ท้าวเต่าคำ : วรรณกรรมนิทาน
เรื่องท้าวเต่าคำ ทางภาคเหนือเรียก "เต่าน้อยอองคำ"ประพันธ์เป็นคร่าวซอใช้ขับลำในงานปอยต่างๆ ของชาวล้านนานับเป็นวรรณกรรมล้านนาที่เด่นอีกเรื่องหนึ่งตลอดมา ส่วนในภาคอีสานเรียกว่า เรื่องท้าวเต่าคำ กวีได้ประพันธ์เลียนแบบวรรณกรรมชาดก แต่ก็ไม่ได้เน้นตามรูปแบบอย่างเคร่งครัดนักนั่นคือ ไม่มีคำปรารภชาดก ไม่มีนิทานซ้อนนิทาน แต่มีประชุมชาดกแจกแจงว่า ตัวละครตัวใดกลับชาติไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้าพุทธบิดร พุทธมารดา เป็นต้น นอกจากนี้ชาวอีสานยังเชื่อว่าวรรณกรรมเรื่องท้าวเต่าคำ เป็นพระชาติหนึ่งของพระพุทธองค์ที่ทรงเกิดมาในชาติต่าง ๆ เพื่อใช้ชาติที่เรียกว่า พระเจ้าห้าสิบชาติ ดังนั้น วรรณกรรมเหล่านี้ตัวเอกจะเกิดมาในลักษณะต่างๆนั่นคือ เป็นคางคกบ้าง เป็นเต่าบ้าง หรือในบางเรื่องก็เป็นคนที่มีรูปกายอัปลักษณ์ เช่น เป็นท้าวข้อล่อ เป็นต้น
วรรณกรรมเรื่องท้าวเต่าคำ กวีได้ให้เต่าคำเป็นพระชาติหนึ่งของพระโพธิสัตว์ ที่ลงมาเกิดเพื่อใช้หนี้กรรม เนื้อเรื่องปนเรื่องไม่ยาวนัก แต่ก็ให้ความสนุกสนานบันเทิงใจมากอีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงตัวเอกที่เกิดมามีรูปกายผิดมนุษย์ทั่วๆ ไป แต่ได้สร้างสมคุณงามความดี มีคุณธรรม มีจริยธรรมที่ดี ในภายหลังจะได้ครอบครองราชสมบัติ นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่สังคมต้องการ โดยเฉพาะในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่เก่งกล้าสามารถ เฉลียวฉลาด ปัญญาไว
นายน้อย ผิวผัน ได้เป็นผู้ปริวรรตจากอักษรตัวไทยน้อยเป็นตัวอักษรไทยปัจจุบัน พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือรวมนิทานอีสาน ชุดที่ ๒ (พิมพ์รวมเล่ม) จัดจำหน่ายที่คลังนานาธรรมอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พ.ศ.๒๕๒๕
เนื้อเรื่อง
พระยานันทาเทวราชและพระมเหสี ปกครองเมืองนครศรีมาช้านาน พระยามีธิดาที่ทรงสิริโฉมงดงามถึง ๗ นางไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ต่างก็มีความสุขสมบูรณ์กันถ้วนหน้า
กล่าวถึงนางกองเพียร เป็นลูกสาวย่าจำสวน มีหน้าตางดงามมากเช่นเดียวกัน ย่าจำสวนอยู่ ๒ คนกับลูกสาว แม่ลูกคู่นี้ต่างก็มีหน้าที่ช่วยกันดูแลพระราชอุทยาน ครั้งหนึ่งย่าจำสวนล้มป่วยลง กินข้าวปลาอาหารไม่ลง พออาการป่วยทุเลาจนอาการดีขึ้นแล้วจึงคิดอยากกินอาหาร ได้สั่งให้นางกองเพียรลูกสาวออกไปซ้อนปลา กุ้ง มาปรุงอาหาร นางกองเพียรก็รีบออกไปใช้สวิงช้อน ไปหาปลามาได้มากมาย พระอินทร์ได้ส่องทิพยเนตรเห็นนางกองเพียร จึงทำปาฏิหาริย์ให้สวิงของนางกองเพียรช้อนได้เต่าตัวหนึ่ง นางจึงอุ้มเอาเต่ามาไว้กับอกเด่าคำได้เขี่ยที่ท้องนางจนเลือดซึม นางกองเพียรรู้สกเจ็บมากจึงโยนเต่าตัวนั้นทิ้งลงน้ำไป แล้วนางก็รีบเดินทางกลับไปหุงหาอาหารให้ย่าจำสวนผู้เป็นมารดากิน
ตั้งแต่นั้นมารูปร่างหน้าตาของนางกองเพียรได้ผิดไปจากเดิม คือมีหน้าตาเหลือง ซูบซีดอิดโรยโดยไม่มีสาเหตุครั้นเวลาผ่านไปนางก็ตั้งท้องทั้งที่นางไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับชายใดเลย ทำให้นางกับแม่ได้รับฟังคำเสียดสีกระทบกระเทียบเปรียบเปรยต่างๆ นานา แต่ก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร จนกระทั่งนางกองเพียรท้องได้สิบเดือน จึงได้คลอดลูกออกมาเป็นเต่าคำ (ทอง) ตัวเล็กๆ น่ารักมาก นางกองเพียรตกใจมากเพราะนางไม่คาดคิดมาก่อนว่าลูกของนางจะเป็นเต่า ย่าจำสวนคิดตามประสาว่า คนออกลูกเป็นเต่าคนจะดูถูกหาว่าเข็ดขวง(เป็นเสนียดจัญไร) ทำกินไม่ขึ้น สองคนแม่ลูกจึงปรึกษากันว่าจะเอาเต่าคำตัวนี้ไปลอยน้ำเสีย เพื่อจะได้หมดเวรหมดกรรมต่อกัน ขณะที่ย่าจำสวนกับนางกองเพียรกำลังปรึกษากันอยู่นั้นทั้งสองคนต่างก็ประหลาดใจที่ได้ยินเสียงเต่าคำพูดเป็นภาษาคนอ้อนวอนขอให้ย่าจำสวน และแม่อดทนเลี้ยงดูเต่าคำต่อไปและขอร้องไม่ให้เอาไปทิ้ง แล้วยังสัญญาว่าจะทดแทนบุญคุณในวันข้างหน้า
สัญชาตญาณของความเป็นแม่ ประกอบกับนางกองเพียรและย่าจำสวนเมื่อรู้ว่าเต่าคำพูดภาษาคนได้ เกิดความสงสาร จึงเปลี่ยนใจไม่เอาเต่าคำไปทิ้ง และได้ถนอมเลี้ยงเต่าคำเรื่อยมาจนเติบใหญ่
วันหนึ่งเต่าคำขอร้องให้แม่กับยายไปหาซื้อแคนมาให้ตนเป่า แต่ยายเห็นว่ารูปร่างเป็นเต่าตัวเล็กเตี้ยอย่างนี้จะเป่าแคนได้อย่างไร เต่าน้อยได้พูดจาขอร้อง ในที่สุดยายอดสงสารหลานไม่ได้ จึงไปหาซื้อแคนมาให้ตามที่เต่าคำต้องการ ครั้นได้แคนมาแล้วเต่าคำดีใจมาก ได้คลานเข้าห้องไปแล้วเป่าแคนด้วยเสียงเพลงอันไพเราะชนิดที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ใดมาก่อนเลย เสียงเป่าแคนของเต่าคำชาวบ้านชาวเมืองต่างก็ได้ฟังกันด้วยความไพเราะและเคลิบเคลิ้ม ย่าจำสวนและนางกองเพียรเห็นเด่าคำเป่าแคนได้ไพเราะเช่นนั้น ต่างก็พอใจและมีความสุข
