกอนให้เกิดที่ราบจึงก่อตัวยาก ดังนั้นฝั่งตะวันออกจึงมีการก่อตัวของชุมชนตั้งแต่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์หลายชุมชนเติบโตสืบเนื่องมาถึงสมัยประวัติศาสตร์ สามารถขยายตัวเป็นชุมชนนครรัฐขณะที่ชุมชนทางฝั่งตะวันตกมีการก่อตัวของชุมชนเมืองท่าและขยายตัวได้น้อยกว่าฝ่ายตะวันออก จึงเกิดชุมชนอาศัยอยู่ก่อนแผ่ขยายตลอดที่ราบชายฝั่ง ชุมชนที่เกิดทางฝั่งตะวันตกเกิดจากการขยายตัวของชุมชนฝ่ายตะวันออก
๓) แบ่งชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้เป็น "กลุ่มเมือง ๙ กลุ่ม" ตามทำเลที่ตั้ง ได้แก่ กลุ่มเมืองชุมพรกลุ่มเมืองไชยา กลุ่มเมืองเวียงสระ กลุ่มเมืองกาญจนดิษฐ์ กลุ่มเมืองนครศรีธรรมราช กลุ่มเมืองพัทลุง กลุ่มเมืองปัตตานี กลุ่มเมืองตะกั่วป่า และกลุ่มเมืองตรัง
นอกจากนี้ยังเสนอผลการสำรวจเส้นทางข้ามคาบสมุทรระหว่างฝั่งตะวันตกกับตะวันออก ๓ เส้นทาง คือ เส้นทางสายที่ ๑ สายตะกั่วป่า-บ้านดอน หรือเส้นทางข้ามเขาสก เส้นทางสายที่ ๒ สายคลองสินปุ่น-แม่น้ำตาปี หรือ กระบี่-สุราษฎร์ธานี เส้นทางสายที่ ๓ สายตรัง-นครศรีธรรมราช
ธราพงศ์ ศรีสุชาติ ได้ตรวจสอบตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ปโตเลมีจากการศึกษาของพระสารสาสน์พลขันธ์ (เยรินี) เบอร์เตอร์โลต์ เซอร์โรแลนด์ แบรดเดล พอล วีทลีย์และศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม วิเคราะห์ตำแหน่งเมืองหรือชุมชนโบราณ เส้นทางข้ามคาบสมุทร ที่ปรากฏตามพิกัดทางภูมิศาสตร์และข้อมูลทางหลักฐานทางโบราณคดีดังต่อไปนี้
เมืองบาลองก้า ตามการคำนวณปรับละติจูดลองจิจูดของเยรินี เป็นวัดบรรพตวารี เขตอำเภอสวี จังหวัดชุมพรตามสถานที่ปัจจุบันที่ยรินีสันนิษฐานและกำหนดละติจูดลองจิจูด เป็นวัดนาทุ่ง ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร เป็นพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว เมืองบาลองก้าจึงน่าจะได้แก่ ชุมชนโบราณเขาสามแก้ว หมูที่ ๑ บ้านสามแก้ว ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร ตามพิกัดภูมิศาสตร์ที่ละติจูด ๑๐ องศา ๓๑-๓๒ ลิปดาเหนือ และลองจิจูดที่ ๙๙ องศา ๑๑-๑๒ ลิปดาตะวันออก
เมืองเปริมูลา ตามการคำนวณปรับละติจูดลองจิจูดของเยรินี เป็นบริเวณทะเลทางทิศตะวันออกของอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามสถานที่ปัจจุบันที่เยรินีสันนิษฐานและกำหนดละติจูดลองจิจูดใกล้เคียงกับแหล่งโบราณคดีพังสิงห์ เมืองเปริมูลาจึงน่าจะได้แก่ บริเวณชุมชนโบราณท่าเรือเมืองพระเวียง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช (ซึ่งแหล่งโบราณคดีพังสิงห์อยู่ในกลุ่มนี้) ตามพิกัดทางภูมิศาสตร์ตั้งแต่ละติจูด ๘ องศา ๒๔ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาเหนือ ถึง ๘ องศา ๑๙ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ และลองจิจูดที่ ๙๙ องศา ๕๘ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาตะวันออก ถึง ๙๙ องศา ๕๙ ลิปดา ๑๕ พิลิปดาตะวันออก
เมืองกอกโกนาครา ตามการคำนวณปรับละติจูดลองจิจูดของเยรินี เป็นบริเวณต้นน้ำ คลองทรายขาว ควนหน้าแดงอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ตามสถานที่ปัจจุบันที่เยรินีสันนิษฐานและกำหนดละติจูดลองจิจูดเป็นบริเวณอ่าวน้ำเมา ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ เมืองกอกโกนาคราจึงน่าจะได้แก่ บริเวณชุมชนโบราณคลองท่อม หมู่ที่ ๒ บ้านควนลูกปัด ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ตามพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ละติจูด ๗ องศา ๕๕ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาเหนือและลองจิจูดที่ ๕๙ องศา ๙ ลิปดา ๕ พิลิปดาตะวันออก
เมืองตะโกลา ตามการคำนวณปรับละติจูดลองจิจูดของเยรินี เป็นบริเวณทะเลทางตะวันออกของอำเภอหลังสวนอำเภอละแม ในจังหวัดชุมพร (ห่างจากฝั่ง ๑๕ กิโลเมตร) ตามสถานที่ปัจจุบันที่เยรินีสันนิษฐานและกำหนดละติจูดลองจิจูดใกล้เคียงกับบริเวณโรงเรียนบ้านบางไทร อำเภอตะกั่วป่าจังหวัดพังงา ทางทิศใต้ของตลาดตะกั่วป่า ๓ กิโลเมตร เมืองตะโกลาจึงน่าจะได้แก่
ก) แหล่งโบราณคดีลุ่มน้ำตะกั่วป่า (ประกอบด้วยเขาเวียงควนพระเหนอ เหมืองทอง) ในชุมชนโบราณตะกั่วป่าระหว่างละติจูด ๘ องศา ๔๖ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือถึง ๘ องศา ๕๓ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ และลองจิจูด ๙๘ องศา ๒๕ ลิปดา ๑๒ พิลิปดาตะวันออกถึง ๙๘ องศา ๑๖ ลิปดา ๕๒ พิลิปดาตะวันออก
ข) แหล่งโบราณคดีบ้านเตรียม ตำบลคุระบุรี อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ซึ่งใกล้เคียงกับตำแหน่งละติจูดที่ได้จากการคำนวณคือ มีพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ละติจูด ๙ องศา ๑๗ ลิปดาเหนือ และลองจิจูดที่ ๙๘ องศา ๒๔ ลิปดาตะวันออก
เสนอแผนที่โครงร่างแสดงเส้นทางข้ามคาบสมุทรจากฝั่งตะวันตกมาฝั่งตะวันออกของดินแดนทางภาคใต้ ๘ เส้นทางตามที่ได้ตรวจสอบงานสำรวจเส้นทางของ ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ (พ.ศ.๒๕๑๒-๒๕๒๒) เยี่ยมยง ส.สุรกิจบรรหาร (พ.ศ.๒๕๑๕-๒๕๒๑) มานิต วัลลิโภดม (พ.ศ.๒๕๐๔-๒๕๒๕) โดย
(๑) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่มีผู้เคยสำรวจมาแล้ว ดังนี้เส้นทางสายตะกั่วป่า-บ้านดอนหรือเส้นทางข้ามเขาสก (เส้นทางสายที่ ๑ ของประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์) มีแหล่งโบราณคดีฝั่งตะวันตก คือ แหล่งโบราณคดีบ้านท่าหัน บ้านท่าหัน ตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงาซึ่งอยู่ริมฝั่งคลองท่าหัน-เส้นทางน้ำต่อมาจากคลองหินลับบริเวณเขาสก เป็นแหล่งโบราณคดีในจุดเปลี่ยนเส้นทางน้ำมาเดินบกเพื่อข้ามเขาสก พบหลักฐานกำหนดอายุได้ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙
เส้นทางคลองสินปุน-แม่น้ำตาปี (ของประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์) หรือเส้นทางสายตรัง-สุราษฎร์ธานี (ของศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม) มีแหล่งโบราณคดีลุ่มน้ำตาปี (ก่อนถึงแหล่งโบราณคดีเวียงสระ) คือ แหล่งโบราณคดีควนศรี บ้านประจน ตำบลพรุพี อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี แหล่งโบราณคดีถ้ำพรรณรา (หมู่ที่ ๒ ตำบลถ้ำพรรณรา อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ สมัยประวัติศาสตร์) เส้นทางสายตรัง-นครศรีธรรมราช (หรือเส้นทางสายที่ ๓ ของประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์) เมื่อเดินบกเข้าเขตอำเภอร่อนพิบูลย์ ผ่านแหล่งโบราณคดีเขาชุมทอง (พบหลักฐานสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์) ตำบลสามตำบล อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
เส้นทางเสียบยวน-ปากจั่น (ของเยี่ยมยง ส.สุรกิจบรรหาร) อาจเรียกว่า เส้นทาง "กระบุรี-เขาสามแก้ว" เป็นเส้นทางน้ำตลอดสาย มีแหล่งโบราณคดีตลอดแนว โดยน่าจะเริ่มจากริมฝั่งทะเลอันดามัน ตอนล่างของปากน้ำกระบุรีเนื่องจากมีแหล่งโบราณคดีสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์สำคัญ ๒ แหล่งคือ แหล่งโบราณคดีบ้านเตรียม และแหล่งโบราณคดีนางย่อน (อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา) ซึ่งอยู่เหนือแหล่งโบราณคดีในชุมชนโบราณตะกั่วป่า จากแหล่งโบราณคดีทั้ง ๒ แหล่ง แล่นเรือเลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน เข้าแม่น้ำกระบุรีที่เกาะวิคตอเรียปอยด์ (เกาะสอง) ทางฝั่งพม่า และฝั่งไทยที่เขาปากน้ำ ผ่านเขาหินช้าง เขาท่าครอบ เขาฝาชี บ้านลำเลียงมีแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่เขาพระขยาง บ้านลำเลียง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ผ่านอำเภอกระบุรีไปถึงปากจั่น จากปากจั่นทวนน้ำตามคลองจั่นเข้าสู่คลองหลีกผ่านเขาหินซอง คลองหิน จนถึงสันปันน้ำ จ.ป.ร. จึงเดินบกข้ามควน เข้าเขตจังหวัดชุมพร แล้วล่องตามคลองชุมพรผ่านปกเสือเต้น ท่าไม้ลาย ท่าไม้รวก ผ่านแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ ถ้ำมหาสนุก (อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร) บ้านเสียบยวน บ้านนาเรือ บ้านนาเหนือ บ้านยางด้วน บ้านวัดประเดิม เดินบกมาที่ท่าตะเภา ลงลำน้ำท่าตะเภา ผ่านแหล่งโบราณคดีชุมชนโบราณเขาสามแก้ว (ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร) ลำน้ำท่าตะเภา ไหลไปลงทะเลอ่าวไทยที่ปากน้ำชุมพร
(๒) เสนอเส้นทางข้ามคาบสมุทร เส้นทางใหม่ๆ ดังนี้
เส้นทางสายที่ ๑ (ปากลาว-อ่าวบ้านดอน) เป็นเส้นทางเดินบกและล่องเรือตามลำน้ำ เริ่มจากทะเลอันดามันเข้าทางอ่าวพังงา บริเวณปากน้ำมะรุ่ย เขตอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ต่อแดนกับอำเภอทับปุด จังหวัดพังงา ที่ละติจูด ๘ องศา ๒๒ ลิปดา และลองจิจูด ๙๘ องศา ๓๘ ลิปดา ปรากฏแหล่งโบราณคดีใกล้เคียง ปากเส้นทางทั้งริมฝั่งและบนเกาะในอ่าวพังงา (ทั้งแหล่งก่อนประวัติศาสตร์และสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์) ได้แก่ แหล่งโบราณคดีช่องตลาด (แหล่งแรกเริ่มประวัติศาสตร์) แหล่งโบราณคดีถ้ำเสือน้อย เขาลังดัง ถ้ำกะโหลกผี (แหล่งก่อนประวัติศาสตร์) ล่องมาขึ้นบกที่ปากลาว (ปากคลองลาว) จากปากลาวทางใต้เป็นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์และแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่สำคัญ คือ เขาขนาบน้ำ ถ้ำเสือ (อำเภอเมืองกระบี่) และต่อไปถึงแหล่งโบราณคดีควนลูกปัด (อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่) จากปากลาว (ปรากฏแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ปากลาว) เป็นเส้นทางเดินบก ผ่านบ้านบางเจริญ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เข้าเขตอำเภอปลาย-พระยา จังหวัดกระบี่ ที่บ้านเขาต่อ (มีแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์คลองลาว ถ้ำสระ) บ้านบางเท่าแม่-บ้านบางหอยบ้านนาบางคราม เข้าเขตอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานีที่บ้านในคริสต์ บ้านเชี่ยวไทร ถึงปากคลองชะอุ่น ล่องเรือตามลำน้ำเข้าสู่คลองสก ถึงบริเวณบ้านบางครก (มีแหล่งโบราณคดีควนทองหรือควนหินเหล็กไฟบ้านบางครก ตำบลพระแสง อำเภอบ้านตาขุน) มีปากน้ำเชื่อมต่อระหว่างคลองแสงและคลองสกกลายเป็นแม่น้ำพุมดวง ล่องไปตามแม่น้ำพุมดวง ผ่านอำเภอบ้านตาขุน อำเภอคีรีรัฐนิคม (มีแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณคดีแรกเริ่มประวัติศาสตร์คือ ถ้ำสิงขร ตำบลถ้ำสิงขร) ผ่านแหล่งโบราณคดีท่าผาก-น้ำรอบ ตำบลบางเดือนในเขตอำเภอพุนพิน และผ่านแหล่งโบราณคดีพุนพิน เขาศรีวิชัย (อำเภอพุนพิน) และออกอ่าวบ้านดอน (ออกสู่ทะเล) บริเวณปากคลองพุนพิน ที่ละติจูด ๙ องศา ๑๔ ลิปดาเหนือ และลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๙ ลิปดาตะวันออก (จากปากลาวเดินเท้าถึงจุดล่องเรือที่ปากคลองชะอุ่น ใช้เวลา ๑ วัน และจากปากคลองชะอุ่น ล่องเรือถึงปากคลองพุนพินใช้เวลา ๑ วัน ๑ คืน)
เส้นทางสายที่ ๒ (กำพวน-อ่าวบ้านดอน) เป็นเส้นทางเดินบกและล่องเรือตามน้ำ เริ่มจากทะเลอันดามัน ขึ้นบกที่ชายฝั่งทะเลบ้านกำพวน ตำบลกำพวน กิ่งอำเภอสุขสำราญจังหวัดระนอง หรือทางตอนใต้ลงมาคือ ที่อ่าวเคยหรือบ้านเตรียมอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ แล้วเดินบกไปที่บ้านกำพวน ไปทางคลองกำพวนผ่านเขาพระหมี เป็นตะเข็บรอยต่อระหว่างจังหวัดพังงากับสุราษฎร์ธานี เป็นเส้นทางเดินบก (ปัจจุบันเป็นเส้นทางรถยนต์ผ่านเข้าออกได้) ไปถึงเหมืองโชน เหมืองน้ำเต้า ในเขตอำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านแหล่งโบราณคดี (ก่อนประวัติศาสตร์) หมื่นหาญ เหมืองใหญ่ (หมู่ที่ ๕ บ้านไกรสร ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน) แหล่งโบราณคดีแรกเริ่มประวัติศาสตร์ปลายแสง ต้นน้ำคลองแสง (หมู่ที่ ๕ บ้านไกรสร ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน) จากปลายแสง ล่องแพ หรือเรือมาตามลำน้ำคลองแสง ผ่านแหล่งโบราณคดี (ก่อนประวัติศาสตร์) ถ้ำปากอม (หมู่ที่ ๔ ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน) ผ่านเขื่อนเชี่ยวหลาน บ้านปากน้ำและแหล่งโบราณคดีควนทองควนหินเหล็ก ไปบ้านบางครก ตำบลพระแสง อำเภอบ้านดาขุน ซึ่งมีคลองสกไหลมารวมกับคลองแสงเป็นแม่น้ำพุมดวงล่องเรือตามแม่น้ำพุมดวง ผ่านแหล่งโบราณคดีต่างๆ จนไปออกทะเลที่อ่าวบ้านดอน เช่นเดียวกับเส้นทางที่ ๑
เส้นทางสายที่ ๓ (นางย่อน-บ้านดอน) เป็นเส้นทางเดินบกและล่องเรือตามน้ำ เริ่มจากทะเลอันดามัน ขึ้นบกที่ชายฝั่งทะเลนางย่อน ตด้านเหนือของเกาะพระทอง หรือไปตามลำคลองนางย่อน ถึงบ้านนางย่อน อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงาปรากฏแหล่งโบราณคดีสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์คือแหล่งโบราณคดีนางย่อน เดินบกผ่านเนินดินบริเวณที่เรียกว่า "บันไดสามขั้น" จากบันไดสามขั้น แยกทางเดินบกได้ ๒ เส้นทางคือทางหนึ่งผ่านทับไทร ควนชาลี คลองเอ๊ะ (คลองเอก) ควนต้นตอจนถึงปลายแสง บ้านไกรสร ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (มีแหล่งโบราณคดีคลองแสง) ล่องมาตามคลองแสงอีกทางหนึ่ง ผ่านลานพ่อตาเขายาจ้องคร่อง ต้นน้ำของคลองหยี บ้านไกรสร ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ผ่านแหล่งโบราณคดีแรกเริ่มประวัติศาสตร์คลองหยี) ล่องมาตามคลองหยี ซึ่งไหลมารวมกับคลองแสงเป็นคลองแสง ไหลผ่านบ้านไกรสร ตำบลเขาพัง มารวมกับแม่น้ำพุมดวง ไปออกทะเลที่อ่าวบ้านดอนเช่นเดียวกับเส้นทางสายที่ ๑ (ระยะทางเดินบกจากนางย่อน ถึงบริเวณต้นน้ำก่อนลงเรือล่องมาตามน้ำ ใช้เวลาประมาณ ๘ ชั่วโมง จากบ้านไกรสรตำบลเขาพัง (คลองหยี) ล่องเรือ (ถ่อเรือ) ไปตามลำน้ำพุมดวงต่อแม่น้ำตาปีออกสู่อ่าวบ้านดอน ใช้เวลา ๑ วัน ๑ คืน)
นอกจากนี้ยังเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับทำเลที่ตั้งของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้ตามสภาพภูมิประเทศดังนี้
๑) ชุมชนโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้เป็นชุมชนใน ๒ ลักษณะ คือ ชุมชนบนสันทราย เช่น ชุมชนโบราณสทิงพระ ชุมชนโบราณท่าเรือ-เมืองพระเวียง และชุมชนเนินบนพื้นที่ราบ เช่น ชุมชนโบราณคลองท่อม ชุมชนโบราณเขาสามแก้ว โดยชุมชนทั้ง ๒ ลักษณะจะอยู่ในแนวของเส้นทางน้ำ คือมีลำน้ำไหลผ่าน และมักอยู่ใกล้แนวลำน้ำที่ไหลออกสู่ทะเล
