ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

นาดูน, พระธาตุ : ศิลปกรรม

ภาค : อีสาน

นาดูน, พระธาตุ : ศิลปกรรม

            พระธาตุนาดูน ตั้งอยู่ ณ โคกดงเค็งที่ป่าสาธารณะตำบลดงบัง อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ในเนื้อที่ ๙๐๒ไร่ ซึ่งอยู่ห่างจากที่ขุดพบไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ๒ กิโลเมตร หรืออยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอนาดูนไปทางทิศใต้ประมาณ ๑ กิโลเมตร

            เหตุผลที่ไม่ตั้งอยู่ที่ขุดพบ เพราะที่ขุดพบเป็นที่นาของราษฎรมีเนื้อที่ขนาดเล็ก เป็นที่ลุ่มจะต้องซื้อที่ดินเพิ่มและถมดินขึ้นอีก ส่วนสถานที่ตั้งปัจจุบันเป็นที่เนินสูง เนื้อที่กว้างขวางและเป็นพื้นที่ของทางราชการ เหมาะที่จะตั้งพระธาตุ และขยายหน่วยงานของราชการได้อีกมาก

ประวัติพระธาตุนาดูน

            ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๒ กรมศิลปากรและราษฎรในตำบลนาดูน ได้ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุจากเนินดินซึ่งเป็นซากโบราณสถาน ในบริเวณที่นาของราษฎรท้องที่หมู่ที่ 9ตำบลนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม พระบรมสารีริกธาตุมีสัณฐานดังเกล็ดแก้ว ประดิษฐานในผอบ ๓ ชั้นชั้นในเป็นทองคำ ชั้นกลางเป็นเงิน ชั้นนอกเป็นสำริด สวมซ้อนกันเรียงตามลำดับ และบรรจุในสถูปจำลองอีกชั้นหนึ่ง เป็นสถูปโลหะทรงกลมสูง ๒๔.๔ เซนติเมตร ถอดออกเป็น๒ ส่วน ส่วนยอดสูง ๑๒.๓ เซนติเมตร ส่วนองค์สถูปสูง๑๒.๑ เซนติเมตร

            ชาวจังหวัดมหาสารคามดำริว่า อุบัติการณ์ของพระบรม-สารีริกธาตุครั้งนี้นับเป็นนิมิตหมายอันดีแก่ชาวจังหวัดมหาสารคามเป็นอย่างยิ่ง สมควรสร้างพระสถูปเจดีย์ประดิษฐานไว้ให้ถาวรมั่นคง เป็นปูชนียสถานและสิริมงคลแก่ภูมิภาคนี้ต่อไปและเพื่อสืบทอดพระบวรศาสนาตามแนวทางแห่งบรรพชนจึงจัดสร้างโครงการพุทธมณฑลอีสานขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๒๕-๒๕๒๙ประกอบด้วยสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์พระธาตุนาดูนที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ศูนย์พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมจำปาศรี เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรจำปาศรีนครโบราณของบริเวณนี้ ซึ่งอยู่ในสมัยทวารวดีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๕ประกอบด้วย วัด สวนรุกขชาติ สวนสมุนไพร ศาลาพักแหล่งน้ำ และถนน กำหนดพื้นที่ก่อสร้าง ณ โคกดงเค็งมีปริมณฑล ๙๐๒ ไร่เศษ

            เจดีย์พระธาตุนาดูนมีลักษณะประยุกต์จากสถูปจำลองสำริด ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กับลักษณะศิลปกรรมแบบทวารวดี ออกแบบและดำเนินการสร้างโดยกรมศิลปากรสูง ๕๐.๕๐ เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด ๓๕.๗๐เมตร พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘ก่อสร้างเสร็จบริบูรณ์ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๔สิ้นค่าใช้จ่ายเป็นเงิน ๓,๕๔๐,๐๐๐ บาท (เจ็ดล้านห้าแสนแปดหมื่นบาทถ้วน) เพื่อสร้างพระธาตุสำหรับบรรจุพระบรม-สารีริกธาตุ โดยกรมศิลปากร ได้ให้นายประเสริฐ สุนทโรวาทสถาปนิกกรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบ และว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวกรก่อสร้าง ตามสัญญาจ้างที่เลขที่ ๑๔/๒๕๒๘กำหนดแล้วเสร็จบริบูรณ์ ในวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๓๐

            ครั้นวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๐พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาทรงประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเข้ามาบรรจุในองค์เจดีย์พระธาตุนาดูนนี้

