ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ไทยน้อย : อักษร

ภาค : อีสาน

ไทยน้อย : อักษร

          ตัวอักษรที่ใช้ในสังคมภาคอีสานกลุ่มวัฒนธรรมไทย-ลาว ก่อนที่จะรับตัวอักษรไทยปัจจุบันนั้น มีอักษรใช้ถึง๒ แบบ คือ

       ๑) อักษรตัวธรรม เป็นอักษรสกุลมอญ-พม่า คือมี ทรงกลม สะกดด้วยพยัญชนะครึ่งดัวไว้ไต้บรรทัดเหมือนอักขรวิธีอักษรขอม อักษรตัวธรรมนี้ได้พัฒนามาจากอักษรมอญโบราณ ผ่านทางอาณาจักรล้านนาเชียงใหม่ในสมัยราชวงศ์มังราย

          ๒) อักษรไทยน้อย เป็นอักษรสกุลอักษรไทยแต่มีอักขรวิธีอักษรตัวธรรมเข้าปะปนอยู่บ้าง และรูปสัณฐานของตัวอักษรบางตัวเปลี่ยนไปจากอักษรไทย (ลายสือไทยพ่อขุนรามคำแหง) มาก แต่กระนั้นก็ตามอักขรวิธีทั่วไปยังจัดอยู่ในกลุ่มอักษรไทย

           อักษรไทยน้อยและอักษรตัวธรรม เป็นอักษรที่ใช้ในสังคมลุ่มแม่น้ำโขงมาแต่สมัยโบราณ คือทั้งอาณาจักรล้านช้างและภาคอีสานของไทย โดยมีศูนย์กลางวัฒนธรรมที่อาณาจักรล้านช้าง (เมืองหลวงพระบาง และเมืองเวียงจันทน์) อักษรไทยน้อยนี้ใช้เป็นอักษรทางราชการของอาณาจักรล้านช้างและใช้บันทึกเรื่องราวที่เป็นคดีโลก ส่วนอักษรตัวธรรมนั้นชาวลุ่มแม่น้ำโขงจะใช้บันทึกพระธรรมคัมภีร์ ตำราวิชาการชาดก และคาถาอาคมต่างๆ ซึ่งถือกันว่าเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์(เหมือนชาวไทยภาคกลาง ใช้อักษรขอมบันทึกพระธรรมคัมภีร์และตำราวิชาการ ชาดก ฯลฯ)

           อักษรไทยน้อยนี้ใช้อย่างกว้างขวางในอาณาจักรล้านช้างและชาวอีสานกลุ่มวัฒนธรรมไทย-ลาว สืบต่อมา ครั้นเมื่อหัวเมืองภาคอีสานตกอยู่ใต้การปกครองของไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หัวเมืองในภาคอีสานยังใช้อักษรไทยน้อยเป็นอักษรทางราชการสืบต่อมา ฉะนั้นจึงพบเอกสารที่บันทึกด้วยอักษรไทยน้อยในภาคอีสานจำนวนมาก โดยเฉพาะวรรณกรรมนิทาน ลายจุ้ม (หนังสือราชการ ใบบอก)

         อักษรลาว อักษรลาวได้พัฒนาจากอักษรไทยน้อยในสมัยมีการพิมพ์หนังสือ โดยปรับปรุงรูปสัณฐานของอักษรบางตัวให้ตัวผายออก ตัดหางที่ยาวให้สั้นลง เพื่อสะดวกในการหล่อตัวพิมพ์ และเพิ่มวรรณยุกต์เอก โท ดังอักษรลาวในปัจจุบัน (ส่วนภาคอีสานไม่ได้ปรับปรุงอักษรไทยน้อยมาเป็นสัณฐานตัวพิมพ์ จึงยังคงรักษารูปสัณฐานเดิมของอักษรไทยน้อยไว้ ดังปรากฏอยู่ในเอกสารใบลานที่เรียกว่าหนังสือผูกทั่วไป)ต่อมาชาวอีสานได้รับอิทธิพลอักษรไทยสมัยมีการตั้งโรงเรียนสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นไป จนถึงสมัยประกาศใช้พระราช-บัญญัติประถมศึกษา ปี พ.ศ.๒๔๖๔ ชาวอีสานจึงเรียนอักษรไทยในโรงเรียน และเลิกเรียนอักษรไทยน้อยที่วัดตามระบบการศึกษาแบบจารีตของท้องถิ่น อักษรไทยน้อยจึงมีผู้อ่านได้น้อยมากในปัจจุบัน

๑. รูปแบบสัณฐานตัวอักษร

          อักษรไทยน้อยเป็นอักษรที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับอักษรไทย ทั้งรูปสัณฐานของตัวอักษร (Forms) และระบบอักขรวิธี(Orthography) ตามหลักฐานทางด้านศิลาจารึกนั้นพบว่าอักษรไทย หรือลายสือไทยพ่อขุนรามคำแหง มีอายุเก่ากว่าอักษรแบบอื่น ๆ ในสกุลอักษรไทย จากการศึกษาไม่พบศิลาจารึกในดินแดนภาคอีสานและลาวที่เป็นอักษรไทยที่มีอายุเก่ากว่าอักษรพ่อขุนรามคำแหง" ซึ่งศาสตราจารย์ดร.ประเสริฐ ณ นคร์ เขียนว่า "ไทยขาว ไทยดำ ไทยแดงเจ้าไทยในดังเกี้ย ผู้ไทยในญวนและลาว ปัจจุบันนี้ยังใช้อักษรที่กลายไปจากลายสื่อของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