๒) การตั้งถิ่นฐานบนสันทรายริมฝั่งทะเล น่าจะเป็นการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์(ไม่ได้เริ่มในสมัยก่อนประวัติศาสตร์) เป็นกลุ่มชนที่สืบทอดวัฒนธรรมมาจากชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่นิยมตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ป่าเขาต้นลำน้ำก่อนไหลผ่านสันทราย การก่อตั้งชุมชนบนสันทรายน่าจะเริ่มขึ้นหลังชุมชนบนเนินกลางพื้นที่ราบที่มีลำน้ำไหลผ่าน ซึ่งใกล้พื้นที่ป่าเขามากกว่าและยังคงสืบทอดวัฒนธรรมแบบก่อนประวัติศาสตร์มากยิ่งกว่าชุมชนบนสันทรายซึ่งมักพบว่าหลายแห่งได้พัฒนาไปสู่ชุมชนเมือง หรือนครรัฐมีการสร้างคันคูเมืองหรือขอบเขตของชุมชนที่แน่นอนในสมัยต่อ ๆ มา
นักวิชาการที่ศึกษาและเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้ตามหลักฐานด้านเอกสารโบราณและจารึกที่สำคัญ ได้แก่ โกรเนเวลด์ (W.P.Groeneveldt, "Essays relating to Indo-China"; "Notes on the Malay Archipelago and Malacca complied from Chinese sources", 2419-2439) เออร์วีย์ เดอ แซง เดนิส (Hervey de Saint-Denys, แปลและวิเคราะห์งานของม้าตวนหลิน ซึ่งเป็นผู้บันทึกเรื่องราวของจีนกับเอเชียอาคเนย์ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒, ๒๔๒๖) เจ. ดับบลิว. แมคครินเดิล (J.W. Mc. Crindle, "Ancient India as described by Ptolemy", 2428) เจ. ตากากุสุ (J. Takakusu, แปลและทำคำอธิบาย "A record of the Buddhist religion as practised in India and the Malay Archipelago (A.D. 671-695)", 2439) จี.ชเลเกล (G. Schlegel "Tun-sun orTien-sun ; Tenasserim or Tanahsari", 2442) เซอร์เฮนรี่ จูลส์ (Colonel Sir Henry Jules แปลหนังสือและทำอธิบายเรื่อง "The Book of Sir Marco Polo : TheVenetian concerning the Kingdom and Marvels ofthe East", 2466) ปอล เปลลิโอต์ (Paul Pelliot, LeFounan", 2446 ; "Textes chinois sur Panduranga",2447 : "Annales des Yuan", 2455) ซี. ออตโต บลักเดน (C. Otto Blagden, "Siam and the MalayPeninsula", 2449; "The empire of the Maharaja, Kingof the Mountain and Lord of the Isles", 2463) พระสารศาสตร์พลขันธ์หรือเยรินี (Colonel G.E. Gerini,"Researches on Ptolemy's Geography of Eastern Asia(Further India and Indo-Malay Archipelago)", 2452) เอเตียน แอโมนิเอร์ (Etienne Aymonier, "CombodgeII", 2452, 2455) หลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Finot,"Inscription du Siam et de la Peninsule Malaise",2453) ทากากูวะ โคมากิชิ (Takakuwa Komakichi,"Forchungen über des Reich ch'ih-t'u", 2453-2454) ยอร์ช เซเดส์ (George Coedès, "Le Royaume deÇrivijaya", 2461 ; "A propos de la chut du royaumede grivijaya", 2470 : "ประชุมศิลาจารึกสยามภาคที่ ๒" ๒๔๗๒ ; "Les Etats hindouises d'Indochine etd'Indonesie", 2491 ; "L'inscription de la stele deLigor : état présent de son interpretation", 2502) กาเบรียล เฟอร์รอง (Gabriel Ferrand, "L'empiresumatranais de Crivijaya", 2465) จี.เอช.ลูช (G.H.Luce," Countries neighbouring Burma", 2468) อาร์. ซี. มาจุมดาร์ (R.C. Majumdar, "Le Rois Sailendrade Suvarnadvipa", 2476) เจ. แอล. โมนส์ (J.L. Moens,"Srivijaya et yava en Kataha", 2480) เค. เอ. นิลกัณฐ์ ศาสตรี (K.A. Nilakanta Sastri, "Dvipantara", 2485 :"Takuapa and its Tamil Inscription", 2492) เซอร์โรแลนด์ แบรดเดล (Dato Sir Roland Braddell,“Takolaand Kataha", 2482 ; "Tanmaling andFo-lo-an", 2493) ซ฿่ หยุ่น เสียว ("A study on Ch'ih-t'u on the Red Land", 2484) ขจร สุขพานิช ("สุวรรณภูมิและทวารวดีอยู่ที่ไหน?", ศิลปากร, ๒๕๐๐) โอ. ดับบลิว. วอลเตอรส์ (O.W.Wolters, "Tambralinga",2501 ; "A note on the capital of Srivijaya duringthe eleventh century", 2509) พอล วีทลีย์ (Paul Wheatley, "The Golden Khersonese", bdoa);"Impressions of the Malay Peninsular in Ancienttimes", 2507) ธรรมทาส พานิช ("ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาสมัยศรีวิชัย", ๒๕๐๕, ๒๕๑๗) ปรนะวิธานะ (Sena-rat Paravitana, "Celon and Malaysia", 2509) นิคม สุทธิรักษ์ ("เรื่องเมืองพระเวียงทางโบราณคดี", ศิลปากร,๒๕๐๙ "เรื่องพระพุทธสิหิงค์ วินิจฉัยทางโบราณคดี", ๒๕๑๐) เดอกาสปารีส์ (J.G. de Gasparis, "The date of theGrahi Buddha", 2510) ธนิต อยู่โพธิ์ ("สุวัณณภูมิ",ศิลปากร, ๒๕๑๐) เยี่ยมยง ส.สุรกิจบรรหาร ("โบราณสถานโบราณวัตถุ พิพฤตะธรรม วัฒนาการย์ ประวัติศาสตร์โบราณวิทยา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา", ศิลปากร, ๒๕๒๑) สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ("พุทธศาสนาแถบลุ่มทะเลสาบสงขลาฝั่งตะวันออกสมัยกรุงศรีอยุธยา", ๒๕๒๓) ประเสริฐ ณ นคร ("จารึกที่พบในนครศรีธรรมราช", สัมมนาของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช, ๒๕๒๑) จำปา เยื้องเจริญ (อ่านและแปลศิลาจารึกจากวิหารโพธิลังกา เลขที่ น.ศ. ๔, ศิลปากร, ๒๕๒๒ :อ่านและแปลจารึกหลักที่ ๒๘ หรือ น.ศ.๓, ศิลปากร, ๒๕๒๗) ชูศักดิ์ ทิพย์เกสรและชะเอม แก้วคล้าย (อ่านและแปลศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย, ศิลปากร, ๒๕๒๓) อัญชนา จิตสุทธิญาณ ("จารึกเยธมฺมา สมัยศรีวิชัย", สัมมนาของกรมศิลปากร, ๒๕๒๕) คงเดช ประพัฒน์ทอง ("ทักษิณประวัติจากเอกสารโบราณและศิลปกรรม", สัมมนาของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช, ๒๕๒๖) ก่องแก้ว วีระประจักษ์ ("พบภาษาไทยในจารึกก่อนมีลายสื่อไทย", ศิลปากร, ๒๕๒๖ :"Inscription from South Thailand" SPAFA workshopArchaeological and Environmental Studies on Srivijaya(I-W2b), 2528)
แนวความคิดส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อสันนิษฐานหรือทัศนะเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของชุมชน อาจเป็นชื่อสถานที่ชื่อเมือง สถานีการค้า ศูนย์กลางการปกครอง เมืองหรือนครรัฐจนกระทั่งเป็นประเทศ หรืออาณาจักรต่างๆ ที่น่าจะอยู่ในดินแดนภาคใต้ ตลอดจนเรื่องราวของชุมชนกับวัฒนธรรมการใช้ภาษาตามที่ปรากฏในเอกสารโบราณของกรีก จีน อาหรับ อินเดียลังกา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ตลอดจนการวินิจฉัยจากจารึกทั้งที่พบในภาคใต้และในที่อื่นๆ
ตัวอย่างเช่น
พอล วีทลีย์ ศึกษาและรวบรวมเอกสารโบราณที่กล่าวถึงดินแดนที่เรียกว่า "คาบสมุทรทอง" หรือ "เกาะทอง"แนวความคิดที่สำคัญ ได้แก่
(๑) เอกสารโบราณที่ปรากฏชื่อดินแดน เมือง หรืออาณาจักรที่อยู่ในดินแดนภาคใต้ของไทยในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ประกอบด้วยเอกสารโบราณของจีน อินเดียชาติตะวันตก อาหรับ และมาเลเซีย ดังนี้
ก) เอกสารโบราณของจีนที่สำคัญ ได้แก่
- พงศาวดารสมัยราชวงศ์เหลียง พ.ศ.๑๐๔๕-๑๑๐๐ รวบรวมโดย เย้า ซู เหลียน ปรากฏชื่อ อาณาจักรเมือง (ที่มีผู้สันนิษฐานว่าอยู่ในดินแดนภาคใต้) ได้แก่ ตุน-ษุณลัง-ยา-สิว พัน-พัน ตัน-ตัน
- พงศาวดารสมัยราชวงศ์สุย พ.ศ.๑๑๒๔-๑๑๖๑ รวบรวมโดย ไว-เช็ง ปรากฏชื่อ จิ-ถู-กั้วะ-ชิ ตัน-ตัน พัน-พัน
- พงศาวดารเก่าและใหม่ของราชวงศ์ถัง พ.ศ.๑๑๖๑-๑๔๔๙ ปรากฏชื่อ โก-โล พัน-พัน โล-เหยอะ โก-กู-โล จิ-ถู
- บันทึกการเดินทางหรือจดหมายเหตุของพระภิกษุจีนได้แก่ ฟาเหียน ในปี พ.ศ.๙๕๖-๔๕๗ เหี้ยน-จัง ในปี พ.ศ.๑๑๗๒-๑๑๘๘ อี้-จิง ในปี พ.ศ.๑๒๑๔ กล่าวถึงชื่อเมืองและอาณาจักรต่างๆ เช่น เย-โป-ติ ชิ-ลิ-โฟ-ชิ โม-โล-ยู ลัง-เจีย-สู พูเพ็น หรือ เพ็น-เพ็น
- หนังสือภูมิศาสตร์ เช่น ไต-ผิง-ฮวน ยู ชิ โดย โล-ชิ ลิง-ไว-ไต-ตา โดย ชู-กู-ไผ ชู-ฟาน-ชิ โดย เจา-จู-กัวเตา-อิ-ชิ-เลี้ยว โดย วัง-ต้า-หยวน ปรากฏชื่อ โก-โล, ตุน-ษุณ,พัน-พัน, ลัง-ยา-ซู จิ-ถู, ดัน-มา-หลิง, ลิง-ยา-ชู-เจีย, โฟ-โล-อัน, ตง-ลิว-เหมย, ซาน-โฟ-ชิ, จิ-โล-ทิง, เชียน-ไหม, ปา-ท่า,เกีย-โล-หิ นอกจากนี้ยังมีเอกสารโบราณที่รวบรวมเขียนขึ้นในสมัยหลัง เช่น ประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ซ้อง รวบรวมโดยโต-โต เมื่อปี พ.ศ.๑๘๕๖-๑๘๙๘ ประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์หยวน ระหว่างปี พ.ศ.๑๗๔๘-๑๙๑๐ รวบรวมโดย ซ่ง-เหลี่ยนเมื่อปี พ.ศ.๑๘๕๓-๑๙๒๔ ประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์เหม็งระหว่างปี พ.ศ.๑๙๑๑-๒๑๘๗ รวบรวมโดย ชาง-ติง-ยู่ เมื่อปี พ.ศ.๒๒๘๕
ข) เอกสารโบราณของชาวตะวันตกที่สำคัญ ได้แก่
- หนังสือภูมิศาสตร์ของปอมโปนิอุส เมลา ในปีพ.ศ.๕๘๖ เรียกคาบสมุทรมาเลย์ว่า "ไครเส อินซูลา" (ChryseInsula) หรือ "เกาะทอง"nisdalsas
-หนังสือเรื่อง "Periplus of the Erythraen sea"ของพ่อค้าลูกครึ่งกรีก-อียิปต์ ระหว่างปี พ.ศ.๖๐๓-๖๒๓ กล่าวถึงเกาะ เรียก "ไครเส" หรือดินแดนทองว่าอยู่ทางตอนใต้ของจีนและธิแน
- หนังสือภูมิศาสตร์ของคลอเดียส ปโตเลมี (ClaudiusPtolemy) ระหว่างปี พ.ศ.๖๗๐-๖๘๔ บรรยายถึงชื่อดินแดนเมืองต่างๆ บนคาบสมุทรมาเลย์ เรียกคาบสมุทรมาเลย์ว่า "คาบสมุทรทอง" (Chryse Chresonese)
- หนังสือเรื่อง "รายละเอียดของโลก" เขียนเป็นภาษาลาติน โดย อวีเอนุส (Avienus) เมื่อปี พ.ศ.๙๑๓ กล่าวถึงเกาะแห่งหนึ่ง เรียก "เกาะทอง"
- หนังสือเรื่อง "Periplus of the Outer Sea" มาติอานุส แห่งเฮอราเคลีย (Martianus of Heraclea)ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑ กล่าวถึงคาบสมุทรมาเลย์ว่าอยู่ในเส้นทางผ่านจากอินเดีย เรียกว่า คาบสมุทรทอง (Golden Khersonese)
ค) เอกสารโบราณของอินเดีย-ลังกาที่สำคัญ ๆ ได้แก่
- รามยณะ ของวาลมิกี ระหว่าง พ.ศ.๑๐๐-๒๐๐ ปรากฏชื่อ ยวาทวีป สุวรรณภูมิ
- วายุปุราณะ ปรากฏชื่อ ยมทวีป มลยทวีป
- กถาสริตสาคร ของพราหมณ์โสมะเทวะ ในปี พ.ศ.๑๖๑๓ ปรากฏชื่อ สุวรรณทวีป กาลาสะปุระ
- มหานิสเทส จุลนิเทศ ปรากฏชื่อ ตักโกลัม ตะมาลี สุวรรณภูมิ
- มิลินทปัญหา ปี พ.ศ.๙๔๓ ปรากฏชื่อ ตักโกลาสุวรรณภูมิ
- มหาวงศ์พงศาวดารลังกา พุทธศตวรรษที่ ๑๑ ปรากฏชื่อสุวรรณภูมิ
ง) เอกสารโบราณของอาหรับที่สำคัญๆ ได้แก่
- จดหมายเหตุของอักห์บาร์ อัส-ซิน วาล-ฮินด์ ในปีพ.ศ.๑๓๙๔ กล่าวถึงชื่อกาลาห์-บาร์ อัล-ซาบัค
- จดหมายเหตุของอาบู ซาอิด ในปี พ.ศ.๑๔๕๙ กล่าวถึงชื่อกาลาห์ อัล-ซาบัค
- จดหมายเหตุอาบู ดูลาฟ ในปี พ.ศ.๑๔๗๓ กล่าวถึงชื่อกาลาห์ จา-จุลลาห์
- จดหมายเหตุมาซูดี ในปี พ.ศ.๑๔๘๖ กล่าวถึงชื่ออัลซาบัค กาลาห์ กาลาห์-บาร์
- จดหมายเหตุเอดริซี ในปี พ.ศ.๑๖๙๗ กล่าวถึงชื่อกาลาห์ กากุลลาห์
- จดหมายเหตุอิบน์ ซาอิด ในปี พ.ศ.๑๗๕๑-๑๘๑๗ กล่าวถึงชื่อกาลาห์ กากุลลาห์
(๒) คาบสมุทรทอง หมายถึงคาบสมุทรมาเลย์ เริ่มตั้งแต่คอคอดกระ ในจังหวัดระนอง ลงมาจนสิ้นสุดประเทศมาเลเซีย โดยอาณาจักรุ่นแรกคือตุนษุณ หรือเตียนสุนตั้งอยู่บริเวณเหนือคอคอดกระ ประกอบด้วยรัฐต่างๆ รวมกัน๕ รัฐ แผ่ขยายไปบนพื้นที่ประเทศไทยตอนกลาง ขณะที่อาณาจักรลังกาสุกะแผ่ขยายตามแนวชายฝั่งทะเลในดินแดนภาคใต้ ใต้คอคอดกระลงมา ในช่วงสมัยของอาณาจักรตุนษุณและลังกาสุกะระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๒ เส้นทางข้ามคาบสมุทรระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออกนำไปสู่การเชื่อมโยงกับอาณาจักรฟูนันบนผืนแผ่นดินประเทศเวียดนาม ต่อมาในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ ดินแดนประเทศไทยส่วนตอนเหนือคอคอดกระอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักรเจนละและเขมร ส่วนตอนล่างคอคอดกระลงมาตลอดภาคใต้ทั้งหมดอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักรศรีวิชัย และตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘ ดินแดนภาคใต้ (ใต้คอคอดกระลงมา) ซึ่งเคยอยู่ภายในอิทธิพลศรีวิชัย ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรสุโขทัย
(๓) ชื่อเมืองหรืออาณาจักรตามปรากฏในเอกสารโบราณที่อยู่ในดินแดนภาคใต้ ได้แก่
- เชียนไหม-ปา-ท่า อยู่บนคาบสมุทรมาเลย์และน่าจะเป็นเมือง ๑๒ นักษัตรของนครศรีธรรมราช
- จิ-โล-ทิง หรือ มายิรุฑิงคัม อยู่บริเวณเมืองนครศรีธรรมราช
- ลังกาสุกะ หรือ ลังกาซูก้า หรือ อิลังกาโสกะหรือ ลังยาซู หรือ เล็งกาสุกะ คือดินแดนบริเวณจังหวัดปัตตานี-นราธิวาส
ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ สันนิษฐานว่าประเทศราชบนแหลมมลายูของอาณาจักรศรีวิชัยซึ่งถูกพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ ๑ แห่งเมืองตันชอร์ ยกทัพมาปล้นสะดมระหว่างปีพ.ศ.๑๕๗๓-๑๕๗๔ ตามปรากฏชื่อในศิลาจารึกเมืองตันชอร์ (เป็นจารึกภาษาทมิฬ อ่านโดยศาสตราจารย์ อี. ฮูลซ์ ในผลงานเรื่อง "E. Hultzsch South Indian Inscription Tamiland Sanscrit", 1890) มีชื่อเมืองหรือรัฐในดินแดนภาคใต้ของไทย ได้แก่
- มายิรุฑิงคัม เป็นชื่อเดียวกับจิโลทิง ในจดหมายเหตุของจีน ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแหลมมลายู
- อิลังกาโศกัม เป็นชื่อเดียวกับลังกาสุกะ หรือ ลิง-ยา-สุ-เจีย ในจดหมายเหตุของจีน ตั้งอยู่บริเวณจังหวัดปัตตานี
- เมวิลิมบังคัม เป็นชื่อเดียวกับกรรมรังคะ หรือ กามลังกะ ตั้งอยู่บริเวณเมืองนครศรีธรรมราช
- ตไลตตักโกลัม เป็นชื่อเดียวกับตักโกละ หรือ ตะโกละ ในหนังสือภูมิศาสตร์ปโตเลมี (ตามที่ M.Kanakasabhai วิเคราะห์ไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๕ ในหนังสือ Madras Review) และมิลินทปัญหา ตั้งอยู่บริเวณคอคอดกระ
- มาทมาลิงคัม เป็นชื่อเดียวกับตามพรลิงค์ หรือตัน-มา-หลิง ในจดหมายเหตุของจีน ตั้งอยู่บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช
ชื่อตามพรลิงค์ที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๒๔ (จารึกวัดเวียง ไชยา) เป็นอาณาจักรตามพรลิงค์ของพระเจ้าจันทรภาณุพระราชาองค์เดียวกับพระราชาของพวกชาวกะที่ปรากฏในหนังสือมหาวงศ์ พงศาวดารลังกาทวีป
ชื่อครหิที่ปรากฏในจารึกบนฐานพระพุทธรูปนาคปรกจากวัดเวียง ไชยา เป็นชื่อเดียวกับเกียโลหิ ในจดหมายเหตุจีนหมายถึงเมืองไชยา ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
การศึกษาศิลปวัตถุและโบราณสถานของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้ของนักวิชาการด้านนี้ มีแนวทางที่สำคัญ คือ