ลักษณะโครงสร้างพระธาตุนาดูน

            รูปโครงสร้างพระธาตุนาดูน จำลองแบบมาจากสถูปทองสำริดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ฐานประยุกต์แบบศิลปะทวารวดี ฐานกว้าง ๓๕.๗๐ x ๓๕.๗๐ เมตร มีความสูงจากฐานถึงยอด ๕๐.๕๐ เมตร ฐานรากและโครงสร้างทั่วไปเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด ผนังภายนอกพระธาตุส่วนใหญ่ทำด้วยหินล้างเบอร์ ๔ บางแห่งฉาบปูนเรียบสีขาว มีลวดลายดอกบัว เสาบัวต่างๆ จำลองแบบพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ ที่ขุดพบมาประดิษฐานพระธาตุจำนวน ๓๒ รูป และมีมารแบกปั้นเป็นแบบนูนสูงประดับที่ฐานจำนวน ๔๐ ตัว

            ตัวองค์พระธาตุจะแบ่งออกเป็น ๑๖ ชั้น ลักษณะการก่อสร้างแบบคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด ภายในโปร่ง จากฐานรากขึ้นไปถึงชั้นี่

            ชั้นที่ ๑ คือฐานรากมีจำนวนฐานทั้งหมด ๑๐๕ ฐาน

มีเสาขึ้นจากฐานทั้งหมด ๑๔๔ ต้น ส่วนฐานที่เป็นองค์พระธาตุ

มีลักษณะกลม มีเสาทั้งหมด ๑๖ ต้น ชั้นที่ ๑ มีพื้นทางเดิน

๑ สูง ๓.๗๐ เมตรโดยรอบ และมีซุ้มประตูลายปูนปั้น ๔ ประตูประจำทิศ ผนังประดับด้วยกระเบื้องด่านเกวียนศิลปะของภาคอีสาน พื้นปูด้วยกระเบื้องเซรามิก ๖ เหลี่ยม ผนังทั่วไปทำด้วยหินล้าง

            ชั้นที่ ๒ สูงจากชั้นที่หนึ่ง ๕ เมตร โครงสร้างมีเสาทั้งหมด ๘๖ ต้น มีพื้นโดยรอบสำหรับก่อสร้างเจดีย์องค์เล็กประจำทิศเฉียงทั้ง ๔ และพระพุทธรูปประจำซุ้ม ๔ องค์ผนังประกอบด้วยปูนปั้นเป็นรูปเสามีบัวเหนือเสา พื้นปูด้วยกระเบื้องเซรามิก ๖ เหลี่ยม ผนังทั่วไปทำด้วยหินล้างและประดับด้วยกระเบื้องด่านเกวียน

            ชั้นที่ ๓ สูงจากชั้นที่สอง ๔.๔๐ เมตร โครงสร้างมีเสาทั้งหมด ๔๔ ต้น มีพื้นโดยรอบสำหรับก่อสร้างเจดีย์องค์เล็กประจำทิศเฉียง ๔ องค์ เช่นเดียวกับชั้นที่สอง พื้นปูด้วยกระเบื้องเซรามิก ๖ เหลี่ยม ผนังทั่วไปทำด้วยหินล้าง

            ชั้นที่ ๔ สูงจากชั้นที่สาม ๑.๖๐ เมตร ประกอบด้วยฐาน๔ เหลี่ยม เป็นชั้นเริ่มต้นของตัวองค์พระธาตุ โครงสร้างประกอบด้วยเสาทั้งหมด ๒๔ ต้น ผนังทั่วไปทำด้วยหินล้าง

            ชั้นที่ ๕ สูงจากชั้นที่สี่ ๑ เมตร ประกอบด้วยฐานบัวกลม โครงสร้างประกอบด้วยเสาทั้งหมด ๑๖ ต้น ผิวภายนอกทำด้วยหินล้าง

            ชั้นที่ ๖ ถึงชั้นที่ ๑๐ มีความสูง ๑๑ เมตร เป็นตัวองค์ระฆังของพระธาตุ โดยเฉพาะชั้นที่ ๘ จะเป็นชั้นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ โครงสร้างประกอบด้วยเสาทั้งหมด ๑๖ ต้นจนถึงชั้นที่ ๔ ส่วนชั้นที่ ๑๐ ลดเหลือเสา ๙ ต้น ลักษณะองค์ระฆังภายนอกทำด้วยหินล้างทั้งหมด