จวบจนท้าวเต่าคำมีอายุได้ ๑๓ ปี ได้ขอให้ย่าจำสวนกับแม่ไปหามีด หาขวานมาให้ แล้วบอกว่าจะไปถางไร่ไถนาหาเลี้ยงย่าจำสวนกับแม่บ้าง โดยคิดว่าจะปลูกข้าวโพด แตงโมฟัก แฟง แตงกวา ไว้กินและนำไปขาย เพื่อจะได้เงินมาไว้จับจ่ายใช้สอยในครอบครัว ซึ่งความคิดนี้ย่าจำสวนกับแม่ต้องมองหน้ากันด้วยความฉงนว่าเต่าคำจะลงมือทำได้อย่างไร
ย่าจำสวนทนคำรบเร้าแกมขอร้องของเต่าคำไม่ไหว จึงไปหาซื้อมาให้ ครั้นได้เครื่องมือในการทำไร่ครบครันแล้ว เต่าคำดีใจมาก ได้สั่งไว้ว่าพรุ่งนี้ก่อนออกจากบ้านให้พาเต่าคำไปทำนาด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้นย่าจำสวนตื่นขึ้นหุงหาอาหารแต่เช้ามืด เพื่อเตรียมตัวออกไปทำไร่ ท้าวเด่าคำก็เช่นเดียวกัน ครั้นกินข้าวปลาอาหารอิ่มแล้ว ท้าวเต่าคำจึงเอ่ยปากชวนย่าจำสวนเดินทาง ย่าจำสวนจึงเอาเต่าคำใส่ในถุงย่ามแล้วทหิ้วเดินเข้าป่าไปจนกระทั่งถึงลำธารแห่งหนึ่ง มีน้ำใสไหลเย็น มองเห็นตัวปลาหลายชนิดว่ายอยู่ไปมา เต่าคำจึงขออนุญาตลงไปอาบน้ำ ส่วนย่าจำสวนบอกว่าจะก่อไฟปิ้งปลาไว้คอยจนกว่าเด่าคำจะกลับมาเต่าคำได้คลานเข้าไปจนถึงซอกหินซับซ้อนที่ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นได้ ท้าวเต่าคำได้ถอดคราบกระดองเต่าคำออกไว้รูปร่างจึงกลายเป็นหนุ่มรูปงามดั่งองค์อินทร์บนสวรรค์ก็ไม่ปานเต่าคำ (ในร่างของมนุษย์) ได้ตั้งจิตอธิษฐาน ทันใดนั้นต้นไม้น้อยใหญ่ในบริเวณนั้นได้หักโค่นล้มลงอย่างมากมาย ในที่สุดก็มากองรวมกันเป็นกองมหึมา เสร็จแล้วเต่าคำได้เข้าไปในกระดองเด่าดังเดิม จึงคลานออกมาหาย่าจำสวนกับแม่ที่กำลังรออยู่ ท้าวเต่าคำเล่าให้ฟังว่าเต่าคำได้ไปโค่นต้นไม้ในป่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ย่าจำสวนกับแม่ไปดูก็เห็นจริง จึงเกิดความประหลาดใจว่าเต่าน้อยทำได้อย่างไร ต่างก็ช่วยกันเผาตอไม้และหญ้า เมื่อปรับที่เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงพากันกลับบ้านวันรุ่งขึ้นทั้งสามคนได้ออกเดินทางไปทำไร่ต่อ ได้ช่วยกันปลูกฟัก แฟง แตงกวา แตงโม และอื่น ๆ ท้าวเต่าคำบอกกับยายว่าต้นไม้ที่ท้าวเต่าคำปลูกออกลูกออกผล ขออย่าได้เก็บมากินต้องรอจนเถามันแห้งเสียก่อน แล้วให้เก็บใส่ยุ้งข้าวไว้และไม่ให้นำออกไปขายให้แก่ใครเป็นอันขาด
วันเวลาผ่านไป ต้นไม้ในไร่ต่างก็ผลิดอกออกผลดกงามทุกต้นจนแลสุดสายตา นางกองเพียรได้เด็ดแตงที่เต่าคำปลูกมาชิมผลหนึ่ง นางไม่สามารถจะกัดแตงได้ เนื่องจากว่าแตงผลนั้นแข็งมากจนต้องใช้มีดสับก็ไม่ขาด เพียงแต่เห็นสีขาวคล้ายสีเงินติดอยู่ที่ปลายมีด ในที่สุดก็ไม่ได้ชิม จึงบ่นว่าแตงอะไรก็ไม่รู้แข็งราวกับหิน จะชิมก็ไม่ได้ ท้าวเต่าคำจึงบอกกับแม่ว่าทำไมแม่ไม่เลือกชิมต้นที่แม่กับยายปลูก ส่วนด้นที่เต่าคำปลูกให้เก็บเอาไว้ และผลที่แม่เด็ดออกมาให้นำไปต่อไว้กับลำต้นดังเดิม เวลาผ่านไปอีกจนครบสิบสองเดือน หลังจากที่เก็บเกี่ยวฟัก แฟง แตงกวา ได้อย่างมากมายแล้ว ท้าวเต่าคำให้แม่น้ำออกมาขายเฉพาะต้นที่ย่าจำสวนกับแม่เป็นผู้ปลูก ส่วนที่เต่าคำปลูกให้เก็บใส่ยุ้งข้าวไว้ให้ดี จึงทำให้ครอบครัวมีฐานะดีขึ้น
ครั้นท้าวเต่าคำมีอายุเข้าสู่วัยหนุ่ม คิดอยากมีคู่ไว้แนบข้าง จึงได้ขอร้องให้ย่าจำสวนไปขอพระธิดาของพระยานันทาเทวราช ทำให้ย่าจำสวนแทบหยุดหายใจ จึงต่อว่าเต่าคำว่า ไม่ดูฐานะรูปร่างของตนเอง และใฝ่สูงเกินไป เต่าคำได้พูดให้ย่าจำสวนและแม่เห็นใจ และขอร้องให้ทำตามที่ลูกขอร้อง ย่าจำสวนทนคำรบเร้าของเด่าคำไม่ไหว ประกอบกับความรัก ความเมตตาที่มีต่อหลาน ย่าจำสวนจึงรับปาก ทำให้เต่าคำดีใจมากและสั่งให้ย่าจำสวนเอาแดงที่เต่าคำปลูกใส่ตะกร้าไปถวายด้วย
ย่าจำสวนเดินนิ้วตะกร้าแตงเข้าไปในวัง ได้ถวายแดงของท้าวเต่าคำต่อพระยานันทาเทวราช พร้อมกับทูลขอพระธิดาตามที่รับปากกับเต่าคำ ครั้นพระยาได้ฟังคำของย่าจำสวนดังนั้นจึงกริ้วโกรธมาก ถึงกับสั่งให้เสนาอำมาตย์วังช่วยกันจับย่าจำสวนมาเฆี่ยนดี ด้วยความตกใจย่าจำสวนจึงวิ่งหนีออกจากวังไปบ้านอย่างรวดเร็ว จนลืมคว้าตะกร้าแตงกลับไปด้วย ฝ่ายเสนาอำมาตย์จึงโยนตะกร้าแตง ครั้นกระทบกับพื้นจึงเห็นเป็นสีขาว สีเหลืองราวกับทองคำ จึงนำแตงผลนั้นมาพิจารณาพบว่า แตงที่ย่าจำสวนนำมาถวายเป็นทองคำทั้งลูก สีเหลืองสุกเปล่งปลั่งดงาม แตงอีก ๒ ลูกเป็นเงินซึ่งมีน้ำหนักมากจนประมาณค่ามิได้ จึงได้นำขึ้นกราบทูลพระยานันทาเทวราช เมื่อพระยานันทาเทวราชได้ฟังดังนั้นจึงมีรับสั่งให้ไปตามย่าจำสวน แต่ก็ตามไปไม่พบเสียแล้ว