         จากการศึกษาหลักฐานทางด้านศิลาจารึกในภูมิภาคอีสานของไทย ประกอบกับหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์พบว่าตัวอักษรไทยน้อยนั้นได้รับอักษรต้นแบบไปจากอักษรไทยสมัยพระยาลิไทย โดยเฉพาะอักษรในศิลาจารึกยุคแรกๆนั้น เป็นอักษรไทยสมัยพระยาลิไทย ยังไม่มีการปะปนกับอักษรตัวธรรม เช่น จารึกลายเขียนสีที่ผนังถ้ำนางอัน ห่างจากเมืองหลวงพระบางไปทางทิศตะวันตก ๒๕ กิโลเมตรเป็นจารึกสั้น ๆ ว่า "พ่พญา พระตบะใส่ไว พระโมหะไล่นี"(พ่อพระยา พระตบะใส่ไว้ พระโมหะไล่หนี) รูปแบบตัวอักษรและอักขรวิธี เป็นลักษณะเดียวกับอักษรไทยสมัยพระยาลิไทยแห่งสุโขทัย (พ.ศ.๑๘๙๐-๑๙๑๑) แต่ไม่ปรากฏศักราช ฉะนั้นจึงลงความเห็นว่าเป็นตัวอักษรที่ได้แบบอย่างมาจากลายสือไทยนั่นเอง หลังจากนั้นพบศิลาจารึกในสมัยไล่เลี่ยกัน คือ ศิลาจารึกพระธาตุร้างบ้านแร่ อำเภอพังโคนจังหวัดสกลนคร ลงศักราชตรงกับ พ.ศ.๑๘๙๓ ต่อมาปรากฏจารึกวัดแดนเมือง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายลงศักราชตรงกับ พ.ศ.๒๐๗๓ ซึ่งระยะเวลาห่างกัน ๑๘๐ ปีแต่อย่างไรก็ตาม หลัง พ.ศ.๒๐๐๐ เป็นต้นมา เราจะพบศิลาจารึกในภาคอีสานจำนวนมากที่เขียนด้วยอักษรไทยน้อยซึ่งอักษรในยุคหลังนี้จะเห็นการคลี่คลายสัณฐานของตัวอักษรต่างไปจากอักษรไทยสมัยพระยาลิไทย แต่กลับไปมีสัณฐานใกล้เคียงกับอักษรไทยฝักขามของภาคเหนือมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในสมัยพระเจ้าโพธิสาลราช (พ.ศ.๒๐๖๓-๒๐๙๓)แห่งอาณาจักรล้านช้างหรือสมัยก่อนหน้านี้ ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงได้สืบทอดวัฒนธรรม โดยเฉพาะพุทธศาสนาจากอาณาจักรล้านนาไทย (ภาคเหนือ) อย่างใกล้ชิด และยังมีความสัมพันธ์กันฉันเครือญาติระหว่างเจ้าครองนครทั้งสองดังกล่าวไว้แล้วข้างต้น การใกล้ชิดระหว่างผู้ครองนครทั้งสอง และการศึกษาพระธรรมคัมภีร์ทางพุทธศาสนามีส่วนอย่างมากที่ตัวอักษรฝักขามทางภาคเหนือจะเข้าไปมีอิทธิพลด่อตัวอักษรไทยที่ใช้อยู่ในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง ฉะนั้นในการแพร่กระจายอักษรสุโขทัยไปสู่ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงในลาวและภาคอีสานของไทยนั้นน่าจะสรุปได้ ๒ ระยะด้วยกัน ดังนี้

๑.๑ ระยะแรกของการแพร่กระจายอักษรสุโขทัยเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำโขงโดยตรง

          ตามที่เราพบศิลาจารึกในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงที่จารึกด้วยอักษรสุโขทัย คือ ศิลาจารึกวัดแดนเมือง ๑ ยังไม่ปรากฏอักขรวิธีแบบอักษรตัวธรรมเข้าปะปนนั้น ทำให้เข้าใจได้ว่ามีการสืบทอดทางด้านอักษรศาสตร์จากสุโขทัยสู่ภูมิภาคอีสานและล้านช้างจากสุโขทัยโดยตรง ซึ่งมีเหตุผลพอที่จะอธิบายได้๒ ประการ คือ

          ๑) เหตุผลทางด้านประวัติศาสตร์ จากหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์พบว่า อาณาจักรสุโขทัยได้ติดต่อกับดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงและมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในฐานะที่เป็นรัฐไทยด้วยกัน เช่น ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงได้กล่าวว่าดินแดนของอาณาจักรสุโขทัยได้ขยายมาถึงลุ่มแม่น้ำโขงและได้กล่าวถึงชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงอยู่หลายครั้งในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง เช่น

        - กลางเมืองสุโขทัยนี้ตระพังโพยสีใสกินดีดังกินน้ำโขงเมื่อแล้ง

       - ทั้งมากาวลาวและไทย เมืองใต้หล้าฟ้า...ไทยชาวอูชาวของมาออก

       - เท่าฝั่งของ ถึงเวียงจันทน์เวียงคำเป็นที่แล้ว

        จากศิลาจารึกหลักที่ ๑ นี้จะเห็นได้ว่าให้ความสำคัญ กับดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าดินแดนส่วนอื่นๆอันแสดงให้เห็นว่าชาวเมืองสุโขทัยรู้จักชาวลุ่มน้ำอู แม่น้ำโขงอย่างดี และคงจะเคยดื่มน้ำโขงยามฤดูแล้งจนติดอกติดใจจึงได้เปรียบเทียบว่าน้ำในตระพังโพยสีนี้รสชาติดีเหมือนน้ำในแม่น้ำโขงไว้ในศิลาจารึกด้วย รวมทั้งชุมชนบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงเช่น เมืองเวียงจันทน์เวียงคำ เมืองชะวา (ชื่อเดิมของเมืองหลวงพระบาง) ชาวอูชาวของ เป็นต้น

         ครั้นสมัยรัชกาลพระยาลิไทยนั้น ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงได้มีผู้นำชุมชนรวบรวมเป็นรัฐเอกราชชื่อว่าพระเจ้าฟ้างุ้ม ซึ่งเป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์ในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงสืบต่อมาส่วนพระยาลิไทยเองก็ยอมรับความเป็นเอกราชของพระเจ้าฟ้างุ้มดังปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ ๘ (เขาสุมนกูฏ) ว่า

           "...เบื้องตะวันออก....เถึงของพระญาท้าวฟางอม..."๖)

          แสดงให้เห็นว่าพระยาลิไทยยอมรับรัฐของพระเจ้าฟ้าง้อม(ฟ้างุ้ม) นั้นเป็นเอกราช ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานศิลาจารึกปรากฏชัดว่าสุโขทัยมีความสัมพันธ์กับรัฐของพระเจ้าฟ้างุ้ม แต่ในหลักฐานตำนานมูลศาสนา ซึ่งเป็นตำนานการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เรียบเรียงโดยพระเถระเชียงใหม่ ๒ รูป คือพระพุทธพุกาม กับ พระพุทธญาณเจ้า และสันนิษฐานกันว่าเรียบเรียงขึ้นระหว่าง พ.ศ.๒๐๐๐-๒๐๑๑" เป็นครั้งแรกซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์มากกว่าเอกสารอื่นๆ (เว้นศิลาจารึก)ได้กล่าวถึงพระภิกษุเมืองสุโขทัย ๔ รูป ที่ไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่สำนักพระอุทุมพรมหาสวามีแห่งเมืองพัน (ลัทธิลังกา-วงศ์แบบรามัญ) ซึ่งเป็นพุทธศาสนาที่ฟื้นฟูขึ้นในรัชสมัยพระยาสิไทย ครั้นกลับมาถึงเมืองสุโขทัยแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปเผยแผ่พุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์แบบรามัญในรัฐที่เป็นชนชาติไทย ดังนี้