            ชั้นที่ ๑๑ เป็นชั้นบัลลังก์ ลักษณะโครงสร้างมีเสาทั้งหมด ๕ ต้น ผนังทำด้วยหินล้าง ชั้นที่ ๑๑ ถึงชั้นที่ ๑๔ มีความสูง ๔.๖๐ เมตร เป็นชั้นบัลลังก์ประกอบด้วยลักษณะทรงกลม มีลายปูนปั้นเป็นกลีบบัว โครงสร้างประกอบด้วยเสา ๕ต้น ผนังทำด้วยหินล้างทั้งหมด

            ชั้นที่ ๑๔ ถึงชั้นที่ ๑๖ มีความสูง ๖.๘๐ เมตร เป็นชั้นปล้องไฉนมีทั้งหมด ๖ ปล้อง โครงสร้างประกอบด้วยเสาแกนต้นเดียว ตัวปล้องไฉนทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ผิวทำด้วยหินล้าง

            ชั้นที่ ๑๖ ถึงยอดคือปลี่ยอด มีชั้นปลี ชั้นลูกแก้วและชั้นฉัตรยอด โครงสร้างประกอบด้วยเสาแกนต้นเดียว ผนังผิวทำด้วยหินล้างโดยรอบ ส่วนฉัตรยอดบุด้วยโมเสกแก้วสีทอง

การขุดค้นทางด้านโบราณคดีบริเวณพระธาตุนาดูน

            บริเวณที่ขุดพบสถูปสำริดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้นมีคันน้ำคดูดินของชุมชนโบราณ สมัยก่อนอิทธิพลขอมสมัยพระนคร และต่อเนื่องมาจนถึงสมัยขอมพระนคร ซึ่งมีโบราณวัตถุที่สร้างขึ้นเนื่องด้วยพุทธศาสนา ราวพุทธศตวรรษที่๑๑-๑๕ และพบโบราณสถานสมัยขอมพระนครที่สร้างขึ้นสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ ชุมชนโบราณนี้เรียกว่า "เมืองนครจำปาศรี"กู่สันตรัตน์จากการศึกษาสภาพภูมิประเทศที่ตั้งนครจำปาศรี มีลักษณะเป็นรูปไข่ยาวจากเหนือไปใต้ พื้นที่สูงๆ ต่ำ ๆ มีหนองน้ำขาดตอนเป็นห้วงๆ อยู่มากมายหลายแห่ง ชาวบ้านเรียกว่า "กุด" เช่น กุดทอง กุดฮี กุดโด กุดลอบ กุดหล่มกุดหล่มม่อง กุดอ้อ หนองกุดบอน กุดสระบัว กุดฟ้าฮ่วนเป็นต้น หนองน้ำเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ หากแต่เกิดจากการขุดแต่งของมนุษย์สมัยโบราณ กักเก็บน้ำไว้เพื่ออุปโภคบริโภค และเป็นคูเมืองป้องกันข้าศึกศัตรู นอกจากนั้นยังมีเศษกระเบื้องดินเผาแตกกระจายอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นว่าพื้นที่เมืองโบราณแห่งนี้เป็นชุมชนขนาดใหญ่ โบราณสถานที่คงสภาพให้เห็นเป็นหลักฐานในปัจจุบัน ได้แก่ กู่สันตรัตน์กู่น้อย และศาลานางขาว เมืองนครจำปาศรีเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองสมัยทวารวดี ตัวเมืองเป็นรูปไข่ กำแพงเมืองประกอบด้วยเชิงเทิน ๒ ชั้น มีคูน้ำอยู่กลาง คูกว้างประมาณ ๒๐เมตร เชิงเทินดินสูงประมาณ ๓ เมตร และกว้างประมาณ ๖เมตร มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๕ ภายในตัวเมืองและนอกเมืองมีเจดีย์สมัยทวารวดีอยู่ประมาณ ๒๕ องค์ส่วนกู่สันตรัตน์ กู่น้อย และศาลานางขาว รวมทั้งศิลาจารึกขก.๑๓ นั้นสร้างขึ้นสมัยขอมพระนครพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘

            พื้นที่ของนครจำปาศรีมีโบราณสถาน โบราณวัตถุอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งได้มีการขุดพบแล้วหลายแห่ง เช่น