๑. กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบศิลปวัตถุและโบราณสถานกับประวัติศาสตร์เพื่อจัดลำดับยุคสมัยหรือศิลปะสมัยเช่น งานของยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) "ตำนานพระพิมพ์", ๒๔๖๙; "Les Collections Archéologiquedu Musee National de Bangkok, 2471) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ("ดำนานพุทธเจดีย์", ๒๔๖๙) หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์และอเล็กซานเดอร์ บี. กริสโวลด์ (Alexander B. Griswold) "ประติมากรรมแห่งคาบสมุทรสมัยอยุธยา", ๒๔๙๓ ; "Thai image of the Buddha",2515) เรอจินาล เลอ เมย์ (Reginald Le May, "A Concise History of Buddhist Art in Siam", 2481) อลาสแตร์ แลมบ์ (Alastair Lamb, "Miscellaneouspapers on early Hindu and Buddhist settlementin Northern Malaya and Southern Thailand", 2504) หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ("ศิลปะในประเทศไทย", ๒๕๐๖) ชอง บวสเซอลิเยร์ (Jean Boisselier, "La Sculpture enThailand, 2517) พิริยะ ไกรฤกษ์ (ศิลปะทักษิณก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙" ๒๕๒๓ ; "หลักฐานทางโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๒", สัมมนาของวิทยาลัยครูสุราษฎร์ธานี, ๒๕๒๗) อนุวิทย์ เจริญศุภกุล ("แบบโครงสร้างและระเบียบการก่ออิฐสถาปัตยกรรมสกุลช่างเขมรและศรีวิชัย", ๒๕๒๔ : "สถาปัตยกรรมศรีวิชัยในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย", ศิลปากร, ๒๕๒๖) ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ ("การตั้งชื่อศิลปะสมัยในภาคใต้"รูสมิแล, ๒๕๒๖)
๒. ศึกษารายละเอียดของศิลปวัตถุและโบราณสถานในศาสนา โดยวิเคราะห์ถึงจุดกำเนิดแห่งการสร้างสรรค์ การรับสืบทอดอิทธิพลศาสนาและการเมืองของชุมชนที่มีผลต่อการสร้างสรรค์ศิลปกรรม เป็นต้นว่างานของ ปิแอร์ ดูปองต์ (Pierre Dupont, "Vishnu Mitres de l'Indochine occidentale",2484 ; "Le Buddha de Grahi et l'ecole de Chaiya",2485) อเล็กซานเดอร์ บี.กริสโวลด์ (Alexander B.Griswold, "Imported images and the nature of copying in the art of Siam" 2509) แสตนลีย์เจ.โอ.คอนเนอร์ จูเนียร์ (Stanley J. O'Connor Jr., "Anearly Brahmanical Sculpture at Songkhla, 2507 ; "An Ekamukhalinga from Peninsular Siam", 2509 ;"The Takuapa Visnu : a Further Note", 2511 ; "HinduGods of Peninsular Siam", 2515 ; "Buddhist votivetablets and Caves in peninsular Thailand", กรมศิลปากร,๒๕๑๗) เอช.จี.ควอริทช์ เวลส์ (H.G. Quaritch Wales,"Malayan Archaeology of the Hindu Period : Somereconsiderations", 2513) ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น. ณปากน้ำ ("สถูปเจดีย์ในประเทศไทย", ๒๕๑๖ : ศิลปะโบราณที่สุราษฎร์ธานี-ศิลปกรรมเก่าแก่ที่สุราษฎร์ธานี", เมืองโบราณ, ๒๕๒๗)
๓. ศึกษาศิลปวัตถุอื่นๆ นอกเหนือจากศิลปะในศาสนาโดยศึกษาเกี่ยวกับวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตด้านอื่น ๆของคนในชุมชน เป็นต้นว่าเตาเผา เครื่องปั้นดินเผาพื้นเมืองเครื่องถ้วยจีน เครื่องแก้ว วัตถุโลหะ ลูกปัดและเครื่องประดับเครื่องมือในการประมงและทอผ้า เหรียญและเงินตรา เช่น งานของอลาสแตร์ แลมบ์ (Alastair Lamb Some GlassBeads from Ko Kao Island, Takuapa, South Thailand",2504) เจนิซ เอ็ม. สตาร์การ์ดท (Janice M. Stargardt "The Ceramic Industry of Southern Thailand in the Srivijayan Period", โบราณคดี, ๒๕๑๕ ; “Kendi Production at Kok Moh, Songkhla Province, and Srivijayan Trade in the 11th century", SPAFA Workshop, 2526) ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ ("โบราณวัตถุสถานในภาคใต้ตอนเหนือรวม ๗ จังหวัด", ๒๕๑๗ : ไชยาสุราษฎร์ธานี", ๒๕๑๙) ธราพงศ์ ศรีสุชาติ และ อมรา ขันติสิทธิ์ ("รายงานทางวิชาการของโครงการขุดค้นแหล่งโบราณคดีสทิงพระ", ๒๕๒๒ : "ภาชนะดินเผาในภาคใต้"เครื่องถ้วยในประเทศไทย ๒๕๒๓ : "หลักฐานใหม่จากการปฏิบัติงานขุดค้นทางโบราณคดีของกองโบราณคดี กรมศิลปากรเกี่ยวกับชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในคาบสมุทรสทิงพระ" สัมมนาของสถาบันทักษิณคดีศึกษา, ๒๕๒๖) ณัฏฐภัทร จันทวิช("เครื่องถ้วยจีนที่พบจากแหล่งโบราณคดีในประเทศไทย"วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร๒๕๒๔ : "ความสัมพันธ์ทางด้านเครื่องถ้วยจีนที่เกี่ยวข้องกับศรีวิชัย", สัมมนาของกรมศิลปากร, ๒๕๒๕ ; "เครื่องปั้นดินเผา (เครื่องถ้วย) จีนโบราณที่พบในคาบสมุทรสทิงพระ", สัมมนาของสถาบันทักษิณคดีศึกษา, ๒๕๒๖) ผาสุข อินทราวุธ ("ความสัมพันธ์ด้านเครื่องถ้วยภาคใต้ที่เกี่ยวข้องกับศรีวิชัยเน้นเฉพาะเครื่องถ้วยพื้นเมือง", สัมมนาของกรมศิลปากร, ๒๕๒๕ : "หม้อกุณฑีในคาบสมุทรภาคใต้ของไทย", เมืองโบราณ, ๒๕๒๗) ภุชชงค์ จันทวิช ("เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถังจากแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์และป่ายาง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี", ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๒๖) เขมชาติ เทพไชย ("แหลมโพธิ์ : การศึกษาเครื่องถ้วยต่างประเทศที่เกี่ยวกับการค้าที่เชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น", เมืองโบราณ, ๒๕๒๗)
การศึกษาเรื่องราวของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้ แนวทางสุดท้ายคือการใช้ข้อมูลและหลักฐานจากงานขุดค้นและขุดแต่งทางโบราณคดี ซึ่งมีการปฏิบัติงานดังกล่าวในแหล่งโบราณคดีต่างๆ ที่สำคัญ คือ
- ชุมชนโบราณเขาสามแก้ว ขุดค้นเพื่อศึกษาร่องรอยการเข้าอยู่อาศัย โดย อมรา ขันติสิทธิ์ (พ.ศ.๒๕๒๔)
- ชุมชนโบราณท่าชนะ ขุดค้นแหล่งโบราณคดีวัดอัมพาวาส โดย เขมชาติ เทพไชย (พ.ศ.๒๕๒๔)
- ชุมชนโบราณไชยา
ก. แหล่งโบราณคดีวัดพระบรมธาตุไชยา พระชยาภิวัฒน์สุภัทรสังฆปาโมกข์ ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุไชยาครั้งใหญ่ ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๓๙-๒๔๔๙
ข. แหล่งโบราณคดีวัดเวียงขุดตรวจสอบซากศาสนสถานโดย หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ และนายชอง อีฟ แกลย์ (JeanYves Claeys, 2472) ขุดค้นบริเวณที่พบศิลาจารึกโดยประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ (พ.ศ.๒๕๑๓) ขุดค้นชั้นวัฒนธรรมการเข้าอยู่อาศัยในชุมชน โดย อมรา ขันติสิทธิ์ (พ.ศ.๒๕๒๔)
ค. แหล่งโบราณคดีวัดแก้ว ขุดตรวจสอบรากฐานสถาปัตยกรรมเจดีย์วัดแก้ว โดย หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (พ.ศ.๒๔๗๐) และ เอช.จี.ควอริทช์ เวลส์ (H.G.Quaritch Wales,2477) ขุดแต่งบูรณะโบราณสถาน โดย ถวัลย์ แจ่มวิมลและคณะฯ ของกรมศิลปากร (พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๒) ขุดตรวจสอบร่องรอยศาสนสถาน โดย เขมชาติ เทพไชย (พ.ศ.๒๕๒๒)
ง. แหล่งโบราณคดีวัดหลง ขุดตรวจสอบรากฐานสถาปัตยกรรมอิฐซากเจดีย์วัดหลง โดย หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์และช่อง อีฟ แกลย์ (พ.ศ.๒๔๗๒) ขุดแต่งบูรณะวัดหลง โดยบรรจง วงศ์วิเชียร (พ.ศ.๒๕๒๔-๒๕๒๗)
จ. แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ ขุดค้นเพื่อหาร่องรอยการตั้งถิ่นฐานและโบราณวัตถุ โดย เขมชาติ เทพไชย (พ.ศ.๒๕๒๔)
- ชุมชนโบราณพุนพิน ขุดค้นและขุดแต่งซากศาสนสถานอิฐในแหล่งโบราณคดีควนพุนพิน โดย มานิต วัลลิโภดม(พ.ศ.๒๕๐๔)
- ชุมชนโบราณเวียงสระ ขุดค้นเพื่อศึกษาร่องรอยการเข้าอยู่อาศัยของชุมชน โดย เอช.จี.ควอริทช์ เวลส์ (พ.ศ.๒๔๗๗) และเขมชาติ เทพไชย ร่วมกับโครงการโบราณคดีประเทศไทยภาคใต้ (พ.ศ.๒๕๒๗)
- ชุมชนโบราณตะกั่วป่า ขุดตรวจสอบสถาปัตยกรรมอิฐในแหล่งโบราณคดีควนพระเหนอ โดย เอช.จี.ควอริทช์เวลส์ (พ.ศ.๒๔๗๗) ขุดค้นเพื่อศึกษาร่องรอยโบราณวัตถุในแหล่งโบราณคดีเหมืองทอง โดย เอช.จี.ควอริทช์ เวลส์ (พ.ศ.๒๔๗๗) และเขมชาติ เทพไชย ร่วมกับ โครงการโบราณคดีประเทศไทย ภาคใต้ (พ.ศ.๒๕๒๖)
- ชุมชนโบราณคลองท่อม ขุดค้นเพื่อศึกษาร่องรอยการเข้าอยู่อาศัย โดย ธราพงศ์ ศรีสุชาติ (พ.ศ.๒๕๒๓) และมยุรี วีระประเสริฐ (พ.ศ.๒๕๒๖)
- ชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล ขุดค้นและขุดแต่งแหล่งโบราณคดีเขาคา โดย โครงการพัฒนาโบราณสถานนครศรีธรรมราช กรมศิลปากร (พ.ศ.๒๕๒๕-๒๕๒๗)
- ชุมชนโบราณท่าเรือเมืองพระเวียง ขุดค้นแหล่งโบราณคดีเกตุกายและแหล่งโบราณคดีพังสิงห์ เพื่อตรวจสอบการเข้าอยู่อาศัยของชุมชนที่พบกลองมโหระทึก โดย นิคมสุทธิรักษ์ และวิทยา อินทโกศัย (พ.ศ.๒๕๑๑) และธราพงศ์ศรีสุชาติ (พ.ศ.๒๕๒๔) ขุดตรวจสอบซากศาสนสถานอิฐในแหล่งโบราณคดีหัวมีนา วัดโพธิ์ร้าง โดย ปริวาท ทรรศนสฤษดิ์ (พ.ศ.๒๕๒๑) และ มานิต วัลลิโภดม (พ.ศ.๒๕๒๒) ขุดค้นแหล่งโบราณคดีเมืองพระเวียง เพื่อศึกษาร่องรอยการเข้าอยู่อาศัย โดย พิสิฐ เจริญวงศ์ (พ.ศ.๒๕๑๕)
- ชุมชนโบราณสทิงพระ ขุดค้นบริเวณแหล่งโบราณคดีโคกทอง โดย เจนิซ เอ็ม. สตาร์การ์ดท (Janice M.Stargardt,พ.ศ.๒๕๑๔) ขุดค้นบริเวณแหล่งโบราณคดีเมืองโบราณสทิงพระ โดย เจนิซ เอ็ม. สตาร์ทการ์ดท (พ.ศ.๒๕๑๔), ธราพงศ์ ศรีสุชาติ (พ.ศ.๒๕๒๒) ขุดหลุมทดสอบบริเวณแหล่งโบราณคดีพังแขกชี โดย วรรณยุทธ ณ วิภาส (พ.ศ.๒๕๑๗) : ชุมชนโบราณปะโอ ขุดค้นแหล่งโบราณคดีโคกหม้อโดย เจนิซ เอ็ม สตาร์การ์ดท (พ.ศ.๒๕๑๔) ขุดค้นเตาเผาโบราณ โดย ธราพงศ์ ศรีสุชาติ (พ.ศ.๒๕๒๑)
- ชุมชนโบราณยะรัง ขุดค้นแหล่งโบราณคดี โดยชูศิริ จามรมาน, ปริวาท ทรรศนสฤษดิ์, ปฏิพัทธ์ พุ่มพงษ์แพทย์ (พ.ศ.๒๕๒๒-๒๕๒๓) : เขมชาติ เทพไชย และโครงการโบราณคดีประเทศไทยภาคใต้ (พ.ศ.๒๕๒๘)
๔. ชุมชนแรกเริ่มประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์รัฐโบราณที่สำคัญและแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในชุมชนในภาคใต้ มีดังต่อไปนี้
(๑) ชุมชนโบราณเขาสามแก้ว (ชุมพร)
- แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้วตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ บ้านสามแก้ว ตำบลนาชะอังอำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพรพิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๑๐ องศา ๓๑-๓๒ ลิปดา-เหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๑-๑๒ ลิปดาตะวันออก
(๒) ชุมชนโบราณท่าชนะ (สุราษฎร์ธานี)
- แหล่งโบราณคดีท่าม่วง (วัดอัมพาวาส)
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลประสงค์ ตำบลวัง ตำบลท่าชนะ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๓๒ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๒ ลิปดา ๘ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดพระพิฆเนศวรตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๔ ตำบลท่าชนะ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานีพิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๓๔ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๐ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีถ้ำเขาประสงค์ดำแหน่งที่ตั้ง บ้านหนองหวาย ตำบลท่าชนะ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานีพิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๓๓ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๑ ลิปดาตะวันออก
(๓) ชุมชนโบราณไชยา (สุราษฎร์ธานี) แบ่งเป็น
(๓.๑) กลุ่มชุมชนบนสันทรายไชยา ได้แก่
- แหล่งโบราณคดีวัดเวียง
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๔ บ้านเวียง ตำบลตลาดไชยาอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละดิจูด ๙ องศา ๒๓ ลิปดา ๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๑ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดแก้ว
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๒ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๑ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านหัวคู
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านหัวคู ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๒ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๑ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดหลง
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลตลาดไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๒ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๑ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาตะวันออก
(๓.๒) กลุ่มชุมชนแนวลำน้ำ ได้แก่ แหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่ในแนวลำคลองไชยา คลองท่าดีน (คลองตะเคียน)คลองท่าปูน (คลองหนองกรูด) และคลองท่าโพธิ์ ประกอบด้วย
- แหล่งโบราณคดีบ้านมณฑล
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านมณฑล ตำบลป่าเว อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๕ ลิปดา ๒๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๙ ลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดเดิมเจ้า
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๕ บ้านเดิมเจ้า ตำบลป่าเว อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๔ ลิปดา ๕๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๙ ลิปดา ๑๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดเววน
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลป่าเว อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๔ ลิปดา ๑๒ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๐ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดศรีเวียง (หรือวัดหนองอูม)
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ บ้านหนองอูม ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๓ ลิปดา ๒๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๐ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดใหม่ชลธาร (ร้าง)
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลตลาดไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๓ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๒ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดศาลาทึง (ชยาราม)
