ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

เจาะไอร้อง, อำเภอ

ภาค : ใต้

เจาะไอร้อง, อำเภอ

ประวัติความเป็นมา

คำว่า "เจาะไอร้อง" มาจากคำภาษามลายูว่า "บือเจ้าะไอร้อง" "บือเจ๊าะ" แปลว่า ธารน้ำ สายน้ำ ไอร้อง" แปลว่า คดเคี้ยว รวมแปลว่า "สายน้ำที่คดเคี้ยว"

 พื้นที่ในเขตอำเภอเจาะไอร้อง เดิมอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

ครั้นถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ กระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศแบ่งเขตการปกครองอำเภอระแงะใหม่โดยให้แยกตำบลจวบ ตำบลบูกิต และตำบลมะรือโบออก รวม ๓ ตำบล จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอเจาะไอร้อง และได้เปิดที่ทำการกิ่งอำเภอเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๖ 

กระทรวงมหาดไทย ได้มีพระราชกฤษฎีกา ยกฐานะกิ่งอำเภอเจาะไอร้อง เป็น "อำเภอเจาะไอร้อง" ลงวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๙ ซึ่งได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๑๑๓ ตอนที่ ๙ ง. ลงวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๙

สภาพทั่วไป

อำเภอเจาะไอร้อง ขึ้นกับจังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ประมาณ ๑๖๒.๗๒๓ ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ ๑๐๑,๗๐๑.๘๗๕ ไร่ ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ที่ถนนสายเจาะไอร้อง ไอร์สะเตียร์ หมู่ที่ ๑ ตำบลจวบ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๒๙ กิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ จดตำบลบางปอ และดำบลกะลุวอ อำเภอเมืองนราธิวาส

ทิศใต้ จดตำบลบองอ อำเภอระแงะ และตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี

ทิศตะวันออก จดตำบลสุไหง และตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี

ทิศตะวันตก จดตำบลหยงลิมอ และตำบลบองอ อำเภอระแงะ

อำเภอเจาะไอร้อง แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๓ ตำบล ๒๙ หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลจวบมี ๘ หมู่บ้าน ตำบลมะรือโบออก มี ๘ หมู่บ้าน และตำบลบูกิตมี ๑๓ หมู่บ้าน ปี พ.ศ.๒๕๔๐ มีประชากรทั้งหมด ๓๓,๓๒๔ คน เป็นชาย ๑๖,๘๔๙ คน เป็นหญิง ๑๖,๔๗๕ คน มีจำนวนหลังคาเรือน ๕,๕๘๒หลังคาเรือน แหล่งที่มีชุมชนหนาแน่น ได้แก่ บ้านยานิง บ้านเจาะไอร้อง บ้านมะรือโบออก บ้านกูแบปูยู บ้านบูก๊ะตาโมง บ้านบูกิต บ้านสะเตียร์ และบ้านไอร์สะเดียร์

สภาพภูมิประเทศ

อำเภอเจาะไอร้องมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๑๐๑,๗๐๒ ไร่ เป็นพื้นที่ราบและที่ลุ่มประมาณ ๕๔,๗๔๙ ไร่ หรือร้อยละ ๕๖.๙๖ เป็นภูเขาและป่าไม้ประมาณ ๓๗,๐๔๓ ไร่ หรือร้อยละ ๓๕.๙๑ เป็นพื้นที่แม่น้ำลำคลองประมาณ ๕,๙๑๐ ไร่ หรือร้อยละ ๕.๗๑

ป่าไม้ที่สำคัญคือ ป่าสงวนแห่งชาติ ปาบูเก๊ะตาเว มีพื้นที่ประมาณ ๑๙,๖๑๘ ไร่ หรือประมาณ ๓๑.๓๘ ตารางกิโลเมตร ป่าลุ่มน้ำบางนรา พื้นที่ประมาณ ๑๒,๖๐๐ ไร่ หรือ ๒๐.๑๖ ตารางกิโลเมตร ป่าไอร์สะเตียร์ พื้นที่ประมาณ ๕๘๕ ไร่ หรือ ๐.๙๓ ตารางกิโลเมตร ป่าบูเก๊ะตาโมง พื้นที่ประมาณ๔,๒๔๐ ไร่ หรือ ๕.๗๙ ตารางกิโลเมตร