            พ.ศ.๒๕๑๑ ทหารเรือจากกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งได้ไปขุดค้นหาวัตถุโบราณที่ซากโบราณสถานริมฝั่งห้วยนาดูน ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของบ้านหนองโงง ตำบลนาดูน ประมาณ ๐.๕กิโลเมตร หรืออยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอนาดูนไปทางทิศเหนือประมาณ ๖ กิโลเมตร ขุดได้พระพิมพ์ดินเผาและวัตถุโบราณอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังได้วัตถุโบราณชิ้นหนึ่งซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายนอดสีเขียวเหมือนหยก ทำเป็นมุม 4เหลี่ยม และ ๑๖ เหลี่ยม ส่วนยอดทำเป็นลักษณะกลม ๆ คล้ายขันครอบ ขุดใต้แผ่นอิฐลงไปพบพระพิมพ์ดินเผามีลักษณะเป็นแผ่นขนาดกว้าง ๑๒ นิ้ว ยาวประมาณ ๒ ฟุต มีพระพุทธรูปบรรจุเรียงรายอยู่จำนวน ๑๐๘ องค์ เรียกว่าพระมงคล ๑๐๘ จากการขุดครั้งนั้นได้พระพิมพ์ดินเผาประมาณ ๓ กล่องกระดาษขนาดใหญ่ (จากคำบอกเล่าของนายเหลือ ปัดตาลาคะ อายุ ๘๐ ปี ราษฎรบ้านหนองโง้งอำเภอนาดูน)

            พ.ศ.๒๕๑๓ ชาวนาดูนจำนวนหนึ่ง ได้ขุดพบชากโบราณสถานอยู่ทางด้านทิศเหนือโรงเรียนชุมชนบ้านกู่โนนเมืองหรืออยู่ห่างจากกู่สันตรัตน์ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ๑ กิโลเมตรเศษ ได้ขุดพบพระพิมพ์ปางนาคปรกเดี่ยว สีขาวจำนวนมาก และเป็นพระเครื่องนครจำปาศรีรุ่นแรกที่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เป็นที่เลืองลือในด้านพุทธคุณเป็นอย่างมาก(จากคำบอกเล่าของนายสมาน บัวบุญ อดีตครูใหญ่โรงเรียนชุมชนบ้านกู้โนนเมือง)

            พ.ศ.๒๕๑๔ เจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรที่ ๗ จังหวัดขอนแก่น ได้ทำการขุดแต่งโบราณสถานในพื้นที่อำเภอนาดูนจำนวน ๓ แห่ง ดังนี้

            ๑.ขุดแต่งกู่สันตรัตน์ ได้ขุดพบโบราณวัตถุสมัยลพบุรีหลายชิ้น มีอยู่ชิ้นหนึ่งสวยงามและสมบูรณ์ที่สุด ได้แก่พระวัชรธร ทำด้วยหินทรายสีเขียว ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

            ๒. ขุดแต่งกู่น้อย ได้ขุดพบโบราณวัตถุสมัยลพบุรีหลายชิ้น ชิ้นที่สวยที่สุดเป็นเทวรูปพระอิศวร พระนารายณ์ และเศียรเทวรูป ทำด้วยหินทราย ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

            ๓. ขุดแต่งศาลานางขาว ได้ขุดพบศิลาจารึก ๑ หลักเป็นศิลาจารึกขนาดเล็ก สูง ๒๑ เซนติเมตร กว้าง ๙ เซนติเมตรหนา ๔.๕๐ เซนติเมตร มีอักษรจารึกอยู่จำนวน ๑๔ บรรทัดมีใจความว่า "พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการนามว่า มรตาญศรีราชปดิวรมัน พระกัมรเตงอัญศรีราชปดิวรมันกำเสดงศรีราชปติวรมัน เขียนสุพรรณบัตรเพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ในกัมรเตงชคต หรือเทวสถาน"

การค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ ปี พ.ศ.๒๕๒๒

            ชาวบ้านขุดค้นหาวัตถุมงคลในบริเวณเมืองนครจำปาศรีสืบต่อมา ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๓ พบพระพิมพ์จำนวนหนึ่ง และมีข่าวเล่าลือถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์พระพิมพ์นาดูน ทำให้ประชาชนในหมู่บ้านใกล้เคียง และต่างจังหวัดมาขุดค้นกันโดยเสรี ข่าวการพบวัตถุโบราณและพระพิมพ์จำนวนมาก ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ หน่วยศิลปากรที่ ๗ จึงขอกำลังตำรวจเข้าป้องกันพื้นที่ และทำรั้วป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าขุดค้นอีกต่อไป

            วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๒๒ ถึงวันที่ ๔ มิถุนายน๒๕๒๒ เจ้าหน้าที่หน่วยฯ ได้ทำการขุดแต่งโดยแบ่งเป็นตารางกริด (GRID SYSTEM) ครอบคลุมเนินดินไว้ทั้งหมด และแบ่งเป็น ๑๒ ช่อง แต่ละช่องมีขนาด ๔ x ๔ เมตร ให้แนวตั้งขนานกับแนวทิศเหนือแม่เหล็ก (MAGNETIC NORTH LINE) การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หน่วยฯ ในตอนกลางวันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ในตอนกลางคืนประชาชนจะเข้ารุมล้อมอยู่รอบๆ บริเวณขุดแต่ง เพื่อคอยโอกาสเข้าขุดค้น รั้วลวดหนามถูกลักลอบตัดขาดทุกคืน

            หน่วยศิลปากรที่ ๗ ได้ขุดพบโบราณวัตถุ ดังนี้

            ๑. สถูปทำด้วยทองสำริด แยกออกเป็น ๒ ส่วนคือ

            ๑) ส่วนตัวสถูป หรือ องค์ระฆัง ทำด้วยทองสำริด 

มีลักษณะคล้ายระฆัง หรือโอคว่ำ สูง ๑๒.๑ เซนติเมตรแบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือ ตอนตัวสถูปหรือองค์ระฆัง ซึ่งเป็นส่วนที่บรรจุพระอังคาร (ขี้เถ้า) เทียนและดอกไม้ ตอนคอสถูปหรือคอระฆัง ซึ่งเป็นส่วนที่บรรจุผอบพระบรมสารีริกธาตุ

            ๒) ส่วนยอด ทำด้วยทองสำริดกลมตัน ทำเป็นปล้องไฉน ลูกแก้ว และปลี่ยอด ตอนต้นทำเป็นเกลียวสามารถปิดประกบกับส่วนตัวองค์สถูปได้พอดี มีความสูง ๑๒.๓เซนติเมตร เมื่อนำส่วนยอดมาปิดประกบกับตัวองค์สถูปแล้วจะมีความสูงรวมจากฐานถึงยอด ๒๔.๔ เซนติเมตร

ผอบที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุประกอบด้วยผอบ ๓ ชั้น คือ

            ผอบชั้นที่ ๑ ทำด้วยทองสำริดสูง ๑.๔ เซนติเมตรเส้นรอบวง ๔.๑ เซนติเมตร

            ผอบชั้นที่ ๒ ทำด้วยเงินสูง ๑.๑ เซนติเมตร เส้นรอบวง๓.๔ เซนติเมตร

            ผอบชั้นที่ ๓ ทำด้วยทองคำ เป็นชั้นในสุดสูง ๑ เซนติเมตร เส้นรอบวง ๒.๕ เซนติเมตร ภายในผอบมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ ๑ องค์ มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาวขุ่นขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารหักครึ่ง หล่อเลี้ยงไว้ด้วยน้ำมันจันทน์เมื่อเปิดออกจะมีกลิ่นหอมมาก

            ผอบทั้ง ๓ ชั้น จะบรรจุซ้อนกันอยู่ คือผอบทองคำจะซ้อนอยู่ในผอบเงิน ผอบเงินจะซ้อนอยู่ในผอบทองสำริด ทุกผอบมีฝาปิดอย่างมิดชิดและรวมอยู่ในส่วนคอระฆังขององค์สถูป

            ๒. พระพิมพ์ดินเผา มีลักษณะสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์รวมประมาณ ๑,๐๐๐ ชิ้น (ที่สมบูรณ์ ๘๘๗ ชิ้น) และเศษแตกหักของพระพิมพ์ดินเผาจำนวน ๑๑๗ ถุง (เศษพระพิมพ์ดินเผาที่แตกหักจำนวน ๑๘,๒๕๗ ชิ้น จากรายงานการบันทึกประจำวันการเก็บรักษาโบราณวัตถุ ที่สถานีตำรวจภูธร อำเภอนาดูน ระหว่างวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๒๒ ถึงวันที่ ๘มิถุนายน ๒๕๒๒)