ย่าจำสวนตกใจจนตัวสั่นงันงกร้องไห้กลับไปบ้าน เล่าให้เต่าคำฟัง เต่าคำขอร้องให้ย่าจำสวนเข้าไปในวังอีกครั้งหนึ่งถ้าหากย่าถูกจับเฆี่ยนดีอีก ต่อไปจะไม่รบกวนย่าอีกเลย ย่าจำสวนจำใจต้องหิ้วตะกร้าแตงเข้าไปในวังอีก ระหว่างทางย่าจำสวนเดินร้องไห้เช็ดน้ำตาไปด้วยความกลัว และที่ยอมไปอีกครั้งหนึ่งเพราะสงสารหลาน คิดว่าทำเพื่อหลานถึงแม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตก็ยอม
ครั้นเข้าไปในวังได้กราบทูลพระยานันทาเทวราชในความประสงค์เดิม ครั้งนี้พระยานันทาเทวราชมิได้กริ้วและสั่งเฆี่ยนดีเหมือนคราวที่แล้วมา หากแต่ได้ชักถามว่าท้าวเต่าคำเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ไปได้แตงนี้มาจากไหนและมาอยู่กับย่าจำสวนได้อย่างไร
ย่าจำสวนจึงกราบทูลตามความจริงทุกประการว่า ท้าวเต่าคำเป็นหลานแท้ๆ ของนางที่เกิดจากนางกองเพียรลูกสาวพร้อมกับได้ถวายแตงทองคำผลใหญ่อีก ๒ ผล และกล่าวขอให้
พระยานันทาเทวราชยกพระธิดาหนึ่งในเจ็ดนางให้แก่ท้าวเด่าคำพระยานันทาเทวราชจึงมีรับสั่งให้พระธิดาทั้ง ๗ นางเข้าเฝ้า พร้อมกับได้เล่าเรื่องที่ย่าจำสวนเข้ามาสู่ขอพระธิดาให้เป็นคู่ครองท้าวเต่าคำ พระธิดาทั้งหกคนไม่ยินยอม ส่วนพระธิดาคนสุดท้องมีนามว่า นางไกรสร ตอบว่า ถ้าเป็นความประสงค์ของพระบิดา นางไม่ขัดข้องแต่ประการใด
ท้าวเต่าคำรอฟังข่าวจากย่าจำสวนด้วยความกระวนกระวายใจ พอย่าจำสวนมาถึงบ้านจึงรีบถามว่า พระยานันทาเทวราชว่าอย่างไร ย่าจำสวนจึงให้หลานเตรียมตัวเข้าวังเดี๋ยวนี้ตามรับสั่ง
พิธีบายศรีสู่ขวัญได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ พระยานันทาเทวราชได้ทำพิธีอภิเษกนางไกรสรกับท้าวเต่าคำในเวียงวังหลังจากนั้นพี่สาวทั้งหกต่างก็มาพูดจาเยาะเย้ยถากถางนางไกรสรต่างๆ นานา จนท้าวเต่าคำสงสาร จึงชวนนางไกรสรไปอยู่เฝ้านา เพื่อทำไร่ไถนาสร้างฐานะต่อไป นางไกรสรกับท้าวเต่าคำไปอยู่เฝ้านานอกวังนั้น นางได้ปรนนิบัติสามีเป็นอย่างดีมิได้คิดรังเกียจเดียดฉันท์ว่าเป็นสัตว์ชั้นต่ำไม่ควรคู่กัน โดยที่นางคิดว่าคงจะเป็นเนื้อคู่กันแต่ชาติปางก่อน เมื่อเป็นสามีภรรยากันแล้วก็ต้องรับใช้ดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันต่อไป ส่วนท้าวเต่าคำก็หลงรักนางไกรสรอย่างล้นใจ หากแต่ยังไม่กล้าที่จะเผยให้เห็นว่าที่แท้จริงแล้วท้าวเต่าคำสามารถถอดกระดองเต่าออกมาได้ นางไกรสรก็ได้แต่อุ้มท้าวเต่าคำไว้แนบอก
คืนวันหนึ่งเป็นเวลาใกล้รุ่ง ขณะที่นางไกรสรกำลังนอนหลับอยู่นั้น ท้าวเต่าคำได้ถอดคราบกระดองเต่ากลับกลายเป็นหนุ่มรูปงาม ได้ย่องออกไปบอกให้จอมปลวกช่วยกันไถนาหว่านกล้าให้เสร็จโดยเร็ว สั่งเสร็จแล้วท้าวเต่าคำรีบมาใส่กระดองเด่าก่อนที่นางไกรสรจะดื่นมาพบเข้า เมื่อฟ้าสางนางไกรสรได้ออกมามองไปยังทุ่งนา ถึงกับอัศจรรย์ใจที่ขณะนี้นาซึ่งเคยรกร้างว่างเปล่าอยู่นั้น ได้กลับกลายเป็นต้นข้าวเขียวขจีจนสุดสายตา นางจึงถามกับข้าทาสที่ตามมารับใช้ก็ไม่มีผู้ใดจะตอบคำถามของนางได้
ด้วยความรักที่ท้าวเต่าคำมีจนล้นหัวใจ ทำให้ท้าวเต่าคำเกิดความไม่แน่ใจว่านางไกรสรรักท้าวเต่าคำจริงหรือไม่ จึงได้คิดที่จะลองใจนางด้วยการเนรมิตให้ช้างสารเข้ามาเหยียบย่ำข้าวในนาที่กำลังชูช่อไสวให้เสียหาย แล้วท้าวเต่าคำบอกให้นางไกรสรอุ้มเต่าลงไปเพื่อจะไปไล่ช้างตัวนั้น พอลับตานาง ท้าวเต่าคำได้ถอดคราบกระดองเต่าออกไปซ่อนไว้ ท้าวเต่าคำ (ในร่างของชายหนุ่มงดงาม) ได้เดินเข้ามาหานางไกรสร พูดจาเกี่ยวพาราสีต่างๆ นานา นางไกรสรไม่ทราบว่าเป็นกลลวงของท้าวเต่าคำ นางจึงบอกหนุ่มรูปงามไปตามตรงว่านางมีสามีแล้วขอให้กลับไปและอย่ามาที่นี่อีก ชายหนุ่มยิ่งขยับเข้ามาลวนลามใกล้ ๆ ตัว นางจึงดูด่าด้วยคำที่รุนแรง จนชายหนุ่มต้องเดินออกไปจนลับตา แล้วจึงสวมคราบกระดองเต่าคลานกลับมาบ้านพร้อมกับทักนางไกรสรว่า นางไกรสรมีลับลมคมในภายในใจถ้าหากว่าเบื่อหรือไม่มีความรักต่อท้าวเต่าคำแล้วก็ให้บอกความจริง นางไกรสรก็เล่าให้ฟังว่ามีชายหนุ่มรูปงามเข้ามาระหว่างที่ท้าวเต่าคำไปไล่ช้างในนา และนางได้ไล่เขาไปแล้ว ท้าวเต่าคำจึงต่อว่าต่อขานและเอ่ยปากไล่นางให้ออกจากบ้านไป นางไกรสรเสียใจมากที่สามีไม่เข้าใจนาง ทั้งๆ ที่นางก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังหมดแล้ว แต่ท้าวเต่าคำกลับไม่เชื่อ หาว่านางคิดจะมีสามีใหม่ที่เป็นมนุษย์เหมือนกับนาง ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ นางไกรสรจึงดัดสินใจเดินจากไปอย่างไม่มีจุดหมายจนกระทั่งไปถึงท่าน้ำ นางได้ไตร่ตรองดูให้ถ้วนถี่แล้ว นางเห็นว่าการที่นางออกจากบ้านเช่นนี้ผิดทำนองคลองธรรม นางจึงตัดสินใจเดินกลับไปหาท้าวเต่าคำ