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ ตำบลตลาดไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๓ ลิปดา ๑๐พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๒ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดพระบรมธาตุไชยาฯ
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๓ บ้านโพธิ์ ตำบลเวียง อำเภอไชยาจังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๒ ลิปดา ๕๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๑ ลิปดา ๕ พิลิปดาตะวันออก
(๓.๓) กลุ่มชุมชนบนริ้วสันทรายเล็กๆ ได้แก่
- แหล่งโบราณคดีบ้านลำไย
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๖ บ้านลำไย ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๕ ลิปดาเหนือลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๔-๑๕ ลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดอิฐ
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๖ ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๔ ลิปดา ๔๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๔ ลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดประสบ
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๔ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๓ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีตำบลทุ่ง
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๔ ลิปดาเหนือลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๓-๑๔ ลิปดาตะวันออก
(๓.๔) กลุ่มชุมชนบนเนินเขาริมลำน้ำ ได้แก่
- แหล่งโบราณคดีเขาพนมแบก
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลเขาพนมแบก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๘ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๐ ลิปดา ๔๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีเขาสายสมอ
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๓ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๙ ลิปดา ๑๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีเขาน้ำร้อน
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๑ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๑ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาตะวันออก
(๓.๕) กลุ่มชุมชนชายฝั่งทะเล ได้แก่
- แหล่งโบราณคดีวัดโพธาราม
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๓ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๕ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๒ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๖ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาตะวันออก
(๔) ชุมชนโบราณเวียงสระ (สุราษฎร์ธานี)
- แหล่งโบราณคดีเมืองโบราณเวียงสระ
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๗ บ้านเวียง ตำบลเวียงสระ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๓๙ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๗ ลิปดา ๕๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีควนศรีบ้านประจน
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านประจน ตำบลพรุพี อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด 4พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๙ ลิปดาเหนือ ๔๒ ลิปดา ๒๐
(๕) ชุมชนโบราณพุนพิน (สุราษฎร์ธานี)
- แหล่งโบราณคดีควนพุนพินหรือควนท่าข้าม
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๓ บ้านบนควน ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๖ ลิปดา ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๔-๑๕ ลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ บ้านหัวเขา ตำบลศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๙ ลิปดา ๑๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๑๓ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาตะวันออก
(๖) ชุมชนโบราณตะกั่วป่า (พังงา)
- แหล่งโบราณคดีเหมืองทองเกาะคอเขา
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๓ บ้านทุ่งตึก ตำบลเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๓ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๘ องศา ๑๖ ลิปดา ๕๒ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีควนพระเหนอ
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๓ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๘ องศา ๑๗ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีเขาพระนารายณ์
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๓ บ้านที่พระราย ตำบลเหล อำเภอกะปง จังหวัดพังงา
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๔๖ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๔๔ องศา ๒๕ ลิปดา ๑๒ พิลิปดาตะวันออก
(๒) ชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล (นครศรีธรรมราช)
(๒.๑) กลุ่มชุมชนโบราณท่าเรือรี ได้แก่ แหล่งโบราณคดีในแนวของเส้นทางน้ำบริเวณต้นน้ำคลองท่าเรือรี ประกอบด้วย
- แหล่งโบราณคดีเขาหลาก
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑๐ บ้านเขาหลาก ตำบลสิชล อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๓ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๔๘ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดจอมทอง
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๒ บ้านจอมทอง ตำบลสิชล อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒ ลิปดา ๒๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๔๙ องศา ๕๒ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดนาขอม (ร้าง)
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านนาขอม ตำบลทุ่งปรัง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๐๐ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๑ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาตะวันออก
(๗.๒) กลุ่มชุมชนโบราณท่าควาย ได้แก่ แหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่ในแนวลุ่มน้ำคลองท่าควาย ประกอบด้วย
- แหล่งโบราณคดีท่าควายหรือคงคาเลียบ
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านท่าควาย หมู่ที่ ๑๑ ตำบลฉลอง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๖ ลิปดา ๒๘พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๐ ลิปดา ๑๑ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีดึกกุลา-บ้านไสสับ
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๓ บ้านตลาดเสาร์ ตำบลฉลอง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๖ ลิปดา ๑๘ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๐ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาตะวันออก
(๗.๓) กลุ่มชุมชนโบราณท่าเชี่ยว ได้แก่ แหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่ในแนวของเส้นน้ำคลองท่าเชี่ยว ประกอบด้วย
- แหล่งโบราณคดีเขาพรงตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๙ บ้านเขาพรง ตำบลเสาเภา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๔ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๑ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านหัวทอน
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๔ บ้านห้วทอน ตำบลฉลอง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๔ ลิปดา ๔๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๑ ลิปดา ๒๖ พิลิปดาตะวันออก
(๗.๔) กลุ่มชุมชนโบราณท่าทน ได้แก่ แหล่งโบราณคดีในแนวลำน้ำคลองท่าทน ประกอบด้วย
- แหล่งโบราณคดีบ้านน้ำฉา
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๙ บ้านน้ำฉา ตำบลฉลอง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๔ ลิปดา ๐๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๐ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีโคกอิฐบ้านทุ่งครั้ง
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๙ บ้านทุ่งครั้ง ตำบลเสาเภา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๓ ลิปดา ๔๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๒ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดสระใหญ่
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๙ บ้านพังกำ ตำบลฉลอง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๓ ลิปดา ๑๐พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๑ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีเขาคาตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑๑ บ้านเขาคา ตำบลเสาเภาอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราชพิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๒ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๒ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีโคกอิฐบ้านต่อเรือ
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ บ้านต่อเรือ ตำบลเทพราช อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๑ ลิปดา ๒๘ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๒ ลิปดา ๓๘ พิลิปตาตะวันออก
(๗.๕) กลุ่มชุมชนโบราณท่าลาด-คลองหิน ได้แก่ แหล่งโบราณคดีในแนวลำน้ำคลองหิน-คลองท่าลาด ประกอบด้วย
- แหล่งโบราณคดีโคกดึก-ดอนใคร
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๓ บ้านดอนใคร ตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๔๘ ลิปดา ๕๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๒ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านทุ่งพันธ์
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๓ บ้านทุ่งพันธ์ ตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๔๘ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๓ ลิปดา ๔๕ พิลิปดาตะวันออก
(๗.๖) กลุ่มชุมชนโบราณคลองกลาย ได้แก่ แหล่งโบราณคดีในแนวเส้นทางลำน้ำของคลองกลาย ประกอบด้วย
- แหล่งโบราณคดีหาดทอนไม้สูง
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ บ้านชุมโลง ตำบลสระแก้ว อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๔๔ ลิปดา ๐๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๔๙ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดมเหยงคณ์ (ร้าง)
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๒ บ้านลุ่มโหนด ตำบลสระแก้ว อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๔๓ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๔๘ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านทอนเกียง
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านทอนเกียง ตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละดิจูด ๘ องศา ๔๗ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๔ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาตะวันออก
(๗.๗) กลุ่มชุมชนโบราณคลองท่าพุด ได้แก่ แหล่งโบราณคดีในแนวเส้นทางน้ำคลองท่าพุด อันประกอบด้วย
- แหล่งโบราณคดีวัดนางตรา
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านนางตรา ตำบลไทยบุรี อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๓๙ ลิปดา ๓๗ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๔ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีวัดเกาะพระนารายณ์
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลไทยบุรี อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๓๙ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๔ ลิปดาตะวันออก
(๗.๘) กลุ่มชุมชนโบราณคลองปากพยิง ได้แก่ แหล่งโบราณคดีที่ตั้งในแนวลำน้ำคลองปากพยิง อันประกอบด้วย
- แหล่งโบราณคดีโมคลาน
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑๑ บ้านโมคลาน ตำบลโมคลาน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสดตร์ ละติจูด ๘ องศา ๓๔ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๕ ลิปดา ๕๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านพรหมโลก
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านพรหมโลก ตำบลพรหมโลก อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๓๑ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๔๙ ลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านวัดใหญ่
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านวัดใหญ่ ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๒๙ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๓ ลิปดา ๐๐ พิลิปดาตะวันออก
(๘) ชุมชนโบราณท่าเรือ-เมืองพระเวียง (นครศรีธรรมราช)
- แหล่งโบราณคดีวัดสบ-วัดท้าวโคตร
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลนา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๒๔ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๔ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีเมืองพระเวียง
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านศาลามีชัย ดำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๒๓ ลิปดา ๒๕ พิลิปดา ถึง ๘ องศา ๒๔ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๔ลิปดา ๘ พิลิปดา ถึง ๙๙ องศา ๕๔ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีศาลามีชัย
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านศาลามีชัย ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๒๒ ลิปดา ๕๓ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๘ ลิปดา ๔๒ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านหัวมินา-วัดโพธิ์ร้าง
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านหัวมินา ตำบลท่าเรือ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๒๒ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๘ ลิปดา ๔๒ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีท่าเรือ