            ๓. เศษแผ่นทองคำ ๒ ชิ้น

            ๔. แม่พิมพ์ดินเผา ชำรุด ๑ ชิ้น

            ๕. จารึกที่อยู่ด้านหลังพระพิมพ์ดินเผาบางชิ้น มีลักษณะการเขียน ๒ แบบ คือ

            ก. จารึกตัวอักษรด้วยการขีดลงบนแผ่นดินเผา

            ข. เขียนตัวอักษรด้วยสีแดง

            รูปลักษณะตัวอักษรที่จารึกบนแผ่นหลังพระพิมพ์ดินเผาทั้ง ๒ แบบ เป็นอักษรคฤนถ์ (ปัลลวะ) และเป็นแบบเดียวกันกับรูปอักษรจารึกคาถา เย ธมมาฯ ที่จารึกบนแผ่นศิลาหรือแผ่นดินเผา ซึ่งพบที่จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสุพรรณบุรี

            ตัวอักษรจารึกหลังพระพิมพ์ดินเผา เลขทะเบียน ๗๑๒/๒๕๒๒ และเลขทะเบียน ๑๑๐๖/๒๕๒๒ ที่นาย สถาพร ขวัญยืน เจ้าหน้าที่กองโบราณคดี กรมศิลปากร จากรายงานการขุดแต่งโบราณสถานที่อำเภอนาดูน ได้ส่งไปให้นายประสาร บุญประคอง นายจำปา เยื้องเจริญ และนายเทิม มีเต็มกองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ร่วมกันอ่านและแปลดังนี้(๑) คำจารึกหลังพระพิมพ์ดินเผานาดูน เลขทะเบียน ๗๑๒/๒๕๒๒ มีข้อความ ๔ บรรทัดดังนี้

คำจารึก                                                คำอ่านภาษามอญ

๑. ไนอ์เวาอ์ปุณย                                    โนะอ์ วุธ์ ปุณยะ

๒. กมรเตงไปฑ                                    กอมระตาญง ปะด้ว กะ

๓. เราม์อาร์สกุท                                โรม อาร์ สะเก๊าะสะเก๊า โต๊ะ

๔. ส์ชาติสมร์                                           ส์ เจียตอย สมอร์

คำแปล

            บุญอันนี้ ในกอมระตาญง์พร้อมไปด้วยสหายของตนผู้เป็นสามัญชนได้ร่วมกันสร้างไว้

อธิบายศัพท์ (ภาษามอญ)

โนะอ์ (ไนอ์)                      - อัน นี่

วุอ์ (เวาอ์)                         - นี้

ปุณยะ (ปุณย)                   - บุณย์ (กุศลกรรม)

กอมระตาญง (กมรเตง)        - กอมระตาญง (เป็นชื่อเฉพาะ) สมัย ครั้ง

ปะดัว (ไปฑ)                      -  ใน

กะโรม (กเราม์)                   -  พร้อม

อาร์ (อาร์)                          -  ไป

สะเก้าะสะเก๊า (สกุ้)               -  มิตรสหายของตน

โต๊ะส์ (ทส์)                          -  เป็น

เจียตอย (ชาติ)                      -  ตระกูล ชาติกำเนิด

สมอร์ (สมร์)                          -  สามัญ ต่ำ

(๒) คำจารึกหลังพระพิมพ์ดินเผานาดูน เลขทะเบียน ๑๑๐๖/๒๕๒๒ มีข้อความ ๒ บรรทัด

             คำจารึก                                              คำอ่านภาษามอญ

          ๑. ไนอ์เวาอ์                                                โนะอ์ วุธ์

          ๒. (ปุ) ณยกมร (เตง์)                             ปุณยะ กอมระตาญง

คำแปล

            บุญอันนี้ (ใน) กอมระตาญง์

อธิบายศัพท์ (ภาษามอญ)

            โนะอ์ (ไนอ์)      - อัน นี้

            วุอ์ (เวาอ์)         -  นี้

            ปุณยะ (ปุณย)    -  บุณย์ (กุศลกรรม)

            อนึ่ง ข้อความในจารึกหลังพระพิมพ์ดินเผานาดูน เลขทะเบียน ๗๑๒/๒๕๒๒ ที่แปลว่า "บุณย์อันนี้ ในกอมระตาญง์พร้อมไปด้วยสหายของตนผู้เป็นสามัญชนได้ร่วมกันสร้างไว้"ถ้าหากว่า "กอมระตาญง์" ใช้เป็นพระนามของกษัตริย์ข้อความดังกล่าวควรที่จะแปลได้เป็นสำนวนดังนี้