กล่าวถึงท้าวเต่าคำ เมื่อวางแผนลองใจนางไกรสรและความไม่เข้าใจกันจนนางต้องหนีจากไปนั้น ทำให้ท้าวเต่าคำรู้สึกเสียใจในการกระทำของตนเองที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นด้วยความกลัดกลุ่มใจจึงถอดคราบกระดองเต่าออก แล้วนอนคิดถึงนางไกรสร ก็เป็นขณะเดียวกับที่นางไกรสรเดินทางมาถึงพบคราบกระดองเต่าวางทิ้งอยู่ นางจึงรีบนำกระดองเต่าไปเผาไฟเสีย ครั้นพบกันท้าวเต่าคำจึงกล่าวขอโทษ และเล่าให้ฟังว่าเรื่องทั้งหมดท้าวเต่าคำเป็นคนวางแผนเพื่อจะลองใจนางเท่านั้น
ท้าวเต่าคำให้นางไกรสรไปทูลเชิญพระยานันทาเทวราชผู้เป็นบิดา ให้เกณฑ์เสนาอำมาตย์มาช่วยกันเกี่ยวข้าวในนาฝ่ายท้าวเต่าคำได้ไปบอกให้จอมปลวกแปลงร่างเป็นมนุษย์มาช่วยกันเนรมิตปราสาทราชวังขึ้นอย่างสวยงามวิจิตร ประดับตกแต่งด้วยแก้วมณี ส่องแสงระยิบระยับงดงามราวกับวิมานบนสวรรค์ ครั้นขบวนแห่พระยานันทาเทวราชมาถึงแล้วได้ทอดพระเนตรเห็นปราสาทราชวังที่งดงามเช่นนี้แทบไม่เชื่อโดยคิดว่าเป็นความฝัน หรือความจริง
พระยานันทาเทวราชพิจารณาว่าท้าวเต่าคำจะต้องเป็นผู้มีบุญญาธิการ จึงให้ไปครองเมืองนครศรีแทนพร้อมทั้งได้จัดพิธีอภิเษกฮดสรงให้ตามโบราณราชประเพณี อินทร์ พรหม บนสรวงสวรรค์ ก็เสด็จลงมาร่วมฮดสรงด้วยน้ำเต้าแก้วในครั้งนี้ด้วย เสร็จแล้วจึงเสด็จสู่เทวโลก ท้าวเต่าคำได้มีรับสั่งให้สร้างปราสาทแล้วรับย่าจำสวนกับนางกองเพียรเข้ามาอยู่ในเวียงวังอย่างมีความสุข มีข้าทาสบริวารคอยรับใช้ตลอดเวลา
กล่าวถึงนางทั้งหก ตั้งแต่ได้พบรูปกายที่งดงามของท้าวเต่าคำแล้ว เกิดหลงใหลรักอยากได้มาเป็นสามี จนกระทั่งกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนพระมารดาเห็นว่าจะเป็นการอับอายต่อชาวบ้านชาวเมือง เกรงว่าจะถูกนินทาว่าร้ายในทางที่ไม่ดีไม่งาม จึงสอนพระธิดาทั้งหกให้เห็นถึงฮีตบ้านครองเมืองในความเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาสว่า ถ้าเป็นคู่กันแล้ว แม้อยู่กันคนละถิ่นคนละเมืองก็จะต้องพบและได้เป็นคู่กัน ถ้าไม่ใช่คู่กันแล้วทำอย่างไรก็ไม่มีวาสนาได้อยู่คู่กันได้ ถึงแม้ว่าพระมารดาได้ยกตัวอย่างเรื่องของความรักให้ฟังพอคลายความทุกข์โศกลงไปได้บ้าง แต่ก็หาได้ช่วยให้ความรักที่อัดแน่นอยู่ภายในใจของนางทั้งหกคนให้สร่างซาลงไปได้ นางรักและหลงใหลท้าวเต่าคำมากจนกระทั่งให้เสนาอำมาตย์ไปจับเต่ามานอนกอด แต่เต่าที่จับมาก็ไม่สามารถจะพูดจาเป็นภาษามนุษย์ได้ นางก็พยายามที่จะเชยชมเต่าตามแต่นางปรารถนา ในที่สุดนางก็ต้องผิดหวังที่เต่าไม่สามารถทำตามความประสงค์ของนางได้เลย
วรรณกรรมอีสานเรื่องท้าวเต่าคำ ที่กวีได้รจนาได้ทั้งความสนุกสนานและความไพเราะอย่างยิ่ง นอกจากนี้เนื้อเรื่องยังได้กล่าวถึงมนุษย์และสัตว์ (เต่าคำ) ที่มีความผูกพันรักใคร่กันเช่น ตอนที่นางกองเพียรปรึกษากับมารดา (ย่าจำสวน) ว่าจะอุ้มเต่าคำไปทิ้งน้ำ แล้วเต่าคำพูดจาขอร้องให้เมตตาสงสารตนเป็นภาษามนุษย์ ย่าจำสวนและนางกองเพียรจึงต้องเลี้ยงต่อมาดังตัวอย่าง
ถัดนั้น อัยกาแก้วบายเอาท้าวเด่า
ว่าจักถิ้มทุ่มน้ำนที่ท้องล่องไหล
เต่าจึงอ้าปากต้านดอมแม่ทั้งยาย
ขอให้กูร์ณาผายโผดเพียรแพงไว้
ข้อยบ่ไลลืมถิ้มถมคุณเลี้ยงใหญ่ดอกนา
ขอให้เลี้ยงเต่าไว้เมื่อหน้าหากสิคูณ แท้แล้ว
เมื่อนั้น ยายย่าได้ยินหลานท้าวเต่า
เว้าจ้อยจ้อยจาได้ดั่งคน
ยายก็กูร์ณาน้อยอีดูดนท้าวเต่า
แล้วเล่าอุ้มอาบน้ำเอาหุ้มห่อสะไบ
อันว่าจอมใจแก้วกองแพงตนแม่
ก็จึงทรวงกอดอุ้มเอาท้าวดูดนม
อธิบายศัพท์
บาย - จับ
ถิ้ม - ทิ้ง
ดอม - ด้วย
กูร์ณา - กรุณา
โผด - โปรด
แพง - ทะนุถนอม หวง รักษา
ไล - ลืม
เมื่อ - ไป
คูณ - เป็นสิริมงคล
เว้า - พูด
จา - จารจา เจรจา
อี่ดู - เมตตาสังสาร
กวีผู้ประพันธ์ ได้สร้างความฉงนแก่ผู้อ่านผู้ฟัง ที่ให้ตัวละครในรูปร่างของสัตว์ (เต่าคำ) แสดงความสามารถที่สร้างความพึงใจในการเป่าแคนได้อย่างไพเราะ คือจนผู้คนแตกตื่นกันทั้งเมือง ดังนี้
เลยเล่าลืมความทุกข์ส่วงใจก็หายฮ้อน
เป็นที่อรชรด้วยดนตรีท้าวเต่า
อันว่ายายย่าเจ้าหัวห่าวชื่นชม
เฒ่าก็หลงใหลล้มลืมตนออกท่า
แขนขายอยกฟ้อนรำป้อนใส่แคน
ส่วนว่านางแมนน้อยมารดาท้าวเต่า
นางก็หลงเล่าฮ้องโอยโอ้อ่านสาร
สนุกสนานเล่นในสวนเครงครื้น
ฝูงหมู่สาวสำน้อยเลยสะดุ้งตื่นตน
ลางคนวางหลาฝ้ายฟังเสียงสงัดอยู่
ลางหมู่ฟ้าวฟังเต้นโตนข้วมข่วงหลา
ลางคนขาหลุดหล่มลงเฮือนก้นขี้ทั่ง
กินเรศน้อยลงม้อนั่งเหงา
เขาก็จารจาด้านถามกันซี่ซั่ว
ใผผู้เป่าปี่ได้ใจสะบั้นทั่วทวง
ทั้งหลายล้นลืมตนเป็นป่วง
หลาข่วงข้วมกระเด็นฟังทั่วเฮือน