          "ล้ำขาเจ้าทั้ง ๔ คน เจ้าปิยทัสสีเอาศาสนาไปประดิษฐานในอโยธยา คนทั้งหลายก็ให้เป็นมหาสวามีนั้นแล เจ้าสุวัณณคีรีเอาศาสนาไปประดิษฐานในเมืองชะวา (ชื่อเดิมของเมืองหลวงพระบาง) คนทั้งหลายก็ให้เป็นมหาสวามีนั้นแล เจ้าเวสสภูเอาศาสนาไปประดิษฐานในเมืองน่าน คนทั้งหลายก็ให้เป็นมหาสวามีนั้นแล เจ้าอานนท์ก็ปฏิบัติอยู่ในป่ามะม่วงในเมืองสุโขทัยแทนที่เจ้าสุมนะนั้นแล เจ้าสุมนะเอาศาสนาไปประดิษฐานในนเมืองเชียงใหม่โพ้นนั้นแล เจ้าทั้งหลาย คือ เจ้าพุทธสาคร ๑เจ้าสุชาตะ ๑ เจ้าเขมะ ๑ เจ้าสัทธาติสสะ ๑ นั้นช่วยกันปฏิบัติอยู่ในเมืองกลาง คือว่า ๒ แควนั้นแล."๘)

         จากบันทึกในตำนานมูลศาสนาที่ยกมาข้างต้นนี้ให้ความสำคัญ ๒ ประการ คือ ประการแรก เมืองสองแคว(พิษณุโลก) เป็นเมืองกลางนั้นหมายถึงเมืองหลวง ตามหลักฐานประวัติศาสตร์พระยาลิไทยได้มาประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกไม่น้อยกว่า ๗ ปี และได้สร้างศาสนสถานที่พิษณุโลกจำนวนมาก ดังมีปรากฏอยู่ในศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ(หลักที่ ๘) ด้านที่ ๔ ว่า "อยู่ในเมืองสองแควได้เจ็ดเข้า(เจ็ดปี) จึงนำพลมา มีทั้งชาวสระหลวง สองแคว ปากยมพระบาง ชากังราว สุพรรณภาว นครชุม เมืองพาน เมือง...เมืองราด เมืองสะค้า เมืองหล่มบาจาย เป็นบริพารจึงขึ้นมานบพระบาทลักษณ์ อันตนหากประดิษฐานแต่ก่อนเหนือจอมเขาสุมนกูญนี้ จึงจารึกนี้ไว้อีกโสดหนึ่ง" ฉะนั้นความในตำนานมูลศาสนาที่กล่าวว่าเมืองสองแควเป็นเมืองกลาง(เมืองหลวง) คือเป็นเหตุการณ์ในสมัยพระยาลิไทยอย่างถูกต้อง และอีกประการหนึ่งตามตำนานมูลศาสนาบันทึกการเผยแผ่พุทธศาสนานั้นน่าจะถูกต้อง เพราะว่าพระสุมนเถระไปเผยแผ่ศาสนาที่ภาคเหนือนั้น ได้สร้างศิลาจารึกวัดพระยืนเมื่อ พ.ศ.๑๙๑๓ อันเป็นหลักฐานพยานที่รับกันและตัวอักษรที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกวัดพระยืน (หลักที่ ๖๒)จังหวัดลำพูนนั้น เป็นอักษรสมัยพระยาลิไทยทุกประการนั่นคือสัณฐานตัวอักษร และอักขรวิธียังไม่มีอักษรพื้นเมืองที่เรียกว่า อักษรยวน หรืออักษรล้านนาของภาคเหนือเข้ามาปะปนเลย แสดงให้เห็นว่าพระสุมนเถระ ชาวสุโขทัยที่นำพุทธศาสนาลังกาวงศ์แบบรามัญไปเผยแผ่ในครั้งนั้นได้ใช้ตัวอักษรสมัยพระยาลิไทยบันทึกพระธรรม และเรื่องราวทางพุทธศาสนา เป็นการแพร่กระจายตัวอักษรไทยไปสู่ชุมชนไทยอื่นๆ ที่นอกอาณาเขตสุโขทัย ส่วนสานุศิษย์ของพระสุมนเถระในภาคเหนือ ก็ยอมรับอักษรสุโขทัยอีกด้วย

         ๒) เหตุผลทางด้านรูปแบบตัวอักษร พระสุวัณณคีรีเถระที่นำพุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่เมืองหลวงพระบาง ก็คงจะนำตัวอักษรสุโขทัยสมัยพระยาลิไทยไปใช้บันทึกเรื่องราวทางพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นการแพร่กระจายอักษรสุโขทัยไปสู่ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงด้วย เช่น จารึกลายเขียนสีแดงที่ผนังถ้ำนางอัน (ห่างจากเมืองหลวงพระบางไปทางทิศตะวันตก๒๕ กิโลเมตร) เป็นตัวอย่างอักษรสมัยพระยาลิไทยที่เข้าไปสู่ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงในสมัยนั้นหรือในสมัยไล่เลี่ยหลังจากนั้น ถึงแม้ว่าจะพบเพียงจารึกสั้นๆ ก็ตาม แต่ก็พอให้เราทราบรูปสัณฐาน (Form) ของตัวอักษรได้อย่างดีส่วนศิลาจารึกวัดแดนเมือง สร้าง พ.ศ.๒๐๗๓ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ห่างกันมาก พบว่าอักขรวิธีของอักษรตัวธรรมเข้าไปปะปนบ้าง แต่รูปแบบตัวอักษรยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนักแสดงให้เห็นว่าตัวอักษรสุโขทัยที่แพร่กระจายไปในสมัยพระยาลิไทยนั้น ก็ยังได้ใช้สืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อของอิทธิพลวัฒนธรรม (ศาสนา อักษรศาสตร์) จากล้านนาเชียงใหม่เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง

๑.๒ ระยะที่สองเป็นการแพร่กระจายอักษรสุโขทัยเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำโขงโดยผ่านทางอาณาจักรล้านนาเชียงใหม่

          ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า พระสุมนเถระได้ไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองเชียงใหม่ และได้สร้างศิลาจารึกวัดพระยืนพ.ศ.๑๙๑๓ ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเป็นอักษรต้นแบบของอักษรไทยฝักขามในภาคเหนือ นั่นคือสัณฐานและอักขรวิธียังรักษาลักษณะอักษรสมัยพระยาลิไทยไว้ทุกประการ ภายหลังต่อมาเริ่มปรากฏว่าได้มีอักษรพื้นเมืองที่เรียกว่า อักษรยวน (หรืออักษรตัวเมือง หรืออักษรล้านนาไทย) ได้เข้ามาปะปนเริ่มแรกมีอักษรพื้นเมืองเข้ามาปะปนเล็กน้อยและค่อยๆ มากขึ้นตามลำดับ หรือตามความนิยมในแต่ละสมัย อักษรที่เป็นรูปแบบอักษรไทยฝักขามเริ่มแรก ได้แก่ จารึกวัดสุวรรณวิหาร จังหวัดเชียงราย ลงศักราชตรงกับ พ.ศ.๑๙๕๔ หลังจากนั้นอักษรไทยสมัยพระยาลิไทยในภาคเหนือก็มีอักษรพื้นเมืองปะปนมากขึ้น เรียกว่า อักษรไทยฝักขามหรืออักษรฝักขาม ซึ่งใช้กันกว้างขวางในอาณาจักรล้านนาเชียงใหม่ โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าติโลกราชเป็นต้นมา การศาสนาและอักษรศาสตร์ของภาคเหนือเจริญรุ่งเรืองมาก ได้มีการสร้างศิลาจารึกโดยใช้อักษรไทยฝักขามเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการพัฒนารูปแบบอักษรไทยอีกรูปแบบหนึ่ง อันมีอักษรสุโขทัยเป็นอักษรต้นแบบ (Prototype)

            ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศาสนาและอักษรศาสตร์ของภาคเหนือนี้ มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้รูปแบบตัวอักษรไทยฝักขามที่เจริญรุ่งเรืองในภาคเหนือ เข้าสู่อาณาจักรล้านช้างโดยการสืบทอดพุทธศาสนาและความสัมพันธ์ฉันเครือญาติระหว่างผู้ครองนครรัฐทั้งสอง การแพร่กระจายของตัวอักษรภาคเหนือเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำโขง มีเหตุผล ๒ ประการ

          ๑) เหตุผลทางด้านประวัติศาสตร์ ชนชาติไทยลุ่มน้ำโขง (ลาวและอีสาน) มีความใกล้ชิดกับภาคเหนือทางด้านเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม มากกว่าภาคกลางโดยเฉพาะวรรณกรรมอีสานและภาคเหนือมีโครงเรื่องเดียวกันเนื้อหาเดียวกันจำนวนมาก แตกต่างแต่สำนวนภาษาเท่านั้น เช่น เรื่องท้าวก่ำกาดำ นางผมหอม (ภาคเหนือเรียกว่า ช้างโพงนางผมหอม) ลิ้นทอง (ภาคเหนือเรียกว่าสุวรรณชิวหาลิ้นคำ) มหาชาติฉบับภาคเหนือและอีสานเกือบจะเป็นสำนวนเดียวกัน ฯลฯ ซึ่งวรรณกรรมเหล่านั้นส่วนใหญ่ภาคกลางจะไม่มี แสดงว่าในภูมิภาคทั้งสองนั้นได้มีการสืบทอดวัฒนธรรมกันเสมอมา ไม่เพียงแต่ว่าในภูมิภาคทั้งสองนั้นแยกตัวมาจากบริเวณเมืองเชียงแสน กระจัดกระจายไปสร้างบ้านแปลงเมือง แสวงหาทำเลตั้งภูมิลำเนาทำมาหากินและแยกตัวเป็นรัฐอิสระในที่สุด

         ในสมัยหลังต่อมา โดยเฉพาะสมัยตอนปลายราชวงศ์มังราย (ล้านนาไทย) นับตั้งแต่สมัยพระเจ้าติโลกราช(พ.ศ.๑๙๘๔-๒๐๓๐) เป็นต้นมา พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองมาก ประกอบกับมีพระภิกษุที่ศึกษาเล่าเรียนภาษาบาลีและสันทัดในพระไตรปิฎกอย่างยอดยิ่งจำนวนมาก และพระคัมภีร์เหล่านั้นได้แพร่กระจายไปสู่อาณาจักรล้านช้าง ซึ่งเราพบว่าในสมัยพระเจ้าวิชุลราชแห่งล้านช้าง (พ.ศ.๒๐๔๓-๒๐๖๓) ได้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา สันนิษฐานว่าพระภิกษุล้านช้างคงได้มาศึกษาพระธรรมคัมภีร์ในอาณาจักรล้านนา (เพราะว่าได้มีการทำสังคายนาพระไตรปิฎก เมื่อพ.ศ.๒๐๒๐ ที่อาณาจักรล้านนาสมัยพระเจ้าดิโลกราช) และในสมัยต่อมาพระโพธิสาลราช ผู้เป็นโอรสได้ครองราชสมบัติล้านช้างสืบต่อมา พ.ศ.๒๐๖๓-๒๐๙๓ ได้ดำเนินนโยบายตามพระราชบิดา คือได้ใฝ่ใจทำนุบำรุงพุทธศาสนา ในสมัยนี้ได้ส่งราชทูตมาขอพระเทพมงคลเถระกับบริวาร พร้อมทั้งพระธรรมคัมภีร์จากเมืองเชียงใหม่ในรัชสมัยพระเมืองแก้ว(พ.ศ.๒๐๓๘-๒๐๖๘) เมื่อปี พ.ศ.๒๐๖๖ จำนวน ๖๐คัมภีร์๒) ดังกล่าวแล้ว ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังพบหลักฐานว่าพระเถระผู้ใหญ่ของล้านช้างสมัยเดียวกันนี้เป็นผู้ที่ศึกษาศาสนาพุทธจากอาณาจักรล้านนา เช่น พระสังฆราชสิริจันโทศึกษาบวชเรียนที่วัดศรีบุญเรือง เมืองน่าน พระมหาสมุทโฆสได้ศึกษาพระธรรมที่เมืองเชียงใหม่)