            "บุณย์อันนี้ ในพระกอมระดาญง์และพร้อมไปด้วย(พระ) สหายผู้เป็นสามัญชนได้ร่วมกันสร้างไว้"  (ประสาร บุญประคอง และคนอื่นๆ ๒๕๒๒ : ๕๓-๕๕)

แบบพระพิมพ์ดินเผานาดูน

            พระพิมพ์ดินเผานาดูนที่ขุดพบเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๒ นั้นเป็นพระพิมพ์ดินเผา ฝีมือช่างประจำราชสำนัก โดยในกอมระดาญง์พร้อมด้วยสหายได้ร่วมกันสร้างไว้เพื่อเป็นพุทธบูชาสืบต่อพระพุทธศาสนา พระพิมพ์ดินเผานาดูนมีพุทธศิลป์ลวดลายลีลาอ่อนช้อยสวยงาม และเป็นศิลปะสมัยทวารวดีมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๖ หรือประมาณ ๑,๓๐๐ ปี เนื้อพระพิมพ์แข็งแกร่งมาก ใช้เลื่อยตัดเหล็กตัด ๒-๓ ขื้นจึงจะขาด พระพิมพ์บางองค์กลายเป็นเนื้อหิน สีเนื้อพระพิมพ์มี ๕ สีคือ สีหิน (สีน้ำตาลแก่) สีเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองมันปู สีชมพู(มีน้อยมาก) สีแดงหินทราย สีขาวนวล (สีเทาอ่อน) ในพระพิมพ์เกือบทุกพิมพ์จะมีรูปสถูปจำลองปรากฏอยู่เสมอและเป็นพระพิมพ์เล่าเรื่องพุทธประวัติที่มีความหมายอยู่ในตัว รูปลักษณะของพระพิมพ์เป็นแผ่นดินเผาซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น ๖ รูปลักษณะ คือ

            ๑. สามเหลี่ยมรูปใบไม้ หรือรูปหอย เช่น พระแผง๔๗ องค์ พระนั่งขัดสมาธิในชุ้มใบไม้ มีฐานตั้ง

            ๒. สามเหลี่ยมหน้าจั่ว เช่น พระแผง ๑๕ องค์พระแผง ๓๒ องค์ เป็นต้น

            ๓. สี่เหลี่ยมผืนผ้า เช่น พระพิมพ์ปางเสด็จดาวดึงส์ปางประทับยืนแสดงธรรม ปางประทับนั่งแสดงธรรม ฯลฯ

            ๔. สี่เหลี่ยมจัตุรัส เช่น พระพิมพ์ ๔ องค์ พระแผง๓๒ องค์ ฯลฯ

            ๕. ฐานเหลี่ยมยอดโค้ง เช่น พระพิมพ์นั่งขัดสมาธิบนบัลลังก์ชุ้มโพธิ์ฐานสูง พระพิมพ์นั่งขัดสมาธิบนบัลลังก์ฐานเตี้ย พระนั่งขัดสมาธิบนดอกบัวซุ้มโพธิ์ ฯลฯ

            ๖. แบบลอยตัวองค์เดียว เช่น พระปางนาคปรกพระปางลีลา ฯลฯ

            นอกจากจะแบ่งรูปลักษณะได้แล้วยังสามารถแบ่งออกเป็นปางต่างๆ ได้ ๘ ปาง คือ

            ๑) ปางแสดงธรรม จะมีอยู่ ๒ ลักษณะคือ ลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาททรงแสดงธรรม และลักษณะประทับยืนทรงแสดงธรรม

            ๒) ปางยมกปาฏิหาริย์ จะมีอยู่ ๒ แบบพิมพ์ คือแบบพิมพ์นูนสูง และแบบพิมพ์นูนต่ำ ทั้ง ๒ แบบพิมพ์จะมีลวดลายคล้ายคลึงกัน

            ๓) ปางมุจลินท์ หรือปางนาคปรก จะมีอยู่ ๓ แบบพิมพ์ คือ

            (๑) แบบพิมพ์นาคปรกเดี่ยว แบ่งออกเป็น ๒ แบบคือ แบบนาคปรกเดี่ยวอกนูน และแบบนาคปรกเดี่ยวอกราบไม่มีประภารัศมี