สาวก็ฟุนเฟือนฟ้าวพากันไปเบิ่ง
อธิบายศัพท์
ส่วง - โล่งอก โล่งใจ สบายขึ้น
ฮ้อน - ร้อน
ห่าว - คึกคะนอง
ย้อน - เพราะเหตุ เนื่องจาก
ฮ้อง - ร้อง
สาวส่ำน้อย - สาววัยรุ่น วัยกำดัด
หลา - เครื่องปั่นฝ้าย
ฟ้าว - เร่ง รีบ
โตน - กระโจน
ข้วม - ข้าม
เฮือน - เรือน
กันขี้ท่ง - ล้มก้นกระแทก
ม้อ - ใกล้ กระชั้นชิด ริม
ป่วง - บ้าเสียสติ
ฟ้ง - กระเด็น
เบิ่ง - ดู
ความเชื่อ
การเลือกคู่ครอง
วรรณกรรมอีสานเรื่องท้าวเต่าคำ กวีได้ประพันธ์ในเรื่องการเลือกคู่ครองระหว่างคนที่มีฐานะชาติตระกูลแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างประชาชนทุกข์ยากมาสู่ขอพระธิดาของพระยาให้กับหลานชายที่มีรูปร่างผิดมนุษย์ (เต่าคำ) ลักษณะเช่นนี้ยังปรากฏมีในวรรณกรรมเด่นเรื่องอื่นๆ อีก เช่น เรื่องสุวรรณสังข์กุมาร ตอนเลือกคู่ นางรจนาได้เสี่ยงพวงมาลัยเลือกคู่ได้เจ้าเงาะผู้ที่มีร่างกายอัปลักษณ์ และวรรณกรรมภาคกลางเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ก็เช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าในอดีตการเลือกคู่มิได้คลุมถุงชนแต่ประการใด ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความเชื่อในเรื่องของบุพเพสันนิวาสว่า ถ้าเป็นคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน และชาวอีสานเชื่อว่า คู่มาแต่แถนแนนมาแต่ฟ้า ดังตัวอย่าง
มาเยอกุมารีน้อยนางงามลูกพ่อกูเอย
ยายย่าเฒ่าสิโอมเจ้าให้เต่าคำพ่อแล้ว
เมื่อนั้น หกนางพร้อมพากันทูลพ่อ
คันว่าพ่อบ่เลี้ยงขอให้โผดผายแด่ท้อน
แม่นว่าตาบอดใบ้ปากกืกขาหักก็ดีท่อน
ขอแต่เป็นโสมคนลูกบ่ขีนขัดได้
ยังว่าเป็นกษัตริย์เชื้อกุมารียศใหญ่ พ่อเอย
มาให้เอาเต่าน้อยแหนงสู้ส่วนตาย แท้แล้ว
คันว่าพ่อบ่เลี้ยงหลิงหล่ำจำเป็น
ขอให้ไปตามเวรป่าไพรดงกว้าง
ลูกจักขวนขวายเลี้ยงตนตัวเท่าหมด ชั่วชีวังแล้ว
แม่นว่านุ่งผ้าเหี้ยนฮุนฮ้ายเก่ากายก็ดี
ลูกบ่ขีนบูฮานพระยอดเมืองหมายมั่น
อันว่าหกนางพร้อมพากันทูลพ่อ
บ่อยากได้เต่าน้อยมาซ้อนกล่อมสะนอน
เมื่อนั้นภูธรท้าวนันทาพระพ่อ
ก็บ่ขีนอ่อนน้อยนางแก้วดั่งใด
พระจึงเปลื้องปิ่นหน้าถามแห่งไกรสร
สันใดเดไกรสรเจ้าพ่อแพงเอย
บัดนี้หกพี่เอื้อยขานข้อว่าบ่เอาพ่อแล้ว
เจ้าจักตวยตามเฒ่าจำสวนหรือว่าบ่
ให้เจ้าคิดถี่ถ้วนพอแล้วจึงจา
อธิบายศัพท์
โอม - สู่ขอหญิงเพื่อเป็นภรรยา
โผด - โปรด
ปากกืก - คนใบ้ พูดไม่ได้
ขีน - ขืน
หลิงหล่ำ - มองดู
เหี้ยน - สั้น เกรียน
บูฮาน - โบราณ
ปิ่น - หัน
สันใด - ฉันใด
บ่ - ไม่
การดูฤูกษ์ยาม
การดูฤกษ์ยามก็เป็นความเชื่ออีกอย่างหนึ่งที่คนไทยทั่วทุกภาคให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากอีกเรื่องหนึ่ง และจะปฏิบัติตามฤกษ์ยามนั้น ๆ อย่างเคร่งครัดเพื่อความเป็นสิริมงคลในเรื่องท้าวเต่าคำก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่ท้าวเต่าคำจะเดินทางเข้าไปในวังก็ได้ดูฤกษ์ยาม ดังตัวอย่าง
บัดนี้ พระพ่อให้หลานน้อยฮีบเมือว่าดาย
อันว่าไกรสรแก้วขันเป็นเมียมิ่งบาแล้ว
หลานซิได้กล่อมกลิ้งไกรสรน้อยนางแม่แล้ว
หลานอย่าได้อยู่ช้าฮีบเฮ่งไปปรางค์
หากจักเห็นจอมนางหน่อแมนเมืองฟ้า
เมื่อนั้นบาบ่าวท้าวจึงได้ไล่ดูยาม
อันว่าวันศุกร์นี้ยังดีกองเที่ยง
ไชยผาบแม้มารเตื้องต่อตาวแท้แล้ว
ค้อมว่าบาบ่าวท้าวหาฤกษ์ยามดี
ยายจึงบายเอาหลานใส่ถุงมีช้่า
อธิบายศัพท์
ฮีบ - รีบเร่ง
เตื้อง - กระเตื้อง ไหว ติง
ตาว - อาวุธชนิดหนึ่ง
บาย - จับต้อง หยิบฉวยเอา
ประเพณีอภิเษกสมรส
พระยานันทาเทวราช พระบิดานางไกรสร ได้จัดพิธีอภิเษกให้ท้าวเต่าคำกับนางไกรสรตามโบราณราชประเพณี ดังนี้
เมื่อนั้น ภูชัยท้าวนันทาตนพ่อ
ก็จึงอภิเษกให้สองน้อยคู่กัน
อันว่าจำสวนเฒ่าเอาบาเข้าคู่
ภูวนาทท้าวเอาน้อยนั่งเฮียง
เพียงพาพร้อมพราหมณ์โอมอ่าน
ศรี ศรี วันนี้แม่นวันดี
ขอให้สองศรีเจ้าท้าวเต่าไกรสร
ทรงสบายสุขกล่อมสะนอนในมุ้ง
ให้ได้ครองกรุงกว้างนครศรีเสวยราชย์
ฝูงหมู่โภยพยาธิฮ้ายอย่าได้ย่ำยี
อธิบายศัพท์
เฮียง - เคียงคู่ เรียงกัน
โอม - คำสนธิของคำยอ อ. อุ. ม. ข้างฝ่ายฮินดู หมายถึงพระเจ้าทั้ง ๓ คือ อ. คือพระศิวะ อุ คือพระวิษณุ ม. คือพระพรหม
ฮ้าย - ร้าย
อภิเษกฮดสรง
หลังจากที่ยกบ้านเมืองให้ท้าวเต่าคำ (หนุ่มรูปงาม)ครอบครองแล้ว ได้ทำพิธีอภิเษกฮดสรงตามโบราณราชประเพณีเสนาอำมาตย์รวมทั้งชาวบ้านชาวเมืองต่างยินดีและแซ่ซ้อง
สรรเสริญ แม้แต่พระอินทร์ยังได้เสด็จลงมาฮดสรงให้ท้าวเต่าคำเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย ดังตัวอย่าง
เมื่อนั้น เสนาน้อมยินดีดาสนั่น
แล้วจึงเชิญแจ่มเจ้าเมื่อห้องเทียวพลัน
ทั้งหลายล้นพากันชมชื่น