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลท่าเรือ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๒๑ สิปดา ๓๐ พิลิปดา ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๙ ลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านพังสิงห์
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลท่าเรือ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๒๐ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๙ ลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านจังหูน
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านจังหูน ตำบลท่าเรือ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๑๙ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๙ ลิปดา ๑๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านเกตุกาย
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านเกตุกาย ตำบลท่าเรือ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๑๙ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๙ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาตะวันออก
(๙) ชุมชนโบราณคลองท่อม (กระบี่)
- แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๒ บ้านควนลูกปัด ตำบลคลองท่อมใต้อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๕๕ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๙ ลิปดา ๕ พิลิปดาตะวันออก
(๑๐) ชุมชนโบราณบนคาบสมุทรสทิงพระ (สงขลา) ได้แก่
(๑๐.๑) กลุ่มชุมชนโบราณอู่ตะเภา-ระโนด ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีท่าบอน แหล่งโบราณคดีบ้านโคกทองและแหล่งโบราณคดีบ้านมะขามเฒ่า ตำบลระโนด อำเภอระโนดจังหวัดสงขลา
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๔๗ ลิปดา ถึง ๗ องศา ๔๙ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๑๙ ลิปดา ถึง ๑๐๐ องศา ๒๒ ลิปดาตะวันออก
(๑๐.๒) กลุ่มชุมชนโบราณพังยาง ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีวัดขุนช้าง-บ้านสามี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๔๒ ลิปดา ถึง ๗ องศา ๔๔ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๒๑ ลิปดาถึง ๑๐๐ องศา ๒๓ ลิปดาตะวันออก
(๑๐.๓) กลุ่มชุมชนโบราณสีหยัง-เจดีย์งาม ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีบ้านเจดีย์งามและแหล่งโบราณคดีเมืองโบราณสีหยัง
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๓๔ ลิปดา ถึง ๗ องศา ๓๙ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๒๓ ลิปดาถึง ๑๐๐ ลิปดา ๒๕ ลิปดาตะวันออก
(๑๐.๔) กลุ่มชุมชนโบราณเขาคูหา-ชะแม ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีเขาคูหา แหล่งโบราณคดีเขาพะโคะ แหล่งโบราณคดีชะแมและแหล่งโบราณคดียางคอกควาย
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๓๔ ลิปดา ถึง ๗ องศา ๓๗ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๒๓ ลิปดาถึง ๑๐๐ องศา ๒๔ ลิปดาตะวันออก
(๑๐.๕) กลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระ ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีบ้านวัดกลาง แหล่งโบราณคดีเมืองโบราณสทิงพระ แหล่งโบราณคดีโคกเนินและพังรอบเมืองโบราณสทิงพระ แหล่งโบราณคดีเมืองโบราณศรีมงคล แหล่งโบราณคดีวัดพระสิงห์ แหล่งโบราณคดีพังขี้เหล็ก
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๒๔ ลิปดา ถึง ๗ องศา ๓๑ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๒๖ ลิปดาถึง ๑๐๐ องศา ๒๗ ลิปดา ๒๕ ลิปดาตะวันออก
(๑๐.๖) กลุ่มชุมชนโบราณปะโอ ประกอบไปด้วยแหล่งโบราณคดีเตาเผาบริเวณริมคลองปะโอ แหล่งโบราณคดีวัดขนุนแหล่งโบราณคดีม่วงงาม แหล่งโบราณคดีบ้านรำแดง แหล่งโบราณคดีบ้านหัวเขา
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๑๑ ลิปดา ถึง ๗ องศา ๑๙ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๑๖ ลิปดาถึง ๑๐๐ องศา ๓๐ ลิปดาตะวันออก
(๑๑) ชุมชนโบราณยะรัง (ปัตตานี)
- ชุมชนเมืองประแว (พระวัง)
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๒ บ้านประแว ตำบลยะรัง อำเภอยะรัง
พิกัดภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๔๕ ลิปดา ๔๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๑ องศา ๑๘ ลิปดา ๑๖ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีจาเละ
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ บ้านจาเละ ตำบลยะรัง อำเภอยะรัง
พิกัดภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๔๕ ลิปดา ๓๒ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๑ องศา ๑๘ ลิปดา ๓๖ พิลิปดาตะวันออก
- ชุมชนเมืองบ้านวัด
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๒ บ้านวัด ดำบลวัด อำเภอยะรัง
พิกัดภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๔๔ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๑ องศา ๑๘ ลิปดา ๓๖ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านวัด
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ บ้านวัด ตำบลวัด อำเภอยะรัง
พิกัดภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๔๔ ลิปดา ๔๘ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๑ องศา ๑๘ ลิปดา ๔๕ พิลิปดาตะวันออก
- แหล่งโบราณคดีบ้านพงกูวา
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๔ บ้านพงกูวา ตำบลยะรัง อำเภอยะรัง
พิกัดภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๔๔ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๑ องศา ๑๘ ลิปดาตะวันออก
๕. แหล่งโบราณคดีสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของภาคใต้ที่สำคัญ นอกเหนือจากแหล่งโบราณคดีในชุมชน
แรกเริ่มประวัติศาสตร์ ได้แก่
(๑) แหล่งตลิ่งพัง
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านตลิ่งงาม ตำบลตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๗ ลิปดา ๒๐ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๖ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาตะวันออก
(๒) แหล่งเสวียด
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านเสวียด ตำบลเสวียด อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๖ ลิปดาตะวันออก
(๓) แหล่งบ้านเตรียม
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านเตรียม อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๑๗ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๘ องศา ๒๔ ลิปดาตะวันออก
(๔) แหล่งปลายแสง
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๑๕ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๘ องศา ๓๖ ลิปดาตะวันออก ๕ บ้านปลายแสง ตำบลไกรสร
(๕) แหล่งนางย่อน
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านกลาง ตำบลนางย่อน อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๑๑ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๘ องศา ๒๔ ลิปดา ๕๐ พิลิปดา ตะวันออก
(๖) แหล่งวัดถ้ำดูหา
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ บ้านคูหา (บ้านหนองยอ) ตำบลช้างขวา อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๙ ลิปดา ๘ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๒๘ ลิปดา ๒๘ พิลิปดาตะวันออก
(๗) แหล่งจ้องคร่อง
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านคลองหยี-ปากหยี บ้านไกรสร ตำบลเขาพัง อำเภอจังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๘ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๓๐ ลิปดาตะวันออก
(๘) แหล่งท่าผาก-น้ำรอบ
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านท่าผาก-และบ้านน้ำรอบ ตำบลบางเดือน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๓ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาตะวันออก
(๙) แหล่งถ้ำสิงขร
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๓ บ้านนอกหรือถ้ำสิงขร ตำบลถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๙ องศา ๒ ลิปดา ๒๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๒ ลิปดา ๒๕ พิลิปดาตะวันออก
(๑๐) แหล่งท่าหัน
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านท่าหัน ตำบลรมณีย์ อำเภอกะปงจังหวัดพังงา
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕๐ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูุด ๙๘ องศา ๔๔ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาตะวันออก
(๑๑) แหล่งถ้ำเขาขรม
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑๑ บ้านหนองปริง ตำบลพรุพี อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๔๖ ลิปดาพิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๒๒ ลิปดา ๑๕ พิลิปดาตะวันออก
(๑๒) แหล่งคลองคุดด้วน
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านบนควน ตำบลนาโพธิ์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๒๕ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๓๕ ลิปดา ๐๐ พิลิปดาตะวันออก
(๑๓) แหล่งถ้ำพรรณรา
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๒ บ้านปรายรา ตำบลถ้ำพรรณรา อำเภอถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๒๕ ลิปดา ๑๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๒๓ ลิปดาตะวันออก
(๑๔) แหล่งบ้านท้ายสำเภา
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๒ บ้านท้ายสำเภา ตำบลท้ายสำเภา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๑๗ ลิปดา ๕๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๕ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาตะวันออก
(๑๕) แหล่งช่องตลาด
ตำแหน่งที่ตั้ง ดำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๑๖ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๘ องศา ๓๘ ลิปดาตะวันออก
(๑๖) แหล่งเขาชุมทอง
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลควนเกย อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๗ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๕๒ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาตะวันออก
(๑๓) แหล่งถ้ำเสือ
ดำแหน่งที่ตั้ง บ้านถ้ำเสือ ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๗ สิปดา ๒๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๘ องศา ๕๕ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
(๑๘) แหล่งวัดหรั่ง
ดำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๖ บ้านวัดหรั่ง ตำบลบ้านรามอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๕ ลิปดา ๒๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๑๓ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาตะวันออก
(๑๙) แหล่งเขาขนาบน้ำ
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๔ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๘ องศา ๕๕ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาตะวันออก
(๒๐) แหล่งเขาช่องคอย
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๙ บ้านโคกสะท้อน ตำบลควนเกย อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๘ องศา ๔ ลิปดา ๐๐ พิลิปดา ลองจิจูด ๙๙ องศา ๔๖ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาตะวันออก
(๒๑) แหล่งวัดคีรีวิหาร
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๔๗ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๓๑ ลิปดา ๓๓ พิลิปดาตะวันออก
(๒๒) แหล่งถ้ำเขาปินะ
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๗ บ้านเขาปินะ ตำบลนาวง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๔๔ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๓๑ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาตะวันออก
(๒๓) แหล่งถ้ำเขาสาย
ดำแหน่งที่ตั้ง ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๔๒ ลิปดา ๐๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๙๙ องศา ๓๑ ลิปดา ๐๐ พิลิปดาตะวันออก
(๒๔) แหล่งถ้ำพระ
ตำแหน่งที่ตั้ง อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๔๐ ลิปดา ๔๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๓ ลิปดา ๕๕ พิลิปดาตะวันออก
(๒๕) แหล่งถ้ำเขาอกทะลุ
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุงจังหวัดพัทลุง
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๓๗ ลิปดา ๒๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๔ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
(๒๖) แหล่งถ้ำคูหาสวรรค์
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุงจังหวัดพัทลุง
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๓๗ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๔ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
(๒๗) แหล่งบ้านควนแร่
ตำแหน่งที่ตั้งหมู่ที่ ๑ บ้านควนแร่ ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๓๖ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๗ ลิปดาตะวันออก
(๒๘) แหล่งวัดวัง
ตำแหน่งที่ตั้ง อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๓๒ ลิปดา ๑๖ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๘ ลิปดา ๔๕ พิลิปดาตะวันออก
(๒๙) แหล่งวัดเขียนบางแก้ว (โคกเมืองและโคกพระกุลา)
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๗ องศา ๒๙ ลิปดา ๕๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๑๑ ลิปดา ๔๒ พิลิปดาตะวันออก
(๓๐) แหล่งบ้านลานควาย
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลบ้านลานควาย อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๕๐ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๑ องศา ๒๕ ลิปดาตะวันออก
(๓๑) แหล่งวัดสักขี (สุทธิกาวาส)
ดำแหน่งที่ตั้ง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๓๗ ลิปดา ๓๕ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๔๐ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาตะวันออก
(๓๒) แหล่งสนามบินท่าสาบ
ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลท่าสาบ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๓๒ ลิปดา ๐๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๑ องศา ๑๔ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
(๓๓) แหล่งเขากำปั่น
ตำแหน่งที่ตั้ง บ้านท่าสาบ ตำบลท่าสาบ อำเภอเมืองยะลาจังหวัดยะลา
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๓๒ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๑ องศา ๑๔ ลิปดาตะวันออก
(๓๔) แหล่งถ้ำคูหาภิมุข
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ บ้านหน้าถ้ำ ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลาพิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๓๑ ลิปดา ๒๗ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๑ องศา ๑๓ ลิปดา ๔๐ พิลิปดาตะวันออก
(๓๕) แหล่งถ้ำศิลป
ดำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๒ บ้านบันนังลูวา ตำบลหน้าถ้ำอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๓๑ ลิปดา ๑๐ พิลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๑ องศา ๑๔ ลิปดา ๑๒ พิลิปดาตะวันออก
(๓๖) แหล่งโคกอิฐ
ตำแหน่งที่ตั้ง หมู่ที่ ๓ บ้านใหญ่ ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด ๖ องศา ๑๓ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๒ องศา ๒ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาตะวันออก
๖. ลักษณะทั่วไปของแหล่งโบราณคดีและชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณ
ประกอบด้วยแหล่งที่ตั้งอยู่ในทำเลที่แตกต่างกัน ดังนี้
(๑) แหล่งบนพื้นที่ราบ หรือที่ราบตอนกลางระหว่างแนวภูเขาและสันทราย ริมฝั่งลำน้ำที่ไหลจากแนวเขาด้านหนึ่งไหลออกสู่ปากอ่าวหรือฝั่งทะเล ตัวอย่างแหล่งลักษณะนี้ ได้แก่
- แหล่งโบราณคดีควนศรีบ้านประจนและแหล่งโบราณคดีเวียงสระ ในชุมชนโบราณเวียงสระ
- แหล่งโบราณคดีนางย่อน แหล่งโบราณคดีท้ายสำเภา
- แหล่งโบราณคดีบ้านปาละแว-บ้านวัด ในชุมชนโบราณยะรัง
- แหล่งโบราณคดีท่าควาย ท่าลาดคลองหิน คลองกลายคลองท่าพุด ในชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล
(๒) แหล่งบนสันทราย ด้านหนึ่งเป็นชายฝั่งทะเลตัวอย่างแหล่งลักษณะนี้ ได้แก่
- แหล่งโบราณคดีในชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระ
- แหล่งโบราณคดีในชุมชนโบราณท่าเรือ-เมืองพระเวียง
- แหล่งโบราณคดีวัดพระพิฆเนศวรและวัดอัมพาวาสในชุมชนโบราณท่าชนะ
- แหล่งโบราณคดีวัดหรัง
- แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ ในชุมชนโบราณไชยา
- แหล่งโบราณคดีเหมืองทอง ในชุมชนโบราณตะกั่วป่า
(๓) แหล่งบนเนินดิน เบื้องล่างเป็นพื้นที่ราบมีลำน้ำไหลผ่านเป็นเส้นทางน้ำไปออกปากอ่าว ตัวอย่างของแหล่งในลักษณะนี้ ได้แก่
- แหล่งโบราณคดีควนพุนพิน ในชุมชนโบราณพุนพิน
- แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด ในชุมชนโบราณคลองท่อม
- แหล่งโบราณคดีบ้านเตรียม
(๔) แหล่งบนภูเขาหรือเนินเขา เบื้องล่างเป็นพื้นที่ราบอาจมีแหล่งบนพื้นราบรอบ ๆ อีกด้วย เป็นภูเขาในทำเลที่ไม่ห่างไกลจากลำน้ำ ตัวอย่างแหล่งในลักษณะนี้ ได้แก่
- แหล่งโบราณคดีเขาเวียง ในชุมชนโบราณตะกั่วป่า
- แหล่งโบราณคดีควนพระเหนอ ในชุมชนโบราณตะกั่วป่า
- แหล่งโบราณคดีเขาคา ในชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล
- แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว
- แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย ในชุมชนโบราณพุนพิน
- แหล่งโบราณคดีเขาน้ำร้อน ในชุมชนโบราณไชยา
(๕) แหล่งในถ้ำบนภูเขา แตกต่างกันออกไป ๒ลักษณะ คือ
(๕.๑) แหล่งที่เป็นถ้ำธรรมชาติของภูเขาหินปูน ตัวอย่าง
ลักษณะนี้ ได้แก่
- แหล่งโบราณคดีวัดถ้ำคูหา (กาญจนดิษฐ์)
- แหล่งโบราณคดีถ้ำสิงขร (คีรีรัฐนิคม)
- แหล่งโบราณคดีถ้ำเขาประสงค์ ในชุมชนโบราณท่าชนะแหล่งโบราณคดีเขาขนาบน้ำ
- แหล่งโบราณคดีเขาชุมทอง
- แหล่งโบราณคดีถ้ำคูหาภิมุข
- แหล่งโบราณคดีถ้ำเขาสาย
- แหล่งโบราณคดีวัดคีรีวิหาร (วัดหารเขาขาว)
(๕.๒) แหล่งที่เป็นถ้ำขุดของภูเขาหินทราย ตัวอย่างลักษณะนี้ ได้แก่ ถ้ำคูหา ในกลุ่มชุมชนเขาคูหา-ชะเแม ในชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระ
แหล่งโบราณคดีสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลแตกต่างกันเหล่านี้ เมื่อรวมกันอยู่ใน "ชุมชน" หนึ่ง ๆ ทำให้ชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของภาคใต้แต่ละชุมชนมีลักษณะคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน คือ
๑. ชุมชนหนึ่งๆ ประกอบด้วยแหล่งเพียงแหล่งเดียวจึงมีลักษณะของแหล่งหรือชุมชนแบบเดียว ตัวอย่างเช่นชุมชนโบราณเขาสามแก้ว มีแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้วซึ่งประกอบด้วยเนินเขา ๔ เนิน สลับกับพื้นที่ราบริมลำน้ำ (คลองท่าตะเภา)
- ชุมชนโบราณคลองท่อม มีแหล่งโบราณคดีควนลูกปัดลักษณะเป็นเนินดิน มีลำน้ำ (คลองท่อม) ไหลผ่านพื้นราบชายเนิน
๒. ชุมชนหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยแหล่งหลายแหล่งลักษณะของแหล่งมีต่างๆ กันไป ตัวอย่างเช่น
- ชุมชนโบราณท่าชนะ ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีบนสันทรายเก่า (บนพื้นดิน) คือแหล่งโบราณคดีวัดพระพิฆเนศวรและวัดอัมพาวาส กับแหล่งโบราณในถ้ำบนภูเขาหินปูนคือถ้ำเขาประสงค์ แหล่งบนพื้นดินปรากฏร่องรอยการเข้าอยู่อาศัย ตั้งถิ่นฐาน มีขอบเขตชุมชนและสร้างศาสนสถานโดยเฉพาะอย่างยิ่งของศาสนาฮินดู ขณะที่แหล่งในถ้ำบนเขาไม่มีการเข้าอยู่อาศัย เป็นลักษณะของพุทธสถาน
- ชุมชนโบราณตะกั่วป่า ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีบนเขา (เขาเวียง ควนพระเหนอ) บนสันทราย (เหมืองทอง)แหล่งบนเขาเป็นแหล่งสำหรับประดิษฐานศาสนสถานหรือรูปเคารพในลัทธิศาสนา ขณะที่แหล่งบนสันทรายมีทั้งการใช้เป็นที่ประดิษฐานศาสนสถาน และการเข้าอยู่อาศัย
๓.ชุมชนหนึ่งๆ ประกอบด้วยแหล่งหลายแหล่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ตัวอย่างเช่น
- ชุมชนโบราณท่าเรือ-เมืองพระเวียง ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีหลายแหล่งบนสันทรายเดียวกัน ระหว่างแนวลำน้ำซึ่งไหลผ่านสันทรายออกสู่ปากอ่าว มีการก่อตั้งศาสนสถานและการเข้าอยู่อาศัยในแต่ละแหล่งคล้ายคลึงกัน
๔. ชุมชนบางชุมชนมีขนาดใหญ่ เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มชนหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน ซึ่งในแต่ละกลุ่มชุมชนประกอบด้วยแหล่งต่างๆ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงและแตกต่างกันก็ได้ ตัวอย่างเช่น
- ชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล มีกลุ่มชุมชนต่างๆ ได้แก่กลุ่มชุมชนท่าเรือรี ท่าควาย ท่าเชี่ยว ท่าทน ท่าลาด-คลองหินคลองกลาย คลองท่าพุดและคลองปากพยิง โดยรวมแหล่งโบราณคดีต่างๆ ตามแนวลำน้ำเดียวกันเข้าไว้ในแต่ละกลุ่ม ซึ่งในกลุ่มหนึ่ง ๆ อาจประกอบด้วยแหล่งลักษณะเดียวกันหรือแตกต่างกัน เป็นต้นว่า กลุ่มชนท่าทน ประกอบด้วย แหล่งบนพื้นราบ (แหล่งบ้านน้ำฉาโคกอิฐ บ้านทุ่งครั้ง วัดสระใหญ่ บ้านต่อเรือ) ซึ่งเป็นแหล่งเข้าอยู่อาศัยและก่อตั้งศาสนสถานด้วยอิฐประกอบหิน กับแหล่งบนภูเขาลูกโดด (แหล่งเขาคา) เป็นที่ตั้งศาสนสถานของศาสนาฮินดู กลุ่มชุมชนคลองกลายประกอบด้วยแหล่งบนพื้นที่ราบทุกแหล่ง ได้แก่ บ้านทอนเกียงหาดทอนไม้สูง วัดมเหยงคณ์ เป็นที่ตั้งศาสนสถาน (ในพุทธศาสนา) และการเข้าอยู่อาศัย
- ชุมชนโบราณสทิงพระ มีกลุ่มชุมชนต่างๆ ได้แก่กลุ่มชุมชนโบราณอู่ตะเภา-ระโนด พังยาง สีหยัง-เจดีย์งามเขาคูหา-ชะแม สทิงพระ ปะโอ เป็นกลุ่มชุมชนบนแนวสันทรายสทิงพระ (หรือสันทรายบนคาบสมุทรสทิงพระ) ในแต่ละกลุ่มชุมชนประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเช่น เป็นแหล่งบนพื้นดินตามแนวลำน้ำเดียวกัน เช่น แหล่งโบราณคดีท่าบอน บ้านโคกทอง บ้านมะขามเฒ่าซึ่งเป็นแหล่งเข้าอยู่อาศัยและร่องรอยของศาสนสถานในกลุ่มชนอู่ตะเภาระโนด หรือแหล่งโบราณคดีที่มีลักษณะแตกต่างกัน เช่น กลุ่มชุมชนเขาคูหา-ชะแม ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีที่เป็นเขาหรือถ้ขุดกับแหล่งบนพื้นดิน (ชะแม ยางคอกควาย) อันเป็นแหล่งาคูหา เขาพะโคะ) อันเป็นที่ตั้งศาสนสถานเข้าอยู่อาศัย
๗. เรื่องราวของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์รัฐโบราณในภาคใต้จากหลักฐานทางโบราณคดี
(๗.๑) ประเภทและลักษณะของหลักฐานทางโบราณคดี
หลักฐานทางโบราณคดีสมัยนี้ของภาคใต้ แบ่งได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ ๆ คือ โบราณสถานและสิ่งก่อสร้างโบราณโบราณวัตถุ และจารึกและเอกสารโบราณ
๗.๑.๑ โบราณสถานและสิ่งก่อสร้างโบราณ
งานสถาปัตยกรรมของชุมชน เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะ ๒ ประการ คือ การดัดแปลงจากสภาพธรรมชาติให้เกิดเป็นสิ่งก่อสร้างประการหนึ่ง และการใช้วัสดุก่อสร้าง (เช่น อิฐ หิน) ประกอบขึ้นเป็นสถาปัตยกรรมอีกประการหนึ่งโบราณสถานและสิ่งก่อสร้าง
โบราณที่ปรากฏเป็นหลักฐานมีทั้งที่สร้างขึ้นตามความเชื่อในลัทธิ ศาสนา ความจำเป็นในการดำรงชีวิตของคนในชุมชน
โบราณสถานและสิ่งก่อสร้างโบราณที่สำคัญ ได้แก่
๑) สถาปัตยกรรมลักษณะสถูป เจดีย์ หรือเทวาลัยเป็นสิ่งก่อสร้างของชุมชนสำหรับเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาหรือเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพในพุทธศาสนาหรือศาสนาฮินดูสถาปัตยกรรมเหล่านี้มีทั้งท่อยู่ในสภาพที่สามารถขุดแต่งบูรณะให้เห็นลักษณะรูปแบบทางสถาปัตยกรรมเป็นส่วนใหญ่ (เช่นเจดีย์วัด พระบรมธาตุไชยาฯ เจดีย์วัดแก้ว ในชุมชนโบราณไชยา) หรือเพียงบางส่วน (ซากศาสนสถานในแหล่งโบราณคดีสีหยัง ในชุมชนโบราณสทิงพระ สถูปบ้านจาเละ ยะรัง) และที่เหลือเพียงซากเฉพาะส่วนรากฐาน (เช่น ซากศาสนสถานในชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล)
สถาปัตยกรรมลักษณะนี้มีโครงสร้างซึ่งประกอบด้วยวัสดุก่อสร้างหลายลักษณะ คือ
- เป็นสถาปัตยกรรมประกอบด้วยอิฐล้วน เช่น เจดีย์วัดท้าวโคตร ในชุมชนโบราณท่าเรือ เมืองพระเวียง สถูปบ้านจาเละ ยะรัง
- เป็นสถาปัตยกรรมประกอบด้วยอิฐเป็นโครงสร้างมีหินเป็นรากฐาน (หินกรวดแม่น้ำ หิน ดินดาน) เช่น ซากสถาปัตยกรรมในเมืองโบราณสทิงพระ ในชุมชนโบราณสทิงพระซากศาสนสถาน (เทวาลัยพระคเณศ) ในแหล่งโบราณคดีเหมืองทอง ในชุมชนโบราณตะกั่วป่า ซากเจดีย์ในแหล่งโบราณคดีหาดทอนไม้สูง ในชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล
- เป็นสถาปัตยกรรมประกอบด้วยอิฐเป็นโครงสร้างร่วมกับแท่งปะการัง ซึ่งอาจใช้เป็นส่วนฐากรากหรือลวดบัวบันไดหรือประติมากรรมประกอบ เช่น ซากศาสนสถานในแหล่งโบราณคดีสีหยัง ในชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระ ซากศาสนสถานแหล่งโบราณคดีวัดหรัง ในอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช
- เป็นสถาปัตยกรรมประกอบด้วยอิฐเป็นโครงสร้างมีแผ่นหินหรือแท่งหิน (เช่น หินแกรนิต โวลแคนิคทัพฟ์ทัพฟาเชียสแซนด์สโตน เปคมาไตต์ กริตสโตน แอนดีไซต์ หินปูน หินทราย) เป็นส่วนคานเสา กรอบธรณีประตู เช่นซากศาสนสถานในชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล ซากศาสนสถาน (เทวาลัย) ที่แหล่งโบราณคดีเหมืองทอง ในชุมชนโบราณตะกั่วป่า สถูปบ้านจาเละ ยะรัง
๒) โบราณสถานที่เป็นถ้ำภูเขา หรือถ้ำหินปูนตามสภาพธรรมชาติที่ถูกตัดแปลงให้เป็นศาสนสถานลักษณะต่างๆ กัน ได้แก่
- ถ้ำหินปูนซึ่งมีส่วนที่เป็นเพิงผาหรือโพรงถ้ำตามธรรมชาติอยู่แล้วใช้เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพหรือเก็บวัตถุมงคลในศาสนา เช่น แหล่งถ้ำสิงขร สุราษฎฏร์ธานี เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปพระวิษณุหิน แหล่งถ้ำเขาขนาบน้ำ กระบี่ถ้ำเขาอกทะลุ พัทลุง ถ้ำเขาสาย ตรัง เป็นที่เก็บพระพิมพ์พระสถูปจำลองดินดิบ-ดินเผา
- ถ้ำหินปูนถูกตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นศาสนสถานเช่น แหล่งถ้ำคูหา กาญจนดิษฐ์ สุราษฎร์ธานี ปั้นดินเผาและปูนปั้นเป็นรูปเรื่องราวในพุทธศาสนาบนผนังถ้ำ แหล่งถ้ำศิลปยะลา เขียนผนังถ้ำด้วยสีเป็นเรื่องราวทางพุทธศาสนา
- ขุดบริเวณเขาหินทรายให้เป็นโพรงถ้ำสำหรับใช้เป็นศาสนสถาน เช่น แหล่งโบราณคดีถ้ำคูหา ในชุมชนโบราณเขาคูหาชะแม บนคาบสมุทรสทิงพระ สงขลา ขุดเป็นถ้ำหินทราย ๒ ถ้ำมีร่องกรอบประตูสำหรับใส่เครื่องไม้ ภายในสกัดหินเป็นแท่นและช่องสำหรับบรรจุรูปเคารพ เขียนภาพสัญลักษณ์บนผนังถ้ำใช้เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู
๓) สิ่งก่อสร้างแสดงขอบเขตเมือง ขอบเขตศาสนสถานหรือชุมชนโบราณ ส่วนใหญ่เป็นงานดัดแปลงสภาพธรรมชาติได้แก่
- การขุดคูน้ำโดยรอบแสดงขอบเขตอาณาบริเวณที่เป็นเมือง เช่น เมืองโบราณพระเวียง
- การก่อคันดินเป็นขอบเขต เช่น เมืองโบราณประแวที่ยะรัง
- การก่อคันดินผสมแนวอิฐเป็นขอบเขต เช่น เมืองโบราณสทิงพระ
- ใช้เสมาปักเป็นขอบเขตสังฆกรรม เช่น เขตศาสนสถานในชุมชนโบราณเวียงสระ
๔) สระน้ำโบราณ สระน้ำโบราณหรือพัง เป็นสิ่งก่อสร้างโดยดัดแปลงจากสภาพธรรมชาติสำหรับเก็บกักน้ำ เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำในการอุปโภคบริโภคร่วมกันของชุมชน หรือใช้เป็นสระสำหรับประกอบพิธีทางศาสนา
สระน้ำโบราณหรือพังมักอยู่ใกล้บริเวณศาสนสถานหรือเมืองโบราณ ลักษณะสำคัญของสระน้ำโบราณ ได้แก่
- เป็นสระน้ำหรือพังซึ่งขุดขึ้นบริเวณแหล่งหนองน้ำเดิม ขอบเขตของพังหรือสระน้ำจึงอาจมีทั้งสัดส่วนแบบเรขาคณิตหรือรูปแบบอิสระตามสภาพเดิม ตัวอย่างเช่น พังในชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระ เช่น พังพระ พังหลุง สระน้ำหรือพังเหล่านี้อาจมีขนาดเล็ก ๆ หรือกว้างใหญ่พอที่จะเป็นแหล่งเชื่อมต่อกันระหว่างเส้นทางน้ำภายใน
- เป็นสระน้ำซึ่งขุดขึ้นใหม่ มักมีขอบเขตหรือสัดส่วนตามลักษณะทางเรขาคณิต เช่น สระน้ำรูปกลม สระน้ำรูปสี่เหลี่ยม อาจเป็นสระน้ำที่มีขอบสระเป็นเนินดินธรรมดา เช่นสระน้ำในชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล สระน้ำก่อขอบด้วยอิฐเช่น สระน้ำในชุมชนโบราณพุนพิน ชุมชนโบราณตะกั่วป่าจนกระทั่งสระน้ำที่ก่อขอบด้วยปะการัง เช่น สระน้ำในแหล่งโบราณคดีวัดหรัง อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช
๗.๑.๒ โบราณวัตถุ