          นอกจากนี้กษัตริย์ทั้งสองเมืองมีความใกล้ชิดกันฉันเครือญาติ ดังประวัติศาสตร์กล่าวว่า โอรสของพระเจ้าโพธิสาลราชแห่งล้านช้าง คือ พระไชยเชษฐาธิราชได้มาครองเมืองเชียงใหม่ (เพราะเชียงใหม่ขาดผู้สืบเชื้อสายจึงไปเชิญเอาพระราชวงศ์ฝ่ายแม่) เมื่อ พ.ศ.๒๐๙๑-๒๐๙๓ ) ครั้นเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเสด็จกลับเมืองล้านช้างในครั้งนั้น(พ.ศ.๒๐๙๓) ได้นำพระแก้วมรกต พระแทรกคำ และนักปราชญ์ราชบัณฑิตติดตามจำนวนมาก ฉะนั้นเอกสารต่างๆ ของภาคเหนือย่อมเข้าไปสู่เมืองล้านช้างในรัชสมัยพระโพธิสาลราชและรัชสมัยพระไชยเชษฐาธิราชจำนวนมาก ซึ่งอักษรไทยฝักขามที่ใช้อย่างกว้างขวางในเมืองล้านนาเชียงใหม่ในสมัยนั้นจึงแพร่กระจายไปพร้อมกับเอกสารทางพุทธศาสนาและวิชาการในครั้งนั้นด้วย ฉะนั้นตัวอักษรไทยฝักขาม (ไม่แตกต่างไปจากอักษรสมัยพระยาลิไทยที่เข้าไปมีอิทธิพลอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงก่อนหน้านี้) จึงเข้าไปมีอิทธิพลต่ออักษรไทยสมัยพระยาลิไทยที่ใช้อยู่ก่อนแล้วเป็นทวีคูณ ประกอบกับชาวล้านช้างมีอักษรดัวธรรมซึ่งเป็นสัณฐานเดียวกับอักษรยวนของเมืองเชียงใหม่อีกแบบหนึ่ง จึงทำให้การรับอักษรไทยฝักขามนั้นสะดวกสบายอักษรสมัยพระยาลิไทยผสมผสานกับอักษรไทยฝักขามที่รับเข้าไปในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง ได้รวมตัวพัฒนารูปแบบอักษรประจำกลุ่มคนไทยลุ่มแม่น้ำโขง ในที่สุดรูปสัณฐานต่างไปจากอักษรต้นแบบจึงมีชื่อเรียกว่า "อักษรไทยน้อย" และอักษรไทยน้อยในระยะต้นนี้เป็นอักษรต้นแบบของอักษรไทยน้อยในสมัยหลัง (อักษรไทยน้อยที่จารึกในใบลานทั้งในอีสานและลาว)อักษรไทยดำ อักษรไทยดังเกี้ย รวมทั้งอักษรลาวปัจจุบันด้วย

        ๒) เหตุผลทางด้านตัวอักษร จากการศึกษาศิลาจารึกที่สร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ตอนปลาย ในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงทั้งในลาวและอีสาน พบว่าอักษรไทยน้อยมีลักษณะเดียวกับอักษรไทยฝักขามในภาคเหนือ ทั้งรูปแบบและตัวอักษรโดยเทียบกันตัวต่อตัว และมีอักษรตัวธรรม (บางตัว)และอักขรวิธี (บางส่วน) ของอักษรตัวธรรมเข้ามาปะปนกับอักษรไทยน้อย ซึ่งรูปแบบของอักษรตัวธรรมและอักขรวิธีที่เข้ามาปะปนนั้นก็คือรูปแบบอักษรยวนของเชียงใหม่เข้ามาปนกับอักษรฝักขาม (อักษรยวนเชียงใหม่และอักษรตัวธรรมอีสานพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ เหมือนกันทุกประการ) ฉะนั้นจึงเชื่อได้ว่าอักษรไทยน้อยนั้นได้รับอิทธิพลจากอักษรไทยฝักขามของภาคเหนืออีกระลอกหนึ่ง และได้พัฒนาสัณฐานและระบบอักขรวิธีของตัวอักษรไทยในดินแดนดังกล่าว ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป จนพบว่าตัวอักษรไทยที่ใช้กันอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงมีรูปแบบเฉพาะของตน เรียกชื่อว่า "อักษรไทยน้อย"และค่อยพัฒนาต่างไปจากอักษรไทยฝักขาม และอักษรสุโขทัยมากขึ้นตามลำดับ

๒. การพัฒนาสัณฐานตัวอักษรไทยน้อย

          อักษรไทยน้อยที่นับว่าเป็นอักษรต้นแบบ น่าจะได้แก่จารึกวัดแดนเมืองสร้างปี พ.ศ.๒๐๗๓ (ต่อไปจะเรียกว่า ด.๑)และจารึกวัดแดนเมืองสร้างปี พ.ศ.๒๐๗๘ (เรียกว่า ด.๒)จารึกวัดแดนเมือง ด.๑ นี้เป็นจารึกที่มีอายุมากที่สุดที่พบในขณะนี้ (ยกเว้นศิลาจารึกพระธาตุร้างบ้านแร่สกลนคร และจารึกลายเขียนสีถ้ำนางอัน เมืองหลวงพระบาง) ทั้งในประเทศลาวและภาคอีสาน ถึงแม้ว่ารูปแบบและตัวอักษรยังคงเค้าของตัวอักษรไทยสมัยสุโขทัยอยู่โดยทั่วไป แต่ก็ได้พบว่ามีแนวโน้มที่จะคลี่คลายรูปสัณฐานต่างออกไป เช่น การเขียน หน (ห. นำตัวน.) ใช้วิธีเขียนตัวพยัญชนะติดกันในลักษณะย่อ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของอักขรวิธีอักษรไทยน้อยที่นิยมนำมาใช้ในสมัยหลัง(ไม่พบการเขียนตัวอักษรประสมกันเช่นนี้ในอักษรไทยสมัยสุโขทัย) เช่น

           ส่วนศิลาจารึกวัดแดนเมือง ด.๒ (พ.ศ.๒๐๗๘) และจารึกวัดผดุงสุข (พ.ศ.๒๐๙๔) จังหวัดหนองคาย พบว่าได้นำวิธีการประสมพยัญชนะแบบอักษรไทยฝักขามเข้ามาใช้มากขึ้นนั่นคือได้มีการนำอักขรวิธีของอักษรตัวธรรมอีสานและรูปพยัญชนะครึ่งตัวของอักษรตัวธรรมเข้ามาใช้ปะปน (อักษรตัวธรรมคืออักษรยวนในภาคเหนือ ที่นำมาใช้ในลุ่มแม่น้ำโขงนั่นเอง) แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของอักษรไทยฝักขามเข้ามาสู่อักษรไทยน้อยในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงได้เด็มรูปแบบในระยะสมัยก่อน พ.ศ.๒๐๙๔ อักขรวิธีและอักษรตัวธรรมที่เข้ามาปะปน ได้แก่ ตัวครึ่ง