ก็จึงเชิญแจ่มเจ้าเอาขึ้นโสรจสรง
พระก็ปลงนครให้บาศรีเสวยราชย์
ฝูงหมู่อำมาตย์ล้นเลียนท้าวหมื่นถัน
พราหมณาน้อยถวายพรเสียงสนั่น
เสียงปี่ฆ้องดังขึ้นฮอดสวรรค์
เมื่อนั้นอินทราไท้ทะยานลงหลิงหล่ำ
ก็จึงเห็นพร่ำพร้อมดอมท้าวโสรจสรง
ท้าวนั้นบุญมากล้นลงจากเมืองสวรรค์
อินทร์จึงชวนกันลงส่งเสริมบาท้าว
มีทั้งเทวาพร้อมพรหมาหลายหมู่
ลงสู่พื้นสรงท้าวเต่าคำ
อินทร์จึงนำเต้าแก้วอภิเษกสรงบา
ทั้งพรหมาอาบสรงสองเจ้า
ก็หากหอมหื่นเห้าเท่าทั่วทั้งเมือง
ควงบนบดมืดมัวเฟือนฟื้น
บรบวรแล้วอินทร์คืนเทวโลก
เสด็จสู่ห้องหอแก้วแท่นทอง
อธิบายศัพท์
ฮอด - ถึง
หลิงหล่ำ - มองดู
บรบวร - บริบูรณ์
บา - หนุ่ม นาย ใช้แก่ผู้มีศักดิ์สูง หรือตัวเอกที่มีความสามารถสูง มักใช้เป็นคำนำหน้าชื่อบุคคลในวรรณคดี เช่น บาคานท้าว บาบ่าว หรือบาคราญ ก็เรียก
การสั่งลา
วรรณกรรมอีสานหลายเรื่อง กวีได้ประพันธ์ในเชิงพรรณนาให้เห็นถึงความผูกพันกับสิ่งของที่อยู่ใกล้ชิด เช่น ที่นอนหมอนมุ่ง อุแอ่งน้ำ บ้านเรือน ปราสาทราชมณเฑียร และข้าทาสบริวาร ในเรื่องขูลู-นางอั้ว ก่อนที่นางอั้วจะตัดสินใจไปผูกคอตาย นางก็ได้รำพันสั่งลาข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ได้อย่างเศร้าสลดใจ เรื่องท้าวเต่าคำก็เช่นเดียวกัน กวีได้ให้นางไกรสรรำพันความในใจเป็นการสั่งลาบิดามารดา ข้าวของเครื่องใช้ก่อนที่จะไปอยู่ที่ปลายนา ดังตัวอย่าง
ค่อยอยู่ดีเยอ สองเขือเจ้าจอมเกศาข้อยเอย
จงค่อยเทียรคาคงอยู่เฮือนโฮงกว้าง
ลูกจักไปสมสร้างนาหลวงท่งใหญ่ก่อนแล้ว
หลอนว่าได้ข้าวเม่ามาต้อนเมื่อลุนบ่ฮู้
ขอให้พระพ่อเจ้าเนาอยู่เป็นสุข
อย่าได้มีความทุกข์ท่อธุลีลางฮ้าย
ข้อยจักพากันย้ายหนีไปไกลจาก
หากว่าวิบากยู้ซูข้อยสิค่อยคืน
ค้อมว่าสั่งพ่อแล้วเลยสั่งทาสา
ค่อยอยู่ดีเยอฝูงไพร่พร้อมพวกหมู่ทาสาข้อยเอย
เฮียมสิลาไลลงทุ่งนาวันนี้
นับมื้อไกลกันแล้วหลายปีซิได้ห่าง
สิได้ลาจากข้างวันนี้ด่วนไปก่อนแล้ว
ให้ค่อยอยู่ดีเยอ
พวกพี่พร้อมเอื้อยอุ่นทั้งหกข้อยเอย
จงให้พากันหาคู่มานอนซ้อน
อันว่าไกรสรน้อยสิลาไปไกลจาก
น้องสิพรากพี่เอื้อยไปลื้อยู่ท่งนาพู้นแล้ว
ครั้นพี่พากันได้ซ้อนคู่เคียงสอง
เนาสถานทองอย่าสิลืมพระอวนน้อง
อธิบายศัพท์
เขือ - เขา (บุรุษที่สองหรือที่สาม)
เทียรคา ทีฆะ - ยืนยาว
เฮือนโฮงกว้าง - ปราสาทราชวัง
ท่ง - ทุ่ง
ต้อน - ฝาก ให้ เช่น ของต้อน ของฝาก
ลุน - ภายหลัง
ท่อ - เท่า
ยู้ - ผลัก ค้ำ หรือจุนให้เคลื่อนไป
มื้อ - วัน
เอื้อย - พี่สาว
ลี้ - หลบ ซ่อน
ซู - ขอตกลงเป็นคู่กับสาว โดยที่หนุ่มขอเข้าหลับนอนด้วย
การเกี้ยวพาราสี
หนุ่มสาวชาวอีสานมักจะเกี้ยวพาราสีกันด้วยถ้อยคำที่เป็นสำนวนโวหารอันไพเราะ ที่เรียกกันว่า "คำผญา" ดังตัวอย่าง
โอนอ กัลยาแก้วไกรสรเสมอหล่อเฮียมเอย
นางหน่อน้อยคณิงเอื้ออ่าวพี่ชายบ่เด
หรือหากภายพระอวนน้องนางเมินหมางหน่าย
ติว่าชายเป็นเต่าน้อยบสมน้องหน่อสกุล
คันแม่นบุญบ่ให้สายชาตาบเกี้ยวจ่อง
คาดบ่ได้ฮ่วมห้องคราวนี้ก็ส่วนตาย
เจ้าผู้หงส์คำผายอย่าลืมกากายก่ำแด่เด้อ
ขอให้หลิงหล่ำอ้ายภายพี้ผู้อยู่สวน
เจ้าผู้ผิวนวลเนื้อนอนปรางค์ให้คึดฮ่ำ แด่ถ้อน
อกเต่าคำสิแตกม้างบ่มีม้มมอดชีวัง แท้แล้ว
อธิบายศัพท์
คณิง - คะนึง คิดถึง
เอื้อ - เอาใจใส่
อ่าว - คิดถึง คะนึง รำพึง ระลึก
พะอวน - น้อง อวน ก็ว่า
หน่าย - เบื่อ จืดจาง เปิดหน่าย ก็ว่า
เมิน - เบือนหน้าเสีย ไม่ดู ไม่แล
จ่อง - โหน เหนี่ยว ดึง รั้ง ทิ้ง
แด่เด้อ - เป็นคำสร้อยเสริม
หลิงหล่ำ - มองดู
ภายพี้ - ทางนี้
สิ - จะ
ม้าง - มล้าง
ม้ม - พ้น รอดพ้น
คำสอน
ตอนที่ท้าวเต่าคำลองใจนางไกรสร ท้าวเต่าคำไม่ยอมรับฟังคำอธิบายของนางไกรสร ถึงกับเอ่ยวาจาขับไล่นาง ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจนางไกรสรจึงจำต้องเดินลงเรือนจากไปขณะที่กำลังเดินไปใจนางก็ถามตัวเองว่า ที่นางกระทำเช่นนี้เป็นการถูกต้องหรือไม่ ในที่สุดนางก็ตัดสินใจกลับไปหาท้าวเต่าคำ ดังตัวอย่าง
ถัดนั้นบาก็กุมนางแก้วไกรสรคูดเคียน
เจ้าจงหนีจากห้องเฮือนอ้ายอย่านาน
อันว่านางคานน้อยทั้งคิงเลือดหลั่ง
เจ็บแสบซ้ำทั้งเนื้อทั่วไป
กับทั้งเจ็บใจแท้ตัวแพงท้าวไล่
โทษบ่มีดี้ ๆ จำให้แล่นหนี
นางก็เสียใจแท้ทวีความแค้นคั่ง
มีแต่คึดโศกเศร้าใจเจ้าหวั่งเว
นางก็ออดๆ เว้าท้าวเต่ากูร์ณาแด่ถ้อน
ขออย่าถือโทสาหน่ายชิงชังน้อง
ความผิดข้องในใจน้อยหนึ่งบ่มีแล้ว
น้องก็บอกซื่อแท้ทางอ้ายบ่เชื่อฟัง ดังนั้น
น้องจักขอลาอ้ายอวนไปตามชาติก่อนแล้ว
เอาแต่บุญคาดพ้อตัวแก้วสิค่อยคืนดอกนา
ค้อมกล่าวแล้วเลยเล่าลงเถียง
นำทางเถิงท่าเพียงเฮาฮ้อน
แต่นั้นไกรสรน้อยนางแมนคิดถี่