มีทั้งประดิษฐกรรมซึ่งทำขึ้นในท้องถิ่นและนำมาจากถิ่นอื่น ทำจากวัสดุต่างๆ กันตั้งแต่หิน-แร่ประกอบดิน กระดูกดินดิบ-ดินเผา ดินเผาเคลือบ แก้วน้ำเคลือบ-แก้วหลอม โลหะหลอมชนิดต่างๆ เช่น สำริด เงิน ตะกั่ว ทองคำ เหล็ก แบ่งตามประเภทการใช้งานหรือประโยชน์ใช้สอย ได้แก่
๑) เครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตทั่วไป
- เครื่องมือประเภทอาวุธและงานช่าง มักเป็นเครื่องมือทำจากโลหะ คือ สำริดและเหล็ก ได้แก่ หอกใบข้าว ขวานสิ่ว นอกจากนั้นยังมีลูกกระสุนดินเผาสำหรับคันธนู
- เครื่องใช้สำหรับครัวเรือน ประกอบด้วย ของมีคมและอุปกรณ์สำหรับงานสับ ตัด เฉือน บด ตำ เช่น มีดขวานโลหะ หินลับมีด ครก สาก ลูกกลิ้งและแท่นหินบดเครื่องหุงต้มและภาชนะ ได้แก่ เตาเชิงกราน หม้อ ภาชนะรูปชาม จาน ขันน้ำ ภาชนะต้มน้ำ (กาน้ำ) ภาชนะใส่น้ำ (กุณโฑ)ภาชนะเก็บกักตุนอาหาร (ไห โอ่ง ชาม อ่าง) ซึ่งมีทั้งภาชนะเนื้อดินธรรมดา เนื้อผสมหิน ภาชนะเคลือบ ภาชนะสำริดและเหล็ก ภาชนะเนื้อดินธรรมดา พบทั่วไปแทบทุกแหล่งในชุมชนส่วนใหญ่น่าจะเป็นของที่ทำขึ้นเองในแต่ละชุมชน ส่วนภาชนะเคลือบมักเป็นเครื่องถ้วยจากต่างแดน เช่น เครื่องถ้วยจีนหรือเวียดนาม เครื่องใช้อื่นๆในครัวเรือน ได้แก่ ตะคัน กระปุกและขวดใส่เครื่องหอม คันฉ่องสำริด
- เครื่องมือเครื่องใช้แสดงลักษณะอาชีพ เป็นต้นว่างานเกษตรกรรม ได้แก่ เครื่องมือเหล็กรูปเคียวและปะหญ้างานประมง ได้แก่ ตุ้มถ่วงแหทำด้วยดินเผาหรือหิน งานหัตถกรรมและทอผ้า ได้แก่ แวหินและดินเผา งานอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาที่พบในแหล่งโบราณคดี ซึ่งมีรูปทรงและลักษณะแบบเดียวกับที่พบจากเตาเผาในชุมชนโบราณปะโอ อุปกรณ์ในการทำภาชนะดินเผาคือลูกถือทหินและดินเผา งานอุตสาหกรรมเครื่องประดับ ได้แก่ วัตถุเครื่องประดับเช่น ลูกปัด กำไล แหวน ตุ้มหู จี้ห้อย อุปกรณ์ในการทำเครื่องประดับ เช่น ถ้วยดินเผาใช้เป็นเบ้า แม่พิมพ์หินและสิ่งหลงเหลืออันเป็นผลจากการผลิต เช่น ก้อนเศษขี้แก้วหลอมตกตะกอนเป็นชั้น ก้อนแร่วัตถุดิบ แท่งแก้วหลอมสำเร็จรูปสำหรับหลอมใหม่เพื่อใช้ทำลูกปัดหรือกำไล การค้าหรืองานพาณิชย์ ได้แก่ สำริดรูปแผ่นกลมขนาดเล็กๆ คล้ายเหรียญเงินจีน เงินตราอาหรับ เงินเหรียญชวา เหรียญอินเดีย ตราประทับหิน แกะลายเส้นสลักเบาเป็นตัวอักขระโบราณ ใช้เป็นตราประทับผ่านด่านหรือสิทธิในการติดต่อและการพาณิชย์
๒) เครื่องประดับตกแต่ง
- เครื่องประดับตกแต่งร่างกาย ได้แก่ ลูกปัด กำไลแหวน ตุ้มหู จี้ห้อย เข็มขัด
- เครื่องประดับตกแต่งอาคารสถานที่ ได้แก่ ลูกปัดเครื่องถ้วยบางรูปทรง เช่น รูปแจกัน ถ้วยเคลือบและหุ่นจำลองเคลือบ (ตุ๊กตา) ขนาดเล็กๆ ปูนปั้นผสมเม็ดกรวดสีแดงรูปเรือนแก้วหรือกุฑุลายดอกไม้ใช้เป็นส่วนประดับภายนอกสถาปัตยกรรม แผ่นหิน แผ่นดินเผาสลักลวดลายต่างๆ แผ่นหิน แท่งหินเป็นส่วนเสา คาน สถาปัตยกรรมแกะสลักลวดลายสำริดรูปนาค ห่วงสำริดตกแต่งราชรถหรือเสลี่ยง
๓) โบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับคตินิยมในลัทธิศาสนาและพิธีกรรม
- วัตถุที่ใช้สอยในชีวิตประจำวันและเป็นเครื่องประดับตกแต่ง บางอย่างอาจนำมาใช้ในพิธีกรรม เช่น ภาชนะรูปกุณฑี-กุณโฑ ใช้เป็นหม้อน้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับพิธีหลั่งน้ำตามพิธีกรรมในพุทธศาสนา (มหายาน) และฮินดู กระปุกเคลือบใช้บรรจุกระดูกฝังไว้ในบริเวณสถูป ลูกปัดหรือจี้ห้อยบางรูปทรง เช่นรูปเขี้ยวสัตว์ รูปสวัสดิกะ รูปจักรพระอาทิตย์ ใช้ห้อยแขวนประหนึ่งเครื่องราง แผ่นหินสลักมีหลุมกลมใส่แป้งกระแจะในพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย แท่นหินบดรูปใบเสมาสำหรับตำพระผงหรือพระพิมพ์ดินดิบและดินเผา ตะเกียงสำริดแขวนตามไฟในศาสนพิธีเช่นเดียวกับตะคันดินเผา
- วัตถุที่ทำและใช้ในพิธีกรรมตามคดินิยมของลัทธิพื้นเมืองเดิม ได้แก่ กลองมโหระทึกสำริดใช้ตีขอฝน ใช้ฝังในพิธีกรรมร่วมกับศพพร้อมกับหุ่นจำลองสำริดรูปคน-สัตว์ หุ่นจำลองดินเผารูปอวัยวะเพศ ตัวสัตว์ อาจใช้เป็นเครื่องรางห้อยแขวน พกติดตัว ขวานหินขัดเป็นวัตถุที่แสดงถึงการสืบทอดความเชื่อหรือพิธีกรรมมาจากชุมชนก่อนประวัติศาสตร์
- วัตถุที่ทำและใช้ในพิธีกรรมตามคตินิยมของพุทธ-ศาสนา ส่วนใหญ่เป็นประดิมากรรมสร้างขึ้นตามคตินิยมทั้งพุทธศาสนาฝ่ายหินยานและมหายาน ได้แก่ พระพิมพ์ดินดิบพระพิมพ์ดินเผา พระสถูปจำลองดินดิบ-ดินเผา พระสถูปทองและเงินสำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ธรรมจักร ผอบหินบรรจุวัตถุมงคลใช้เป็นศิลาฤกษ์ในการก่อสร้างศาสนสถานรูปเคารพในพุทธศาสนาทั้งหินและสำริด เช่น รูปพระโพธิสัตว์พระพุทธรูป
- วัตถุที่ทำและใช้ในพิธีกรรมตามคตินิยมของศาสนาฮินดูทั้งลัทธิไศวนิกาย ไวษณพนิกาย ได้แก่ รูปพระศิวะ พระวิษณุพระคเณศวร์ พระอคัสตยะ พระศิวนาฏราช พระวฑุกะไภรพสุริยเทพ ศิวลึงค์ มุขลึงค์ โยนิโทรณะ ศิวลึงค์ติดกับโยนิโทรณะ
๗.๑.๓ จารึกและเอกสารโบราณ
๑) จารึก จารึกโบราณที่พบในชุมชนโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นจารึกบนแผ่นหินด้วยภาษาโบราณ เท่าที่พบแล้วเป็นจารึกภาษาและอักษรต่างๆ ตามสถานที่พบต่างๆ กัน ได้แก่
- ศิลาจารึกจากแหล่งโบราณคดีเขาเวียง ในชุมชนโบราณตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็นศิลาจารึกภาษาทมิฬและอักษรปัลลวะในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ศิลาจารึกจากแหล่งโบราณคดีหุบเขาช่องคอย เขตอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศิลาจารึกภาษาสันสกฤต อักษรปัลลวะ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒
- ศิลาจารึกจากแหล่งโบราณคดีวัดมเหยงคณ์ (ร้าง)ในชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศิลาจารึกภาษาสันสกฤต อักษรปัลลวะ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ศิลาจารึกวัดพระมหาธาตุฯ นครศรีธรรมราช เป็นศิลาจารึกภาษามอญ อักษรปัลลวะ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒
- ศิลาจารึกจากวัดเสมาเมือง ในเขตอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศิลาจารึกภาษาสันสกฤตอักษรหลังปัลลวะ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ศิลาจารึกวัดพระมหาธาตุฯ นครศรีธรรมราช เป็นจารึกอักษรและภาษาทมิฬโบราณ พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗
- ศิลาจารึกวัดพระมหาธาตุฯ นครศรีธรรมราช เป็นจารึกอักษรมอญโบราณ ภาษามอญและพม่าโบราณ พุทธศตวรรษที่ ๑๘
- ศิลาจารึกจากแหล่งโบราณคดีวัดเวียง (หัวเวียง) ในชุมชนโบราณไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒ หลัก เป็นจารึกอักษรขอม ภาษาสันสกฤต หลักหนึ่ง พ.ศ.๑๗๗๓ และอีกหลักหนึ่งเป็นภาษาบาลี ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘
- จารึกบนฐานพระพุทธรูปนาคปรกจากแหล่งโบราณ-คดีวัดเวียงในชุมชนโบราณไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นจารึกอักษรขอม ภาษาเขมร พุทธศตวรรษที่ ๑๘
นอกจากจารึกบนแผ่นหินขนาดใหญ่แล้วยังมีอักษรจารึกบนวัตถุชิ้นเล็ก ๆ ซึ่งใช้เป็นตราประทับ ส่วนใหญ่เป็นอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต พบในชุมชนโบราณเขาสามแก้วชุมชนโบราณพุนพิน ชุมชนโบราณคลองท่อม เป็นจารึกตัวอักษรด้านกลับ จารึกบนแร่ประกอบหินตระกูลควอตซ์และจารึกบนสถูปจำลอง (สถูปิกะ) พระพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นอักษรปัลลวะอักษรเทวนาครี ภาษาสันสกฤต พบในชุมชนโบราณยะรังแหล่งถ้ำในพัทลุง ยะลา
นอกจากจารึกที่พบในดินแดนภาคใต้แล้วยังมีจารึกที่พบในดินแดนอื่นๆ ที่ปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้ เป็นต้นว่า ศิลาจารึกเมืองดันจาวูร์รัฐทมิฬนาดู อินเดียใต้ ศิลาจารึกของพระเจ้าจันทรภาณุจากลังกา ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ (ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง)ศิลาจารึกที่พบในอินโดนีเซียและมาเลเซีย
๒) เอกสารโบราณ ที่เป็นหลักฐานเกี่ยวกับชุมชนสมัย
แรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้ ได้แก่
- เอกสารโบราณที่พบในท้องถิ่น เอกสารโบราณลักษณะนี้พบไม่มากนักและส่วนใหญ่เป็นเอกสารชั้นหลัง ไม่ใช่เอกสารร่วมสมัย เป็นเอกสารบันทึกเรื่องราวของสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในช่วงที่ต่อเนื่องกับสมัยประวัติศาสตร์ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๒๐ ตัวอย่างเอกสารฉบับสำคัญๆ ได้แก่ ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชเพลาเมืองสทิงพระ ตำนานนางเลือดขาว พระบรมราชูทิศว่าด้วยกัลปนา เป็นต้น เอกสารเหล่านี้เขียนเป็นภาษาไทยภาษาเขมร ภาษาบาลี
- เอกสารโบราณอื่นๆ ในดินแดนประเทศไทย เป็นเอกสารโบราณที่มีเรื่องราวบางตอนกล่าวพาดพิงถึงเรื่องราวของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นเอกสารชั้นหลังบันทึกเรื่องราวในอดีต ตัวอย่างเช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ สิหิงคนิทาน ตำนานมูลสาสนา ตำนานสุวรรณปุระวงศ์ เป็นต้น
- เอกสารโบราณของชนต่างชาติมีทั้งเอกสารที่เขียน ในช่วงสมัยเดียวกันกับเรื่องราวของชุมชนแรกเริ่มประวัติศาสตร์ภาคใต้และเอกสารที่เขียนขึ้นในสมัยหลังจากเหตุการณ์หรือยุคสมัยนั้น ๆ เอกสารที่สำคัญ ได้แก่ เอกสารของจีน เช่นบันทึกพงศาวดารราชวงศ์ต่างๆ ของจีน (เช่น ราชวงศ์เหลียง ถังซ้อง) บันทึกการเดินทางของพระภิกษุ พ่อค้าชาวจีน เอกสารโบราณของชาวตะวันตก เช่น หนังสือภูมิศาสตร์ของชาวกรีกตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๖ เอกสารโบราณของอินเดีย ลังกา เช่นคัมภีร์นิทานในศาสนาพุทธและฮินดู หนังสือพงศาวดารด่างๆเอกสารโบราณของอาหรับ เช่น จดหมายเหตุการเดินทางของพ่อค้าอาหรับ ไม่น้อยไปกว่า พ.ศ.๑๓๙๔ เอกสารโบราณของมลายู อินโดนีเซีย เช่น วรรณกรรมเรื่องนครเกียรติคม เป็นต้น
๗.๒ เรื่องราวโดยส่วนรวมของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์รัฐโบราณของภาคใต้
๗.๒.๑ การสืบทอดวัฒนธรรมพื้นเมืองเดิมจากการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีของชุมชนก่อน
ประวัติศาสตร์ในภาคใต้และชุมชนต่างๆ ในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า กลุ่มชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของภาคใต้น่าจะได้แก่ กลุ่มชนที่พัฒนามาจากชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าเขา เป็นชนชาวถ้ำและชนชาวน้ำที่เจริญก้าวหน้า มีความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อม เป็นกลุ่มชนที่กำหนดอายุสมัยที่แน่นอนได้ว่าเป็นชนก่อนประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ ๖,๕๐๐-๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว และน่าจะเป็นกลุ่มชนที่ดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมสืบต่อมาจนถึง ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว หรือประมาณ ๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาล แล้วจึงเคลื่อนย้ายลงมาตั้งถิ่นฐานบริเวณพื้นที่ราบมากขึ้นดำรงชีวิตแบบชุมชนเกษตรกรรมมีการติดต่อกับชุมชนวัฒนธรรมสำริดในดินแดนข้างเคียงในช่วงระหว่าง ๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาลจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๕
การก่อตัวของกลุ่มชนรุ่นแรกๆ ก่อนเข้าสู่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ จึงน่าจะได้แก่ บริเวณแหล่งโบราณคดีริมเส้นทางน้ำและฝั่งทะเลที่พบหลักฐานกลองมโหระทึกสำริด เช่น แหล่โบราณคดีตลิ่งพัง แหล่งโบราณคดีคลองคุดด้วน แหล่งโบราณคดีท่าผาก-น้ำรอบ ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากการก่อตั้งชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่สำคัญในสมัยต่อๆ มา
เมื่อก่อตั้งเป็นชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ โดยนัยแห่งการสัมพันธ์ติดต่อและรับวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์จากต่างแดนตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๕ หลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมแบบพื้นเมืองเดิมซึ่งสืบทอดมาจากชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ยังคงมีบทบาทสำคัญในชุมชนแรกเริ่มประวัติศาสตร์แต่ละชุมชนแตกต่างกัน
ชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในช่วงสมัยที่ ๑ (พุทธศตวรรษที่ ๕-๘) และช่วงสมัยที่ ๒ (พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑) ยังปรากฏวัฒนธรรมแบบพื้นเมืองเดิมอย่างเข้มข้นตัวอย่างเช่น ชุมชนโบราณเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร ชุมชนโบราณคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เป็นชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานบนเนินใกล้พื้นที่ป่าเขาและใกล้แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์
หลักฐานทางโบราณวัตถุที่แสดงถึงการสืบทอดวัฒนธรรมพื้นเมืองเดิมที่สำคัญ ได้แก่ ภาชนะดินเผาเนื้อดินแบบหม้อดินหุงข้าว ภาชนะลายเชือกทาบ ขวานหินขัด กลองมโหระทึกสำริด เครื่องมือเหล็กแบบหอกใบข้าว หุ่นจำลองรูปอวัยวะเพศลูกปัดกระดูก แท่นหินบด ลูกปัดแร่ประกอบหินเลียนแบบรูปทรงของขวานหินขัด ขวานหินรูปจะงอยปากนก ขวานบ้องสำริด เป็นต้น
อย่างไรก็ตามยังปรากฏโบราณวัตถุแบบนิยมของสมัยก่อนประวัติศาสตร์เช่นเดียวกันนี้ บางชิ้นในชั้นวัฒนธรรมของการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนสมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณในพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ เช่น ชุมชนโบราณไชยา ชุมชนโบราณสทิงพระซึ่งอาจหมายถึงการสืบเนื่องอันยาวนานของวัฒนธรรมทางวัตถุบางประเภทอาจทำขึ้นโดยเปลี่ยนแปลงคตินิยมการใช้สอยให้แตกต่างออกไปจากเดิม และอาจผนวกเอาคตินิยมใหม่เข้ามาด้วย เช่น แท่นหินบด เปลี่ยนแปลงจากการใช้งานบดตำในครัวเรือนเป็นรูปแท่นหินบด รูปใบเสมาใช้บดตำพระพิมพ์ในพิธีกรรม หรืออาจเป็นโบราณวัตถุที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับชุมชนอื่นๆ ที่ยังดำรงชีวิตดั้งเดิมแบบชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่ป่าเขาซึ่งยังคงอยู่ร่วมสมัยเดียวกัน
๗.๒.๒ ลักษณะความเป็นอยู่ทั่วไปของชุมชน