          ตัวอักษรไทยน้อยใช้อย่างกว้างขวางต่อมาในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยเขียนจารทั้งในศิลาจารึกและเอกสารใบลานควบคู่กับอักษรตัวธรรมที่ปรากฏอยู่ในท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำโขงในสมัยไล่เลี่ยกับอักษรไทยน้อย แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา เราพบอักษรไทยน้อยเขียนจารในศิลาจารึกมีจำนวนน้อย กลับนิยมใช้อักษรไทยน้อยเขียนจารลงในใบลานและกระดาษข่อย (ส่วนใหญ่จะเป็นใบลาน) และกลับพบว่าประชาคมอีสานและในลาวนิยมใช้อักษรตัวธรรมเขียนจารในศิลาจารึกแทนที่มากขึ้น เช่น จารึกวัดป่าใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี จารึกบ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น

         อักษรไทยน้อยนี้ได้ใช้เป็นตัวอักษรทางราชการของกลุ่มไทย-ลาวเรื่อยมา คือใช้เขียนบันทึกเรื่องราวเอกสาร หนังสือราชการ (หนังสือจุ้ม) ของลาวและอีสาน ส่วนอักษรตัวธรรมมักจะใช้เขียนเรื่องราวทางพุทธศาสนา คือ ชาววัดมักนิยมใช้อักษรตัวธรรม ฉะนั้นอักษรไทยน้อยนี้จึงเป็นอักษรที่มีความสำคัญต่อประชาคมไทย-ลาวเรื่อยมา กล่าวคือ ผู้ที่สนใจจะศึกษาเล่าเรียนต้องเรียนอักษรไทยน้อย (ชาวอีสานเริ่มเรียนอักษรไทยปัจจุบันเมื่อมีระบบโรงเรียนตาม พ.ร.บ.ประถมศึกษาพ.ศ.๒๔๖๔) ส่วนในประเทศลาวก็ใช้อักษรไทยน้อยเรื่อยมาเช่นเดียวกัน ภายหลังเมื่อมีระบบการพิมพ์กว้างขวางขึ้น ก็ได้มีการปรับปรุงรูปแบบตัวอักษรไทยน้อย (บางตัว) เช่น ดัดหางให้สั้นลง หรือปรับปรุงสัณฐานบางตัวให้ทำแม่พิมพ์ง่ายขึ้นพร้อมทั้งมีการเพิ่มเครื่องหมายวรรณยุกต์กำกับเสียง (วรรณยุกต์เอก โท) เหมือนกับอักษรไทย ฉะนั้นตัวอักษรลาวก็คือตัวอักษรที่พัฒนารูปแบบไปจากตัวอักษรไทยน้อยนั่นเอง

          อักษรไทยน้อยนี้ได้แพร่กระจายไปสู่ชาวผู้ไทยดำ (หรือไทยดำ) ในดังเกี้ยด้วย จากการศึกษารูปแบบของตัวอักษรไทยดังเกี้ยแล้ว น่าจะสันนิษฐานได้ว่าชาวไทยตังเกี๋ยได้รับอักษรไทยไปใช้นานมาก เพราะว่าได้มีการพัฒนารูปสัณฐานตัวอักษรต่างไปจากอักษรต้นแบบมาก ซึ่งศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์เขียนว่า

        "ตัวอักษรไทยตั้งเกี๋ยแปลกกับอักษรไทยอื่นๆ เพราะ เหตุว่าชนชาติไทยในดังเกี่ยอยู่กระจัดกระจายเป็นพวกๆปนกับชาติอื่น มี ญวน ม่าน แม้ว เป็นต้น และอยู่ไกลจากพวกไทยที่ศิวิไลซ์ ตัวอักษรจึงเสื่อมเลวลงไปทุกที ถ้าสังเกตลักษณะตัวอักษรไทยดังเกี๋ยดูเหมือนเขาแปลงมาจากอักษรไทยล้านช้าง (อักษรไทยน้อยของลาว) ตั้งแต่ครั้งอักษรล้านช้างยังคล้ายคลึงกับอักษรไทยสุโขทัย แต่รูปสัณฐานเพี้ยนและเลวลงทุกที" ๑๗)

         ฉะนั้นอักษรไทยดังเกี้ยเป็นอักษรไทยอีกแบบหนึ่ง ซึ่งได้มีการพัฒนาอยู่ช้านานจนรูปสัณฐาน ตัวอักษรแตกต่างไปมากประกอบกับชาวตังเกี้ยไม่ค่อยจะได้มีความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรมทางด้านการเมืองกับไทยอื่นๆ มากนัก (นอกจากลาว)เป็นปัจจัยที่ทำให้รูปแบบของตัวอักษรไทยดังเกี่ยได้พัฒนาอย่างโดดเดี่ยว จึงมีสัณฐานแปลกกว่าอักษรไทยอื่นๆ มากแต่อย่างไรก็ตามระบบอักขรวิธีนั้นยังรักษาการประสมอักษร

ของอักขรวิธีไทยไว้ นอกจากนี้อักษรยังคงรักษาเค้าของตัวอักษรไทยไว้อยู่มากเช่นเดียวกัน

๓. อักขรวิธีอักษรไทยน้อย

        พยัญชนะอักษรไทยน้อยในสมัยอยุธยา ทั้งในศิลาจารึกและเอกสารลายจุ้มอันเป็นเอกสารทางราชการของล้านช้าง(ส.ป.ป.ลาว) พบว่ามีตัวพยัญชนะเกือบจะเท่ากับพยัญชนะอักษรไทยสมัยสุโขทัย (ไม่พบ ข.ขวด ต.คน ฉ ฎ ฎ  ฒ ฬ) มีพยัญชนะจำนวนหนึ่งที่ไม่ค่อยจะนิยมใช้ เช่น ฉ ฎ ฏๆ ฒ ฬ แต่จะกล่าวว่าไม่มีก็ไม่ชัดนัก เพราะใช้รูปพยัญชนะของอักษรตัวธรรมปะปนกันอยู่โดยทั่วไป ครั้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เอกสารใบลานซึ่งใช้บันทึกวรรณกรรมพื้นบ้านและเอกสารทั่วไปของเอกชนนั้น พยัญชนะอีกจำนวนหนึ่งไม่นิยมใช้กัน จนเกือบจะไม่มีใช้ในเอกสารใบลาน ได้แก่ ฆ ญ ณ ธ ภ ศ ษ

       ๑. พยัญชนะ

        ฉะนั้นจากการศึกษาเอกสารใบลานที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในวัดภาคอีสานและล้านช้างในปัจจุบันจึงพบพยัญชนะอักษรไทยน้อยเพียง ๒๕ รูป ซึ่งก็มีเสียงพอที่จะใช้เขียนภาษาท้องถิ่น นอกจากนั้นยังอาจจะมีพยัญชนะประสมบางตัว(บางลายมือก็ไม่นิยมใช้) อีกส่วนหนึ่ง ดังนี้