            (๒) แบบพิมพ์นาคปรกคู่ มี ๒ แบบ คือ แบบนาคปรกคู่ขนาดใหญ่ และแบบนาคปรกคู่ขนาดเล็ก

            (๓) แบบพิมพ์นาคปรกเดี่ยวประทับนั่งในชุ้มใบไม้มีฐานกลมตั้งได้

            ๔) ปางขัดสมาธิ แบ่งออกเป็น ๔ แบบพิมพ์ คือ

               (๑) แบบพิมพ์ประทับนั่งบนบัลลังก์ซุ้มโพธิ์ฐานสูง

               (๒) แบบพิมพ์ประทับนั่งบนบัลลังก์ชุ้มโพธิ์ฐานเดี้ย

               (๓) แบบพิมพ์ประทับนั่งขัดสมาธิบนดอกบัวซุ้มโพธิ์

               (๔) แบบพิมพ์ประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ขวายกขึ้นประทานพรอยู่ในซุ้มใบไม้มีฐานกลมตั้งได้

            ๕) ปางเสด็จดาวดึงส์ มี ๒ แบบพิมพ์ คือ

               (๑) แบบประทับยืนบนดอกบัว พระหัตถ์ทั้งสองยกขึ้นจับชายจีวร มีพระพุทธรูปปางสมาธิข้างละ ๔ องค์

               (๒) แบบประทับยืนบนดอกบัว พระหัตถ์ทั้งสองยกขึ้นจับชายจีวร มีพระพุทธรูปปางสมาธิข้างละ ๕ องค์ และมีสถูปจำลองข้างละ ๔ องค์

            ๖) ปางลีลา ประทับยืนบนดอกบัว ในลักษณะเอี้ยวตัวพระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นสูงระดับพระกรรณ พระพิมพ์นี้มีน้อยมากไม่เกิน ๑๕ องค์

            ๗) พระแผง มี ๓ ลักษณะแบบพิมพ์ คือ

                (๑) แบบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มี ๓ ขนาด คือขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก

                (๒) แบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีอย่างละ ๓ ขนาดคือ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก

                (๓) แบบรูปใบไม้หรือรูปหอย (มีไม่มาก)

                ๔) แผ่นดินเผารูปสถูปจำลอง ซึ่งจำลองแบบมาจากสถูปทองสำริดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งนับเนื่องเป็นปางเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

            กล่าวโดยสรุปแล้ว พระพิมพ์ดินเผานาดูนมีแบบพิมพ์ในรูปลักษณะต่างๆ ไม่น้อยกว่า ๔๐ แบบพิมพ์ และ "ความสำคัญของพระพิมพ์ดินเผานาดูนอยู่ที่ความแตกต่างในรายละเอียดของพระพิมพ์แต่ละชิ้น ความแตกต่างดังกล่าวย่อมมีความหมายอยู่ในตัวเอง อีกทั้งยังบอกถึงคติความเชื่อ ลัทธิศาสนาที่แฝงอยู่ด้วย" ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (G.COEDES)ได้กล่าวไว้ว่า "พระพิมพ์ในสมัยโบราณไม่ได้แสดงแต่เพียงรูปพระพุทธองค์แด่เพียงอย่างเดียว แด่ได้แสดงถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง หรือสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งเป็นการเฉพาะ" ซึ่งข้อความดังกล่าวมีปรากฏให้เห็นในพระพิมพ์ดินเผานาดูนอย่างเด่นชัดแล้ว

ธวัช ปุณโณทก เรียบเรียง

 

รุ้มทิศ

 

 

 

พระธาตุนาดูน

 

 

 

พระพิมพ์ดินเผาประดับอยู่ที่องค์พระธาตุนาดูน

 

 

 

พระพิมพ์ดินเผาศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕

 

 

 

กู่สันตรัตน์

 

 

 

พระพุทธรูปนาคปรกทรงเครื่องหินทราย ศิลปะขอมพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ พบที่กู่สันตรัดน์

 

 

 

กู่น้อย

 

 

 

เศียรพระพุทธรูปศิลปะขอม พุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙

 

 

 

สถานที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุ

 

 

 

สถูปสำริดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ(ภาพ : แหล่งท่องเที่ยวอีสานบน, กรมศิลปากร. ๒๕๓๔)

 

 

 

จารึกหลังพระพิมพ์ดินเผานาดูน

 

 

 

ปางมุจลินท์ (นาคปรก)

 

 

 

นั่งขัดสมาธิบนฐานบัว ซุ้มโพธิ์

 

 

 

ปางแสดงธรรม ประทับนั่งห้อยพระบาท