กูนี้ตั้งหากผิดฮีตแท้คลองเฒ่าบ่ควร แท้นา
การที่เป็นเมียนี้อดทนป้อยด่าดีดาย
ผิดเถียงกันแต่น้อยโตนเต้นแล่นหนีดั่งนี้
มันบ่สมควรแท้กษัตริย์ตามเผ่า
ไผ่บ่มีกล่าวเว้ายอย้องว่าดี
ชาติที่เป็นหญิงนี้มีผัวเป็นที่เพิ่ง
ควรกูคืนเมื่อห้องหาบาสองเล่าดูถ้อน
อธิบายศัพท์
บา - หนุ่ม นาย ใช้แก่ผู้มีศักดิ์สูง หรือตัวเอกที่มีความสามารถสูง
กุม - จับ ปล้ำ
เคี่ยน - ย้าย เลื่อนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
เฮือน - เรือน
อ้าย - พี่ พี่ชาย
คีง - ร่างกาย
แพง - สงวน หวง
ดี้ๆ - จริงๆ แม้นิดเดียว สักนิด
คึด - คิด
เว้า - พูด
หวั่งเว - พะวักพะวน ห่วงหน้าพะวงหลัง
กูร์ณา - กรุณา
พ้อ - พบ
เถิง - ถึง
เถียง - โรงนาขนาดเล็กที่ทำไว้ชั่วคราวตามท้องไร่ท้องนา เรียกว่า เถียงนา
เถียงไฮ่ - กระท่อมนา
ฮ้อน - ร้อน
ฮีต - จารีต
ป้อย - แช่ง ด่า
แล่น - วิ่ง
โตน - กระโจน กระโดดจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ
ใผ - ใคร ผู้ใด
ยอ - ยกยอ
เมือ - กลับไป
ฉากชมธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร
กวีได้พยายามที่จะนำเสนอในเรื่องของธรรมชาติ เช่น ต้นน้ำลำธาร ต้นไม้ อาชีพ และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน ในสมัยอดีต ผ่านทางวรรณกรรมพื้นบ้านเรื่องท้าวเต่าคำ เพื่อให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน ดังตัวอย่าง
ย่าก็เอาเต่าน้อยยัดใส่ในถง
เลยเล่าลงเคหาฮอดพงไพรกว้าง
หลิงเห็นสาขาขวงขีนกันเกี้ยวก่าย
ยายแม่พาเต่าน้อยเซาห้วยฮ่มเย็น
ที่นั้นเป็นปล่องน้ำใสสะอาดวังปลา
มีหมู่มัจฉาหลายแกว่งหางเหินบ้อน
มีทั้งยอนแยงส่อยซิวขาวหลายส่ำ
ท้าวจึงจำแม่เจ้าไปข้อนซอกปลา
อธิบายศัพท์
ถง - ถุง
ฮอด - ถึง
หลิง - มองเห็น
ขวง - สกัด กั้น กีดขวาง ก็ว่า
ขีน - ขืน ฝืนใจ ทำให้ไม่โล่งใจ ทำให้เป็นทุกข์
เกี้ยว - พันเกี่ยวไปมา
เซา - พัก หยุดพัก
บ้อน - ปลาผุดขึ้นพ้นน้ำเพื่อหายใจ บ้วน ก็ว่า
ยอน - ปลาน้ำจืด มีหลายชนิด รูปร่างคล้าย ปลาแขยง ครีบมีสีม่วง กะยอน ก็ว่า
แยง - ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ปลาแขยง กะแยง ก็เรียก แยงโค ปลาแขยงชนิดตัวโต
ส่วย - ชื่อปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีเกล็ด อยู่รวมกันเป็นฝูงๆ ปลาสร้าย ก็เรียก
ซิว - ชื่อปลาน้ำจืด มีเกล็ด ตัวเล็กแบน มี ๓ ชนิด ขนาดใหญ่เรียก ซิวเข้า ขนาดกลาง เรียก ซิวอ้าว ขนาดเล็กเรียก ซิว
ข้อน - มาก หรือน้อยกว่าครึ่ง เกือบ จวนใกล้ รวมกันอยู่เป็นกลุ่ม
ซอก - ค้นหา เสาะหา แสวงหา
อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
เรื่องท้าวเต่าคำ กวีได้รจนาให้ท้าวเต่าคำเป็นพระอินทร์แปลงร่างมาเกิดเพื่อใช้ชาติ สามารถถอดคราบเต่าออกได้ แล้วปรากฏเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างงดงาม ในเนื้อเรื่องท้าวเต่ำคำได้ถอดคราบเต่าออก ๓ ครั้ง คือ ครั้งแรก ตอนที่ไปนากับย่าจำสวนและแม่ ครั้งที่ ๒ ตอนที่ไล่นางไกรสรออกจากเถียงนาแล้วนางไกรสรกลับมาพบจึงจับคราบเด่านั้นเผาไฟเสียครั้งที่ ๓ ตอนที่ท้าวเด่าคำแปลงเป็นหนุ่มรูปงามเข้าหานางไกรสรโดยบอกว่าจะไปไล่ช้างออกจากนา ดังตัวอย่าง
๑. ตอนที่ไปนากับย่าจำสวนและแม่
ส่วนว่ายายย่าเจ้าเนาอยู่ทางหลัง
ก็จึงดังไฟสุมก่อกองคองท่า
บาจึงฟ้าวเซื่องซ้อนลี้ลอบเลือมตา
บ่ให้มารดาเห็นถอดกระดองวางไว้
โฉมวิไลล้ำเลาเลียงหลอมหล่อ
คอคางคักเคียมคิ้วผิวผ่องส่องใส่
นับแต่ใต้โลกล้ำพื้นแผ่นปฐพี
ก็บ่มีมาเหมือนเปรียบปานบาท้าว
อธิบายศัพท์
ดังไฟ - ก่อไฟ
คอง - คอย
ฟ้าว - รีบ รีบเร่ง
ลี้ - หลบ ซ่อน
เลา - ต้นไม้จำพวกอ้อ ดอกสีขาวหม่น
เลือมตา - บังตาด้วยอำนาจเวทมนตร์
๒. ตอนที่ไล่นางไกรสรออกจากเถียงนา
เจ้าก็เนาแห่งห้องเถียงน้อยผู้เดียว
เพราะเพื่อศรีเสลียวแก้วไกรสรหนีจาก
หากว่าบาบ่าวท้าวกุมแกล้งด่านาง
ก็บ่มีใผผู้พอมาเพียรพ่าง
บาบ่าวท้าวใจสล่างหวั่งเว
ตั้งหากกรรมกูเด๋นอนดายเดียวเปล่า
เจ้าจึงถอดคราบไว้วางถิ้มถ่ายโฉม
หลิงดูออดหลอดท้าวก้าวเกิ่งอินทร์พรหม
แล้วเล่าทรงภูษาแส่วลมลอยฟ้า
อันว่าบาคานท้าวเนานอนในบ่อน
มุ่งม่านทั้งกวมไว้บถึง
เมื่อนั้นไกรสรน้อยนางหญิงเยื้องย่าง มาแล้ว
ก็บ่เห็นท่อนท้าวผัวแก้วที่ใด
อันว่าไกรสรขึ้นเทิงเถียงก้มส่อง
ก็จึงเห็นกระดองเด่าน้อยวางถิ้มเคิ่งเถียง
นางจึงเปรืองเปรียวฟ้าวบายเอาดองเต่า
ติดไฟเผาจูดถิ้มบ่เหลือไว้ท่อใย
แล้วจึงเปิดผ้ากั้งในบ่อนมองดู
ก็จึงเห็นบาคานอยู่เนาว์ในมุ่ง
ตั้งหากงามเหลือล้นเมืองคนบ่มีท่อ
แขนขาคอก่านป้องผิวผ่องส่องใส
นับแต่ได้โลกล้ำลือเปรียบปุนบาได้เด
อันว่ากัลยานางสะเด็ดนำพอล้ม