หมายเหตุ

        เสียง /ฉ/ ภาคกลาง ภาษาถิ่นอีสานและลาวจะ ออกเสียงเป็น /ส/

         เสียง /ช/ ภาคกลาง ภาษาถิ่นอีสานและลาวจะ ออกเสียงเป็น /ซ/

         เสียง /ร/ ภาคกลาง ภาษาถิ่นอีสานและลาวจะ ออกเสียงเป็น /8/

           ตัวเฟื้องของอักษรธรรมจะนำมาปะปนอยู่จำนวนหนึ่งเพื่อเขียนพยัญชนะประสม คือ นำตัวเฟื้องอักษรตัวธรรมมาเขียนประสมกับพยัญชนะเต็มไทยน้อย

๒. รูปสระ

          สระอักษรไทยน้อยจะปรากฏเฉพาะเสียงสระที่จำเป็นใช้จริงๆ ส่วนเสียงสระประสมจะพบเพียงสระเสียงยาว สระไทยน้อยมี ๒๓ รูป ดังนี้

         ๓. วรรณยุกต์

        วรรณยุกต์ไม่ปรากฏว่ามีใช้ในเอกสารใบลานทั้งในภาคอีสานและ ส.ป.ป.ลาว แต่ภายหลังในประเทศลาวได้ปรับปรุงอักษรไทยน้อยเป็นอักษรทางราชการ จึงเพิ่มวรรณยุกต์และเปลี่ยนแปลงรูปทรงตัวอักษรเล็กน้อย เพื่อสะดวกในการพิมพ์

         ๔. วิธีประสมอักษร

          วิธีประสมอักษรใช้ระบบเดียวกับอักขรวิธีอักษรไทยนั่นคือวางตัวสะกดไว้บนบรรทัดเดียวกับพยัญชนะต้น และวางสระไว้รอบพยัญชนะต้น ส่วนตัวควบกล้ำ (พยัญชนะประสม) ใช้ตัวครึ่ง หรือตัวเฟื้องของพยัญชนะอักษรตัวธรรมมาปะปนบ้าง

          ตัวอย่างอักษรไทยน้อย (คัดลอกจากเรื่องสมาสสงสาร)


อธิบายศัพท์

          อวย          - ผินหน้า หันหน้า

          นำ             - ตาม ติดตาม

          ถี่               - ละเอียด ถี่ถ้วน

          แม้ง            - ปรารถนา (พระตนแม้ง หมายถึง พระพุทธเจ้า)

          ยินอินดู        - รู้สึกเอ็นดู

          ค้อยๆ          - ต่อเนื่อง

          แกวด          - ตราไว้

          ย้าน             - กลัวเกรง

          สิ                  - จะ

          ยอ                 - ยกให้

          เอื้อเคือ            - สวยงาม

           สะ                  - สละ

          ก้วง                  - กว้าง

๔. สรุปอักษรภาคอีสาน (อักษรตัวธรรมและอักษรไทยน้อย)

        ชาวไทยภาคอีสานกลุ่มที่พูดภาษาถิ่นไทย (หรือภาษาไทย-ลาว) มีอักษรของตนเองใช้ ๒ ชนิด คือ อักษรตัวธรรมและอักษรไทยน้อย อักษรตัวธรรมใช้จดบันทึกเอกสารทางพระพุทธศาสนา เช่น พระธรรมคัมภีร์ วรรณกรรมชาดกต่างๆส่วนอักษรไทยน้อยใช้จดเรื่องทั่วไป และเป็นอักษรทางราชการของอาณาจักรล้านช้างมาตั้งแต่สมัยโบราณ

          อักษรทั้งสองชนิดในภาคอีสานและอาณาจักรล้านช้าง (ส.ป.ป.ลาว) เป็นอักษรคนละสกุล นั่นคือ อักษรตัวธรรมเป็นอักษรสกุลมอญ ส่วนอักษรไทยน้อยเป็นอักษรสกุลพ่อขุนรามคำแหง อักษรตัวธรรมนั้นได้พัฒนาจากอักษรมอญโบราณที่ปรากฏอยู่ในภาคเหนือสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘โดยแพร่กระจายผ่านอาณาจักรล้านนาเชียงใหม่ สมัยราชวงศ์มังราย จากการศึกษาศิลาจารึกในเวียงจันทน์และหลวงพระบางพบจารึกที่มีอายุมากที่สุด ได้แก่ จารึกฐานพระพุทธรูปวัดสีสะเกด เวียงจันทน์ ลงศักราช พ.ศ.๒๐๓๓ และจารึกวัดสังคโลกเทวาลัย เมืองหลวงพระบาง ลงศักราช พ.ศ.๒๐๗๐ และจารึกฐานพระประธานในโบสถ์วัดพระธาตุพนมจังหวัดนครพนม พ.ศ.๒๐๔๖

          ส่วนอักษรไทยน้อยได้รับอักษรต้นแบบจากอักษรสมัยสุโขทัย ดังปรากฏจารึกถ้ำนางอัน เมืองหลวงพระบางมีสัณฐานตัวอักษรเหมือนกับอักษรไทยสมัยพระเจ้าลิไทยส่วนจารึกอักษรไทยน้อยที่มีอายุเก่าที่สุด ได้แก่ จารึกวัดแดนเมือง ๑ สร้าง พ.ศ.๒๐๗๓ พบว่ามีอักขรวิธีอักษรตัวธรรมเข้าไปปะปนมากขึ้นตามลำดับ และทรวดทรงใกล้เคียง

กับอักษรไทยฝักขามของภาคเหนือ แต่ภายหลังต่อมารูปสัณฐานอักษรไทยน้อยได้พัฒนาต่อไปจนสัณฐานห่างกับอักษรฝักขามมากขึ้น ส่วนอักขรวิธีอักษรไทยน้อย ยังคงรักษาระบบอักขรวิธีไทยไว้มาก โดยเฉพาะการวางตัวสะกดไว้บนบรรทัดเหมือนอักษรไทย

         ในการพิจารณาทางด้านวิวัฒนาการของอักษรทั้งสองชนิด พบว่าอักษรตัวธรรมมีการพัฒนารูปสัณฐานไม่มากนัก ส่วนอักษรไทยน้อยมีการพัฒนาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอักษรไทยน้อยในเอกสารใบลานพบว่าในสมัยรัตนโกสินทร์ได้เลิกใช้พยัญชนะหลายตัว โดยเฉพาะพยัญชนะที่มีเสียงซ้ำกัน เช่น ฆ ญ ฎ ฎฐ ฑ ฒ ณ ศ ษ ฬ เป็นต้น พยัญชนะที่เลิกใช้เหล่านี้ไม่ปรากฏชัดเจนว่าเลิกใช้สมัยใด แต่กระนั้นก็ตามหากมีความจำเป็นจะต้องใช้เขียนคำบาลีบางคำ มักจะนำอักษรตัวธรรมเข้ามาใช้เขียนปะปนอยู่เนืองๆ