อำเภอกำลังดำเนินการจัดตั้งวนอุทยาน (น้ำตกไอตันหยง) ณ หมู่ที่ ๑ ตำบลจวบ และหมู่ที่ ๑ ตำบลบูกิต มีพื้นที่ประมาณ ๕๕๕ ไร่ และสร้างสวนป่าไอร์สะเตียร์ เป็นป่าหวายตะค้าทอง 

ลักษณะดินโดยทั่วไปของอำเภอเจาะไอร้องเป็นดินร่วน ดินเหนียว และดินปนทราย จึงเหมาะแก่การทำเกษตรกรรม มีพื้นที่ทำนาประมาณ ๓๐,๐๐๐ ไร่ (ร้อยละ ๒๙) ทำสวนประมาณ ๔๓,๒๔๒ ไร่ (ร้อยละ ๔๑) เลี้ยงสัตว์ประมาณ ๒๖,๓๕๖ ไร่ (ร้อยละ ๒๕) นอกจากนั้นใช้ทำไร่ ที่อยู่อาศัย และประกอบการธุรกิจ

แร่ธาตุที่สำคัญในเขตอำเภอนี้คือ ดินขาว

พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ลองกอง ยางพารา ทุเรียน ส้ม ข้าว เงาะ และพืชผัก ตามลำดับ

สภาพภูมิอากาศ อำเภอเจาะไอร้อง มีอากาศแบบร้อนชื้นมี ๒ ฤดู คือ ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน และฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กุมภาพันธ์ ช่วงที่มีฝนตกชุกที่สุดคือ ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ ๒๘ องศาเซลเซียส

แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ น้ำตกไอตันหยง หมู่ที่ ๑ ตำบลบูกิต น้ำตกไอปาโจ หมู่ที่ ๒ ตำบลบูกิต น้ำตกไอร์สะเดียร์ หมู่ที่ ๘ ตำบลบูกิต น้ำตกไอปาแย หมู่ที่ ๘ ตำบลจวบ และอ่างเก็บน้ำปีแนมูดอ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลบูกิต

สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม

ประชากรในอำเภอเจาะไอร้อง นับถือศาสนาอิสลาม ประมาณร้อยละ ๙๗ นับถือศาสนาพุทธประมาณร้อยละ ๒.๘ ที่เหลือประมาณร้อยละ ๐.๒ นับถือศาสนาอื่นๆ

 ปี พ.ศ.๒๕๔๐ มีผู้ที่ไม่รู้หนังสือ คือ พูดและเขียนภาษาไทยไม่ได้ จำนวน ๔๘๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๑.๔๖ จึงมีระบบการศึกษานอกโรงเรียนเพื่อแก้ปัญหาด้านนี้ทางหนึ่ง ส่วนการศึกษาในระบบโรงเรียน มีสถานศึกษาระดับประถมศึกษา ๑๖ โรง ระดับมัธยมศึกษา ๑ โรง ด้านสาธารณสุขมีโรงพยาบาล ๑ แห่ง (ปี พ.ศ.๒๕๔๐ ยังไม่เปิดดำเนินการ) สถานีอนามัย ๗ แห่ง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ๒๐ คน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ๑ แห่ง มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ๖ คน

 ปัญหาที่สำคัญของอำเภอเจาะไอร้อง คือ ในเขตพื้นที่นี้มีการเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายพูโลใหม่ กลุ่มอาบูยีฮาดปัตตานีและกลุ่มวัยรุ่นที่ติดยาเสพย์ติด มีการก่อวินาศกรรมและก่อความไม่สงบอยู่เนืองๆ เช่น ปี พ.ศ.๒๕๔๐ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนธันวาคม มีเหตุการณ์รุนแรงจำนวน ๑๑ ครั้ง ได้แก่ การซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ครู ปลัดอำเภอ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาเหล่านี้ทำให้หาข้าราชการ

ไปปฏิบัติราชการในพื้นที่นี้ได้ยาก ความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการลงทุนเพื่อการพัฒนา (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์)