ในช่วงสมัยที่ ๑ หรือราวพุทธศตวรรษที่ ๕-๘ ของชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่เป็นการก่อตั้งชุมชนบนเนิน และเป็นกลุ่มชนที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายตามแนวลำน้ำ เป็นชุมชนเกษตรกรรมและชุมชนชาวประมงที่มีพัฒนาการทางเทคโนโลยีแตกต่างออกไปจากเดิม แม้ว่ายังคงสืบทอดวัฒนธรรมการทำและใช้เครื่องมือเครื่องใช้หินบางประเภท ภาชนะดินเผาสำหรับหุงต้มและใช้ในครัวเรือนที่ทำด้วยดินเผา แต่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยที่สอดคล้องกับสภาพสังคมมากขึ้น เช่น การใช้เครื่องมือโลหะเป็นของมีคมแทนเครื่องมือหิน ใช้เตาเชิงกรานแทนภาชนะแบบหม้อสามขา มีภาชนะรูปกาน้ำในการทำเครื่องนุ่งห่ม เปลี่ยนจากการทำผ้าจากเปลือกไม้โดยใช้หินทุบผ้ามาเป็นการถักทอ คือรู้จักนำฝ่ายมาปั่นเป็นเส้นด้ายและใช้ทำผ้า ส่วนในด้านการประมงก็รู้จักใช้ แห อวนและรู้จักการต่อเรือล่องไปตามลำน้ำได้ไกลๆ
ในช่วงสมัยที่ ๒ คือตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑ ชุมชนบางแห่งได้ปรับตัวให้เป็นชุมชนเมืองท่า เริ่มประดิษฐ์สิ่งที่ใช้เป็นสื่อแลกเปลี่ยนประหนึ่งเงินตรา มีกฎบัญญัติทางการค้าตัวหนังสือและภาษาในการสื่อสารสำหรับการพาณิชย์ เป็นช่วงแห่งการเริ่มต้นเป็นสถานีการค้าและอุตสาหกรรมบางประเภทเช่น อุตสาหกรรมการประดิษฐ์ลูกปัดและวัตถุเครื่องประดับช่วงสมัยนี้น่าจะมีการแบ่งกลุ่มอาชีพของคนในชุมชนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นต้นว่า มีกลุ่มเกษตรกร กลุ่มพ่อค้า กลุ่มผู้ปกครองและจัดสรรผลประโยชน์ของชุมชน กลุ่มนักบวชและผู้กระทำพิธีกรรมทางศาสนา กลุ่มชาวประมง กลุ่มผู้ใช้แรงงานในการผลิตอุตสาหกรรมบางประเภท
ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา ชุมชนต่างๆ ได้รวมตัวกันเป็นชุมชนที่องค์กรกลางอันประกอบด้วยสถาบันของผู้ปกครองและศาสนาอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น บางชุมชนได้พัฒนาไปถึงขั้นการวางขอบเขตชุมชนและการจัดระเบียบแผนผังของเมือง มีขอบเขตและคันคูเมือง มีพัฒนาการทางด้านชลประทาน เกื้อหนุนความเติบโตและขยายตัวของชุมชนเกษตรกรรมแบบพลังน้ำ สอดคล้องไปกับคตินิยมตามลัทธิศาสนาที่รับมาจากอินเดีย ชุมชนสำคัญๆ ที่มีอยู่ทั้งทางฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นจุดตั้งรับอารยธรรมอินเดียที่เดินเรือเข้ามาสูฝังทะเล และชุมชนทางฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ติดต่อกับจีนและเวียดนามโดยการคมนาคมทางน้ำดังนั้นชุมชนทั้งทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกจึงจำต้องพัฒนาความสามารถในการใช้เส้นทางน้ำ การเดินเรือ จนกลายเป็นชุมชนเมืองท่าที่สำคัญขึ้นหลายชุมชน จึงนับได้ว่าชุมชนสมัยนี้ได้เข้าสู่สมัยรัฐโบราณแล้ว
๗.๒.๓ การเป็นชุมชนเมืองท่า
๑) ทำเลที่ตั้งอันเหมาะสม ชุมชนโบราณของภาคใต้ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลทั้งฝั่งทะเลด้านตะวันตกและตะวันออก ส่วนชุมชนที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินก็มี เส้นทางน้ำหลายสายที่สำคัญ ซึ่งปรากฏร่องรอยว่าในอดีตสามารถใช้เป็นเส้นทางน้ำออกสู่ทะเลได้เป็นอย่างดี
ชุมชนโบราณที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออก ได้แก่ ชุมชนโบราณท่าชนะ ชุมชนโบราณไชยา ชุมชนโบราณท่าเรือ-เมืองพระเวียง ชุมชนโบราณบนคาบสมุทรสทิงพระ ชุมชนโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณฝั่งทะเลตะวันตก ได้แก่ ชุมชนโบราณตะกั่วป่าชุมชนโบราณคลองท่อม ส่วนชุมชนโบราณที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน แต่มีเส้นทางน้ำไปสู่ฝั่งทะเลแต่ละด้าน ได้แก่ ชุมชนโบราณเขาสามแก้วอยู่ในแนวลำน้ำท่าตะเภา มีเส้นทางน้ำไปออกสู่ฝั่งทะเลตะวันออกที่ปากน้ำชุมพร ชุมชนโบราณเวียงสระอยู่ในแนวลำน้ำตาปี เป็นเส้นทางน้ำออกสู่ฝั่งทะเลตะวันออกที่อ่าวบ้านดอน ชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล เป็นกลุ่มชุมชนริมฝั่งลำน้ำหลายสาย เช่น คลองท่าควาย คลองท่าเรือรีคลองท่าเชี่ยว คลองท่าทน คลองกลาย คลองปากพยิ่ง เป็นเส้นทางน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทย
ชุมชนโบราณยะรัง อยู่ในแนวลำน้ำปัตตานี เป็นเส้นทางน้ำออกสู่ฝั่งทะเลตะวันออกที่อ่าวไทยชุมชนโบราณในภาคใต้เหล่านี้ยังตั้งอยู่นทำเลที่สัมพันธ์กับบริเวณที่เป็นอ่าวและปากน้ำ ซึ่งเป็นทางเข้ามาของเรือเดินทะเล โดยเป็นที่จอดแวะพักและหลบลมมรสุมของเรือเดินทะเลทั้งทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก อ่าวและปากน้ำเหล่านี้ ได้แก่ อ่าวพังงา อ่าวบ้านดอน อ่าวนครศรีธรรมราชปากน้ำชุมพร ปากน้ำท่ากระจาย ปากน้ำสิชล ปากน้ำปัตตานีเป็นต้น
ชุมชนโบราณเหล่านี้ ตั้งอยู่ในดินแดนภาคใต้ซึ่งตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ เป็นดินแดนที่แคบยาวคล้ายแหลมยื่นลงไปในทะเล กล่าวคือมีส่วนที่เป็นทะเลขนาบทั้ง ๒ ด้านทางฝั่งทะเลตะวันตกเป็นทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินเรือเข้ามาของอินเดีย ลังกา อาหรับ ส่วนทางตะวันออกเป็นเส้นทางเดินเรือของจีน เวียดนามและเขมร นอกจากนี้ยังมีการใช้เส้นทางข้ามคาบสมุทรระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออกเพื่อเชื่อมโยงเมืองท่า ๒ ฝั่งทะเลเข้าด้วยกันโดยมีปัจจัยเกื้อหนุนด้านภูมิศาสตร์ทำให้ชนชาติต่างๆ เดินทางเข้ามาค้าขาย ก่อตั้งสถานีการค้า และเผยแพร่วัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์ให้กับชนพื้นเมืองจนพัฒนาและขยายชุมชนเป็นชุมชนเมืองตามลำดับ
๒) ผลิตผลและสินค้า หลักฐานจากเอกสารโบราณของชนต่างชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับชุมชนโบราณภาคใต้แสดงให้เห็นว่า ผลิตผลหรือสินค้าพื้นเมืองของชุมชน ส่วนใหญ่ได้แก่ ของป่า เป็นต้นว่า ไม้หอม กำยาน หวาย เครื่องเทศ งาช้างเขาสัตว์ นอแรด รังนก แต่หลักฐานทางโบราณวัตถุแสดงให้เห็นว่าในช่วงสมัยที่ ๓ ของชุมชน (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘) บางชุมชนได้กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งปรากฏหลักฐานว่าส่งเป็นสินค้าออกให้ชุมชนใกล้เคียงและชุมชนเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซียนักโบราณคดีสันนิษฐานว่า การพัฒนาทางเทคโนโลยีในการทำเครื่องปั้นดินเผานอกจากจะสืบทอดความรูู้้ความสามารถจากเทคโนโลยีดั้งเดิมที่สามารถผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่มีคุณภาพค่อนข้างดีได้ตั้งแต่สมัยเป็นชุมชนก่อนประวัติศาสตร์แล้วอาจได้รับเทคโนโลยีหรือคตินิยมบางประการจากจีนและอินเดียสำหรับการผลิตเป็นอุตสาหกรรมและพัฒนาด้านคุณภาพได้ดียิ่งกว่าชุมชนอื่น ๆ ร่วมสมัยเดียวกัน เช่นเดียวกับการผลิตวัตถุประเภทลูกปัดและเครื่องประดับ ซึ่งพบว่าน่าจะเป็นหนึ่งในบรรดาสินค้าออกที่สำคัญ ซึ่งผลิตขึ้นเป็นอุตสาหกรรมของชุมชน
หลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่า ชุมชนโบราณในภาคใต้ น่าจะรับเทคโนโลยีหรือคตินิยมในการผลิตลูกปัดจากชุมชนโพ้นทะเลที่เข้ามาติดต่อ เป็นต้นว่า อินเดีย อาหรับ โรมันซึ่งเป็นต้นตำรับการผลิตวัตถุประเภทนี้มาก่อนเป็นเวลานานชุมชนโบราณที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นสถานีสำหรับผลิตและส่งผลิตผลประเภทนี้เป็นสินค้าออกน่าจะเริ่มตั้งแต่ชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในช่วงสมัยที่ ๑ (พุทธศตวรรษที่ ๕-๘) เช่น ชุมชนโบราณเขาสามแก้ว ชุมชนคลองท่อมสมัยที่๑ และก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นในช่วงสมัยที่ ๒ (พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑) เช่น ชุมชนโบราณคลองท่อมสมัยที่ ๒ และแพร่กระจายทั่วไปในแทบทุกชุมชนในสมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณ(พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘)
นอกจากนี้แล้ว นักโบราณคดียังสันนิษฐานว่า สินค้าประเภทเครื่องถ้วยชามจีน อาจเป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่นอกจากจะส่งเข้ามาจำหน่ายเพื่อใช้สอยในชุมชนแล้ว ชุมชนโบราณในภาคใต้อยู่ในฐานะชุมชนเมืองท่าเป็นคนกลางในการส่งจำหน่ายหรือเป็นสถานีให้เรือจีนสำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้าประเภทนี้กับชนชาติต่างๆ เช่นเดียวกับที่อาจมีสินค้าประเภทอื่นๆ เช่น ผ้าไหม แพรพรรณ ซึ่งไม่เหลือให้เห็นเป็นหลักฐานด้านโบราณวัตถุนอกจากที่กล่าวถึงในเอกสารโบราณเท่านั้น
๗.๒.๔ การประดิษฐานพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูใน
ชุมชนชนชาติอินเดียไม่เพียงแต่เดินเรือผ่านเข้ามาแวะพักหรือค้าขายกับชุมชนโบราณภาคใต้ซึ่งเป็นสถานีการค้าระหว่างทะเลจีนใต้กับมหาสมุทรอินเดียเท่านั้น แต่ยังได้นำเอาลัทธิศาสนาเข้ามาสู่ชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะชุมชนในดินแดนภาคใต้เป็นอันมาก
หลักฐานโบราณวัตถุที่หลงเหลืออยู่แสดงให้เห็นว่า ในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ช่วงสมัยที่ ๑ ร่องรอยของลัทธิศาสนาสำคัญของอินเดียคือศาสนาพุทธและฮินดูยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่ในปลายช่วงสมัยที่ ๑ และช่วงสมัยที่ ๒ ของชุมชน คือ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑ ปรากฏโบราณวัตถุที่แสดงถึงการนับถือศาสนาพุทธและฮินดูของคนในชุมชนอย่างไรก็ตามในช่วงสมัยนี้ โบราณวัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธยังปรากฏหลักฐานไม่เด่นชัด มีเพียงการพบพระพุทธรูปแบบศิลปะอมราวดีและคุปตะเพียง ๓-๔ องค์กระจายอยู่ในภาคใต้ส่วนต่างๆ โดยมีที่มาไม่ชัดเจนและไม่ได้พบในแหล่งโบราณคดีที่มีซากสถาปัตยกรรมหรือสิ่งก่อสร้างที่จะแสดงลักษณะศาสนสถานหรือชุมชน ดังเช่น ประติมากรรมในศาสนาฮินดูซึ่งปรากฏกระจายอยู่มากมายในแหล่งโบราณคดีและชุมชนต่างๆ ตลอดจนมีร่องรอยการประดิษฐานเป็นศาสนสถานที่ชัดเจนในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๔
รูปเคารพในศาสนาฮินดูที่ปรากฏเป็นโบราณวัตถุในชุมชนโบราณและซากศาสนสถานทำให้นักโบราณคดีวินิจฉัยได้ว่ากลุ่มชนในภาคใต้ได้รับนับถือศาสนาฮินดูในลัทธิต่างๆ คือไศวนิกายหรือการนับถือพระศิวะเป็นใหญ่ ส่วนใหญ่ปรากฏวัตถุในรูปของศิวลึงค์และโยนิซึ่งสอดคล้องกับคดิความเชื่อตั้งเดิมในการบูชาอวัยวะเพศของชนพื้นเมืองเดิม ไวษณพนิกายหรือการนับถือพระวิษณุ นอกจากนี้แล้วยังนับถือเทพองค์อื่นๆที่ผูกพันกับการดำรงชีวิตของชุมชนเมืองท่า นักเดินเรือ เช่นพระคเณศ สุริยเทพ รูปเคารพต่างๆ เหล่านี้น่าจะสร้างขึ้นโดยฝีมือช่างพื้นเมือง มีทั้งที่ได้ต้นแบบมาจากอินเดียโดยตรงหรือผ่านทางลังกาและชวา
รูปเคารพเหล่านี้ส่วนใหญ่ประดิษฐานไว้บนที่สูงโดยอาจสร้างศาสนสถานไว้บนเนินเขา หรือก่อสร้างศาสนสถานอิฐให้สูงกว่าบริเวณที่ราบโดยรอบ ศาสนสถานและการประดิษฐานรูปเคารพในศาสนาฮินดูในชุมชนส่วนใหญ่จะมีการสร้างสระน้ำสำหรับใช้ในการประกอบพิธีควบคู่กันไปด้วย
ในช่วงสมัยที่ศาสนาฮินดูเป็นหลัก วัฒนธรรมทางภาษาที่เข้ามาพร้อมกับศาสนา ปรากฏหลักฐานจากศิลาจารึกว่ามีการใช้ภาษาสันสกฤตและภาษาทมิฬ ขณะเดียวกันก็มีบางกลุ่มชนที่ใช้ภาษามอญ
ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๔ ลัทธิศาสนาหลักของชุมชนโบราณภาคใต้เปลี่ยนแปลงไป จาศาสนาฮินดูซึ่งลดน้อยลงแทนที่ด้วยพุทธศาสนาแบบมหายาน ยังคงใช้ภาษาสันสกฤตภาษามอญโบราณและภาษาทมิฬ
พุทธศาสนาแบบมหายานประดิษฐานชัดเจนในชุมชนโบราณยะรังและไชยา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔ มีศาสนสถานอิฐสำหรับประดิษฐานรูปเคารพ เนื่องในศาสนาพุทธแบบมหายาน ปรากฏรูปพระโพธิสัตว์ทั้งที่เป็นประติมากรรมหินและสำริด พระพิมพ์ และพระสถูปจำลองดินดิบและดินเผา
พุทธศาสนาแบบมหายานเจริญสูงสุดอีกครั้งหนึ่งในชุมชนภาคใต้ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ โดยประติมากรรมในพุทธศาสนามีลักษณะศิลปกรรมดามแบบเขมรหรือลพบุรีขณะที่อักษรและภาษาที่ปรากฏในศิลาจารึกส่วนใหญ่เป็นอักษรขอมและภาษาสันสกฤต
ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ การประดิษฐานพุทธศาสนาในชุมชนภาคใต้ น่าจะเปลี่ยนจากพุทธศาสนามหายานมาเป็นพุทธศาสนาแบบหินยาน (เถรวาท) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนาหินยานอย่างลังกาวงศ์ตามหลักฐานจากโบราณวัตถุ ศิลาจารึกและเอกสารโบราณน่าจะแสดงว่าชุมชนดินแดนภาคใต้เป็นศูนย์กลางแห่งการเผยแพร่พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์และมีอิทธิพลต่อดินแดนส่วนอื่นๆ ของประเทศไทยด้วย
(อมรา ศรีสุชาติ, ธราพงศ์ ศรีสุชาติ)
ดูเพิ่มเติม โบราณวัตถุสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณในภาคใต้ ; โบราณคดีภาคใต้
แผนที่โบราณเขียนตามบันทึกทางภูมิศาสตร์ของปโตเลมี แสดงลักษณะดินแดนเอเชียอาคเนย์ โดยเฉพาะคาบสมุทรไทยและมาเลย์เป็นติ่งยื่นในทะเล
การขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีวัดเวียงในชุมชนโบราณไชยา สุราษฎร์ธานี เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔
โครงร่างแผนที่เอเชีย เขียนตามบันทึกทางภูมิศาสตร์ของปอมเปนิอุสเมลา เมื่อปี พ.ศ.๕๘๖ โดยศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ โดยคาบสมุทรมาเลย์มีลักษณะเป็นเกาะ
แผนที่ประเทศไทยและมาเลเซีย แสดงชื่อเมืองต่าง ๆ ตามที่ชาวอาหรับกล่าวถึงในดินแดนภาคใต้ เขียนขึ้นโดย จี.อาร์.ทิบเบทส์
แผนที่แสดงแหล่งโบราณคดีและชุมชนโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในภาคใต้กับเส้นทางข้ามคาบสมุทรระหว่างฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออก
ซากศาสนสถานอิฐในแหล่งโบราณคดีสีหยังในชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระ สงขลา
การสำรวจซากโบราณสถานและโบราณวัตถุในชุมชนโบราณไชยาของนักวิชาการตะวันตกในปี พ.ศ.๒๔๗๒
ตัวอย่างโบราณวัตถุประเภทภาชนะเคลือบซึ่งเป็นเครื่องถ้วยจีนเข้ามาพร้อมกับการติดต่อกับจีนของชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระ สงขลา
พังพระ สระน้ำโบราณขนาดใหญ่ของชุมชนโบราณเขาคูหา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
ถ้ำขุดที่ชุมชนโบราณเขาคูหา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายแดงที่ชุมชนโบราณเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ซากสถูปก่อด้วยอิฐมีร่องรอยของการถูกลักลอบขุดที่ชุมชนโบราณเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ปากน้ำสิชลเป็นอู่จอดเรือได้อย่างดี ระหว่างฝั่งทะเลด้านตะวันออก กับแนวทิวเขาด้านหลังเป็นชุมชนโบราณท่าศาลา-สิชล