อธิบายศัพท์
กุม - จับ ปล้ำ ข่มขืน
ใผ - ใคร ผู้ใด
หวั่งเว - พะวักพะวน ห่วงหน้าพะวงหลัง
ถิ้ม - ทิ้ง
หลิง - มองดู
ออดหลอด - ลักษณะยาวของสิ่งของ ใช้แก่สิ่งของหรือทาง
เกิ่ง - สมดุล เสมอ เท่ากัน
บ่อน - ที่ เช่น บ่อนนอน บ่อนนั่ง
จูด - จุด
กวม - ครอบงำ คร่อม
บาคาน - หนุ่ม นาย ใช้แก่ผู้มีศักดิ์สูง หรือตัวเอกที่มีความสามารถสูงมักใช้เป็นคำนำหน้าชื่อบุคคลในวรรณคดี
ก่าน - ลักษณะของลายที่มีสีดำ สีขาว และเหลืองพันรอบตัวสลับกันเป็นปล้องๆ เรียกว่า ลายก่านป้อง
สะเดิด - ผวา สะดุ้ง สะดุ้งกลัว
๓. ตอนที่แปลงร่างเข้าหานางไกรสร โดยบอกว่าจะไปไล่ช้างที่เข้ามาเหยียบย่ำข้าวในนา เพื่อลองใจนาง
ถัดนั้น ท้าวเต่าด้านโต้ตอบเมียแพง
พี่จักไปเปลืองๆ ต่าวมาเดี๋ยวนี้
แล้วก็ลีลาย้ายบังตานางนาฏ
ถอดคราบไว้วางซ่อนเซี่ยงเสีย
แล้วเล่าทรงภูษา ดั่งพรหมภายฟ้า
เหมือนดั่งเทวดาด้าวชาวสวรรค์ลงหล่อ
แต่ในที่ปพ้อว้อเมืองนี้ไป่ปานได้เด
อันว่าบาคานท้าวทำทีเที่ยวท่อง
ขึ้นสู่ห้องหาน้องนาฏแพง
เว้าพากย์ถ้อยแถลงต่อไกรสร
วอนเสียงใสช่อเชิงชมเกี้ยว
อธิบายศัพท์
ต่าว - กลับ ไปแล้วกลับมา
ลีลา - ท่าทางอันงดงาม การเยื้องกราย ลีลาศ ก็เรียก
เซี่ยง - ซุกซ่อน ปกปิด กำบัง เชื่องก็ว่า
พ้อว้อ - ลักษณะของสิ่งเล็กที่โผล่หรือยื่นออกมาเล็กน้อย สำหรับสิ่งใหญ่เรียกว่า โพ้โว้
นอกจากนี้กวียังได้ให้ท้าวเต่าคำแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้ปรากฏเป็นที่อัศจรรย์ใจ เช่น ตอนที่ปลูกฟัก แฟง แดงโมกลายเป็นเงินเป็นทอง และตอนที่ไปอยู่กระท่อมปลายนาเพียงข้ามคืนได้คืนเดียวต้นข้าวเขียวชอุ่มไกลจนสุดสายตาและตอนที่สร้างปราสาทราชวัง พระยานันทาเทวราช ผู้เป็นพ่อตาคิดว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีบุญญาธิการมาเกิดจึงได้ยกเมืองให้ครอบครอง ดังตัวอย่าง
- ตอนที่ปลูกฟักแฟงแตงโมกลายเป็นเงินเป็นทอง
อันว่ายายย่าย้านลืมซ้าหมากแตง
เขาจึงจับจิ่มซ้าแตงแกว่งลงนำ
ก็จึงเห็นขาวเหลืองดั่งคำเคียนไว้
เขาก็บายเอาได้ทั้งหลายแลเบิ่ง
ตั้งหากเลิงแม่นก้อนคำล้านบ่สงค์แท้แล้ว
อันว่าสองหน่วยนั้นก้อนแก่นเงินเลียง
หน่วยหนึ่งเป็นคำเหลืองค่าพอพันตื้อ
เขาจึงเอาถวายเจ้ากือเมืองหลิงหล่ำ
อันนี้บ่ได้เป็นดั่งคำย่าเฒ่าทูลเว้าว่าแตงแท้แล้ว
ก็หากแม่นแก่นก้อนคำค่ามณีขา
ถวายแก่กูราชาเหนี่ยวโอมเอาน้อย
อธิบายศัพท์
ซ้า - กระเช้า ตะกร้า เช่น ซ้าหมาก กะซ้า ก็เรียก
คำ - ทองคำ
บาย - จับต้อง หยิบฉวย
สงค์ - สงสัย
หน่วย - ผล
ตื้อ - มาตรานับเท่ากับจำนวน ๑๐๐ ล้าน ถ้าเป็นมาตราชั่ง = ๑,000 แสน
หลิงหล่ำ - มองดู
โอม - สู่ขอหญิงเพื่อเป็นภรรยา
- ตอนที่ต้นข้าวเขียวชอุ่มไปทั่วบริเวณเพียงชั่วข้ามคืนเดียว
เมื่อนั้น ไกรสรน้อยบอกพ่อกษัตรา
นับแต่ฮาไปเถิงก็ค่ำจวนวันนั้น
เถิงเมื่อวันลุนเช้าก็เห็นดำทั่วทุ่ง
ต้นก่งเกี้ยวเขียวอ้วนอ่อนงาม
จักว่าใผมาทำก็บ่เห็นหนแท้
อันว่าสมเสลาท้าวบาคานเป็นเต่าคราวนั้น
บัดนี้ก็หากเป็นฮูปท้าวเทียมแต้มแต่งเขียนพ่อเอย
อันว่าคราบเต่าน้อยลูกก็จูดสุมเสีย
บาก็เป็นโสมคนยอดชายเชิงกล้า
ค้อมว่านางกล่าวแล้วพระส่อพลอยแสลง
ก็หากเป็นแต่บุญไกรสรแห่งนางทำไว้
อธิบายศัพท์
ฮา - เราทั้งสอง
เถิง - ถึง
ลุน - วันหลัง
ท่ง - ทุ่ง
ใผ - ใคร ผู้ใด
ฮูป - รูป
จูด - จุด เผา
- ตอนสร้างปราสาทราชวัง ได้เนรมิตให้บรรดาปลวกทั้งหลายกลายเป็นคน มาช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมือง
บัดนี้จักกล่าวเถิงท้าวเนาเถียงคึดฮำก่อนแล้ว
คิดใคร่ทำเดชให้เกียรติก้องกว่าไกล
ก็จึงทำการให้คนคอยทั้งที่ป
เพื่อให้ฮู่ทั่วท้องเกียรติก้องกว่าชาย
บาจึงบายเอาไม้ไปตีจอมปลวก
เกิดเป็นพวกไพร่น้อยมาได้แปดอักโข
เขาจึงตกแต่งตั้งโฮงราชวังหลวง
ทั้งหอขวางไขว่ขีนขวาซ้าย
มีทั้งภายหอฮ้านโฮงเมียทั้งแปด
ห้องอาบน้ำในหั้นสู่แนว
แล้วประดับคาดด้วยแก้วแก่นพิฑูรย์ใส
สอนลอนเลียนดังซิบินบนได้
มีทั้งขุดคูไว้วงกลมเตรียมฮอบ
ฮ้อยสำเซื้อเหลือล้นอเนกนอง
ในหนห้องนครทองท้าวเต่า
ตั้งหากยาวย่านกว้างขวางได้แปดพัน
บันไดตั้งตามทวารทั้งสี่
มีทหารอยู่ล้อมเลียนไว้หมื่นถัน
มีทั้งหัตถีพร้อมพอพันม้าวิ่ง
ทุกสิ่งล้นคนเค้าคั่งเวียง
ฟังเสียงสวนไลเล่นกลองยาวยามค่ำพู้นเยอ
เคล้าคลื่นก้องนครท้าวทั่วแดน
อันว่าบาคานท้าวทรงธรรมสถิตแท่น
สาวสนมหนุ่มแน่นขวาซ้ายเสพระงม
อธิบายศัพท์
สอนลอน - ซึ่งอออยู่มากมาย สล้าง สะพรั่ง ซึ่งชูขึ้นพร้อมกัน สอยลอย ก็ว่า
ฮอบ - รอบ
สวนไล - เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง หรือปีที่พระยาแถนให้ขุนบรมมา
พู้น - นั้น โน้น
พจนีย์ เพ็งเปลี่ยน เรียบเรียง