        อักษรทั้ง ๒ ชนิด คือ อักษรตัวธรรมและอักษรไทยน้อยใช้ควบคู่กันเสมอมาในภาคอีสาน และอาณาจักรล้านช้าง และยังแพร่กระจายไปสู่กลุ่มคนไทยในดังเกี๋ยด้วย ภายหลังเมื่อส.ป.ป.ลาวตกอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศส ได้พัฒนาอักษรไทยน้อยอีกครั้งหนึ่ง โดยเพิ่มวรรณยุกต์ตามแบบอักษรไทย และได้ใช้เป็นอักษรทางราชการใน ส.ป.ป.ลาวในปัจจุบันส่วนอักษรตัวธรรมคงใช้ในกลุ่มชาววัด คือพระภิกษุสงฆ์ และผู้ใฝ่ใจในพระธรรมคัมภีร์

          ส่วนชาวไทยในภาคอีสานนั้น เลิกใช้อักษรทั้งสองชนิดในการสื่อสารกันนับตั้งแต่สมัยขยายการศึกษาระบบโรงเรียนจากส่วนกลางสู่ภูมิภาคเป็นต้นมา ซึ่งเริ่มต้นสมัยรัชกาลที่ ๕

และอักษรไทยภาคกลางเข้ามามีอิทธิพลเต็มที่ เมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ เป็นต้นมาหลังจากนั้นอักษรทั้ง ๒ ชนิดก็ถูกละเลยจากชาวอีสานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เชิงอรรถ

๑) สกุลอักษรไทย หมายถึงอักษรที่มีรูปแบบ (Form) ใกล้เคียงกับลายสือไทยของพ่อขุนรามคำแหง และมีอักขรวิธี (Orthography)ที่วางตัวสะกดอยู่บนบรรทัดเดียวกันกับตัวพยัญชนะต้น ซึ่งต่างไปจากอักษรสกุลขอมและสกุลมอญที่วางตัวสะกดไว้ได้บรรทัดด้วยตัวครึ่งรูป

๒) ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร, ลายสือไทย (โครงการส่งสริมหนังสือตามแนวพระราชดำริ ๒๕๒๖) หน้า ๕ ว่า "ไม่เคยมีผู้พบศิลาจารึกภาษาไทย ดินแดนตั้งแต่อัสสัมถึงเวียดนามและจีนตอนใต้ถึงมลายู (ที่มีคนไทยอาศัยอยู่ทั่วไป) กือนยุคสมัยสุโขทัยขึ้นไปเลย"

๓) เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗.

๔) พงสาวดานลาว ฉบับกะซวงสีกสาทิกาน (ไม่ปรากฏโรงพิมพ์ ๒๕๐๐)หน้า ๑๐๙ ว่า "เจ้าเชษฐวังโส (พระไชยเชษฐาสิราช) โอรสพระเจ้าโพธิสาลราชแห่งล้านช้าง ประสูติจากพระนางยอดคำผู้เป็นพระราช-ธิดาของพระเจ้าแผ่นดินเชียงใหม่ ได้ครองเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๐๙๑-๒๐๙๓"

๕) ประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๑. (โรงพิมพ์คุรุสภา ๒๕๑๕), หน้า ๑-๑๐.

๖) เรื่องเดียวกัน (จารึกหลักที่ ๘ ด้านที่สาม), หน้า ๑๑๘.

๗) พระพุทธญาณอยู่วัดหมื่นสาร จ.ศ.๕๓๐-๔๓๗ และพระพุทธพุกามสันนิษฐานกันว่าเป็นองค์เดียวกับพระพุทธรักขิต ซึ่งรำเรียนจากพุกามอยู่วัดสวนดอก จ.ศ.๘๑๘-๘๓๐ (พ.ศ.๑๙๙๙-๒๐๑๑),

๘) ตำนานมูลศาสนา (โรงพิมพ์พระจันทร์ ๒๕๑๙) หน้า ๑๙๔.

๙) ประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๑. (คุรุสภา ๒๕๑๕) หน้า ๑๑๘-๑๑๙.

๑๐) ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร, ลายสือไทย. (โครงการพิมพ์หนังสือตามแนวพระราชดำริ, ๒๕๒๖) หน้า ๒๓.

๑๑) ใช้ศักราชตามพงศาวดารลาว ฉบับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งคลาดเคลื่อนกับพงศาวดารโยนกเล็กน้อย

๑๒) พงสาวดานลาว ฉบับกะชวงสีกสาทิกานลาว, หน้า ๔๙

๑๓) เรื่องเดียวกัน หน้า ๑๐๐.

๑๔) ใช้ศักราชตาม พงสาวดานลาว ฉบับกะชวงสีกสาทิกานลาว จึงคลาดเคลื่อนจากพงศาวดารโยนก ฉบับพระยาประชากิจกรจักรเล็กน้อย.

๑๕) อักษรตัวธรรมเก่าที่สุด ได้แก่ จารึกฐานพระพุทธรูปวัดสีสะเกด (ลาว)ลงศักราชตรงกับ พ.ศ.๒๐๓๓ (รัชสมัยพระเจ้าราชแสนไทยพ.ศ.๒o๒๘-๒o๓๘) ศิลาจารึกที่จารด้วยอักษรตัวธรรม ได้แก่ จารึกวัดสังคโลกเทวาลัย หลวงพระบาง สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๐๗๐,

๑๖) สร้างเมื่อสมัยกรุงเทพฯ ราวรัชกาลที่ ๒-๓.

๑๗) ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์, ตำนานอักษรไทย, (โรงพิมพ์ส่งเสริมอาชีพ๒๕๐๕) หน้า ๕๓,

ธวัช ปุณโณทก เรียบเรียง

จารึกลายเขียนสีถ้ำนางอัน

 

ศิลาจารึกวัดแดนเมือง ๒ (พ.ศ.๒๐๗๔)

 

ศิลาจารึกวัดศรีบุญเรือง (พ.ศ.๒๑๕๑)วัดศรีบุญเรือง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย

 

ตัวอย่างอักษรไทยน้อย สมัยต้นรัตนโกสินทร์รายงานเมืองขึ้นของกรุงศรีสัตนาคนหุต พ.ศ.๒๓๖๗